ข่าว - News
วิดีโอ!! นักเรียนกราดยิงครูเสียชีวิต 2 ราย และนักเรียนบาดเจ็บอีก 20 คน
นนทบุรี – เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในย่านบางกรวย เมื่อมีรายงานว่านักเรียนคนหนึ่งเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่โรงเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับผู้ปกครองและประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจในทันที เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคม
ล่าสุดมีรายงานยืนยันเบื้องต้นว่า มีคุณครูเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 20 ราย ทีมแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัยได้เร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็กำลังพยายามช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่ข้างใน การทำงานของทุกฝ่ายเป็นไปอย่างยากลำบากแต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์
ประเด็นสำคัญ
- เกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ย่านบางกรวย โดยผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนของโรงเรียนเอง
- ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามีคุณครูเสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 20 รายจากเหตุการณ์สลดในครั้งนี้
- หน่วยปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 และตำรวจ สภ.ปลายบาง ลงพื้นที่ควบคุมสถานการณ์และอพยพผู้คนอย่างเร่งด่วน
เจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักเรียนและครูออกจากพื้นที่เสี่ยง
หลังจากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ตำรวจ สภ.ปลายบาง จ.นนทบุรี ได้ประสานงานกับทุกหน่วยงานทันที การทำงานเป็นไปอย่างรัดกุมและแข่งกับเวลา เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่โดยรอบโรงเรียนทั้งหมดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก การจัดระเบียบการจราจรโดยรอบก็ถูกดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้รถพยาบาลเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายที่สุด
นอกจากนี้ ทีมกู้ภัยยังได้เร่งอพยพนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างรวดเร็ว การอพยพเป็นไปอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ทุกคนถูกนำตัวไปยังจุดปลอดภัยที่จัดเตรียมไว้ภายนอกโรงเรียน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้ปกครองบางส่วนที่มารอรับบุตรหลานของตนเอง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับเหตุ หน่วยต่อต้านก่อการร้ายหรือหน่วยอรินทราช 26 ได้เดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุแล้ว พร้อมด้วยหน่วย นปพ.ภาค 1 การทำงานร่วมกันของหน่วยรบพิเศษช่วยให้การเข้าเคลียร์พื้นที่ทำได้ดีขึ้นตามหลักยุทธวิธี การมีหน่วยงานพิเศษเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
ยอดผู้สูญเสียอาจเพิ่มขึ้น สังคมเรียกร้องความปลอดภัย
ข้อมูลเบื้องต้นจาก เว็บไซต์ข่าวแนวหน้า ระบุยอดผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่มีรายงานความคืบหน้าจาก ปภ.นนทบุรี เพิ่มเติมว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจพุ่งสูงถึง 7 ราย ตัวเลขนี้ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้งจากทีมแพทย์และตำรวจ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในสถานการณ์ที่สับสนเช่นนี้
ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น 15-20 รายนั้น พบว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 2 ราย ทีมแพทย์กำลังให้การรักษาอย่างสุดความสามารถในห้องฉุกเฉิน ครอบครัวของผู้บาดเจ็บต่างมารอรับฟังข่าวด้วยความวิตกกังวล และต่างภาวนาให้คนที่ตนรักปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็ว
เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาอีกครั้ง โรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆ การพกพาอาวุธหรือสิ่งของอันตรายเข้ามาในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น หลายคนเรียกร้องให้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด

แนวทางการเยียวยาและการสืบสวนหาความจริง
ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการก่อเหตุในครั้งนี้ การสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็นกุญแจสำคัญ ทุกฝ่ายต้องการรู้ว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้นักเรียนตัดสินใจทำแบบนี้ การเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต
กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีการเตรียมทีมนักจิตวิทยาเพื่อให้คำปรึกษาแก่เด็กนักเรียนและครูที่อยู่ในเหตุการณ์ การเยียวยาจิตใจเป็นสิ่งสำคัญมากในเวลานี้ เพราะความบอบช้ำทางจิตใจอาจส่งผลกระทบระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
เราคงต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด ความสูญเสียในครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทย หวังว่าทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ในโรงเรียนของเราอีกต่อไป โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข ไม่ใช่พื้นที่แห่งความหวาดกลัว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักเรียนเชียงรายได้รับรางวัล “แบบอย่างเยาวชนดีเด่นแห่งปี”
โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน
ข่าว - News
ไทยจัดเต็มคาร์ฟรีเดย์ ชวนคนกรุงลดใช้รถ รับน้ำมันทะลุ 40 บ.
เชียงราย – วันที่ 22 กันยายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันปลอดรถสากล หรือ “วันปลอดรถยนต์โลก” หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกรวมถึงภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ปีนี้มีความพิเศษกว่าปีอื่นๆ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 40 บาทต่อลิตร ทำให้หลายภาคส่วนต้องเร่งกระตุ้นให้คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การหันมาปั่นจักรยาน เดินเท้า หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก
การรณรงค์คาร์ฟรีเดย์ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแก้ปัญหาจราจรติดขัดที่สะสมมานาน การลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนแม้เพียงวันเดียว จะช่วยคืนพื้นที่ผิวจราจรและทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย จะนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
ข้อมูลสำคัญ
- 22 กันยายน คือวัน World Car Free Day ที่มุ่งรณรงค์ลดใช้รถยนต์ส่วนตัวทั่วโลก
- ราคาน้ำมันที่แพงทะลุ 40 บาทต่อลิตร เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้คนเปลี่ยนวิธีเดินทาง
- รถไฟฟ้า MRT และ BTS เปิดให้ผู้ใช้จักรยานและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขึ้นฟรีตลอดสาย
รถไฟฟ้าจัดโปรโมชัน ดึงดูดคนใช้ขนส่งสาธารณะ
เพื่อสนับสนุนให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ ผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนหลักในกรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษมากมาย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารนำรถจักรยานพับได้และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ใช้บริการรถไฟฟ้าฟรีทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู สิ่งนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างมาก
ทางด้านรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าสายสีทอง ก็ได้ประกาศต้อนรับนักปั่นด้วยการยกเว้นค่าโดยสารเช่นกัน ผู้ที่นำจักรยาน สกู๊ตเตอร์ และล้อเดียวไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ จะได้รับสิทธิ์เดินทางฟรี การเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างล้อและราง ถือเป็นกุญแจสำคัญในยุคนี้ การสร้างความสะดวกสบายจะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจทิ้งรถยนต์ไว้ที่บ้าน แล้วหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ เรื่องของคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในเมือง ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนไทย มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์และการจราจรที่ติดขัด การลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน จึงส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณมลพิษเหล่านี้ การเปลี่ยนมาเดินหรือปั่นจักรยานในระยะทางสั้นๆ จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและส่งผลดีต่อสุขภาพ
ก้าวต่อไปของการเดินทางในเมืองไทย
แม้ว่าการรณรงค์ลดใช้รถยนต์จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่ความปลอดภัย ปัจจุบันเมืองใหญ่หลายแห่งยังขาดแคลนทางเท้าที่มีคุณภาพ และเลนจักรยานที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานจริง การผลักดันนโยบายจากภาครัฐเพื่อปรับปรุงกายภาพของถนน เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่จะทำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถาวร การแก้ปัญหาอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
