สุขภาพและการแพทย์
กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของประเทศไทยที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8% ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสุขภาพที่กำลังหนักขึ้น ในช่วงที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงและสังคมกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายุ
การคลอดก่อนกำหนดสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ความพิการหรือพัฒนาการล่าช้า นอกจากนี้ยังเพิ่มภาระทั้งด้านใจ ค่าใช้จ่าย และระบบบริการสุขภาพ เพราะทารกจำนวนมากต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ใช้การดูแลเฉพาะทาง และต้องติดตามต่อเนื่อง
การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร
การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดมีชีพก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ (หรือก่อน 259 วันนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งกลุ่มตามอายุครรภ์เป็น
- ก่อนกำหนดมาก: น้อยกว่า 28 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดมากปานกลาง: 28 ถึงน้อยกว่า 32 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดปานกลางถึงใกล้ครบกำหนด: 32 ถึง 37 สัปดาห์
ในปี 2020 ทั่วโลกมีทารกคลอดก่อนกำหนดประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการเกิดทั้งหมด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผู้เสียชีวิตราว 900,000 คนต่อปี เด็กที่รอดชีวิตบางส่วนต้องเผชิญปัญหาระยะยาว เช่น การเรียนรู้ช้า ปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยิน และการพัฒนาทางระบบประสาท
ประเทศที่ทรัพยากรจำกัดมีอัตรารอดชีวิตของทารกที่ก่อนกำหนดมากต่ำมาก โดยมากกว่า 90% เสียชีวิตในช่วงวันแรก ๆ เพราะเข้าถึงการดูแลพื้นฐานได้ไม่พอ เช่น การให้ความอบอุ่น การสนับสนุนการให้นมแม่ และการดูแลเรื่องการติดเชื้อ ขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถเพิ่มโอกาสรอดได้มากจากการรักษาและการดูแลขั้นสูง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในไทย
การคลอดก่อนกำหนดเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางรายเกิดเองจากการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ขณะที่บางรายจำเป็นต้องคลอดก่อนเวลาจากเหตุทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือโรคที่ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด (รวมถึงการชักนำคลอดหรือผ่าตัดคลอด)
ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่
- ตั้งครรภ์แฝดหรือหลายคน
- การติดเชื้อ
- โรคเรื้อรังของแม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด โภชนาการไม่ดี และความเครียด
สำหรับประเทศไทย รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ปัจจัยเสี่ยงที่พบเพิ่ม เช่น ฝากครรภ์ไม่ครบหรือเริ่มช้า ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ การตั้งครรภ์แฝด และการติดเชื้อของมารดา (เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก)
อัตราการคลอดก่อนกำหนดแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ราว 8% ถึง 18% ในแต่ละภูมิภาค กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงห่างการตั้งครรภ์สั้น และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ เช่น อยู่ชนบท หรือการศึกษาต่ำ ยังทำให้ความเสี่ยงเพิ่มในบางกลุ่ม
ทำไมตัวเลข 9.91% ถึงน่าห่วง
เมื่ออัตราคลอดก่อนกำหนดของไทยอยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จึงเป็นสัญญาณว่าระบบยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับ แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็ง ตัวเลขนี้ส่งผลต่อการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อีกทั้งเพิ่มภาระต่อเครือข่ายบริการสุขภาพในช่วงที่จำนวนเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง (ในบางปีต่ำกว่า 500,000 คน)
กรมอนามัยยังชี้ว่าการคลอดก่อนกำหนดทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งค่ารักษา การนอนโรงพยาบาลนาน การดูแลทารกในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และค่าใช้จ่ายในการติดตามพัฒนาการในระยะยาว

แนวทางของกรมอนามัยและความร่วมมือที่เดินหน้า
กรมอนามัยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (BMA) และภาคีต่าง ๆ เช่น WHO รวมถึงโครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก (ในพระอุปถัมภ์) เพื่อผลักดันเป้าหมายลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้เหลือ ไม่เกิน 8%
มาตรการสำคัญที่ถูกเน้น ได้แก่
- ฝากครรภ์เร็วและสม่ำเสมอ แนะนำให้เข้ารับบริการอย่างน้อย 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์
- คัดกรองปัจจัยเสี่ยงหลัก ตรวจประเมิน 5 เรื่องสำคัญคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง การติดเชื้อในช่องคลอด และโรคในช่องปาก เพื่อให้รักษาได้ไว
