Connect with us

สุขภาพและการแพทย์

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

Published

on

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของประเทศไทยที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8% ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสุขภาพที่กำลังหนักขึ้น ในช่วงที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงและสังคมกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายุ

การคลอดก่อนกำหนดสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ความพิการหรือพัฒนาการล่าช้า นอกจากนี้ยังเพิ่มภาระทั้งด้านใจ ค่าใช้จ่าย และระบบบริการสุขภาพ เพราะทารกจำนวนมากต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ใช้การดูแลเฉพาะทาง และต้องติดตามต่อเนื่อง

การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร

การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดมีชีพก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ (หรือก่อน 259 วันนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งกลุ่มตามอายุครรภ์เป็น

  • ก่อนกำหนดมาก: น้อยกว่า 28 สัปดาห์
  • ก่อนกำหนดมากปานกลาง: 28 ถึงน้อยกว่า 32 สัปดาห์
  • ก่อนกำหนดปานกลางถึงใกล้ครบกำหนด: 32 ถึง 37 สัปดาห์

ในปี 2020 ทั่วโลกมีทารกคลอดก่อนกำหนดประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการเกิดทั้งหมด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผู้เสียชีวิตราว 900,000 คนต่อปี เด็กที่รอดชีวิตบางส่วนต้องเผชิญปัญหาระยะยาว เช่น การเรียนรู้ช้า ปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยิน และการพัฒนาทางระบบประสาท

ประเทศที่ทรัพยากรจำกัดมีอัตรารอดชีวิตของทารกที่ก่อนกำหนดมากต่ำมาก โดยมากกว่า 90% เสียชีวิตในช่วงวันแรก ๆ เพราะเข้าถึงการดูแลพื้นฐานได้ไม่พอ เช่น การให้ความอบอุ่น การสนับสนุนการให้นมแม่ และการดูแลเรื่องการติดเชื้อ ขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถเพิ่มโอกาสรอดได้มากจากการรักษาและการดูแลขั้นสูง

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในไทย

การคลอดก่อนกำหนดเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางรายเกิดเองจากการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ขณะที่บางรายจำเป็นต้องคลอดก่อนเวลาจากเหตุทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือโรคที่ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด (รวมถึงการชักนำคลอดหรือผ่าตัดคลอด)

ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่

  • ตั้งครรภ์แฝดหรือหลายคน
  • การติดเชื้อ
  • โรคเรื้อรังของแม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด โภชนาการไม่ดี และความเครียด

สำหรับประเทศไทย รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ปัจจัยเสี่ยงที่พบเพิ่ม เช่น ฝากครรภ์ไม่ครบหรือเริ่มช้า ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ การตั้งครรภ์แฝด และการติดเชื้อของมารดา (เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก)

อัตราการคลอดก่อนกำหนดแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ราว 8% ถึง 18% ในแต่ละภูมิภาค กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงห่างการตั้งครรภ์สั้น และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ เช่น อยู่ชนบท หรือการศึกษาต่ำ ยังทำให้ความเสี่ยงเพิ่มในบางกลุ่ม

ทำไมตัวเลข 9.91% ถึงน่าห่วง

เมื่ออัตราคลอดก่อนกำหนดของไทยอยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จึงเป็นสัญญาณว่าระบบยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับ แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็ง ตัวเลขนี้ส่งผลต่อการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อีกทั้งเพิ่มภาระต่อเครือข่ายบริการสุขภาพในช่วงที่จำนวนเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง (ในบางปีต่ำกว่า 500,000 คน)

กรมอนามัยยังชี้ว่าการคลอดก่อนกำหนดทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งค่ารักษา การนอนโรงพยาบาลนาน การดูแลทารกในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และค่าใช้จ่ายในการติดตามพัฒนาการในระยะยาว

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

แนวทางของกรมอนามัยและความร่วมมือที่เดินหน้า

กรมอนามัยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (BMA) และภาคีต่าง ๆ เช่น WHO รวมถึงโครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก (ในพระอุปถัมภ์) เพื่อผลักดันเป้าหมายลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้เหลือ ไม่เกิน 8%

