ข่าวระดับชาติ - National
สนามบินหลักของไทยเพิ่มมาตรการตรวจสอบด้านสุขภาพ หลังพบรายงานการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดีย
สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ เชียงราย เข้มมาตรการมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
เชียงราย – จากรายงานพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์เป็นกลุ่มก้อนในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ใกล้เมืองโกลกาตา หน่วยงานไทยจึงยกระดับการคัดกรองสุขภาพที่สนามบินนานาชาติสำคัญ เป้าหมายคือคัดกรองให้เจอความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ลดโอกาสเกิดเคสนำเข้า และป้องกันการแพร่กระจายในประเทศ
ขณะนี้ประตูทางเข้าออกหลักอย่าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพฯ, ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่, และ ท่าอากาศยานนานาชาตินักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรค (DDC) ร่วมกับผู้บริหารสนามบินเพิ่มมาตรการติดตาม ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิ การกรอกแบบฟอร์มแสดงข้อมูลสุขภาพ และการตรวจคัดกรองแบบสุ่มในผู้โดยสารที่มีอาการ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้เดินทางจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในอินเดีย
ที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของประเทศ มีการเร่งจัดจุดคัดกรองเฉพาะเพิ่มเติม ผู้โดยสารบางรายอาจถูกสุ่มประเมินอาการเมื่อเดินทางถึง หากพบสัญญาณป่วย ทีมสาธารณสุขจะพร้อมแยกกักและส่งตรวจตามแนวทาง ส่วนที่สนามบินเชียงใหม่ มาตรการถูกเพิ่มความเข้มข้นเช่นกัน และมีการแนะนำให้ผู้เดินทางกรอกข้อมูลสุขภาพล่วงหน้าผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างแอป CM-CHANA เพื่อช่วยให้ขั้นตอนหน้าเคาน์เตอร์ทำได้เร็วขึ้น และลดการรอคิว
ด้านสนามบินเชียงราย ซึ่งรองรับการท่องเที่ยวในภาคเหนือและเส้นทางยอดนิยมหลายสาย ก็ปรับมาตรการคัดกรองให้รัดกุมกว่าเดิม แม้ตอนนี้ไทยยังไม่พบผู้ป่วยนิปาห์ แต่ DDC ย้ำว่า การเฝ้าระวังเชิงรุกเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างชาติในระดับสูง
การตื่นตัวรอบนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียยืนยันผู้ติดเชื้อนิปาห์หลายรายในรัฐเบงกอลตะวันตก และมีรายงานพบในบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ทางการอินเดียได้กักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ขณะเดียวกันองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้มีอัตราเสียชีวิตสูง และมีโอกาสแพร่จากคนสู่คนได้

ไวรัสนิปาห์คืออะไร และทำไมถึงน่ากังวล
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus, NiV) เป็นไวรัสก่อโรคจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง พบครั้งแรกในปี 1998 จากการระบาดในมาเลเซียและสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่ม Henipavirus โดยแหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวกินผลไม้ในสกุล Pteropus (flying fox) ค้างคาวกลุ่มนี้สามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และสารคัดหลั่งอื่น ๆ ได้ โดยตัวมันเองอาจไม่แสดงอาการ
คนสามารถติดเชื้อได้หลายทาง เช่น สัมผัสค้างคาวที่ติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อน กินน้ำตาลสดจากอินทผลัม (date palm sap) แบบดิบ หรือกินผลไม้ที่มีการปนเปื้อนจากค้างคาว สัมผัสสุกรที่ติดเชื้อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (เคยเกิดขึ้นในการระบาดครั้งแรกที่มาเลเซีย) อีกทางที่น่ากังวลที่สุดคือการติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งทางเดินหายใจหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย
การระบาดมักพบเป็นครั้งคราวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บังกลาเทศและอินเดียมีเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง อัตราการเสียชีวิตอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับการควบคุมโรค การเฝ้าระวัง และการเข้าถึงการรักษาประคับประคอง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองหรือยาต้านไวรัสที่จำเพาะ การรักษาจึงเน้นดูแลตามอาการ เช่น การดูแลระบบหายใจ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนทางสมองและระบบประสาทในรายที่รุนแรง