ท้ายที่สุดแล้ว วัน Car Free Day อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ช่วยเตือนสติให้เราทุกคนตระหนักถึงปัญหา การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐที่ต้องจัดหาสวัสดิการด้านคมนาคมที่ดี และเอกชนที่ร่วมสนับสนุน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ประชาชนก็จะก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
EV vs ดีเซลในไทย: ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรใครคุ้มกว่า
ดีเซลทะลุ 40 บาท/ลิตร! อัปเดตราคาน้ำมันบางจากล่าสุด
ข่าว - News
EV vs ดีเซลในไทย: ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรใครคุ้มกว่า
โดยทั่วไป EV มีค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถดีเซล โดยเฉพาะเมื่อชาร์จไฟที่บ้าน ค่าไฟสำหรับ EV มักอยู่ราว 0.49 ถึง 0.95 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่ราคาดีเซลอ้างอิงในช่วงเดือนกันยายน 2026 อยู่ที่ประมาณ 40.69 บาทต่อลิตร ดังนั้นคนที่ขับรถเป็นประจำจึงมีโอกาสลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ชัดเจนเมื่อเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าน้ำมันหรือค่าไฟเพียงอย่างเดียว เพราะรถแต่ละรุ่นใช้พลังงานไม่เท่ากัน และผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับระยะทางที่คุณขับต่อปี รวมถึงรูปแบบการชาร์จ หากต้องพึ่งสถานีชาร์จสาธารณะหรือชาร์จเร็วเป็นหลัก ความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายอาจลดลง คุณสามารถดูพื้นฐานเพิ่มเติมจากบทความ เปรียบเทียบรถยนต์น้ำมันกับรถยนต์ไฟฟ้าในไทย
บทความนี้จะเปรียบเทียบต้นทุนการใช้งานจริง ตั้งแต่ราคาซื้อ ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการชาร์จ ไปจนถึงสิทธิประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 เพื่อช่วยให้คุณเห็นว่ารถแบบไหนคุ้มกว่าสำหรับลักษณะการใช้งานของตัวเอง เริ่มจากการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรของ EV และดีเซลกันก่อน
ประเด็นสำคัญ
- EV มักมีค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต่ำกว่าดีเซล โดยเฉพาะเมื่อชาร์จไฟที่บ้านและใช้รถเป็นประจำ
- ต้นทุนจริงต้องคำนวณจากอัตรากินไฟหรืออัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละรุ่น ไม่ควรดูเฉพาะราคาพลังงาน
- ราคาดีเซลอ้างอิงประมาณ 40.69 บาทต่อลิตร และอาจเปลี่ยนตามนโยบายอุดหนุนหรือ แนวโน้มราคาน้ำมันดีเซล
- ค่าไฟบ้านช่วง 3.70 ถึง 4.15 บาทต่อหน่วยเหมาะสำหรับคำนวณ EV เบื้องต้น แต่ชาร์จสาธารณะอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
- ราคาซื้อ ค่าเสื่อมราคา ค่าบำรุงรักษา และเงื่อนไข EV 3.5 ควรถูกรวมก่อนตัดสินว่าแบบไหนคุ้มกว่า โดยดูข้อมูลราคาพลังงานจาก กระทรวงพลังงานประกอบ
EV vs ดีเซลในไทย: ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรใครคุ้มกว่า
การคำนวณค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต้องใช้ข้อมูลการกินพลังงานของรถจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาน้ำมันหรือค่าไฟ สูตรพื้นฐานคือ ราคาพลังงาน ÷ ระยะทางที่รถวิ่งได้ เช่น รถดีเซลที่วิ่งได้ 14 ถึง 18 กิโลเมตรต่อลิตร และใช้น้ำมันราคา 40.69 บาทต่อลิตร จะมีต้นทุนประมาณ 2.26 ถึง 2.90 บาทต่อกิโลเมตร
ส่วน EV ให้ใช้สูตร ค่าไฟต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ÷ ระยะทางที่รถวิ่งได้ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ทั้งนี้ ความเร็ว รถติด น้ำหนักบรรทุก อุณหภูมิ และพฤติกรรมการขับ ล้วนทำให้ตัวเลขต่างจากผลทดสอบของผู้ผลิตได้
ค่าไฟบ้านถูกที่สุด แต่ต้องมีที่ชาร์จของตัวเอง