มาตรการสำคัญที่ถูกเน้น ได้แก่

  • ฝากครรภ์เร็วและสม่ำเสมอ แนะนำให้เข้ารับบริการอย่างน้อย 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์
  • คัดกรองปัจจัยเสี่ยงหลัก ตรวจประเมิน 5 เรื่องสำคัญคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง การติดเชื้อในช่องคลอด และโรคในช่องปาก เพื่อให้รักษาได้ไว
  • ส่งเสริมความรู้ในชุมชนและครอบครัว มีโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เข้าใจอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด
  • สื่อสารสาธารณะร่วมกับภาคี โครงการรณรงค์ร่วมกับ TrueVisions เน้น 4 เรื่องคือ อันตรายของการคลอดก่อนกำหนด ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์เร็ว บทบาทครอบครัวในการป้องกัน และสัญญาณเตือน เช่น เจ็บครรภ์ เลือดออก หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด

งานเหล่านี้ต่อยอดจาก โครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก ที่มีผลดีในพื้นที่ชนบท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนดในบางพื้นที่

ในเดือนเมษายน 2025 WHO ยังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันอนามัยโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Beginnings, Hopeful Futures” และเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่องช่วงปี 2025 ถึง 2026 เพื่อผลักดันการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ผ่านการสื่อสารและการดูแลที่เหมาะสม

พร้อมกันนี้ กรมอนามัยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงาน (SOPs) สำหรับการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ การติดตามกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน) และแนวทางดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดทันทีในห้องคลอด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากสามารถป้องกันได้ ด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและคุ้มค่า เช่น ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ อัลตราซาวด์ตั้งแต่เนิ่น ๆ การให้สเตียรอยด์ก่อนคลอดในรายที่เหมาะสม และการดูแลแบบแม่โอบอุ้ม (kangaroo mother care)

ก้าวต่อไปของไทย

ในวันที่ไทยมีเด็กเกิดน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การลดการคลอดก่อนกำหนดยิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เด็กเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข แนวทางที่ทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการคัดกรอง การสื่อสารกับชุมชน และการสนับสนุนนโยบาย จะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้จริง

การลงทุนต่อเนื่องในสุขภาพแม่ การค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว และการดูแลที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น

คีย์เวิร์ดแนะนำ: การคลอดก่อนกำหนด ไทย, อัตราคลอดก่อนกำหนด 9.91%, กรมอนามัย, ป้องกันคลอดก่อนกำหนด, สุขภาพแม่และเด็ก ไทย, การตายทารกแรกเกิด, WHO คลอดก่อนกำหนด, ฝากครรภ์ ไทย, คัดกรองครรภ์เสี่ยงสูง, เครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก

กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์

หน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่

Published

on

หน่วยงานสาธารณสุขเตือนเกี่ยวกับระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ – เข้าสู่ช่วงหมอกควันหน้าแล้งของภาคเหนือ คุณภาพอากาศในเชียงใหม่ทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องออกประกาศเตือนต่อเนื่อง หลายอำเภอมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ปลอดภัย และเริ่มกระทบทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว หน่วยงานย้ำให้รีบป้องกันตัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพราะไฟป่าและควันตามฤดูกาลกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อสถานการณ์

ฤดูเผาในภาคเหนือที่คนคุ้นกันดี มักกินช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม และปี 2026 ก็มาแบบเข้มข้น ข้อมูลล่าสุดพบค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นหลายจุด บางพื้นที่วัดได้ถึง 71.3 µg/m³ ในอำเภอทางใต้ เช่น ฮอด ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่ 37.5 µg/m³ อย่างมาก ขณะเดียวกัน ค่าที่วัดได้ในภาพรวมของเมืองมักแกว่งอยู่ระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลต่อสุขภาพ โดยพบช่วงประมาณ 37 ถึง 71 µg/m³ สาเหตุหลักมาจากควันเผาในพื้นที่เกษตร จุดความร้อนในป่า และมลพิษที่สะสมใต้สภาพอากาศปิด (อุณหภูมิผกผัน)

เชียงใหม่และเชียงรายเจอรูปแบบนี้แทบทุกปี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสะท้อนความกังวลมากขึ้น เพราะตัวเลขรอบนี้เริ่มกระทบชีวิตประจำวัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