อาการที่ควรสังเกต และความเสี่ยงที่ต้องระวัง
อาการมักเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 5 ถึง 14 วัน แต่บางกรณีอาจยาวได้ถึง 45 วัน ระยะแรกมักคล้ายโรคทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ และไอ หากอาการมากขึ้น อาจมีหายใจลำบาก อาเจียน เวียนศีรษะ และสับสน
ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยบางรายเกิดสมองอักเสบ มีอาการง่วงมาก สับสน ชัก และอาจเข้าสู่ภาวะโคม่า อีกด้านหนึ่งอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว คล้ายปอดอักเสบรุนแรง ผู้รอดชีวิตบางรายมีปัญหาระบบประสาทระยะยาว เช่น ชักเรื้อรัง หรือพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป
จุดเสี่ยงหลักอยู่ที่การแพร่เชื้อในสถานที่ที่ใกล้ชิดกันมาก เช่น ในบ้านหรือโรงพยาบาล หลายการระบาดส่งผลกับบุคลากรทางการแพทย์สูง เพราะมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เพียงพอ แม้คลัสเตอร์ในอินเดียครั้งนี้ยังไม่พบการแพร่กระจายในชุมชนวงกว้าง แต่ความเป็นไปได้ยังมีอยู่ จึงเกิดการแจ้งเตือนในระดับนานาชาติ
สำหรับไทย ความเสี่ยงยังถือว่าต่ำ แต่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีการเดินทางระหว่างไทยและอินเดียบ่อย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีค้างคาวกินผลไม้หลายพื้นที่ หน่วยงานย้ำว่าไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วยนิปาห์ในคน และมาตรการความปลอดภัยด้านการเลี้ยงสัตว์และสินค้าเกษตรหลายส่วนช่วยลดโอกาสเกิดเหตุจากสัตว์สู่คน

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง สำหรับนักเดินทางและคนทั่วไป
แนวทางหลักคือหลีกเลี่ยงแหล่งสัมผัส และตัดวงจรการแพร่เชื้อ คำแนะนำที่ใช้กันทั่วไปจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขต่างประเทศ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสุกรในพื้นที่ที่มีการระบาด
- งดบริโภคน้ำตาลสดจากอินทผลัมแบบดิบ ผลไม้ที่ไม่ล้าง หรืออาหารที่เสี่ยงปนเปื้อนจากค้างคาว
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรืออยู่ในที่คนแออัด
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อทำงานด้านการแพทย์ หรือเกี่ยวข้องกับสัตว์
- แยกผู้มีอาการป่วยให้เร็ว และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด
ผู้เดินทางที่เข้าประเทศไทยควรสังเกตอาการตัวเองอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังเดินทาง หากมีไข้ หรือมีอาการทางระบบประสาท ให้รีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเดินทางให้ชัดเจน
เจ้าหน้าที่สนามบินและทีมสาธารณสุขยังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ แจกสื่อให้ความรู้ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง แม้มาตรการอาจทำให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หน่วยงานยืนยันว่าเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อรักษามาตรฐานด้านสาธารณสุขของประเทศ
DDC ระบุว่าจะติดตามสถานการณ์ทั่วโลกต่อเนื่อง และประสานงานกับเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ไทยยังไม่พบเชื้อนิปาห์ในคน แต่มาตรการเฝ้าระวังที่เข้มขึ้นสะท้อนแนวทางชัดเจน คือเจอให้เร็ว แยกให้ทัน และลดความเสี่ยงก่อนจะกระทบคนหมู่มาก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจชายแดนเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด หลังไล่ล่ารถยนต์
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
ข่าว - News3 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย


