ข่าวธุรกิจ Business
ผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ปี 2569
ภูเก็ต – เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ดร.โสภณจัดสัมมนาหัวข้อ “Leasehold vs Sap Ing Sit & 3 MB LongStay Visa” โดยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ณ Pearl Phuket Hotel พร้อมแถลงผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตฉบับล่าสุด เพื่อให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจซื้อขายที่อยู่อาศัยนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ในปี 2569 ภูเก็ตมีหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดรวมมูลค่า 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดภูมิภาคที่มีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด มูลค่าดังกล่าวสูงกว่าจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ที่ 151,822 ล้านบาท จังหวัดระยอง 51,453 ล้านบาท และจังหวัดเชียงใหม่ 49,303 ล้านบาท
จังหวัดระยองเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ ส่วนเชียงใหม่เป็นเมืองหลักของภาคเหนือ ขณะที่ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้าที่อยู่อาศัยในตลาดสูงจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่อยู่ในระดับสูง
หากนับตามจำนวนหน่วยที่เปิดขาย ภูเก็ตมีหน่วยรอการขายทั้งหมด 13,779 หน่วย ต่ำกว่าจังหวัดชลบุรีที่มี 37,628 หน่วย และจังหวัดระยองที่มี 19,209 หน่วย อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้ารอขายสูงที่สุด เพราะราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 12.812 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย 5.808 ล้านบาท ส่วนจังหวัดชลบุรีมีราคาเฉลี่ยเพียง 4.035 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าตลาดภูเก็ตมีจำนวนหน่วยไม่มากเท่าหลายจังหวัด แต่มีสินค้าระดับราคาสูงเป็นสัดส่วนมาก
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยภูเก็ต
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูมิภาคทั่วประเทศ และพบว่าภูเก็ตมีลักษณะเฉพาะตัว เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญ และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
การสำรวจครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารชุด และที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย สำหรับภูเก็ต ดร.โสภณแยกประเภทเพิ่มเติมเป็นอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศ โดยไม่นับวิลล่าตากอากาศรวมกับบ้านเดี่ยว
สินค้าหกประเภทแรกมีผู้ซื้อหลักเป็นคนไทยในภูเก็ตและคนไทยที่เข้ามาทำงานในจังหวัด ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติด้วย
จากการสำรวจล่าสุด ภูเก็ตมีโครงการที่ยังมีหน่วยรอขายทั้งหมด 806 โครงการ ครอบคลุมอำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง จำนวนโครงการที่มากไม่ได้หมายความว่าแต่ละโครงการมีขนาดใหญ่ เพราะแต่ละโครงการมีหน่วยขายเฉลี่ยเพียง 112 หน่วย ขณะที่กรุงเทพมหานครมีหน่วยขายเฉลี่ยต่อโครงการประมาณ 250 หน่วย
อำเภอถลางมีโครงการมากที่สุด 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมืองภูเก็ต 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ
โครงการทั้ง 806 แห่งมีหน่วยขายรวม 90,597 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 705,055 ล้านบาท ในจำนวนนี้ขายไปแล้ว 76,582 หน่วย มูลค่ารวม 527,777 ล้านบาท หรือประมาณ 85% ของหน่วยทั้งหมด ถือเป็นอัตราการขายที่อยู่ในระดับสูง
โดยเฉลี่ยแต่ละโครงการขายที่อยู่อาศัยได้เดือนละประมาณ 5.2% ของหน่วยที่เปิดขาย ดร.โสภณประเมินว่า หากไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด สินค้าที่เหลืออยู่จะขายหมดภายในประมาณ 19.2 เดือน
ประเภทสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
วิลล่าตากอากาศเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุดในภูเก็ต มีทั้งหมด 40,263 หน่วย หรือ 44% ของหน่วยขายทั้งหมด เมื่อรวมกับอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือ 8% จะพบว่าสินค้าตากอากาศมีสัดส่วนรวมกันถึง 52% ของตลาดภูเก็ต
ในทางกลับกัน ที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยและผู้ที่เข้ามาทำงานในภูเก็ตมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่มุ่งขายให้ชาวต่างชาติ