- ส่งเสริมความรู้ในชุมชนและครอบครัว มีโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เข้าใจอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด
- สื่อสารสาธารณะร่วมกับภาคี โครงการรณรงค์ร่วมกับ TrueVisions เน้น 4 เรื่องคือ อันตรายของการคลอดก่อนกำหนด ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์เร็ว บทบาทครอบครัวในการป้องกัน และสัญญาณเตือน เช่น เจ็บครรภ์ เลือดออก หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
งานเหล่านี้ต่อยอดจาก โครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก ที่มีผลดีในพื้นที่ชนบท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนดในบางพื้นที่
ในเดือนเมษายน 2025 WHO ยังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันอนามัยโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Beginnings, Hopeful Futures” และเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่องช่วงปี 2025 ถึง 2026 เพื่อผลักดันการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ผ่านการสื่อสารและการดูแลที่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ กรมอนามัยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงาน (SOPs) สำหรับการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ การติดตามกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน) และแนวทางดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดทันทีในห้องคลอด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากสามารถป้องกันได้ ด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและคุ้มค่า เช่น ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ อัลตราซาวด์ตั้งแต่เนิ่น ๆ การให้สเตียรอยด์ก่อนคลอดในรายที่เหมาะสม และการดูแลแบบแม่โอบอุ้ม (kangaroo mother care)
ก้าวต่อไปของไทย
ในวันที่ไทยมีเด็กเกิดน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การลดการคลอดก่อนกำหนดยิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เด็กเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข แนวทางที่ทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการคัดกรอง การสื่อสารกับชุมชน และการสนับสนุนนโยบาย จะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้จริง
การลงทุนต่อเนื่องในสุขภาพแม่ การค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว และการดูแลที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น
คีย์เวิร์ดแนะนำ: การคลอดก่อนกำหนด ไทย, อัตราคลอดก่อนกำหนด 9.91%, กรมอนามัย, ป้องกันคลอดก่อนกำหนด, สุขภาพแม่และเด็ก ไทย, การตายทารกแรกเกิด, WHO คลอดก่อนกำหนด, ฝากครรภ์ ไทย, คัดกรองครรภ์เสี่ยงสูง, เครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
การเงิน
หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยเตือนถึง “การระบาดของโรคหัด”
เชียงราย – หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยได้ออกคำเตือนอีกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ท่ามกลางการระบาดของโรคหัดที่ยังคงเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้ฉีดวัคซีนโดยทันทีเพื่อควบคุมไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายนี้ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2026
วันนี้ (5 มกราคม 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อัปเดตสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 แนวโน้มผู้ป่วยยืนยันมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองระบาดวิทยา ที่ติดตามผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือผู้สงสัยโรคหัดและหัดเยอรมัน ผ่านโปรแกรมโรคกำจัด กวาดล้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัดและหัดเยอรมันรวม 2,126 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ป่วยยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 486 ราย และผู้ป่วยที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับโรคหัด 79 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.86 ต่อประชากรแสนคน ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต
สำหรับปี 2568 ภาพรวมผู้ป่วยโรคหัดลดลง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63) พบในหลายจังหวัดนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ระบาดหลักในปี 2567 อีกทั้งมีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยในปี 2567 มาก่อน ได้แก่ กระบี่, ชัยภูมิ, เชียงราย, ตราด, ตาก, บึงกาฬ, พระนครศรีอยุธยา, พังงา, เพชรบุรี, มหาสารคาม, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, สุรินทร์, หนองบัวลำภู และอ่างทอง
