ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท
นราธิวาส – ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานและขอหมายจับจากศาลใน 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 19 คน ในจำนวนนี้ 11 คนเป็นเยาวชน ส่วนอีก 8 คนมีหมายจับค้างอยู่หลายฉบับในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ในคดีปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า อำเภอสุไอโคก เมื่อคืนวันที่ 5…
นราธิวาส – ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานและขอหมายจับจากศาลใน 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 19 คน ในจำนวนนี้ 11 คนเป็นเยาวชน ส่วนอีก 8 คนมีหมายจับค้างอยู่หลายฉบับในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ในคดีปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า อำเภอสุไอโคก เมื่อคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2568
ตามรายงาน คนร้ายแต่งกายสีดำและใช้อาวุธปืน บุกปล้นร้านทองเยาวราชกรุงเทพที่ตั้งอยู่ภายในห้าง สาขาสุไหงโก-ลก เหตุเกิดราว 18.30 น. จากนั้นมีการยิง ส.อ.บุริศวร์ ระดาชัย เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการรบพิเศษที่ 408 ได้รับบาดเจ็บ ขณะเข้าขัดขวาง
คนร้ายกวาดทองรูปพรรณไปได้ 540 บาท ช่วงเกิดเหตุทองรูปพรรณขายอยู่ที่บาทละ 59,450 บาท รวมมูลค่าประมาณ 32,103,000 บาท และยังมีการวางวัตถุระเบิดเพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนหลบหนีออกจากพื้นที่
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท" width="1280" height="720" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/3-7.jpg 1280w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/3-7-300x169.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/3-7-1024x576.jpg 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/3-7-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />
ตำรวจแกะรอยจากดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ และวัตถุพยาน
ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 2 ก.พ. 69 ชุดคลี่คลายคดีที่นำโดย พ.ต.อ.ดิเรก โฉมยงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส เดินหน้าสืบสวนต่อเนื่อง โดยนำผลตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงจากวัตถุพยานหลายจุดมาประกอบคดี
หลักฐานสำคัญประกอบด้วย รถกระบะที่คนร้ายปล้นมาจากชาวบ้านใน อ.สุไหงปาดี แล้วนำมาใช้ก่อเหตุและใช้หลบหนี, ชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่อง, ปลอกกระสุนปืนจากจุดเกิดเหตุ รวมถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ จนนำไปสู่การขอศาล จ.นราธิวาส อนุมัติออกหมายจับเป็นลอต

รายชื่อผู้ถูกออกหมายจับ 3 ลอต รวม 19 คน
ลอตที่ 1 (9 ต.ค. 68) 2 คน
- นายบักรีย์ สมะแอ อายุ 25 ปี
- นายมูฮำหมัดนาซาอี จ๊ะยอ อายุ 43 ปี
ลอตที่ 2 (17 ต.ค. 68) 5 คน
- นายอาซมิน สะแลแม อายุ 34 ปี
- นายตอเย็บ แมทาลง อายุ 32 ปี
- นายซิ มะแซ อายุ 44 ปี
- นายมันโซ ปูต๊ะ อายุ 31 ปี
- นายมูสอผา เจ๊ะเด็ง อายุ 36 ปี
ลอตที่ 3 (14 พ.ย. 68) 12 คน
- นายนิอารีฟัน นิเล๊าะ อายุ 24 ปี
- นายอัซโร เบ๊ญกาซอ อายุ 25 ปี
- นายอิสฮัม ปเต๊ะ อายุ 19 ปี
- นายซอลาฮุดดีน มะนาวี อายุ 25 ปี
- นายมะยี อีซอ อายุ 41 ปี
- นายฮาเล็ม ปูเต๊ะ อายุ 28 ปี
- นายรุสลัน มะ อายุ 24 ปี
- นายมูฮำหมัดฮาซัน มะ อายุ 28 ปี
- นายมูฮัมหมัดอารฟัน แลรอซา อายุ 21 ปี
- นายอิลยัส นิมะ อายุ 43 ปี
- นายอีรฟัน แวมะมิง อายุ 26 ปี
- นายมูฮัมหมัดอิกรอม รอเฮง อายุ 26 ปี
พบ 8 รายมีหมายจับหลายคดี เชื่อมโยงคดีความมั่นคง
จากการตรวจประวัติ ผู้ต้องหาบางส่วนมีหมายจับคดีความมั่นคงมาก่อน รวม 8 คน โดยแยกรายบุคคลได้ดังนี้
- นายอาซมิน สะแลแม มีหมายจับ 2 คดี
- นายตอเย็บ แมทาลง มีหมายจับ 3 คดี
- นายฮาเล็ม ปูเต๊ะ มีหมายจับ 3 คดี
- นายอิลยัส นิมะ มีหมายจับ 3 คดี
- นายมูสอผา เจ๊ะเด็ง มีหมายจับ 4 คดี
- นายมันโซ ปูต๊ะ มีหมายจับ 4 คดี
- นายมูฮำหมัดนาซาอี จ๊ะยอ มีหมายจับ 5 คดี
- นายซิ มะแซ มีหมายจับ 8 คดี
นอกจากนี้ยังระบุว่า กลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 69 ด้วย
ตำรวจเชื่อผู้ต้องหายังหลบหนี แยกซ่อนตัวเป็น 2 กลุ่ม
ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง 19 คนยังอยู่ระหว่างหลบหนี โดยตำรวจประเมินว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ 11 คนอาจซ่อนตัวตามบ้านญาติหรือคนในเครือข่าย ส่วนอีก 8 คนที่มีหมายจับหลายคดี ตำรวจคาดว่าอาจหลบหนีไปเคลื่อนไหวและกบดานตามแนวเทือกเขาในพื้นที่