สำหรับตลาดคนไทย อาคารชุดมีจำนวนมากที่สุด 21,392 หน่วย หรือ 24% ของหน่วยทั้งหมด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ 9,729 หน่วย ภูเก็ตมีบ้านแฝด 5,924 หน่วย มากกว่าบ้านเดี่ยวที่มี 5,126 หน่วย เนื่องจากบ้านแฝดใช้ที่ดินน้อยกว่า โดยมีพื้นที่ขั้นต่ำประมาณ 35 ตารางวา ขณะที่บ้านเดี่ยวต้องใช้ที่ดินขั้นต่ำประมาณ 50 ตารางวา
เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการพัฒนารวม 705,055 ล้านบาท พบว่าอาคารชุดตากอากาศมีมูลค่าสูงสุด 339,227 ล้านบาท รองลงมาคือวิลล่าตากอากาศ 221,672 ล้านบาท สินค้าสองประเภทนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 80% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดในภูเก็ต
ตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยจึงมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ทำให้ตลาดที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเพื่อขายให้คนไทยมีขนาดเล็กกว่าตลาดที่มุ่งขายให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศ
ห้องชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่ขายได้เร็วที่สุด โดยขายได้เฉลี่ยเดือนละ 8.1% ของหน่วยที่เปิดขาย ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้เฉลี่ยเดือนละ 4.9% แม้จะเป็นสินค้าราคาสูงก็ตาม
บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และที่ดินจัดสรรขายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3% เท่านั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยยังมีความเปราะบาง และผู้ประกอบการที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าคนไทยมีโอกาสเผชิญกับการหดตัวของตลาดมากกว่า
ระดับราคาของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท
ลักษณะด้านราคาและจำนวนหน่วยของสินค้าแต่ละประเภทมีดังนี้
- บ้านเดี่ยวมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาท มี 1,875 หน่วย หรือ 37% ของบ้านเดี่ยวทั้งหมด
- บ้านแฝดเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท มี 2,821 หน่วย หรือ 48%
- ทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ 6,566 หน่วย หรือ 68% อยู่ในช่วงราคา 2 ถึง 3 ล้านบาท
- อาคารชุดพักอาศัยมี 9,481 หน่วย หรือ 44% อยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท
- อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท อยู่ที่ 11,849 หน่วย หรือ 29% ขณะที่ช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาทมีจำนวน 8,072 หน่วย หรือ 25%
- วิลล่าตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 20 ถึง 40 ล้านบาท มี 2,930 หน่วย หรือ 43%
ตลาดที่อยู่อาศัยแยกตามอำเภอ
อำเภอเมืองภูเก็ต
อาคารชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุด มี 11,794 หน่วย หรือ 34% ของหน่วยทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 29,006 ล้านบาท
อาคารชุดตากอากาศมี 10,987 หน่วย หรือ 32% แม้จำนวนจะน้อยกว่าอาคารชุดพักอาศัย แต่มูลค่ารวมสูงถึง 69,922 ล้านบาท
อำเภอกะทู้
อาคารชุดพักอาศัยมีจำนวนมากที่สุด 6,940 หน่วย หรือ 49% ของหน่วยทั้งหมด ขณะที่อาคารชุดตากอากาศมี 4,282 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 32,498 ล้านบาท
อำเภอถลาง
อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนสูงที่สุด 24,994 หน่วย หรือ 54% ของหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่ารวม 236,807 ล้านบาท หรือ 53% ของมูลค่าทั้งหมดในอำเภอ
เหตุผลที่อำเภอถลางได้รับความนิยม
อำเภอถลาง โดยเฉพาะพื้นที่เชิงทะเล บางเทา ลายัน ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี กลายเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคารชุดตากอากาศ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมีทั้งด้านทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างของกลุ่มผู้ซื้อ
เดินทางสะดวกและอยู่ใกล้สนามบิน
ถลางอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตประมาณ 15 ถึง 25 นาที ทำเลนี้เหมาะกับชาวต่างชาติและนักลงทุนที่ต้องเดินทางเข้าออกบ่อย เพราะไม่ต้องผ่านการจราจรหนาแน่นในตัวเมืองหรือบริเวณป่าตอง
มีที่ดินผืนใหญ่สำหรับโครงการแนวราบ
เมื่อเทียบกับป่าตอง กะตะ และกะรน ซึ่งมีพื้นที่ลาดชันหรือมีข้อจำกัดด้านขนาดที่ดิน ถลางยังมีที่ดินผืนใหญ่ที่เหมาะกับการพัฒนาโครงการแนวราบ เช่น วิลล่าตากอากาศ และโครงการแบบ Mixed-Use Community
มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม
การพัฒนา Laguna Phuket ในพื้นที่เชิงทะเลและบางเทามานานกว่า 30 ปี ทำให้พื้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับสากล ทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุม โรงแรมระดับ 5 ดาว และบริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ยังมีแหล่งไลฟ์สไตล์และศูนย์การค้าชุมชน เช่น Porto de Phuket ของ Central Group, Boat Avenue และ Blue Tree Phuket จึงมีร้านค้า ร้านอาหาร และบริการที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย
มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว
พื้นที่ถลางมีโรงเรียนนานาชาติ เช่น UWC Thailand International School และ Headstart International School สาขาเชิงทะเล รวมถึงโรงพยาบาลและคลินิกที่ได้มาตรฐาน ทำเลนี้จึงเหมาะกับชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัยระยะยาวพร้อมครอบครัว
มีชายหาดและธรรมชาติฝั่งตะวันตก
ถลางครอบคลุมชายหาดฝั่งตะวันตกหลายแห่ง เช่น หาดบางเทา หาดลายัน หาดสุรินทร์ และหาดในยาง พื้นที่เหล่านี้มีชายหาดยาว บรรยากาศสงบ และมีทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกที่สวยงาม เมื่อเทียบกับพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างป่าตอง ถลางมีความเป็นส่วนตัวและเหมาะกับการพักอาศัยมากกว่า
ความต้องการจากผู้ซื้อชาวต่างชาติและกลุ่มทุนเพิ่มขึ้น
หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวรัสเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และผู้ซื้อจากตะวันออกกลางเข้ามาพำนักในภูเก็ตระยะยาวมากขึ้น ความต้องการบ้านหลังที่สองและวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย เช่น แสนสิริ ศุภาลัย ออริจิ้น และสิงห์ เอสเตท รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น Botanica Luxury และ The Title เปิดโครงการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การมีผู้พัฒนาหลายรายเข้ามาลงทุนช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ซื้อและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด
มีโอกาสสร้างรายได้จากการเช่า
อาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในย่านเชิงทะเลและบางเทามี Rental Yield เฉลี่ยประมาณ 6% ถึง 10% ต่อปี จากความต้องการเช่าทั้งแบบรายวันและรายระยะยาวของนักท่องเที่ยวระดับบน
โครงการเปิดใหม่ช่วงปี 2568 ถึง 2569
โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยประมาณ 10 ล้านบาท โดย 60% ของจำนวนโครงการเป็นการพัฒนาวิลล่าตากอากาศ ซึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 32 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากจำนวนหน่วยที่เปิดขาย อาคารชุดตากอากาศมีสัดส่วนสูงสุดที่ 60% สินค้าในโครงการเปิดใหม่ขายได้ค่อนข้างดี โดยทำเลที่มีโครงการเปิดตัวมากที่สุดคืออำเภอถลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงและมีระดับราคาที่ดินค่อนข้างแพง
โครงการใหม่ในอำเภอถลางกระจายอยู่ในตำบลหลัก 5 แห่ง ทำให้อำเภอนี้มีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่มากกว่าพื้นที่อื่นของภูเก็ตอย่างชัดเจน
กลุ่มผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต
กลุ่มผู้ซื้อวิลล่าตากอากาศและอาคารชุดตากอากาศในภูเก็ตช่วงปี 2568 ถึง 2569 แบ่งตามสัญชาติและลักษณะการซื้อได้ดังนี้
ผู้ซื้อจากรัสเซียและยุโรปตะวันออก
ชาวรัสเซียและผู้ซื้อจากประเทศในกลุ่ม CIS ยังคงเป็นกลุ่มกำลังซื้อชาวต่างชาติอันดับหนึ่งของภูเก็ต เหตุผลสำคัญคือความต้องการย้ายเงินทุนออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย การหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม รวมถึงการย้ายออกจากประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น
กลุ่มนี้นิยมวิลล่าตากอากาศในพื้นที่ถลาง โดยเฉพาะเชิงทะเลและบางเทา รวมถึงฉลองและราไวย์
ผู้ซื้อจากจีนและเอเชีย
ผู้ซื้อจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวันกลับเข้าสู่ตลาดอย่างแข็งแรงและมีกำลังซื้อสูง เหตุผลในการซื้อมีทั้งการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ การส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต และการซื้ออาคารชุดหรือวิลล่าตากอากาศเพื่อปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศเดียวกัน
ผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลาง
ผู้ซื้อจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศในตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หลายคนต้องการบ้านพักหลังเกษียณหรือบ้านพักตากอากาศในช่วงฤดูหนาว
สำหรับผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง ความสนใจวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เพราะต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อนร่วมกับครอบครัวขนาดใหญ่
ผู้ซื้อชาวไทย
ผู้ซื้อชาวไทยมีสัดส่วนประมาณ 15% ถึง 25% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม กลุ่มหลักคือผู้มีรายได้สูงจากกรุงเทพมหานครที่ต้องการบ้านหลังที่สองเพื่อพักผ่อน กระจายการลงทุน หรือถือเป็นทรัพย์สินสำหรับส่งต่อให้บุตรหลาน
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในภูเก็ตกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับการพักผ่อนตามฤดูกาล ปัจจุบันมีผู้ซื้อจำนวนมากขึ้นที่ต้องการอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว
1. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรผู้ซื้อ
กลุ่มผู้ซื้อจากอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มบทบาทมากขึ้น ผู้ซื้อจาก UAE และซาอุดีอาระเบียสนใจวิลล่าหรูสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ซื้อชาวอินเดียมักเลือกห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า
ชาวยุโรป รัสเซีย และผู้ซื้อจากกลุ่มประเทศ CIS ยังคงเป็นฐานตลาดสำคัญ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนจากการเดินทางมาพักผ่อนชั่วคราวเป็นการพำนักระยะยาวหรือย้ายถิ่นฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศในประเทศต้นทาง
ผู้ซื้อมีอายุน้อยลงด้วย กลุ่ม Digital Nomads ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และผู้ทำงานทางไกลที่มีรายได้สูงเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้เป็นทั้งที่พักอาศัยและสถานที่ทำงาน
2. รูปแบบอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ได้รับความสนใจ
คอนโดและวิลล่าแบบ Branded Residences ที่มีบริการในระดับโรงแรม 5 ดาวได้รับความนิยม เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริหารจัดการและบริการหลังการขาย
โครงการที่เน้นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิด Eco & Health-conscious ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน
วิลล่าตากอากาศระดับราคา 30 ถึง 50 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่ได้รับการตอบรับดีจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ใช้สอยมากและรองรับครอบครัว
พื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตก เช่น บางเทา เชิงทะเล และกมลา มีที่ดินสำหรับพัฒนาเหลือน้อยลงและราคาสูงขึ้น ผู้พัฒนาและผู้ซื้อจึงเริ่มขยับไปยังพื้นที่รอบนอกที่มีความสงบมากกว่า เช่น ถลางตอนบน ศรีสุนทร ไม้ขาว ป่าคลอก และฉลอง
การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตในระยะต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงข่ายถนน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับการเดินทางของผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว
ตลาดอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูงมีแนวโน้มสร้าง Rental Yield ประมาณ 6% ถึง 8% ต่อปี
ประวัติ ดร.โสภณ พรโชคชัย
ดร.โสภณ พรโชคชัยมีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน และได้รับเชิญให้บรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ที่ผ่านมา ดร.โสภณเคยเป็นที่ปรึกษาให้ ESCAP, UN-Habitat, World Bank และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาที่ดินและที่อยู่อาศัยจาก Asian Institute of Technology หรือ AIT นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินจาก LRTI, Lincoln Institute of Land Policy และหลักสูตรการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก Katholieke Universiteit Leuven ประเทศเบลเยียม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคม FIABCI ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าและนายหน้าแห่งประเทศไทย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมผู้ซื้อบ้าน
นอกจากนี้ยังเป็นผู้แทนสมาคม International Association of Assessing Officers ในประเทศไทย เป็นสมาชิก Global Valuation Forum ของ The Appraisal Foundation ประเทศสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