นพ.มณเฑียร กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาการระบาดของโรคหัดในวงกว้าง หลังพบผู้ติดเชื้อที่สนามบินหลัก 2 แห่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไวรัสหัดแพร่ทางอากาศได้ง่าย และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานราว 2 ชั่วโมง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ รายงานผู้ป่วยสะสมมากกว่า 2,000 ราย ซึ่งเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนที่ลดลง
ขอให้ประชาชนตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก โรคหัดป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งคนส่วนใหญ่เคยได้รับแล้ว ควรดูแลสุขอนามัยให้ดี และถ้ามีไข้สูงร่วมกับผื่น หลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ควรรีบปรึกษาแพทย์
![]()
รู้จักโรคหัด อาการเป็นอย่างไร
โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ หลังได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วันจึงเริ่มมีอาการ ช่วง 3-4 วันแรกมักคล้ายไข้หวัด แต่จะรุนแรงกว่า ก่อนผื่นขึ้นประมาณ 1-2 วัน อาจพบจุดสีขาวเล็ก ๆ มีขอบแดงบริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน ตรงข้ามฟันกราม
หลังเริ่มมีไข้ราว 3-4 วัน ผื่นมักเริ่มขึ้นบริเวณหลังหูและแนวไรผม แล้วลามไปที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นกระจายลงลำตัว แขน และขา โรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้มีภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ปวดหู มีน้ำหนองไหลจากหู ชัก ซึมลงมาก หรือท้องเสียรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เสริมว่า โรคหัดยังเป็นโรคประจำถิ่นที่พบต่อเนื่องในไทย และขณะนี้ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทาง โดยคำแนะนำการป้องกันโรคหัดสำหรับประชาชน มีดังนี้
- สร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน
ขอความร่วมมือผู้ปกครองพาบุตรหลานรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วมักมีภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี วัคซีนหัดมีประสิทธิภาพสูง และอยู่ในแผนวัคซีนพื้นฐานของไทย หากฉีดครบก็สบายใจได้ - ดูแลสุขอนามัย
สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด และล้างมือบ่อย ๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัดและโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ - เฝ้าระวังอาการหลังเดินทาง
หากเพิ่งกลับจากต่างประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาด ให้สังเกตตัวเอง หากมีไข้สูง ไอ ตาแดง และมีผื่นขึ้น ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง - แยกตัวเมื่อป่วย ลดการแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยโรคหัดควรแยกจากผู้อื่นอย่างน้อย 4 วันหลังผื่นขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่ม ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
สุขภาพและการแพทย์
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
กรุงเทพฯ – ความเครียดและความวิตกกังวลเป็นปัญหาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในที่ทำงาน โดยพนักงานประมาณ 40% ระบุว่า ตนเองเผชิญกับความเครียดในระดับที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา1 ด้วยเหตุนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก จึงได้เรียกร้องให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการเชิงรุกร่วมกัน เพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตของพนักงานภายในองค์กร เนื่องในวัน “Blue Monday” ซึ่งถือเป็นวันที่มีความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่สุดวันหนึ่ง และปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 20 มกราคม
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้เปิดเผยสามปัญหาสุขภาพจิตที่พนักงานทั่วโลกจากหลากหลายภาคส่วนร้องขอความช่วยเหลือเข้ามามากที่สุดในช่วงสามปีที่ผ่านมา2 ได้แก่
1. โรควิตกกังวล: ความหวาดกลัวและความวิตกกังวลอย่างรุนแรงและเกินกว่าที่ควร มักจะเป็นอาการที่มาพร้อมกับความตึงเครียดทางกาย
2. โรคซึมเศร้า: ภาวะสุขภาพจิตที่ทำให้รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือหมดความสนใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ พฤติกรรม และสุขภาพร่างกายของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
3. โรคแพนิค: ภาวะอาการตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต การได้ทำงานที่มีความหมายสามารถส่งผลดีต่อการฟื้นฟูและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความมั่นใจในตนเองและพัฒนาทักษะทางสังคมให้ดียิ่งขึ้น ผลการวิจัยระบุว่า การได้ทำงานส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งมากกว่าการรักษาทางจิตเวชแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว3 อย่างไรก็ตาม หากพนักงานต้องเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจะเพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้พนักงานรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้ ดังนั้น หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพจิตอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพนักงาน ทั้งในแง่ของความมั่นใจในตนเอง ความพึงพอใจในการทำงาน และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