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งที่ใช้มีดปาดคอเหยื่อที่เป็นนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วหลบหนีไป
ข่าวอาชญากรรม - Crime
โจรมีอาวุธสวมเสื้อฮู้ดก่อเหตุชิงทองมูลค่า 3.5 ล้านบาท
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขึ้นในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อคนร้ายสวมชุดเสื้อฮู้ดสีดำบุกเดี่ยวเข้าไปจี้ร้านทองชื่อดัง คนร้ายใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานและกวาดทองคำน้ำหนักรวมถึง 52 บาทไปอย่างอุกอาจ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นที่มีผู้คนพลุกพล่าน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก ได้รับแจ้งเหตุร้ายจากศูนย์วิทยุ 191 และรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันที ร้านที่เกิดเหตุคือร้านทองบางกอกโกลล์ส สาขาถนนปทุม-สามโคก ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่สังเกตได้ง่าย ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก: คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนจี้ร้านทองในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยใช้เวลาลงมือเพียง 2 นาทีเท่านั้น
- มูลค่าความเสียหาย: คนร้ายกวาดสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ไปทั้งหมด 52 บาท คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียรวมกว่า 3.5 ล้านบาท
- สถานะการสืบสวน: ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง และไล่ล่าตัวคนร้ายที่ยังคงหลบหนีลอยนวล
จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า คนร้ายรายนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำแบบมีฮู้ดเพื่อปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า คนร้ายไม่ได้แสดงอาการรีบร้อนหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับเดินเข้ามาในร้านอย่างใจเย็นและนิ่งเงียบ
เมื่อเข้ามาถึงด้านใน คนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาข่มขู่ ทำให้พนักงานร้านต้องรีบก้มหมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว หลังจากนั้นคนร้ายได้สั่งให้พนักงานลุกขึ้นมา และบังคับให้หยิบสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ส่งให้ การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใจกล้าและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
หลังจากได้ทองคำน้ำหนักรวม 52 บาท คนร้ายก็เก็บปืนและเดินออกจากร้านไปตามปกติ พฤติกรรมนี้ทำให้พนักงานและผู้ที่เห็นเหตุการณ์รู้สึกแปลกใจอย่างมาก คนร้ายไม่ได้วิ่งหนีหรือแสดงอาการลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย

การตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเส้นทางหลบหนี
กล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพจากกล้องระบุเวลาที่คนร้ายเดินเข้ามาในร้านคือ 17.56 น. และเดินออกไปในเวลา 17.58 น. การลงมือครั้งนี้คนร้ายใช้เวลาปฏิบัติการทั้งหมดไม่เกิน 2 นาทีเท่านั้น
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อแกะรอยเส้นทางการหลบหนีอย่างเร่งด่วน พบว่าคนร้ายเดินเท้ามาจากทิศทางของหมู่บ้านกฤษณา และเมื่อก่อเหตุเสร็จก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม
ในขณะนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนร้ายใช้ยานพาหนะชนิดใดในการหลบหนีต่อจากจุดนั้น ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางรอบนอก นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำพยานแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อตีกรอบการค้นหาให้แคบลง

คำให้การของพนักงานและเบาะแสสำคัญ
พนักงานสาวของร้านทองที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าถึงนาทีชีวิตด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นตระหนก เธอระบุว่าคนร้ายพูดจาด้วยสำเนียงภาคกลางอย่างชัดเจน การสั่งการของคนร้ายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นชี้ให้พนักงานหยิบเฉพาะสร้อยทองเส้นใหญ่ๆ เท่านั้น
ของกลางที่คนร้ายได้ไปประกอบด้วย สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 10 บาท จำนวน 2 เส้น สร้อยคอ 5 บาท จำนวน 4 เส้น และสร้อยคอ 4 บาท จำนวน 3 เส้น มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสูญเสียก้อนใหญ่จากการก่อเหตุเพียงชั่วพริบตา