ผลงานวิจัยและงานสำคัญของ ดร.โสภณ ได้แก่ การสำรวจพบชุมชนแออัด 1,020 แห่งในปี 2528 การพัฒนาแบบจำลอง CAMA หรือ Computer Assisted Mass Appraisal สำหรับประเมินค่าทรัพย์สินในปี 2533 การพยากรณ์จำนวนบ้านว่าง 300,000 หน่วยได้อย่างถูกต้องในปี 2538 และ 2541 การศึกษาการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติในปี 2543 และการพัฒนาแบบจำลองประเมินมูลค่าที่ดินในปี 2545
นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการวางมาตรฐานวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินของเวียดนามให้กระทรวงการคลังเวียดนามในปี 2549 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังอินโดนีเซียในปี 2551 ทำโครงการเวนคืนของธนาคารโลกในกรุงจาการ์ตาในปี 2553 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังกัมพูชาในปี 2555 สำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์อาเซียนและศึกษานครทั่วโลกในปี 2558 ให้คำปรึกษาโครงการย้ายสวนสัตว์กรุงเทพฯ ในปี 2562 ประเมินค่าเขื่อน 28 แห่งในประเทศลาวในปี 2567 และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียในปี 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน: กำแพงกั้นน้ำในท่าขี้เหล็กพังถล่ม กระแสน้ำเชี่ยวกรากทะลักเข้าท่วมเมืองชายแดน
สุดทน! ท้องถิ่นแม่สายแจ้งจับตาเฒ่า รื้อบิ๊กแบ็กกั้นน้ำซ้ำซาก หวั่นทำทั้งเมืองจมบาดาล
ข่าวธุรกิจ Business
ข่าวดี! ราคาน้ำมันจะลดลงวันนี้: น้ำมันดีเซล E20 และ B20 จะลดลงอย่างมาก
เชียงราย – ผู้ขับขี่รถยนต์ชาวไทยต่างยินดีเมื่อผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน E20 และ B20 ในประเทศ มีผลตั้งแต่เช้าตรู่ที่ผ่านมา การลดราคานี้เน้นไปที่เชื้อเพลิงชีวภาพทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางได้อย่างมาก ผู้ขับขี่ที่วางแผนจะเติมน้ำมันสามารถเลื่อนการซื้อไปเป็นวันพรุ่งนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากส่วนลดน้ำมันครั้งสำคัญนี้ได้
การปรับเปลี่ยนราคาครั้งนี้สร้างความตื่นตัวให้กับทั้งกลุ่มผู้ใช้รถส่วนบุคคลและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ การลดราคาดังกล่าวถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานประจำสัปดาห์ของทุกคน ข้อมูลการปรับราคาอย่างเป็นทางการได้รับการยืนยันผ่านประกาศจาก สถานีบริการน้ำมัน ชั้นนำเรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- แก๊สโซฮอล์ E20 ปรับลดราคาลง 2.19 บาทต่อลิตร ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอย่างมาก
- ดีเซล B20 ปรับลดราคาลงแรงถึง 3.69 บาทต่อลิตร ส่งผลดีโดยตรงต่อต้นทุนภาคขนส่งและรถกระบะพาณิชย์
- น้ำมันกลุ่มอื่นทั้งหมด ทั้งแก๊สโซฮอล์ 91, แก๊สโซฮอล์ 95, เบนซิน, ดีเซลพื้นฐาน และกลุ่มพรีเมียม Super Power ยังคงราคาเดิม
รายละเอียดการปรับลดราคาพลังงานรอบล่าสุด
สำหรับการปรับลดราคาในครั้งนี้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ปรับลดลงทันที 2.19 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับลดที่ช่วยกระเป๋าเงินคนทำงานได้เป็นอย่างดี ในส่วนของ ราคาน้ำมันดีเซล สูตร B20 ปรับลดลงมากที่สุดถึง 3.69 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการวิ่งงานของรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขการปรับลดทั้งสองรายการถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคอย่างยิ่ง
ในทางกลับกัน น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่นยังคงตรึงราคาเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซินธรรมดา แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ผู้ใช้รถที่เติมน้ำมันกลุ่มดังกล่าวเป็นประจำจึงยังคงต้องจ่ายในอัตราเดิมตามโครงสร้างราคาปัจจุบัน นอกจากนี้ น้ำมันดีเซลมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วไปก็ยังไม่มีการขยับราคาลงในรอบการประกาศครั้งนี้เช่นเดียวกัน
เช็กราคากลุ่มน้ำมันพรีเมียมและคำแนะนำสำหรับผู้ขับขี่
ด้านกลุ่มน้ำมันเกรดพรีเมียมสมรรถนะสูงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาเช่นกัน ทั้งน้ำมัน Super Power แก๊สโซฮอล์ 95, Super Power X ดีเซล และ Super Power X 99 ยังคงจำหน่ายในอัตราเดิมทุกสาขา ผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและการปกป้องเครื่องยนต์ขั้นสุดยังสามารถเลือกเติมได้ตามความต้องการ ข้อมูลโครงสร้างราคานี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์นโยบายของ กระทรวงพลังงาน เรียบร้อยแล้ว
