ติดตามเรา
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เทคโนโลยี - Tech

กฎใหม่คุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย! จ่อบังคับใช้พลังงานสะอาด 60% ภายใน 1 เดือน

CTN News

เผยแพร่

เมื่อ

กฎใหม่คุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย! จ่อบังคับใช้พลังงานสะอาด 60% ภายใน 1 เดือน

เชียงราย – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้มาพร้อมกับการใช้พลังงานมหาศาล รัฐบาลไทยจึงเตรียมประกาศใช้มาตรฐานขั้นต่ำฉบับใหม่ กฎเกณฑ์ใหม่นี้จะบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างน้อย 60% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งร่างกฎหมายและมาตรฐานขั้นต่ำนี้อย่างขะมักเขม้น โดยตั้งเป้าที่จะประกาศใช้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น คณะกรรมการนโยบายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติได้ประชุมและเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างครอบคลุม คณะทำงานเหล่านี้จะรับผิดชอบทั้งในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยของอาคารสถานที่ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาจะเป็นไปอย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญ

  • ข้อบังคับพลังงานสะอาด: ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งในประเทศไทยจะต้องใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60% ตามมาตรฐานใหม่ของกระทรวงพลังงาน
  • เส้นตาย 1 เดือน: รัฐบาลและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเตรียมสรุปและประกาศใช้กฎเกณฑ์ขั้นต่ำนี้ภายในหนึ่งเดือน เพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรม
  • แยกโครงสร้างค่าไฟ: จะมีการคิดอัตราค่าไฟแยกเฉพาะสำหรับธุรกิจนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานไปกระทบกับค่าไฟของประชาชนทั่วไป

ทำไมไทยต้องเร่งจัดระเบียบอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์?

การผลักดันกฎระเบียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนหน้านี้มีกรณีอื้อฉาวของดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งย่านพระรามเก้า เจ้าหน้าที่พบว่ามีการกักเก็บน้ำมันดีเซลกว่า 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันที่รุนแรง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมาย ทั้งในด้านการจัดโซนนิ่ง การควบคุมอาคาร และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะที่ผ่านมา กฎหมายไทยยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนสำหรับคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 30-40 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลเก่าที่เอกชนใช้งานภายในองค์กร แต่ในช่วงปี 2021-2022 มีโครงการขนาดใหญ่ยื่นขออนุมัติถึง 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับอนุมัติไปแล้ว ส่วนอีก 3 แห่งต้องระงับการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อรอมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและการใช้ทรัพยากร ข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศถึง 42 แห่ง ความไม่สอดคล้องของข้อมูลเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลต้องสั่งบูรณาการข้อมูลอุตสาหกรรมให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งสัปดาห์

อัตราค่าไฟพิเศษและข้อกำหนดการใช้โครงข่ายไฟฟ้า

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่แยกออกมาเฉพาะ มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้การใช้ไฟฟ้ามหาศาลของธุรกิจเหล่านี้ ไปทำให้ค่าไฟของภาคครัวเรือนและผู้ใช้ไฟทั่วไปต้องปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับแบตเตอรี่สำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด 60% จึงสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ รัฐบาลยังได้ ปลดล็อกโควตาพลังงานสะอาด จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ ผ่านตลาด Direct PPA เพื่อให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่ถูกลง สิ่งนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนโดยไม่เป็นภาระต่อต้นทุนรวมของประเทศ

วิสัยทัศน์สู่อนาคต: ไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บข้อมูล แต่คือศูนย์กลาง AI