การชาร์จที่บ้านมักให้ต้นทุนต่ำที่สุด โดยเฉพาะเมื่อชาร์จช่วงค่าไฟต่ำหรือช่วง Off-Peak ค่าไฟที่ใช้เป็นกรอบอ้างอิงได้อยู่ที่ประมาณ 4.25 ถึง 4.85 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง แต่บิลจริงอาจเปลี่ยนตามอัตราค่าไฟ ค่า Ft ภาษีมูลค่าเพิ่ม และช่วงเวลาที่ชาร์จ ดูรายละเอียด อัตราค่าไฟฟ้าประเทศไทย ประกอบได้
ตัวอย่างเช่น EV ที่วิ่งได้ 5.1 กิโลเมตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จะเสียค่าไฟประมาณ 0.83 ถึง 0.95 บาทต่อกิโลเมตร หากรถประหยัดได้ 8.5 กิโลเมตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ต้นทุนจะลดเหลือประมาณ 0.50 ถึง 0.57 บาทต่อกิโลเมตร จึงเห็นได้ชัดว่าประสิทธิภาพรถมีผลพอๆ กับอัตราค่าไฟ
อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับวอลล์บ็อกซ์ การเดินสายไฟ อุปกรณ์ป้องกันไฟ และการปรับปรุงมิเตอร์ตามสภาพบ้าน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ใช่ค่าไฟต่อกิโลเมตรโดยตรง แต่ควรรวมไว้เมื่อคำนวณความคุ้มค่าระยะยาว
ชาร์จเร็วสาธารณะทำให้ส่วนต่างค่าใช้จ่ายลดลง
สถานี DC สาธารณะอาจคิดค่าบริการประมาณ 5.30 ถึง 8.00 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งผลให้ EV มีต้นทุนราว 1.25 ถึง 1.58 บาทต่อกิโลเมตรตามรุ่นรถและเครือข่าย ตัวเลขนี้ยังมักต่ำกว่าดีเซล แต่ไม่ควรใช้ราคาเดียวกับทุกสถานี เพราะกำลังชาร์จ ช่วงเวลา ค่าจอดรถ และโปรโมชั่นอาจต่างกัน
เครือข่ายที่พบในไทย ได้แก่ PEA Volta และ Evolt โดย ข้อมูลสถานี PEA Volta ช่วยให้ตรวจสอบประเภทหัวชาร์จและรายละเอียดบริการได้ ก่อนเดินทางควรเช็กราคาปัจจุบันในแอปของผู้ให้บริการ รวมถึงดู สถานีชาร์จ EV ในเชียงราย หากต้องวางแผนเส้นทางล่วงหน้า
ต้นทุนซื้อและค่าใช้รถระยะยาว ต่างกันอย่างไร
การเทียบ EV กับดีเซลต้องมองไกลกว่าค่าไฟและค่าน้ำมัน เพราะต้นทุนจริงยังรวม ราคาซื้อ เงินดาวน์ ดอกเบี้ย ประกัน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และราคาขายต่อ รถที่ประหยัดพลังงานกว่าอาจไม่ได้คุ้มกว่าทันที หากมีราคาซื้อสูงหรือราคามือสองลดลงเร็ว
คนที่ขับปีละ 15,000 กิโลเมตรอาจใช้เวลานานกว่าจะชดเชยส่วนต่างราคารถ ขณะที่คนขับปีละ 30,000 กิโลเมตรจะเห็นเงินประหยัดจากค่าไฟได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น หาก EV ประหยัดกว่าดีเซลเฉลี่ย 1.50 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนต่างจะอยู่ที่ประมาณ 22,500 บาทต่อปีสำหรับการขับ 15,000 กิโลเมตร และ 45,000 บาทต่อปีเมื่อขับ 30,000 กิโลเมตร ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบคำนวณเบื้องต้น เพราะค่าใช้จริงขึ้นกับรุ่นรถ วิธีชาร์จ และราคาพลังงาน
EV ลดค่าบำรุงรักษา แต่ไม่ได้ไม่มีค่าใช้จ่าย
EV ไม่มีน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมัน หัวเทียน และชิ้นส่วนเครื่องยนต์หลายรายการ จึงมักมีงานบำรุงรักษาตามระยะน้อยกว่ารถดีเซล อย่างไรก็ตาม เจ้าของยังต้องจ่ายค่าเปลี่ยนยาง ผ้าเบรก น้ำยาหล่อเย็น ระบบปรับอากาศ และชิ้นส่วนช่วงล่างตามอายุและสภาพการใช้งาน
ส่วนรถดีเซลอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่อใช้งานนานขึ้น โดยเฉพาะระบบกรองเขม่า เทอร์โบ หัวฉีด คลัตช์ หรือเกียร์ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับรถทุกคันในเวลาเดียวกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขซ่อมจากรถรุ่นหนึ่งไปเหมารวมกับอีกรุ่น ควรตรวจตารางเช็กระยะ เงื่อนไขรับประกัน และรายการอะไหล่ของรุ่นที่สนใจก่อนตัดสินใจ
แบตเตอรี่และราคาขายต่อคือความเสี่ยงที่ต้องประเมิน
แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ไม่ควรถูกนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่วันซื้อ เพราะแบตเตอรี่มีการรับประกันและเสื่อมตามระยะทาง สภาพอากาศ รูปแบบการชาร์จ และการใช้งาน หลายแบรนด์ในไทยมีประกันแบตเตอรี่ราว 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แต่รายละเอียดต่างกัน ตัวอย่างเช่น การรับประกันแบตเตอรี่ Mazda6e ระบุเงื่อนไขตามแพ็กเกจของผู้ผลิต
ก่อนซื้อควรตรวจความจุขั้นต่ำที่รับประกัน เงื่อนไขการชาร์จ ศูนย์บริการ และการโอนสิทธิ์เมื่อขายรถ ขณะเดียวกัน รถดีเซลก็มีความเสี่ยงด้านราคาขายต่อจากอายุรถ เลขไมล์ และค่าซ่อมในอนาคต ส่วน EV อาจได้รับผลจากการลดราคารถใหม่และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว จึงควรเปรียบเทียบค่าเสื่อมของรุ่นจริง ไม่ควรสรุปว่า EV หรือดีเซลขายต่อได้ดีกว่าเสมอไป โดยดู ข้อมูลต้นทุนและตลาด EV ในไทย ประกอบด้วย
สิทธิประโยชน์ EV 3.5 ช่วยลดราคาซื้อในไทยอย่างไร
มาตรการ EV 3.5 ครอบคลุมช่วงปี 2024 ถึง 2027 โดยรัฐใช้ทั้งเงินอุดหนุน การลดภาษีสรรพสามิต และการลดอากรนำเข้า เพื่อช่วยให้รถไฟฟ้ามีราคาซื้อที่เข้าถึงง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ไม่ได้เหมือนกันทุกรุ่น ผู้ซื้อจึงต้องดูทั้งราคารถ ขนาดแบตเตอรี่ และการผลิตในประเทศ
รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรุ่นและแบรนด์ที่ผ่านเงื่อนไขของภาครัฐ รวมถึงผู้จำหน่ายต้องมีภาระผลิตรถในไทยชดเชยรถนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนด โดยปี 2026 ต้องผลิต 2 คันต่อรถนำเข้า 1 คัน และปี 2027 เพิ่มเป็น 3 คันต่อรถนำเข้า 1 คัน รายละเอียดภาพรวมอ่านเพิ่มได้จาก ข้อมูลซื้อ EV ในไทยเรื่องเงินอุดหนุน ภาษี และการชาร์จ
ราคารถที่ลดลงไม่ได้แปลว่าทุกรุ่นคุ้มเท่ากัน
สำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ปี 2026 ถึง 2027 จะมีเงินอุดหนุนตามขนาดแบตเตอรี่ ดังนี้
| ขนาดแบตเตอรี่ | เงินอุดหนุน |
| ต่ำกว่า 50 kWh | 25,000 บาท |
| ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป | 50,000 บาท |
ช่วงต้นโครงการ รถนำเข้าและรถประกอบในประเทศอาจได้รับสิทธิ์ต่างกัน รวมถึงมีการลดอากรนำเข้าสูงสุดตามเงื่อนไขในช่วงปี 2024 ถึง 2025 ส่วนปี 2026 ถึง 2027 เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งจะเน้นรถที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ ผู้ซื้อจึงควรตรวจสถานะของรุ่นนั้นก่อนเซ็นสัญญา โดยดูรายละเอียดโครงสร้างภาษีจาก มาตรการ EV 3.5 และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
รถที่ราคาเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท ไม่มีเงินอุดหนุนซื้อรถ แต่ยังได้ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% จนถึงปี 2027 ดังนั้นรถนำเข้าราคาแพงกับรถ EV ประกอบในประเทศจึงมีโครงสร้างราคาต่างกัน แม้จะใช้เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน
ราคาสุทธิหลังหักส่วนลดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ควรรวมดอกเบี้ยสินเชื่อ ประกันภัย ค่าเครื่องชาร์จ ค่าติดตั้ง และค่าบำรุงรักษาที่ไม่ได้อยู่ในแพ็กเกจด้วย รถที่ป้ายราคาถูกกว่าอาจมีต้นทุนรวมสูงกว่า หากต้องติดตั้งระบบไฟใหม่หรือมีประกันราคาแพง
สิ่งที่ควรตรวจในใบเสนอราคาจากโชว์รูม
ก่อนวางเงินจอง ให้ขอใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรและตรวจรายการเหล่านี้:
- เงินอุดหนุน EV 3.5 รวมอยู่ในราคาที่แจ้งแล้วหรือยัง
- ค่าติดตั้งวอลล์บ็อกซ์ สายไฟ และอุปกรณ์ป้องกันไฟรวมอยู่หรือไม่
- แบตเตอรี่รับประกันกี่ปี กี่กิโลเมตร และกำหนดความจุขั้นต่ำไว้อย่างไร
- แพ็กเกจบำรุงรักษาฟรีครอบคลุมค่าแรง อะไหล่ และระยะใดบ้าง
- ประกันภัยปีแรกฟรีหรือไม่ และมีเงื่อนไขทุนประกันหรือซ่อมศูนย์อย่างไร
- มีค่าจดทะเบียน ค่าขนส่ง ฟิล์ม กรอบป้าย หรืออุปกรณ์เพิ่มเติมที่ต้องจ่ายเองหรือไม่
ข้อเสนอของแต่ละแบรนด์และช่วงเวลาอาจเปลี่ยนได้ จึงควรแยกให้ชัดว่าอะไรคือสิทธิ์จากรัฐ และอะไรคือโปรโมชั่นของโชว์รูม เพราะสองส่วนนี้อาจไม่ใช่ส่วนลดก้อนเดียวกัน.
เลือกรถแบบไหนให้คุ้มกับชีวิตประจำวันในไทย
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ EV หรือดีเซลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับระยะทางต่อวัน จุดจอดรถ เวลาเติมพลังงาน งบซื้อ และแผนถือรถของคุณ หากใช้รถต่างกันทุกวัน การคำนวณจากรูปแบบชีวิตจริงจะให้คำตอบแม่นกว่าการดูค่าไฟหรือน้ำมันเพียงตัวเลขเดียว
EV เหมาะกับใครเมื่อมีที่ชาร์จบ้าน
EV เหมาะกับคนที่ขับไปกลับที่ทำงานเป็นประจำ วันละประมาณ 30 ถึง 100 กิโลเมตร และมีที่จอดส่วนตัวพร้อมติดตั้งเครื่องชาร์จได้ คุณสามารถเสียบชาร์จตอนกลางคืน แล้วเริ่มวันใหม่ด้วยแบตเตอรี่ที่เพียงพอ โดยไม่ต้องแวะสถานีชาร์จระหว่างทาง
คนที่ขับในเมืองทุกวันจะได้ประโยชน์จากค่าไฟบ้านและค่าบำรุงรักษาที่มักต่ำกว่าดีเซล โดยเฉพาะเมื่อถือรถหลายปีจนเงินประหยัดสะสมมากพอ อย่างไรก็ตาม ควรตั้งขีดจำกัดการชาร์จตามคำแนะนำของผู้ผลิต และไม่ชาร์จเต็ม 100% เป็นประจำ หากคู่มือรถแนะนำให้ใช้ระดับที่ต่ำกว่าเพื่อช่วยถนอมแบตเตอรี่
สำหรับผู้ที่อยู่คอนโด EV จะคุ้มก็ต่อเมื่อมีหัวชาร์จที่ใช้งานได้จริง ต้องตรวจสอบก่อนว่าใช้ไฟส่วนกลางหรือมิเตอร์ส่วนตัว คิดค่าบริการอย่างไร จองช่องชาร์จล่วงหน้าหรือไม่ และมีข้อจำกัดเวลาใช้งานหรือเปล่า เพราะถ้าต้องพึ่ง DC สาธารณะทุกครั้ง ส่วนต่างค่าไฟอาจลดลง การเข้าถึงที่ชาร์จส่วนตัวก็เป็นปัจจัยสำคัญตามข้อมูลของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ
ดีเซลยังเหมาะกับการเดินทางไกลและผู้ไม่มีจุดชาร์จ
ดีเซลยังตอบโจทย์คนที่เดินทางต่างจังหวัดบ่อย เส้นทางผ่านพื้นที่ที่มีสถานีชาร์จน้อย หรือไม่สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านได้ การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ขณะที่ EV อาจต้องรอชาร์จเร็วประมาณ 20 ถึง 40 นาที และการชาร์จ AC อาจใช้เวลาหลายชั่วโมง
รถดีเซลเหมาะกับผู้ที่ต้องบรรทุกของ ลากจูง หรือใช้รถกระบะทำงานต่อเนื่อง เพราะไม่ต้องหยุดรอชาร์จระหว่างรอบงาน แต่ต้องยอมรับค่าน้ำมันที่ผันผวน รวมถึงค่าดูแลระบบเครื่องยนต์ เทอร์โบ หัวฉีด คลัตช์ และระบบกรองเขม่าเมื่อรถมีอายุเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ดีเซลปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้มากกว่า EV จึงควรพิจารณาทั้งค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่ออากาศ ไม่ใช่ตัดสินจากความสะดวกเพียงด้านเดียว
สูตรตัดสินใจที่ใช้ได้ก่อนเซ็นสัญญา
ก่อนเลือกซื้อ ให้คำนวณตามลำดับนี้:
- จดระยะทางที่ขับต่อปี รวมวันทำงานและทริปต่างจังหวัด
- เปรียบเทียบพลังงานต่อกิโลเมตรของรถรุ่นที่สนใจ
- รวมค่าไฟบ้าน ค่าชาร์จสาธารณะ หรือน้ำมันตามการใช้งานจริง
- ประเมินค่าดูแลรักษา ประกัน อุปกรณ์ชาร์จ และค่าเสื่อมราคา
- นำส่วนต่างราคารถหารด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อปี เพื่อดูระยะคืนทุน
หากไม่มีจุดชาร์จที่สะดวก หรือมีแผนขายรถภายในไม่กี่ปี อย่าซื้อ EV เพียงเพราะค่าไฟถูกกว่า เพราะต้นทุนติดตั้ง เวลาเดินทาง และราคาขายต่ออาจทำให้ความคุ้มค่าที่คาดไว้ลดลงได้.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EV และรถดีเซล
การเปรียบเทียบ EV กับดีเซลไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะรูปแบบการขับ จุดชาร์จ และระยะเวลาถือรถมีผลต่อต้นทุนจริง คำถามต่อไปนี้ช่วยให้คุณประเมินความคุ้มค่าได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
EV ประหยัดกว่าดีเซลทุกกรณีหรือไม่
ไม่เสมอไป ค่าไฟต่อกิโลเมตรของ EV มักต่ำกว่าค่าน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อชาร์จที่บ้าน แต่ต้นทุนรวมยังขึ้นกับราคาซื้อ ค่าประกัน ค่าเสื่อม และค่าติดตั้งเครื่องชาร์จด้วย หากต้องชาร์จเร็วสาธารณะเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็นประมาณ 6 ถึง 9 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
คนที่เปลี่ยนรถบ่อยอาจยังไม่ทันคืนส่วนต่างราคาซื้อ ขณะที่ผู้ถือรถหลายปีและขับระยะทางมากมีโอกาสเห็นเงินประหยัดชัดกว่า จึงควรคำนวณต้นทุนตลอดช่วงเวลาที่ตั้งใจใช้รถ ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าไฟรายเดือน
ถ้าอยู่คอนโด ควรซื้อ EV หรือไม่
ควรตรวจสอบสิทธิ์จอดรถ จุดติดตั้งเครื่องชาร์จ มิเตอร์ไฟ และวิธีคิดค่าบริการของนิติบุคคลก่อนซื้อ นอกจากนี้ ให้เช็กว่าต้องจองช่องชาร์จหรือไม่ มีค่าจอดรถเพิ่มเติมหรือเปล่า และสถานีใกล้บ้านเปิดให้บริการเวลาใด
หากไม่มีจุดชาร์จส่วนตัว ควรคำนวณโดยใช้สัดส่วนการชาร์จสาธารณะจริง อย่าใช้ต้นทุนไฟบ้านเป็นหลัก เพราะราคาต่อกิโลเมตรอาจสูงขึ้น รวมถึงต้องเผื่อเวลาเดินทางไปสถานีและรอคิวด้วย
ชาร์จ EV ที่บ้านใช้ไฟเพิ่มเดือนละเท่าไร
ให้คูณระยะทางที่ขับต่อเดือนด้วยค่าไฟต่อกิโลเมตร ตัวอย่างเช่น หากขับ 1,500 กิโลเมตรต่อเดือน และรถมีต้นทุน 0.49 ถึง 0.95 บาทต่อกิโลเมตร ค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 735 ถึง 1,425 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม ค่าปรับปรุงระบบไฟ และการสูญเสียพลังงานระหว่างชาร์จ หากต้องการคำนวณให้ใกล้เคียงบิลจริง ควรใช้ค่าไฟตามมิเตอร์ของบ้าน รวมทั้งพิจารณาช่วงเวลาที่ชาร์จด้วย
แบตเตอรี่ EV ต้องเปลี่ยนเมื่อไร
ไม่มีระยะเวลาตายตัว เพราะอายุแบตเตอรี่ขึ้นกับรุ่นรถ ระยะทาง อุณหภูมิ และรูปแบบการชาร์จ แบตเตอรี่บางรุ่นมีประกัน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ขณะที่บางแพ็กเกจขยายระยะคุ้มครองได้นานกว่านั้น
ก่อนซื้อรถมือสอง ให้ตรวจเงื่อนไขประกัน ความจุขั้นต่ำที่ผู้ผลิตรับรอง และผลตรวจสุขภาพแบตเตอรี่ อย่าสมมติว่าต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันทีเมื่อหมดประกัน เพราะการหมดประกันไม่ได้แปลว่าแบตเตอรี่เสื่อมจนใช้งานไม่ได้
รถดีเซลยังคุ้มสำหรับการใช้งานในต่างจังหวัดหรือไม่
มีโอกาสคุ้ม โดยเฉพาะพื้นที่ที่สถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุม ผู้ที่เดินทางไกล บรรทุกของ หรือลากจูงควรพิจารณาเครือข่ายเติมเชื้อเพลิง ความทนทาน และความสะดวกในการซ่อมควบคู่กับราคาน้ำมัน
แม้ค่าเชื้อเพลิงอาจสูงกว่า EV แต่รถดีเซลเติมพลังงานได้รวดเร็วและมีอู่รองรับจำนวนมาก ส่วนผู้ใช้ EV ควรวางแผนเส้นทางและตรวจ การเปรียบเทียบราคาและความเร็วการชาร์จ EV ก่อนเดินทางไกล
ควรใช้ตัวเลขใดเป็นหลักในการเปรียบเทียบ
ให้ใช้ทั้ง ต้นทุนต่อกิโลเมตร และ ต้นทุนการเป็นเจ้าของตลอดช่วงเวลาที่จะถือรถ โดยรวมราคาซื้อ ดอกเบี้ย ประกัน ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อม และราคาขายต่อ อย่าตัดสินจากราคาน้ำมันหรือค่าไฟเพียงเดือนเดียว
ควรปรับตัวเลขใหม่เมื่อราคาพลังงาน โปรโมชั่น ภาษี หรือเงื่อนไขประกันเปลี่ยน วิธีนี้จะช่วยให้ผลคำนวณสะท้อนค่าใช้จริงมากกว่าการใช้ตัวเลขจากโบรชัวร์หรือช่วงโปรโมชั่น.
ข่าว - News
ดีเซลทะลุ 40 บาท/ลิตร! อัปเดตราคาน้ำมันบางจากล่าสุด
เชียงราย – สถานการณ์ราคาน้ำมันในภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในขณะนี้ ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลได้พุ่งทะลุเพดาน 40 บาทต่อลิตรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้สถานีบริการน้ำมันบางจากได้ประกาศปรับป้ายราคาใหม่ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ตัวเลขนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับราคาครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 85 สตางค์ต่อลิตรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงสร้างราคาพลังงานในประเทศขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายกังวลว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดปรับตัวตาม เรามาดูรายละเอียดของราคาหน้าปั๊มในวันนี้กันว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ประเด็นสำคัญ
- น้ำมันไฮดีเซล S (Hi Diesel S) ที่ปั๊มบางจากปรับราคาทะลุ 40.69 บาทต่อลิตรแล้ว
- ดีเซล B20 ยังคงอยู่ที่ 35.69 บาท ส่วนกลุ่มพรีเมียมดีเซลราคาทะลุ 49 บาท
- การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเป็นผลพวงต่อเนื่องจากการปรับขึ้น 85 สตางค์เมื่อสัปดาห์ก่อน
เจาะลึกราคาหน้าปั๊มและผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับผู้ที่ต้องเติมน้ำมันในวันนี้ ราคาหน้าปั๊มของบางจากมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก น้ำมันไฮดีเซล S ซึ่งเป็นที่นิยม ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ราคา 40.69 บาทต่อลิตร ในขณะที่น้ำมันทางเลือกอย่างดีเซล B20 ยังคงตรึงราคาไว้ที่ 35.69 บาทต่อลิตร หากคุณเป็นผู้ที่ใช้น้ำมันเกรดพรีเมียม คุณจะต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า 49 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นขนาดนี้ มาจากความผันผวนของตลาดน้ำมันดิบโลกและภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คุณสามารถติดตาม ข่าวราคาน้ำมันล่าสุด เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของราคาหน้าปั๊มแบบเรียลไทม์ การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ผู้ใช้รถต้องเริ่มวางแผนการเดินทางอย่างรัดกุมมากขึ้น การประหยัดพลังงานจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูง
ทำไมราคาน้ำมันดีเซลถึงแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง?
หากมองย้อนกลับไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันโลกมีความผันผวนอย่างหนัก ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และการลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยจึงเริ่มแบกรับภาระการอุดหนุนราคาไม่ไหว การปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 40 บาทจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้
นอกจากนี้ การขึ้นราคารวดเดียว 85 สตางค์ต่อลิตรเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการตรึงราคา รัฐบาลอาจต้องเริ่มปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้นเพื่อลดภาระหนี้ของกองทุน ทุกคนจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
แนวทางรับมือวิกฤตพลังงานสำหรับผู้ใช้รถ
เมื่อราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งแพงขึ้น ธุรกิจลอจิสติกส์ย่อมต้องปรับแผนงานอย่างหนัก ประชาชนทั่วไปควรเริ่มหันมาตรวจเช็คสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การเติมลมยางที่พอดีและการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่จะช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะในบางวันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี
ในอนาคตอันใกล้ เรายังคงต้องจับตาดูมาตรการจากทางภาครัฐอย่างใกล้ชิด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจมีการแทรกแซงราคาเพิ่มเติมหากสถานการณ์เลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานด้วยตัวเองคือสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันที ขอให้ทุกคนขับขี่ด้วยความปลอดภัยและวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น้ำมันดีเซลไทย B7, B20 และ Premium ต่างกันอย่างไร?
ภัยเงียบ! สารหนูในแม่น้ำกกและสายยังสูงเกินเกณฑ์
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoทหารลุยซ่อมพนังกั้นน้ำแม่สาย ป้องกันท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเร่งสางคดีสลด! กลุ่มเด็กชายรุมล่วงละเมิด ด.ญ. 7 ขวบเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoแพทย์จากเชียงรายจ่ายเงินดาวน์ 250,000 บาท ในคดีอุบัติเหตุรถชนที่มีผู้เสียชีวิต
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoอัปเดตการจราจรเชียงราย: เริ่มใช้กฎการกลับรถใหม่ 20 กันยายนนี้