ข้อแนะนำสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหาน้ำมันเต็มถัง ขอให้ตรวจสอบสัญลักษณ์ประเภทน้ำมันที่ฝาถังน้ำมันของท่านอย่างรอบคอบก่อนเติม หากเครื่องยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือดีเซล B20 ควรรอเติมหลังเวลาตีห้าของวันพรุ่งนี้เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด การวางแผนแวะเข้าปั๊มให้ถูกจังหวะเวลาจะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลายร้อยบาทต่อถังอย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเปิด Life Artist Exhibition โชว์งานผ้าดันเที่ยว
หน่วยงานสาธารณสุขของไทยทำลายยาเสพติดผิดกฎหมายได้ 93 ตัน
ข่าวธุรกิจ Business
สายการบินไทยเวียดเจ็ทได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างเชียงรายและภูเก็ตแล้ว
เชียงราย – ข่าวดีสำหรับนักเดินทางทุกคน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงอีกครั้ง เส้นทางนี้เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดภูเก็ตและเชียงราย โดยเริ่มบินตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารไม่ต้องเสียเวลาต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพฯ อีกต่อไป
การเปิดเส้นทางบินตรงนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการเดินทางข้ามภูมิภาคได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดให้คึกคักมากขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นและประหยัดเวลาอันมีค่าได้มาก
ประเด็นสำคัญ
- เวียตเจ็ทไทยแลนด์เปิดเที่ยวบินตรง ภูเก็ต-เชียงราย เริ่ม 26 ตุลาคม 2569
- บินสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์, พุธ, ศุกร์) ด้วยเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 737-8
- ช่วยลดเวลาเดินทาง ไม่ต้องต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ กระตุ้นเศรษฐกิจสองภูมิภาค
พิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นที่สนามบินเชียงราย
เมื่อเที่ยวบินปฐมฤกษ์เดินทางมาถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทางจังหวัดได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติเป็นผู้แทนต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งานนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความยินดีจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมงาน
นายนรศักดิ์กล่าวว่า ทางจังหวัดรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เที่ยวบินนี้กลับมาให้บริการ เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนาที่โดดเด่นมากมาย การเชื่อมต่อกับภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
การเดินทางที่ง่ายขึ้นนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกในเชียงรายต่างก็เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากภาคใต้และชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาเยือน

สัมผัสความสบายกับเครื่องบินรุ่นใหม่
นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้บริหารจากสายการบินเวียตเจ็ทระบุว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาเส้นทางบินในประเทศอย่างต่อเนื่อง การกลับมาครั้งนี้จะเชื่อมโยงการเดินทางเหนือและใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือมีการนำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่มาให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกคน
เครื่องบินรุ่นใหม่นี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งสบายขึ้น ห้องโดยสารมีความเงียบมากขึ้น และยังมีช่องเก็บสัมภาระด้านบนที่กว้างขวางกว่าเดิม ทำให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและผ่อนคลายตลอดเส้นทางยาวนานนี้
ผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์การบินที่ราบรื่นและปลอดภัย การเลือกใช้เครื่องบินที่ทันสมัยแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของสายการบินที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การเดินทางข้ามภูมิภาคจึงไม่ใช่เรื่องน่าเหนื่อยหน่ายอีกต่อไป

ตารางบินและช่องทางการจองตั๋วที่ง่ายดาย
เที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต-เชียงรายนี้ จะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เที่ยวบิน VZ400 จะออกจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเวลา 08.30 น. และเดินทางถึงเชียงรายเวลา 10.35 น. เวลาที่ลงตัวนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นทริปของวันได้ทันที