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากร้านทองในพื้นที่ใกล้เคียงและประชาชนทั่วไป หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือมีการนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักดังกล่าวมาขาย ขอให้รีบแจ้งเบาะแสกับทางตำรวจทันที
การยกระดับความปลอดภัยในชุมชน
เหตุการณ์ปล้นทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แม้ว่าทางร้านจะมีกล้องวงจรปิดและระบบสัญญาณเตือนภัย คนร้ายก็ยังสามารถหาช่องโหว่ในการก่อเหตุได้อย่างง่ายดาย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงควรพิจารณาติดตั้งระบบล็อกประตูอัตโนมัติ หรือเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าร้าน การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเหตุร้ายและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน
ความร่วมมือจากชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบพื้นที่ หากทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปัญหาอาชญากรรมในลักษณะนี้ก็จะลดน้อยลง สังคมของเราก็จะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทุกคน
หากคุณต้องการติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักของการรายงานเหตุการณ์นี้ ตำรวจยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้จงได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจลาวจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 รายในคดีปล้นทองที่เชียงรายแล้ว
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปิดฉากคดีฉาว! ศาลค้านประกัน “อดีตเจ้าอาวาสวัดดัง-สีกาเอ๋” ส่งตัวนอนคุกสระบุรีทันที
อยุธยา – ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ทิดโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ “สีกาเอ๋” ผู้ต้องหาคนสำคัญ ทั้งสองคนถูกตำรวจกองปราบปรามคุมตัวมาฝากขังที่ศาลจังหวัดสระบุรี คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคและศรัทธาของชาวพุทธ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักกับผู้ต้องหาทั้งสองคน ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ศาลได้อนุญาตให้ฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
ประเด็นสำคัญ
- ศาลค้านประกันตัว: ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว “ทิดโชติ” และ “สีกาเอ๋” เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง
- ข้อหาหนัก: ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
- ส่งตัวเข้าเรือนจำ: ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีทันที เพื่อป้องกันการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
ศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอย่างรอบคอบ และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นบุคคลตามหมายจับ นอกจากนี้ ข้อหาฟอกเงินที่ทั้งคู่ถูกกล่าวหา มีอัตราโทษตามกฎหมายที่ค่อนข้างสูงมาก
ตำรวจยังต้องดำเนินการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยเฉพาะการแกะรอยเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ศาลจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยตัวไป ผู้ต้องหาอาจเข้าไปยุ่งเหยิงหรือทำลายพยานหลักฐานสำคัญได้
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ศาลตัดสินใจยกคำร้องขอประกันตัว เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสที่สุด
ขั้นตอนต่อไปของคดีเงินทอนวัดพุทไธศวรรย์
หลังจากศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวอดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิททันที ทั้งคู่ถูกส่งตัวเดินทางไปยังเรือนจำจังหวัดสระบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความเคร่งเครียดตลอดการเดินทาง
การขยายผลของตำรวจกองปราบปรามในครั้งนี้ ถือเป็นการกวาดล้างการทุจริตครั้งสำคัญ เจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของวัด
หากพบหลักฐานว่ามีบุคคลใดให้การช่วยเหลือ หรือรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากวัด
ความเชื่อมั่นของสังคมและกระบวนการยุติธรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ในระดับหนึ่ง