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงแค่สถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น การลงทุนในอนาคตควรสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงบริการคลาวด์ รัฐบาลมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมระดับภูมิภาค พร้อมๆ กับการควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้มีการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มผู้พัฒนาธุรกิจนี้รวมแล้วถึง 20,000 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจรวมถึงการจองความจุไฟฟ้าเพื่อเก็งกำไรในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การวางกฎเกณฑ์ใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในระหว่างที่กฎหมายใหม่กำลังร่างขึ้น กฎระเบียบเดิมเกี่ยวกับการใช้อาคาร การจดทะเบียนธุรกิจ และการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง จะยังคงมีผลบังคับใช้ตามปกติ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่คนไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความท้าทายและการปรับตัวของผู้ประกอบการดิจิทัล

การปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่นี้อาจเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีหลายรายในประเทศไทย การเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดสูงถึง 60% ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน บริษัทชั้นนำที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศจะต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ทั้งในด้านการจัดหาพลังงานหมุนเวียนและการจัดการระบบน้ำระบายความร้อนแบบวงจรปิด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลประเมินว่า แม้ต้นทุนเริ่มต้นของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะสูง แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อทั้งตัวองค์กรและประเทศชาติ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนจะดึงดูดบริษัทข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาตั้งฐานการผลิตและบริการในประเทศไทยมากขึ้น นี่คือโอกาสทองที่ไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ การรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความยั่งยืนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด

วิกฤติสินเชื่ออสังหาฯ ไทย: ยอดปฏิเสธพุ่งเกือบครึ่ง ทะลุ 44.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

อ่านต่อ

เทคโนโลยี - Tech

รับมือ PHP2Shell: ไทยเร่งอุดช่องโหว่สกัดแฮกเกอร์

Thanawat Chaiyaporn

เผยแพร่

เมื่อ

PHP2Shell

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ล่าสุดวงการไอทีทั่วโลกต้องตื่นตัวกับช่องโหว่ร้ายแรงที่ชื่อว่า PHP2Shell ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ที่น่ากลัวมาก ช่องโหว่นี้เปิดทางให้แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าระบบและควบคุมเว็บไซต์ที่ใช้ภาษา PHP ได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องยืนยันตัวตน สิ่งนี้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกขโมยไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างง่ายดาย  

หน่วยงานรัฐบาลของไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ออกคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและอัปเดตระบบปฏิบัติการทันที นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ยังได้ออกโรงเตือนให้ทุกองค์กรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าไทยกำลังแข่งขันกับเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตข้อมูลรั่วไหลระดับชาติ  

ประเด็นสำคัญ 

  • ช่องโหว่ PHP2Shell เป็นภัยคุกคามระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮกเกอร์เจาะระบบและรันโค้ดอันตรายบนเว็บไซต์ได้ทันที
  • หน่วยงานรัฐสั่งการด่วนให้มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเร่งอัปเดตระบบ เพื่อป้องกันข้อมูลอ่อนไหวของประชาชนรั่วไหล
  • องค์กรต่างๆ ต้องอัปเดตระบบ PHP เป็นเวอร์ชันล่าสุด พร้อมเฝ้าระวังการเข้าถึงเครือข่ายที่ผิดปกติอย่างใกล้ชิด

อาชญากรรมไซเบอร์พุ่ง รัฐเร่งปกป้องข้อมูลประชาชน

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่น่ากังวลอย่างมากในปัจจุบัน มิจฉาชีพและแฮกเกอร์มุ่งเป้าไปที่การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปหลอกลวงหรือเรียกค่าไถ่ การค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง ช่องโหว่ตัวนี้เกิดจากข้อผิดพลาดในการจัดการหน่วยความจำของระบบภาษา PHP ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมมิ่งพื้นฐานที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ทั่วโลกเลือกใช้งาน 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า แฮกเกอร์สามารถอาศัยช่องโหว่นี้เพื่อสั่งรันโค้ดอันตรายได้อย่างอิสระ ความน่ากลัวคือผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องมีรหัสผ่านหรือสิทธิ์ผู้ดูแลระบบใดๆ เลย หากเว็บไซต์ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์แก้ไขเพื่ออุดรอยรั่ว แฮกเกอร์ก็จะสามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ดึงข้อมูลผู้ใช้งาน หรือแม้แต่ฝังสคริปต์เพื่อโจมตีผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปได้แบบเนียนๆ  