ส่วนเที่ยวบินขากลับ VZ401 จะออกจากเชียงรายเวลา 11.10 น. และเดินทางถึงภูเก็ตเวลา 13.25 น. ตารางเวลานี้เหมาะมากสำหรับการเตรียมตัวเดินทางกลับแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนตื่นเช้าจนเกินไป เป็นการจัดสรรเวลาที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
การเปิดเที่ยวบินตรงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในระยะยาว ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบตารางบินและจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ของ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่ @Thaivietjet นอกจากนี้ยังสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการลูกค้า โทร 02-089-1909 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 22.00 น.
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ช็อก! รวบ 3 พระสงฆ์เชียงราย คากุฏิหลังพบเสพยาบ้า
ปะทะเดือดชายแดนเชียงราย! ยิงดับแก๊งค้ายา 2 ศพ ยึด 3 แสนเม็ด
ข่าว - News
รัฐอัดฉีดบริษัททัวร์ 40,000 บาท กระตุ้นเที่ยวไทย
เชียงราย – รัฐบาลไทยเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง เพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเดินทางที่กำลังจะมาถึง ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญใหม่เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเป็นทางการ โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์และนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยตรง รัฐบาลพร้อมมอบเงินอุดหนุนค่าเดินทางสูงสุดถึง 40,000 บาทต่อทริป เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออกเดินทางสำรวจความสวยงามของประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จับมือกับพันธมิตร 9 องค์กร เพื่อเปิดตัวโครงการ “เที่ยวข้ามภาคกับทัวร์” แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและกระจายคนสู่เมืองรอง รัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 208 ล้านบาททั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลพร้อมอุดหนุนค่ารถบัสสูงสุด 40,000 บาท และรถตู้สูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
- เงื่อนไขหลักคือต้องเป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน
- นักท่องเที่ยวสามารถจองและเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม
สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิ์นั้น ผู้ประกอบการจะต้องจัดกลุ่มทัวร์ตามขนาดที่โครงการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด กรณีเดินทางด้วยรถบัสจะต้องมีนักท่องเที่ยวชาวไทยร่วมเดินทางอย่างน้อย 30 คน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าเช่ารถให้วันละ 10,000 บาท โดยจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 40,000 บาทต่อหนึ่งทริป ส่วนการใช้รถตู้จะต้องมีผู้โดยสารขั้นต่ำ 6 คน ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือวันละ 2,500 บาท และสูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
ทริปการเดินทางทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นการข้ามเขตจังหวัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะต้องพักค้างคืนในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่จุดเริ่มต้นของทริป โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัททัวร์เท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนโดยตรง
โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกแพ็กเกจเดินทางได้หลากหลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สุขภาพ หรือแม้แต่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หากคุณเป็นบริษัททัวร์หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถอ่าน มาตรการอัดฉีดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษารายละเอียดของสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถโทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากสายด่วน ททท. 1672 เพื่อเริ่มต้นวางแผนวันหยุดพักผ่อนสุดคุ้มของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจช่วยเหลือแม่และลูกชายจากพ่อที่เสียสติ
ชาวจีน 99 คนถูกจับกุม! แก๊งอาชญากรถูกทลายที่ชายแดนเมียนมาร์-ไทย
-
ข่าว - News3 วันที่แล้วสุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News3 วันที่แล้วเสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