หลายฝ่ายหวังว่าคดีนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และสามารถนำทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปกลับคืนมาได้ ทุกสายตาจึงยังคงจับจ้องไปที่การทำงานของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในระยะเวลาฝากขัง 12 วันนี้ ตำรวจจะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด เพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าบทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร
คดีทุจริตที่เกิดขึ้นกับวัดพุทไธศวรรย์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับทุกวัดทั่วประเทศ การบริหารจัดการเงินบริจาคควรต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ประชาชนเองก็ควรติดตามข่าวสาร และช่วยกันสอดส่องดูแลทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด
เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นเงิน 8.7 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่วน! ตำรวจบุกยิงภรรยาดับคาโรงอาหารโรงเรียนอนุบาลชลบุรี เด็ก 44 คนปลอดภัย
ชลบุรี – เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อข้าราชการตำรวจนายหนึ่งใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปก่อเหตุยิงภรรยาของตนเองเสียชีวิตภายในนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับครูและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เคราะห์ดีที่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ทั้งหมดปลอดภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรีบเข้าควบคุมพื้นที่และดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ ทันที
เหตุสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 9 กันยายน ที่โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง ผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองทัศน์ หรือ “หมวดโอ๋” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบางละมุง ส่วนผู้เสียชีวิตคือภรรยาของเขา นางไพลิน ทองทัศน์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งนี้
ประเด็นสำคัญ
- ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ใช้อาวุธปืนยิงนางไพลิน ภรรยาซึ่งเป็นครู เสียชีวิตในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล
- เด็กนักเรียนจำนวน 44 คนปลอดภัยทั้งหมด ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมพื้นที่เจรจากล่อมผู้ก่อขายนานกว่า 20 ชั่วโมง ก่อนยอมเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา
นาทีระทึกในสถานศึกษาและความปลอดภัยของเด็กนักเรียน
หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นภายในโรงอาหารชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที พวกเขาพบร่างของนางไพลินนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น มีบาดแผลจากกระสุนปืน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหลเพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กเล็กอยู่จำนวนมาก
ครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนช่วยกันพาเด็กนักเรียน 44 ชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว แม้เด็กๆ จะปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย แต่หลายคนต้องขวัญผะวาและร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว ทางจังหวัดจึงสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว พร้อมระดมทีมแพทย์และนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ และผู้ปกครองที่รีบมารับบุตรหลานกลับบ้าน

ปิดล้อมข้ามวันก่อนผู้ก่อเหตุยอมมอบตัว
หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ได้ขับรถยนต์เก๋งสีขาวหลบหนีกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักในอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านพักหลังดังกล่าวทันทีเพื่อความปลอดภัยของประชาชนรอบข้าง การเจรจาดำเนินไปอย่างยาวนานข้ามวันข้ามคืนโดยให้ญาติและลูกชายช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
การปิดล้อมกินเวลานานกว่า 20 ชั่วโมงจนกระทั่งช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา ผู้ก่อเหตุจึงยอมเดินออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แต่โดยดี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนหาแรงจูงใจที่แท้จริงอย่างละเอียด เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
ตำรวจทลายเครือข่าย “ปืนผี” ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ
-
ข่าว - News3 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย


