สุขภาพและการแพทย์ Health
สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์
ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล
กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว
กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ
ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง
ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป
นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ
เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ
หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก
ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง
ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด
มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health
นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที
คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน
ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ
ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ
สุขภาพและการแพทย์ Health
เจ้าหน้าที่เร่งเฝ้าระวังความเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำเชียงราย
ชียงราย ยกเลิกสัญญาหอพักนักศึกษา มูลค่า 468 ล้านบาท">เชียงราย – เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเชียงรายกำลังติดตามความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำไทร และแม่น้ำโขง พบว่าระดับสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัย ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ประเด็นสำคัญ
- ตรวจพบสารพิษในแหล่งน้ำ: เจ้าหน้าที่พบระดับสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในน้ำ ตะกอนดิน และสัตว์น้ำในแม่น้ำสายหลักของเชียงราย
- ความเสี่ยงต่อสุขภาพเรื้อรัง: การได้รับสารหนูสะสมอาจทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ผิวหนังผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว
- มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด: กระทรวงสาธารณสุขสั่งการให้สุ่มตรวจเลือดและปัสสาวะของชาวบ้าน พร้อมตรวจสอบระบบประปาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง
จากการสุ่มตรวจของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง มีการปนเปื้อนของสารหนูและตะกั่วในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง นอกจากนี้ งานวิจัยจากสถาบันการศึกษายังระบุว่า สารหนูในตะกอนดินใต้แม่น้ำโขงบางจุดมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิตทางน้ำหลายเท่าตัว
นักวิชาการเตือนว่า สารหนูถือเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น สารพิษชนิดนี้สามารถสะสมในร่างกายผ่านการดื่มน้ำ การประกอบอาหาร และการรับประทานอาหารที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหานี้จึงสร้างความกังวลอย่างมากให้กับชุมชนริมน้ำในหลายอำเภอ
ผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของชาวบ้าน
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีสารหนูสะสมอยู่ในเส้นผมและเล็บของผู้อยู่อาศัยบางรายในพื้นที่เสี่ยง บุคคลที่มีระดับสารหนูในร่างกายสูงเริ่มแสดงอาการต่างๆ เช่น อาการชาที่มือและเท้า ผิวหนังหนาตัวผิดปกติ และระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ
นอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก หลายครอบครัวจำเป็นต้องงดการใช้น้ำในแม่น้ำ และต้องเจียดเงินส่วนตัวไปซื้อน้ำดื่มสะอาดมาใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการประมงพื้นบ้านต่างได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง
คำแนะนำการป้องกันและมาตรการแก้ไขจากภาครัฐ
กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำที่พบการปนเปื้อน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ สำหรับการเตรียมอาหารสด เจ้าหน้าที่แนะนำให้ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดาเพื่อลดการตกค้างของสารเคมี
ด้านหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งลงพื้นที่ตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พร้อมทั้งดำเนินการตรวจสอบระบบประปาหมู่บ้านอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังประสานงานร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อเร่งสืบหาต้นตอการปล่อยมลพิษและแก้ไขปัญหาน้ำข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปลอดภัยดี!! นักวิ่งเทรลที่หลงทาง 4 คนได้รับการช่วยเหลือจากป่าเชียงรายแล้ว
พลิกโฉม “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดโลก: ดันเกษตรมูลค่าสูงด้วยกล้าพันธุ์พรีเมียม
สุขภาพและการแพทย์ Health
เชียงรายเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เปิดโครงการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุม 4 มิติ
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย ยกเลิกสัญญาหอพักนักศึกษา มูลค่า 468 ล้านบาท">เชียงราย — เทศบาลนครเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรวัยเก๋าอย่างจริงจัง ล่าสุดได้จัดโครงการ “ดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม” ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงวัยสามารถพึ่งพาตนเองได้
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพดีรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อรอยยิ้มและความสุขอย่างยั่งยืน ของผู้สูงอายุทุกคน
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีนายนนทพัฒ ถปะติวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสวัสดิการสังคม และทีมแพทย์พยาบาลเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ พื้นที่จัดกิจกรรมเขตที่ 3
ประเด็นสำคัญ
- การดูแลครอบคลุม 4 มิติ: โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่า
- เจาะลึก 7 ชุมชนในเขต 3: การอบรมในรุ่นที่ 3 นี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้สูงอายุจากชุมชนศรีเกิด สันคอกช้าง ศรีทรายมูล สันป่าก๊อ สันสลี หนองบัว และร่องปลาค้าว
- เน้นปฏิบัติจริงป้องกันโรค: มีการจัดฐานกิจกรรมเด่น เช่น การยืดเหยียดด้วยผ้าขาวม้าแก้ล้ม และตาราง 9 ช่อง เพื่อฝึกสมองป้องกันภาวะสมองเสื่อม
เจาะลึกกิจกรรมรุ่นที่ 3: รวมพลัง 7 ชุมชนขับเคลื่อนสุขภาพ
การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่เขตที่ 3 รุ่นที่ 3 ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยมีตัวแทนอาวุโสจากชุมชนศรีเกิด ชุมชนสันคอกช้าง ชุมชนศรีทรายมูล และชุมชนสันป่าก๊อ เดินทางมาร่วมงาน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สูงวัยจากชุมชนสันสลี ชุมชนหนองบัว และชุมชนร่องปลาค้าว เข้าร่วมเติมความรู้ในครั้งนี้ด้วย บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะตลอดทั้งวัน จากการสานสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นเดียวกัน
รายละเอียดการดำเนินงานและตารางกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพชุมชนในระยะยาว
นวัตกรรมและเวิร์กชอป: “สูงวัยปลอดภัย ไม่ล้ม ไม่ลืม”
หัวใจสำคัญของการอบรมครั้งนี้คือการบรรยายในหัวข้อ “สูงวัย ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย” โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครวิชญ์ ผาคำสระศรี เภสัชกรปฏิบัติการ และนางสาวชีวารัตน์ ศรีจันทร์ปลิว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ มาให้ความรู้ตรงแก่ชาวบ้าน
ภายในงานมีฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการมากมาย เช่น การตรวจเช็กสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชันยุคใหม่ และการทำงานศิลปะบำบัดเพื่อความผ่อนคลาย รวมถึงนวัตกรรมการดูแลช่องปากด้วยพลังของสมุนไพรพื้นบ้านไทย
ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ กิจกรรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยใช้ผ้าขาวม้า และการฝึกตาราง 9 ช่อง ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท การฝึกฝนเช่นนี้สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อม และลดความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มในชีวิตประจำวันได้อย่างเห็นผล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เทศบาลเมืองเชียงรายตรวจสอบสถานบันเทิงยามค่ำคืนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
สุขภาพและการแพทย์ Health
เชียงรายลุยสู้โรคไต! เทศบาลนครฯ เปิดแคมเปญใหม่ ปูทางสู่เมืองแห่งสุขภาวะ
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย ยกเลิกสัญญาหอพักนักศึกษา มูลค่า 468 ล้านบาท">เชียงราย – เทศบาลนครเชียงรายเดินหน้าดูแลสุขภาพประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างชุมชนที่แข็งแรงและปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานใหญ่เพื่อต้านภัยโรคไตเรื้อรัง โดยงานนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี บุญฤทธิ์ อายุยืน รองปลัดเทศบาล เป็นประธานเปิดโครงการ “ลดเสี่ยงไตวาย ขยายคุณภาพชีวิต” โครงการนี้เน้นให้ความรู้และดึงกลุ่มเสี่ยงมาร่วมกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการป้องกันโรคอย่างถูกวิธี
สรุปประเด็นสำคัญ
- เทศบาลนครเชียงรายเปิดตัวแคมเปญเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงโรคไต หวังยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
- ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ความรู้แบบครบวงจร ตั้งแต่เรื่องการใช้ยา โภชนาการ ไปจนถึงขั้นตอนการรักษา
- โครงการนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของผู้นำท้องถิ่น ในการผลักดันเชียงรายให้เป็น “Wellness City” อย่างยั่งยืน
รวมพลังทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความรู้สู้โรคไต
ภายในงานนี้ ประชาชนได้รับความรู้จากทีมบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำ ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์แบบเจาะลึก แพทย์หญิงปาริชาติ คำลือ ได้มาบรรยายให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคไตและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องคอยระวังอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังมี เภสัชกรหญิงธีราภรณ์ เอกบุตร มาเตือนภัยเรื่องการใช้ยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกัน คุณธัญญาลักษณ์ ธราวิจิตรกุล พยาบาลวิชาชีพ ก็ได้มาอธิบายขั้นตอนการรักษาโรคไตวายเรื้อรังด้วยการฟอกไตให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คุณพิมพ์พรรณ วิสุทธิกาญ นักโภชนาการ ได้มาสอนวิธีเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมสนุกกับฐานกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ที่ช่วยให้เข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
ทำไมโรคไตถึงเป็นภัยเงียบที่ต้องระวัง?
ปัจจุบันโรคไตเรื้อรังถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญ หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง เพราะในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็น การตรวจสุขภาพและการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก
การที่หน่วยงานท้องถิ่นลุกขึ้นมาจัดแคมเปญเชิงรุก ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ประชาชนจะได้ตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
โครงการที่สร้างสรรค์แบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริง ของนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ท่านมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เชียงรายก้าวเข้าสู่การเป็น “Wellness City” หรือเมืองแห่งสุขภาวะอย่างเต็มรูปแบบ
เป้าหมายสูงสุดของวิสัยทัศน์นี้ คือการสร้างพื้นฐานสุขภาพที่แข็งแรง โดยเริ่มต้นจากหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัวและชุมชน หากคนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้การพัฒนาเมืองก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและข่าวสารของท้องถิ่น สามารถติดตามรายละเอียดได้จาก เว็บไซต์เทศบาลนครเชียงราย หรือสืบค้นข้อมูลด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน! ปิดถนนทางหลวงหมายเลข 1232 เชียงราย ซ่อมทางหลังน้ำท่วม เริ่ม 10 ก.ค. นี้
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดตัวแผนส่งเสริมการค้าปี 2026 เพื่อสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
แก๊งอันธพาลรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมในลำปาง!! แม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาววัย 15 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เปิดแล้ว! “ผกาดจาดนัก ปี 2” พลิกโฉมกาดหลวงเชียงรายสู่พิพิธภัณฑ์ศิลปะมีชีวิต
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ทีมกู้ภัยในจังหวัดเชียงรายบุกเข้าไปในป่าดอยปุยเพื่อช่วยเหลือชายวัย 63 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เตือนภัยด่วน! กรมอุตุฯ เตือนเชียงรายและเชียงใหม่ ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก