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย จึงได้ออกประกาศแจ้งเตือนระดับสูงสุดผ่านเว็บไซต์ของตนเอง พวกเขาเรียกร้องให้ผู้ดูแลระบบไอทีทั่วประเทศตรวจสอบเวอร์ชันของโปรแกรมที่ใช้งานอยู่อย่างละเอียด หากพบว่าเป็นเวอร์ชันเก่าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้องทำการอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อปิดช่องโหว่ 

สั่งจับตาโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยเป็นพิเศษ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับนี้ เป้าหมายหลักที่แฮกเกอร์มักจะให้ความสนใจคือแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องระบบของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในสังกัดโรงเรียนแพทย์ สถาบันเหล่านี้ครอบครองข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษา หรือข้อมูลงานวิจัยที่สำคัญ  

หากข้อมูลสำคัญเหล่านี้หลุดรอดออกไป ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงและประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว ข้อมูลคนไข้สามารถถูกนำไปแบล็กเมล์หรือขายในตลาดมืดได้ในราคาสูง การปกป้องระบบของสถาบันเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยทางไอทีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการปกป้องสิทธิและความเป็นส่วนตัวของประชาชนคนไทยนับล้านคนอีกด้วย  

ทางกระทรวงฯ ได้ประสานงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยแนะนำสถาบันต่างๆ ในการอุดช่องโหว่อย่างถูกต้อง การทำงานนี้เปรียบเสมือนการแข่งกับเวลา เพราะกลุ่มแฮกเกอร์ทั่วโลกต่างก็ทราบถึงจุดอ่อนนี้แล้วเช่นกัน การตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาดคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในครั้งนี้ได้  

วิธีรับมือและป้องกันสำหรับองค์กรยุคดิจิทัล

สำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ดูแลเว็บไซต์ การกระทำที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสำรวจระบบของตนเองอย่างละเอียด ผู้ดูแลระบบต้องเร่งอัปเดต PHP ให้เป็นเวอร์ชัน 8.2.35, 8.3.36, 8.4.27 หรือ 8.5.12 ตามที่ รายงานจากเว็บไซต์ The Nation Thailand และหน่วยงานด้านความปลอดภัยระดับสากลแนะนำ นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบบันทึกการใช้งานระบบอย่างถี่ถ้วน เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  

ในส่วนของประชาชนและผู้ใช้งานทั่วไป แม้เราจะไม่สามารถเข้าไปอัปเดตระบบของเว็บไซต์ต่างๆ ได้เอง แต่เราก็สามารถป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีข้อความหรืออีเมลที่ส่งลิงก์แปลกๆ มาให้กดเพื่ออัปเดตข้อมูล โปรดอย่าหลงเชื่อและอย่าคลิกเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสสร้างความสับสน  

สุดท้ายนี้ วิกฤต PHP2Shell ถือเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สำหรับระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก องค์กรทุกแห่งในประเทศไทยต้องปรับตัวและหันมาลงทุนกับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มากขึ้น การป้องกันและเตรียมพร้อมล่วงหน้า ย่อมส่งผลดีกว่าการต้องมานั่งตามแก้ปัญหาเมื่อข้อมูลอันมีค่าถูกขโมยออกไปแล้วอย่างแน่นอน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

AI กำลังเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างไรในปี 2026

เจาะลึก iPhone 18 Pro Max: ปฏิวัติวงการด้วยชิป 2nm และกล้องรูรับแสงปรับได้ (เตรียมเข้าไทย กันยายน 2026)

อ่านต่อ

เทคโนโลยี - Tech

สถิติใหม่ชี้ เฟซบุ๊กครองสัดส่วน 74% คดีโกงออนไลน์ในไทย

Thanawat Chaiyaporn

เผยแพร่

เมื่อ

สถิติใหม่ชี้ เฟซบุ๊กครองสัดส่วน 74% คดีโกงออนไลน์ในไทย

สถิติใหม่ล่าสุดตอกย้ำปัญหาใหญ่ของวงการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เมื่อตัวเลขชี้ชัดว่าเฟซบุ๊กกลายเป็นศูนย์กลางหลักของการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ ข้อมูลนี้สร้างความกังวลให้กับทั้งผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก

ปัจจุบัน คนไทยนิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะความสะดวกสบายและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย แต่นั่นก็เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์เช่นกัน รายงานล่าสุดพบว่า 74% ของคดีหลอกลวงซื้อของออนไลน์ทั้งหมดในไทยเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มนี้

ประเด็นสำคัญ 

  • เฟซบุ๊กคือช่องทางอันดับหนึ่งที่มีการรายงานคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์มากที่สุดถึง 74% ในประเทศไทย
  • อาชญากรไซเบอร์มักใช้ความน่าเชื่อถือของโฆษณาและหน้าเพจปลอมเพื่อดึงดูดเหยื่อให้โอนเงิน
  • ผู้บริโภคจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลผู้ขายอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าเสมอ

วิกฤตการหลอกลวงบนโลกอีคอมเมิร์ซ

ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ตัวเลข 74% สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด  เหยื่อส่วนใหญ่มักถูกหลอกลวงจากเพจที่เพิ่งสร้างใหม่ หรือเพจที่มีการยิงโฆษณาโปรโมทสินค้าราคาถูกเกินจริง มิจฉาชีพเหล่านี้มักมีเทคนิคที่แยบยล ทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและตัดสินใจโอนเงินอย่างรวดเร็ว

หน่วยงานต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ออกมาเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงรูปแบบการโกงที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะการหลอกลวงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงอันดับต้นๆ ของนักช้อปชาวไทยไปแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเราต้องการมาตรการที่เด็ดขาดมากขึ้น

เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้ว การติดตามเงินคืนมักทำได้ยากมากในระบบการเงินปัจจุบัน หลายกรณีมิจฉาชีพจะบล็อกบัญชีผู้ใช้และหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที สิ่งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับประเทศ และความบอบช้ำทางจิตใจให้กับเหยื่อเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ทำไมมิจฉาชีพถึงพุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มนี้?

เฟซบุ๊กมีฐานผู้ใช้งานในประเทศไทยจำนวนมหาศาล ทำให้เป็นตลาดที่ใหญ่และเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย ความง่ายในการสร้างเพจใหม่หรือการซื้อโฆษณาโปรโมทโพสต์ ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนับแสนคนได้ในเวลาอันรวดเร็วด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก

นอกจากนี้ ระบบการตรวจสอบและคัดกรองเพจที่ผิดกฎหมายยังคงมีช่องโหว่ที่ถูกเอาเปรียบได้ง่าย มิจฉาชีพมักสวมรอยเป็นร้านค้าที่มีชื่อเสียง หรือขโมยรูปภาพรีวิวสินค้าของคนอื่นมาใช้หลอกลวง ทำให้เหยื่อที่ไม่มีประสบการณ์แยกแยะความแตกต่างระหว่างร้านค้าจริงกับร้านค้าปลอมได้ยากมาก

ความเชื่อใจก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาชญากรทำงานสำเร็จ หลายคนคุ้นเคยกับการใช้แพลตฟอร์มนี้ในชีวิตประจำวันเพื่อคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว จึงขาดความระมัดระวังตัวเมื่อเห็นข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจ อาชญากรจึงอาศัยความคุ้นเคยนี้เป็นเครื่องมือชั้นดีในการหลอกลวงคนไทยอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันตัวและรับมือกับกลโกง

การป้องกันตัวเองเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยกับสิ่งรอบตัวเสมอ หากพบเห็นสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดมากเกินไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวงรูปแบบหนึ่ง อย่ารีบโอนเงินเพราะเห็นแก่ของถูก หรือเพราะผู้ขายพยายามเร่งรัดให้ตัดสินใจอย่างเร่งด่วน

ควรตรวจสอบประวัติของเพจหรือร้านค้าอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนซื้อ เช่น การดูวันที่สร้างเพจ จำนวนผู้ติดตาม และอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงให้ถี่ถ้วน  หากเป็นเพจที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ไม่กี่วันแต่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อาจเป็นการซื้อยอดไลก์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ เพื่อตบตาผู้ซื้อ

สุดท้ายนี้ การเลือกซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีระบบรับประกันตัวกลาง หรือการเก็บเงินปลายทาง จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินได้มาก หากคุณโชคร้ายตกเป็นเหยื่อ ควรรีบแจ้งความและติดต่อธนาคารเพื่อระงับการโอนเงินทันที การมีสติและรอบคอบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของคุณ

วิธีสังเกตมิจฉาชีพบนเฟซบุ๊ก วิดีโอนี้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับวิธีสังเกตและป้องกันตัวเองจากกลโกงบนเฟซบุ๊ก

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

นักวิชาการเรียกร้องให้ใช้ชื่อเชียงรายบนเฟซบุ๊กอย่างมีความรับผิดชอบ

เพจเฟซบุ๊ก ‘กรมควบคุมโรค’ ปรากฏตัวเป็นผู้ชมรับเชิญในไลฟ์สตรีมสำหรับผู้ใหญ่ (18+) ที่แชร์สถานที่แจกถุงยางอนามัยฟรี

 

 

อ่านต่อ

เทคโนโลยี - Tech

AIS ได้เผยแพร่ “รายงานข่าวความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยประจำปี 2026” แล้ว

Thanawat Chaiyaporn

เผยแพร่

เมื่อ

AIS ได้เผยแพร่ "รายงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ปี 2026" แล้ว

AIS เผยผลการศึกษาดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตออนไลน์ และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะดิจิทัล ข้อมูลจากการศึกษายังช่วยให้ AIS ออกแบบการพัฒนาความรู้และภูมิคุ้มกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม

ผลสำรวจพบว่า คะแนนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีได้คล่องขึ้น แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องได้รับการพัฒนา โดยผลวิจัยเผย 5 สถานการณ์สำคัญบนโลกดิจิทัล ซึ่งแต่ละช่วงวัยเผชิญความท้าทายแตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยปี 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้าด้วยคะแนน 0.724 เพิ่มจากเดิมที่ 0.51
  • คนไทยจับสมาร์ทโฟนและใช้งานแอปพลิเคชันได้คล่องแคล่ว แต่ทักษะด้านการรู้เท่าทันดิจิทัลกลับมีคะแนนต่ำที่สุด
  • คนไทย 1 ใน 5 เคยเผชิญภัยหลอกลวงออนไลน์ ขณะที่เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีได้คล่องไม่ได้แปลว่าจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงออนไลน์เสมอไป ประเทศไทยจึงควรพัฒนาทักษะให้คนคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลได้ รวมถึงใช้งานอย่างปลอดภัยและคำนึงถึงผู้อื่น เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่มี AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ผล TCWI 2026 ยังชี้ว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม เด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลไปใช้วางแนวทางการเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”

Thailand Cyber Wellness Index 2026 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และประเมินสุขภาวะดิจิทัล 7 ด้าน ได้แก่ การใช้งานดิจิทัล ทักษะดิจิทัล การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล ความปลอดภัยและความมั่นคง การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และความสัมพันธ์ดิจิทัล ผลการศึกษาพบสถานการณ์สำคัญ 5 ข้อ ดังนี้

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. สุขภาวะดิจิทัลสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่คนไทย 1 ใน 6 ยังต้องพัฒนาทักษะ

คะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมของประเทศอยู่ในระดับก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม คนไทยราว 1 ใน 6 ยังต้องได้รับการเสริมความรู้และทักษะดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนมีความพร้อมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่การรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา

เมื่อแยกคะแนนตามสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่าความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ส่วนทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลได้คะแนนต่ำที่สุดที่ 0.653 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะการใช้งานและการประเมินข้อมูลควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และบริการออนไลน์ได้อย่างคล่องแคล่วควรควบคู่กับการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและสมจริง ผู้ใช้จึงควรหยุดคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อ

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. ภัยหลอกลวงออนไลน์ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยเกี่ยวข้อง

ผล TCWI 2026 ระบุว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยพบประสบการณ์เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ เช่น ลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การแอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน รวมถึงการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน

การป้องกันภัยออนไลน์จึงครอบคลุมมากกว่าการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือป้องกันมัลแวร์ ผู้ใช้ควรตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล พร้อมคิดให้รอบคอบก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. เด็ก Gen Alpha อายุ 10 ถึง 15 ปี ใช้เทคโนโลยีตั้งแต่เล็ก แต่คะแนนสุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์ออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint

เมื่อพิจารณาคะแนนด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนอยู่ที่ 0.82 ในเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปี ลดลงเป็น 0.76 ในกลุ่มอายุ 13 ถึง 15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16 ถึง 22 ปี การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่อายุ 10 ถึง 12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าการโพสต์ แสดงความคิดเห็น และส่งต่อข้อมูลอาจส่งผลต่อผู้อื่นและทิ้งร่องรอยไว้บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ เด็กควรเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลส่วนตัว คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมส่งต่อการกลั่นแกล้ง และขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. คนไทยคุ้นเคยกับ AI มากขึ้น แต่ความแตกต่างระหว่างวัยยังเห็นได้ชัด

คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มใช้ AI และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คะแนนของแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน กลุ่มอายุ 23 ถึง 29 ปีได้คะแนนสูงสุดที่ 3.61 ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปได้คะแนนต่ำสุดที่ 2.53 ความแตกต่างนี้สะท้อนช่องว่างด้านโอกาสเข้าถึง ความรู้ และทักษะการใช้ AI หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide)

การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเท่านั้น ผู้ใช้ยังต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของ AI เพื่อให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

AIS จะนำผล Thailand Cyber Wellness Index ไปใช้พัฒนาทักษะให้เหมาะกับความเสี่ยงและบริบทของแต่ละวัย เด็กจะได้เรียนรู้พื้นฐานการรู้เท่าทันข้อมูล ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เยาวชนจะได้เตรียมรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์ ส่วนวัยทำงานจะเน้นการใช้ AI และการป้องกันภัยหลอกลวง ขณะที่ผู้สูงอายุจะได้รับการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยออนไลน์

AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร เพื่อนำข้อมูลจากผลสำรวจไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ด้วยหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และการร่วมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ AIS มุ่งเชื่อมต่อคนไทยกับเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ใช้งานอย่างปลอดภัย และรับผิดชอบต่อผู้อื่น เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลเติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะ AI Literacy สามารถเรียนรู้วิธีเลือกใช้ AI ตรวจสอบข้อมูล และใช้งานอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY

OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ “Code”บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด

อ่านต่อ

SOi Dog FOundation

ชายคนหนึ่งถูกจับกุมในคดีทำให้ทารกอายุ 4 เดือนจมน้ำเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
ข่าวอาชญากรรม - Crime11 ชั่วโมงที่แล้ว

ชายคนหนึ่งถูกจับกุมในคดีทำให้ทารกอายุ 4 เดือนจมน้ำเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า

ศุลกากรเชียงรายยึดเงินสด 3.5 ล้านบาท ที่ด่านแม่สาย
เชียงราย - Chiang Rai News12 ชั่วโมงที่แล้ว

ศุลกากรเชียงรายยึดเงินสด 3.5 ล้านบาท ที่ด่านแม่สาย

ทหารยึดยาไอซ์ 260 กิโลกรัม บริเวณชายแดนเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News12 ชั่วโมงที่แล้ว

ทหารยึดยาไอซ์ 260 กิโลกรัม บริเวณชายแดนเชียงราย

ทุกชีวิตมีค่า! กู้ภัยเชียงรายรุดช่วยสุนัขตกบ่อน้ำข้างวัด
เชียงราย - Chiang Rai News12 ชั่วโมงที่แล้ว

ทุกชีวิตมีค่า! กู้ภัยเชียงรายรุดช่วยสุนัขตกบ่อน้ำข้างวัด

ทหารยึดของกลางเป็นยาไอซ์ 32 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News12 ชั่วโมงที่แล้ว

ทหารยึดของกลางเป็นยาไอซ์ 32 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย

หน่วยเฉพาะกิจชายแดนจังหวัดเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 20 ล้านเม็ด
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 วันที่แล้ว

หน่วยเฉพาะกิจชายแดนจังหวัดเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 20 ล้านเม็ด

ช็อกวัดอ่างทอง พระบวช 24 พรรษา ผูกคอมรณภาพปริศนา
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 วันที่แล้ว

ช็อกวัดอ่างทอง พระบวช 24 พรรษา ผูกคอมรณภาพปริศนา

ชาวเชียงราย ร่วมตักบาตรเทโว พระสงฆ์ 127 รูป จากวัดดอยงำเมือง ถึง
เชียงราย - Chiang Rai News1 วันที่แล้ว

ชาวเชียงราย ร่วมตักบาตรเทโว พระสงฆ์ 127 รูป จากวัดดอยงำเมือง ถึง

เกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ด
เชียงราย - Chiang Rai News1 วันที่แล้ว

เกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ด

น้ำมันดีเซลไทย B7, B20 และ Premium ต่างกันอย่างไร?
ข่าวธุรกิจ Business2 วันที่แล้ว

ข่าวดี! ราคาน้ำมันจะลดลงวันนี้: น้ำมันดีเซล E20 และ B20 จะลดลงอย่างมาก

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 สัปดาห์ที่แล้ว

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
การเงิน -Finance4 สัปดาห์ที่แล้ว

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่

ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 สัปดาห์ที่แล้ว

ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
เชียงราย - Chiang Rai News4 สัปดาห์ที่แล้ว

ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน

วิกฤตอุทกภัยส่งผลกระทบต่อ 31 จังหวัดในประเทศไทย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงถึง 24 ราย
ข่าว - News4 สัปดาห์ที่แล้ว

วิกฤตอุทกภัยส่งผลกระทบต่อ 31 จังหวัดในประเทศไทย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมพุ่งสูงถึง 24 ราย

เชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน
เชียงราย - Chiang Rai News4 สัปดาห์ที่แล้ว

เชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน

สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
ข่าว - News3 สัปดาห์ที่แล้ว

สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม

เริ่มแล้ว! ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 1-15 ต.ค. นี้
การเงิน -Finance4 สัปดาห์ที่แล้ว

เริ่มแล้ว! ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 1-15 ต.ค. นี้

สำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
เชียงราย - Chiang Rai News4 สัปดาห์ที่แล้ว

สำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน

ตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
เชียงราย - Chiang Rai News3 สัปดาห์ที่แล้ว

ตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

ราคาทองคำวันนี้

29 ตุลาคม 2569 เวลา 16:21 น.

ทองคำแท่ง 96.5%
รับซื้อ
64,250.00
ขายออก
64,450.00
▲ +50
ทองรูปพรรณ 96.5%
รับซื้อ
62,959.48
ขายออก
65,250.00

บาท / น้ำหนัก 1 บาท
ที่มา: สมาคมค้าทองคำ

Download Our App

กำลังมาแรง