สาธารณสุขขอให้เฝ้าระวังและป้องกันตัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขขอให้คนในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะ PM2.5 เป็นภัยเงียบที่เข้าไปลึกถึงปอด และสามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ คำแนะนำสำคัญที่ควรทำทันที ได้แก่

  • ลดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะการออกกำลังกายหนักในช่วงที่หมอกควันหนา (มักหนักช่วงเช้าและช่วงบ่ายแก่)
  • สวมหน้ากาก N95 หรือระดับใกล้เคียงเมื่อออกนอกบ้าน หากค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย
  • อยู่ในอาคาร ปิดประตูหน้าต่าง และใช้เครื่องฟอกอากาศถ้ามี
  • เช็กคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านแอป เช่น Air4Thai หรือ IQAir
  • ไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอไม่หยุด หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือแสบตา

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด โรคหัวใจ หรือเบาหวาน เจ้าหน้าที่เน้นว่าการดูแลตั้งแต่แรกช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน จึงเล็ดลอดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย และยังเชื่อมโยงกับการอักเสบในร่างกาย ระยะสั้นมักเริ่มจากอาการระคายเคืองที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

อาการที่พบบ่อยในระยะสั้น ได้แก่

  • ไอและจาม
  • ผิวระคายเคือง หรือมีผื่น
  • แสบตา ตาแดง และระคายเคือง
  • เจ็บคอ คัดจมูก หรือระคายคอ

อาการเหล่านี้เกิดได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเจอฝุ่นสูง และจะหนักขึ้นถ้าอยู่กลางแจ้งนาน

ส่วนผลกระทบระยะยาว หรือการได้รับซ้ำ ๆ มีความเสี่ยงมากกว่า งานวิจัยหลายชิ้นเชื่อมโยงการสูดดม PM2.5 ต่อเนื่องกับโรครุนแรง เช่น

  • ปัญหาระบบหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และความดันโลหิตสูง
  • โรคระบบทางเดินหายใจ: อาการหอบหืดกำเริบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และความเสี่ยงมะเร็งปอดที่เพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบอื่น ๆ: สมรรถภาพปอดลดลง ภูมิคุ้มกันอ่อนลง และอาจกระทบสุขภาพการทำงานของสมอง

สำหรับเชียงใหม่ที่เจอค่าฝุ่นพุ่งทุกปี การสะสมจากหลายฤดูกาลทำให้ความเสี่ยงยิ่งสูง โดยเฉพาะในช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม

ทำไมช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมถึงมีหมอกควันหนักที่สุด

ภูมิประเทศและสภาพอากาศของภาคเหนือเอื้อให้ควันค้างอยู่ใกล้พื้นดิน ช่วงหน้าแล้งฝนตกน้อย ลมอ่อน และเกิดอุณหภูมิผกผัน ทำให้มลพิษระบายออกยาก แหล่งกำเนิดสำคัญ ได้แก่

  • การเผาเศษวัสดุการเกษตร
  • ไฟป่า ซึ่งมีรายงานจุดความร้อนในพื้นที่เชียงใหม่ล่าสุด 182 จุด
  • ควันข้ามแดนจากพื้นที่ใกล้เคียง
  • มลพิษในเมืองจากรถยนต์และภาคอุตสาหกรรม

ปีนี้ไฟป่าในอำเภอทางใต้ดันค่าฝุ่นบางช่วงเข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพในพื้นที่อย่างฮอด และเมื่อกระแสลมพาควันเข้าหาเมือง ค่าฝุ่นในเขตตัวเมืองก็สะสมเพิ่มตามไปด้วย

ตามสถิติเดิม ค่าฝุ่นมักพีคช่วงมีนาคมถึงเมษายน บางปีทัศนวิสัยแย่จนเที่ยวบินล่าช้า แม้ข้อมูลปี 2026 จะขึ้นลงเป็นวัน ๆ แต่ภาพรวมยังชี้ว่า หากฝนไม่มา หรือไม่มีลมช่วยพัดระบาย ระดับฝุ่นมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง

การรับมือของชุมชนและภาครัฐ

หน่วยงานท้องถิ่นยังคงติดตามค่าฝุ่นจากสถานีตรวจวัดในหลายอำเภอ และในบางปีมีการปิดพื้นที่อุทยานหรือจุดท่องเที่ยวกลางแจ้งบางส่วนเพื่อลดการสัมผัสควัน มาตรการในภาพใหญ่ยังรวมถึงการกวดขันการเผาในที่โล่ง และการผลักดันทางเลือกที่ลดการเผา

ประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการแจ้งเหตุเผาผิดกฎหมาย และร่วมกิจกรรมชุมชนเพื่ออากาศสะอาด ในช่วงเสี่ยงสูง หน่วยงานสาธารณสุขยังมีการแจกหน้ากาก และสื่อสารให้ความรู้เพื่อให้คนดูแลตัวเองได้ทันเวลา

ตลอดฤดูหมอกควันปีนี้ ข้อความจากเจ้าหน้าที่ชัดเจนมาก การระวังคือสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 ยังผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น การป้องกันตัวสม่ำเสมอจึงสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารในจังหวัดเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ดที่ฝังไว้ในนาข้าว

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์

การติดเชื้อเอชไอวีพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี

**เอชไอวีในเยาวชนไทยเพิ่มขึ้น: สัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบรับมือ**
**ข้อมูลกรมควบคุมโรคชี้ ปีที่ผ่านมาเจอผู้ติดเชื้อใหม่ 13,357 ราย, กลุ่มอายุ 15-24 ปีคิดเป็น 35%, สาเหตุหลักมาจากเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน**

Published

on

การติดเชื้อเอชไอวีพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี

กรุงเทพฯ – ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพที่น่าห่วง เพราะประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จำนวนมาก ในปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่ 13,357 ราย ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมที่ยังมีชีวิตอยู่เพิ่มเป็น 547,556 ราย

ที่น่ากังวลที่สุดคือ สัดส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 35% อยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ใกล้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่า 96.4% ของการติดเชื้อเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แนวโน้มนี้มักเชื่อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในกลุ่มเยาวชน เช่น การนัดเจอผ่านแอปหาคู่ การใช้ถุงยางลดลง และความเข้าใจผิดว่า ถ้ามียาต้านแล้วเอชไอวีก็ไม่น่ากลัว แม้บางแหล่งข้อมูลคาดว่าในปี 2568 ผู้ติดเชื้อใหม่อาจลดลงเหลือราว 8,000-9,000 ราย แต่สัดส่วนในกลุ่มเยาวชนยังสูง และหลายพื้นที่ยังเพิ่มเร็ว

เยาวชนกลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ติดเชื้อรายใหม่

กลุ่มอายุ 15-24 ปี กลายเป็นจุดที่ต้องจับตา เพราะหลายปัจจัยมาเจอกันพอดี ทั้งการเริ่มทดลองมีเพศสัมพันธ์ ความเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ที่กระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยง และความกลัวโรคที่ลดลงจากความก้าวหน้าของการรักษา ผลคือ หลายคนตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือป้องกันไม่สม่ำเสมอ

ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่หลายร้อยรายต่อปี โดยพบมากในกลุ่ม MSM (ชายรักชาย) และในเยาวชนบางส่วน นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังระบุว่า บางจังหวัดเห็นแนวโน้มผู้ติดเชื้อวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น หน่วยงานรัฐและภาคีอย่าง Aids Healthcare Foundation (AHF) Thailand จึงเดินหน้าแคมเปญ “Just Use It” เพื่อชวนให้ใช้ถุงยาง และช่วยลดการตีตราเรื่องเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “กลุ่มเสี่ยงหลัก” อีกแล้ว เพราะกระจายไปถึงเยาวชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานตอนต้นด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อโรงเรียนและครอบครัวให้ความรู้เรื่องเพศแบบไม่ครอบคลุม เด็กจำนวนหนึ่งจึงโตมากับข้อมูลไม่ครบ และตัดสินใจจากความเชื่อหรือคำบอกต่อ

อุตสาหกรรมบริการทางเพศไทย, บทเรียนเก่า และความเสี่ยงที่ยังอยู่

ในอดีต อุตสาหกรรมบริการทางเพศเคยเป็นปัจจัยสำคัญของการระบาดเอชไอวี ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้น 1990 อัตราติดเชื้อในกลุ่มผู้ให้บริการและลูกค้าเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลไทยจึงเริ่มโครงการ “100% ถุงยาง” ในปี 2534 เพื่อผลักดันให้ใช้ถุงยางในสถานบริการทุกแห่ง

โครงการดังกล่าวได้ผลชัดเจน เพราะการใช้ถุงยางในเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นจนเกิน 90% ภายในไม่กี่ปี ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลงเร็ว และเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในต่างประเทศ

แต่ปัจจุบัน รูปแบบบริการเปลี่ยนไป ซ่องแบบเดิมลดลงก็จริง อย่างไรก็ตาม บริการทางอ้อมยังมีอยู่ เช่น บาร์ นวดแผนไทย สปา หรือการนัดหมายผ่านออนไลน์ นั่นทำให้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเยาวชนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ยังเสี่ยงถ้าขาดการป้องกัน แม้ภาพรวมวันนี้การติดเชื้อจำนวนมากจะเกิดจากเพศสัมพันธ์นอกระบบบริการ และในกลุ่ม MSM มากขึ้น แต่เครือข่ายทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ป้องกันเอชไอวีในไทยทำได้จริง, เครื่องมือมีพร้อม

การป้องกันเอชไอวีไม่ได้ยาก และทำได้ผลดีมาก ไทยมีบริการรองรับทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกชุมชน และหน่วยบริการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในหลายพื้นที่

วิธีหลักที่ทำได้ทันที ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
    เลือกถุงยางแบบ latex หรือ polyurethane และใช้คู่กับน้ำยาหล่อลื่นแบบฐานน้ำเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก หลายหน่วยบริการมีถุงยางแจกฟรี เช่น โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์สุขภาพชุมชน และจุดบริการต่างๆ
  • ตรวจเอชไอวีสม่ำเสมอ
    คนไทยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้งที่หน่วยบริการรัฐ หรือเลือกใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่หาซื้อได้ตามร้านยา เมื่อรู้สถานะเร็ว ก็เริ่มรักษาได้เร็ว และลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น
  • ใช้ PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัส)
    ยากินทุกวัน (เช่น tenofovir/emtricitabine) ช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า 99% เมื่อกินต่อเนื่อง ไทยเริ่มครอบคลุม PrEP ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ตั้งแต่ปี 2562 และขยายจุดบริการกว่า 300 แห่ง รวมถึงศูนย์ KPLHS (Key Population-Led Health Services) นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกแบบฉีดออกฤทธิ์ยาวในโครงการทดลองตามข้อมูลปีล่าสุด
  • ใช้ PEP (ยาป้องกันหลังสัมผัส)
    ถ้าเกิดเหตุเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ให้ไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมง จากนั้นกินยาต่อเนื่อง 28 วัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ
  • ลดจำนวนคู่นอน และคุยกันให้ชัด
    การพูดเรื่องสถานะเอชไอวีกับคู่นอนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก นอกจากนี้ ควรเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตอนมึนเมาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลสารเสพติด เพราะมักทำให้ตัดสินใจพลาด
  • ไม่ใช้เข็มร่วมกัน
    สำหรับผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ควรใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง และเข้าร่วมบริการลดอันตรายที่มีในบางพื้นที่

แนวทางที่ถูกใช้บ่อยคือการป้องกันแบบผสมผสาน (Combination Prevention) ซึ่งรวม PrEP, การใช้ถุงยาง และการตรวจสม่ำเสมอ หลายจังหวัดมีคลินิกเยาวชนและบริการแบบ one-stop ที่เน้นความเป็นมิตร และลดการตีตรา

มองไปข้างหน้า, โอกาสยุติเอดส์ยังมี แต่ต้องผ่านด่านเยาวชน

ประเทศไทยลงทุนงบภายในประเทศต่อเนื่อง และตั้งเป้าลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ต่ำกว่า 1,000 รายต่อปีภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เพิ่มในเยาวชนยังเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะยังมีทั้งการตีตรา ความรู้เรื่องเพศที่ไม่ครอบคลุม และการเข้าถึง PrEP ที่ยังไม่ทั่วถึง

ภาครัฐจึงผลักดันให้เพิ่มการให้ความรู้ ทำแคมเปญสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชน และผูกบริการสุขภาพเข้ากับชีวิตจริงมากขึ้น เมื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น PrEP และ ART (เมื่อรักษาจน viral load ตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อแทบเป็นศูนย์) เป้าหมายการยุติเอดส์ในฐานะภัยคุกคามด้านสาธารณสุขก็ยังเป็นไปได้

สุดท้ายแล้ว ทุกคนช่วยกันได้ด้วยการตรวจ ใช้การป้องกัน และเข้ารับบริการที่มีให้ฟรี เพราะเอชไอวีป้องกันได้ เมื่อรู้ให้พอและทำให้จริง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

น่าเศร้า! หญิงสาวอายุ 20 ปีจากเชียงรายถูกรถกระบะชนขณะข้ามถนน

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์

สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์

ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล

Published

on

ไวรัสนิปาห์

กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว

กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19

ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ

ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง

ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง

ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป

นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที

ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ

ไวรัสนิปาห์

เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ

หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก

ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง

ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด

มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health

นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที

คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน

ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท

หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ

ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง

หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

ตำรวจไซเบอร์จับกุมเลขาธิการประจำจังหวัดในข้อหาฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์
ข่าวอาชญากรรม - Crime23 minutes ago

ตำรวจไซเบอร์จับกุมเลขาธิการประจำจังหวัดในข้อหาฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์

ตำรวจจับกุมชายที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับรถจักรยานยนต์ด้วยปืน AK47
ข่าวอาชญากรรม - Crime27 minutes ago

ตำรวจจับกุมชายที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับรถจักรยานยนต์ด้วยปืน AK47

ปั๊มน้ำมันในจังหวัดเชียงรายน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 95 หมด
เชียงราย - Chiang Rai News1 hour ago

ปั๊มน้ำมันในจังหวัดเชียงรายน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 95 หมด

บาร์เซโลนาเอาชนะแอตเลติโก มาดริด 3-0
ฟุตบอล5 hours ago

บาร์เซโลนาเอาชนะแอตเลติโก มาดริด 3-0 แม้จะพยายามบุกหนักในช่วงท้ายเกมแต่ก็ไม่เพียงพอ

วูล์ฟแฮมป์ตันสร้างความตกตะลึงให้ลิเวอร์พูล 2-1
ฟุตบอล6 hours ago

วูล์ฟแฮมป์ตันสร้างความตกตะลึงให้ลิเวอร์พูล 2-1 ด้วยประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่สนามโมลินิวซ์

ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 hours ago

ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย

เกษตรกรเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนหลังราคาผักตกต่ำ
ข่าวระดับชาติ - National7 hours ago

เกษตรกรเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนหลังราคาผักตกต่ำ

รวบคู่สามีภรรยาคดีฉ้อโกงในเชียงราย เจอปืนลูกโม่ .38 ทำเองคาตัว
เชียงราย - Chiang Rai News7 hours ago

รวบคู่สามีภรรยาคดีฉ้อโกงในเชียงราย เจอปืนลูกโม่ .38 ทำเองคาตัว

สถานีบริการน้ำมันเชียงรายพบแถวยาวเหยียดเนื่องจากความตื่นตระหนกเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน
เชียงราย - Chiang Rai News7 hours ago

สถานีบริการน้ำมันเชียงรายพบแถวยาวเหยียดเนื่องจากความตื่นตระหนกเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน

ผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล "สารหนูในแม่น้ำกก" ก่อนสงกรานต์
เชียงราย - Chiang Rai News8 hours ago

ผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์

แม่แจ้งความตำรวจหลังลูกสาววัย 2 ขวบถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 day ago

แม่แจ้งความตำรวจหลังลูกสาววัย 2 ขวบถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บสองคน ก่อนจะหลบหนีไปโดยรถยนต์ที่พุ่งชนลงไปในสระน้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 day ago

ชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บสองคน ก่อนจะหลบหนีไปโดยรถยนต์ที่พุ่งชนลงไปในสระน้ำ

เชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News1 day ago

เชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท

ผู้โดยสารที่สนามบินเชียงใหม่ตกค้างหลังจากเที่ยวบินไปอาบูดาบีถูกยกเลิก
ข่าวระดับชาติ - National1 day ago

ผู้โดยสารที่สนามบินเชียงใหม่ตกค้างหลังจากเที่ยวบินไปอาบูดาบีถูกยกเลิก

เสือโคร่งดุร้ายออกอาละวาดทำร้ายชาวบ้านและฆ่าปศุสัตว์ในจังหวัดกำแพงเพชร
ข่าวระดับชาติ - National1 day ago

เสือโคร่งดุร้ายออกอาละวาดทำร้ายชาวบ้านและฆ่าปศุสัตว์ในจังหวัดกำแพงเพชร

ตำรวจกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งที่ใช้มีดปาดคอเหยื่อที่เป็นนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วหลบหนีไป
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ตำรวจกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งที่ใช้มีดปาดคอเหยื่อที่เป็นนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วหลบหนีไป

OBEC กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของครูรายหนึ่งเนื่องจาก 'ทำงานหนักเกินไป'
ข่าวระดับชาติ - National4 weeks ago

OBEC กำลังสอบสวนกรณีครูหญิงคนหนึ่งในเชียงใหม่ฆ่าตัวตายเนื่องจาก ‘ทำงานหนักเกินไป’

พรรคการเมือง 4 พรรคได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนในจังหวัดเชียงราย
ข่าวการเมือง4 weeks ago

พรรคการเมือง 4 พรรคได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนในจังหวัดเชียงราย

ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท

กกต.เชียงรายสลับหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ผิด 3 ราย ทำผู้สมัครโวย
ข่าวการเมือง4 weeks ago

กกต.เชียงรายลงหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 คลาดเคลื่อน 3 ราย ผู้สมัครร้องเรียน หวั่นคนสับสน

วช. เปิดศูนย์เรียนรู้โดรนเพื่อการเกษตร ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย หนุนเกษตรในพื้นที่
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

วช. เปิดศูนย์เรียนรู้โดรนเพื่อการเกษตร ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย หนุนเกษตรในพื้นที่

ชัยธวัฒน์ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดเชียงรายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน
ข่าวการเมือง4 weeks ago

ชัยธวัฒน์ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดเชียงรายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน

รางวัลนำจับสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมนักโทษที่หลบหนีจากเรือนจำดอยหางเชียงราย ได้เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท หลังจากที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมตัวเขาได้อีกครั้ง
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

รางวัลนำจับผู้หลบหนีจากเรือนจำเชียงรายดอยหาง เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท

ไฟไหม้ทำลายอาคารวัดเก่าแก่ 144 ปีในจังหวัดลำปาง
ข่าวระดับชาติ - National4 weeks ago

ไฟไหม้ทำลายอาคารวัดเก่าแก่ 144 ปีในจังหวัดลำปาง

เรื่องน่าเศร้า! ช้างป่าโจมตีและฆ่านักท่องเที่ยววัย 69 ปี ที่แคมป์ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ข่าวระดับชาติ - National4 weeks ago

เรื่องน่าเศร้า! ช้างป่าโจมตีและฆ่านักท่องเที่ยววัย 69 ปี ที่แคมป์ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ด่านชายแดนเชียงรายปะทะกับผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ได้ 300 กิโลกรัม
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ด่านชายแดนเชียงรายปะทะกับผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ได้ 300 กิโลกรัม

การเลือกตั้งทั่วไป 2569, โค้งท้ายของ “เปลี่ยน” หรือ “ไปต่อ”?
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

การเลือกตั้งทั่วไป 2569, โค้งท้ายของ “เปลี่ยน” หรือ “ไปต่อ”?

“วิสาร” ชี้ขบวนการทุนสีเทาซื้อเสียง เตือนชาวบ้านอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้า
ข่าวการเมือง4 weeks ago

“วิสาร” ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์การระดมทุนที่ไม่โปร่งใสเพื่อซื้อเสียง และเตือนชาวบ้านเชียงรายอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวแก่คนแปลกหน้า

เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

เปิดประตูสู่ฤดูกาลแห่งความรัก: ดื่มด่ำช่วงเวลาพิเศษริมแม่น้ำกกกับแคมเปญ ‘AVEC AMOUR’ ณ เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท

พระสงฆ์ในเชียงใหม่เรียกร้องให้จับกุมคู่สามีภรรยาชาวต่างชาติฐาน "พ่นสี" บนกำแพงวัด
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

พระสงฆ์ในเชียงใหม่เรียกร้องให้จับกุมคู่สามีภรรยาชาวต่างชาติฐาน “พ่นสี” บนกำแพงวัด

Trending