นพ.โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะและสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เดือนมกราคมและช่วงเริ่มต้นปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับใครหลายคน ภาวะความหดหู่หลังช่วงเทศกาลวันหยุด การกลับเข้าสู่กิจวัตรการทำงานตามปกติ และสภาพอากาศหนาวเย็นในซีกโลกเหนือ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะของพนักงาน ดังนั้น Blue Monday จึงเป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ จะร่วมกันบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังตลอดทั้งปี และส่งเสริมวัฒนธรรมสุขภาวะที่ดี ไม่ใช่แค่ในวันนี้เพียงวันเดียว”
“องค์กรต่าง ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่างสุขภาพจิตที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และประสิทธิภาพขององค์กร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออัตราความเครียดและความวิตกกังวลในที่ทำงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีประชากรในวัยทำงานทั่วโลกประมาณ 15% เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต4 ในขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากความเครียดมีหลากหลายแง่มุม ทั้งปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินอาหาร รวมถึงผลกระทบทางกายภาพและทางอารมณ์5 ทั้งนี้ การส่งเสริมและรักษาสุขภาพจิตในที่ทำงานมีความเชื่อมโยงกับการเสริมสร้างศักยภาพ การเพิ่มความตระหนักรู้ และการเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที”
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอนำเสนอ 5 แนวทางให้องค์กรต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อบริหารจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวลของพนักงาน ดังนี้
1. สนับสนุน
ส่งเสริมวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน: สร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับการเปิดอกพูดคุยกันและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยส่งเสริมให้พนักงานเปิดเผยระดับความเครียดของตนเอง และจัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความกังวลโดยไม่ต้องกลัวการตัดสินหรือผลกระทบที่ตามมา
2. สร้างสมดุล
ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว พร้อมจัดให้มีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น: โดยพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการลาให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพจิตของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนและกำหนดขอบเขตของชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน
3. ประเมิน
ประเมินความเครียดอย่างสม่ำเสมอ: ประเมินระดับความเครียดภายในองค์กรเป็นประจำ ด้วยการสำรวจความคิดเห็น การรับฟังฟีดแบคจากพนักงาน และการตรวจคัดกรองสุขภาพ จากนั้นใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด และให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดเพื่อจัดการกับปัจจัยเหล่านั้น
4. ช่วยเหลือ
นำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP): ให้พนักงานสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ทั้งกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และสายด่วนสุขภาพจิต
5. ฝึกอบรม
ฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้านสุขภาพจิตให้กับผู้จัดการ: เพื่อให้ผู้จัดการสามารถพัฒนาทักษะในการสังเกตสัญญาณของความเครียด และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พนักงานที่กำลังเผชิญปัญหา
มูลนิธิอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS Foundation) จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมว่าด้วยสุขภาวะของพนักงาน ในระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม เพื่อเสริมสร้างทักษะความสามารถที่จำเป็นในการวางแผน ออกแบบ และนำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่รับผิดชอบด้านสุขภาวะของพนักงานในองค์กรของตนเอง
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 weeks ago
“ทีมชาติไทย” แพ้ญี่ปุ่น 0-5 อุ่นเครื่องก่อนเอเชียนคัพ
-
ข่าว2 weeks agoปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime9 months ago
พบกับขบวนชิม “Roasted Coffee” ที่เชียงราย บนดอยช้าง
-
เชียงราย - Chiang Rai News9 months ago
เชียงรายฉลองปีใหม่ อุบัติเหตุทางถนน 12 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย
