ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายคนหนึ่งสารภาพหลังยิงตำรวจว่า “ผมไม่อยากติดคุกเป็นครั้งที่สาม”
เชียงใหม่ ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาคดียิงตำรวจ สภ.สันกำแพง ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนส่งดำเนินคดีข้อหาหนักฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ผู้ต้องหาให้การรับว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยิง เพราะกลัวถูกจับเข้าคุกเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากพกทั้งยาเสพติดและอาวุธปืนติดตัว…
เชียงใหม่ ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาคดียิงตำรวจ สภ.สันกำแพง ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนส่งดำเนินคดีข้อหาหนักฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ผู้ต้องหาให้การรับว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยิง เพราะกลัวถูกจับเข้าคุกเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากพกทั้งยาเสพติดและอาวุธปืนติดตัว
คดีนี้เริ่มจากเหตุยิงกันบนถนนในหมู่บ้านบ้านไร่พัฒนา หมู่ 8 ต.แม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 19.00 น.
ขณะนั้น ส.ต.ต.อภิวัฒน์ มาลา อายุ 27 ปี ตำรวจสายตรวจ สภ.สันกำแพง พบรถจักรยานยนต์ Honda Cub สีชมพู-ขาว ทะเบียน 3กฐ 5694 เชียงใหม่ จอดอยู่บนถนนสาธารณะ จึงเข้าไปตรวจสอบชายต้องสงสัยและรถคันดังกล่าว
ระหว่างตรวจ ชายคนดังกล่าวชักปืนจากกางเกง แล้วยิงใส่ตำรวจ 3 นัด ส.ต.ต.อภิวัฒน์ วิ่งหลบและยิงตอบโต้ 1 นัด ก่อนคนร้ายจะหลบหนีไป
ออกหมายจับ “วิภาค วงค์วรรณ์” ตามตัวต่อเนื่อง
พนักงานสอบสวน สภ.สันกำแพง รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายจับ นายวิภาค วงค์วรรณ์ อายุ 36 ปี ในข้อหา
- พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
- พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหามีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน และเป็นคนไทยเชื้อสายชนเผ่า มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ต่อมาเวลา 19.30 น. วันที่ 9 ก.พ. 2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ได้รับการประสานจากฝ่ายทหารพื้นที่ชายแดน อ.ฝาง และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ว่าเจ้าหน้าที่ฝั่งเมียนมาควบคุมตัวนายวิภาคได้แล้วในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน หลังตำรวจไทยประสานขอความร่วมมือ
จากนั้นเจ้าหน้าที่เมียนมาส่งมอบตัวผู้ต้องหาให้ทหารไทยในพื้นที่ชายแดน อ.แม่อาย-ฝาง ก่อนนำส่งตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน
เวลา 11.00 น. วันที่ 10 ก.พ. 2569 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภาค 5 สอบปากคำผู้ต้องหาอีกครั้ง ก่อนส่งตัวกลับไปยัง สภ.สันกำแพง เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุ
ผู้ต้องหารับ “ยิงเพราะกลัวติดคุกซ้ำ”
พล.ต.ท.กฤตธาพล เปิดเผยว่า ผู้ต้องหารับสารภาพว่า “ที่ต้องชักปืนยิง เพราะไม่อยากติดคุกรอบที่ 3 ในตัวมียาเสพติดและอาวุธปืน”
หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาหลบหนีไปหาแฟน และไปพักบังกะโลในพื้นที่ อ.แม่ริม ก่อนว่าจ้างคนพาหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตำรวจยังระบุว่า ผู้ต้องหาเคยถูกจับคดียาเสพติดและติดคุกมาแล้ว 2 ครั้ง และมีผู้ร่วมขบวนการชื่อ “เบิร์ด” ที่ยังหลบหนีและมีหมายจับ
การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนบ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยฝ่ายทหารประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนส่งต่อผู้ต้องหากลับเข้าสู่ฝั่งไทย และแจ้งให้ตำรวจภูธรภาค 5 รับตัวดำเนินคดีตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่
ขณะรับตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบกระเป๋าเป้สีดำ 1 ใบ เมื่อตรวจค้นพบกล่องโทรศัพท์มือถือ ภายในมียาบ้าแยกใส่ถุงพลาสติก 2 ถุง ได้แก่
- ถุงสีน้ำเงิน บรรจุยาบ้าสีส้ม เม็ดกลมแบน มีอักษร “MY” จำนวน 288 เม็ด
- ถุงสีน้ำตาล บรรจุยาบ้าสีแดง เม็ดกลมแบน มีอักษร “WY” จำนวน 83 เม็ด และยาบ้า “WY” อีก 5 เม็ด
รวมทั้งสิ้น 376 เม็ด
ผู้ต้องหารับว่าเป็นของตนเอง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันกำแพง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
เวลา 15.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุรมนต์ เฉลิมจันทร์ ผกก.สภ.สันกำแพง พร้อมกำลังตำรวจคุมตัวนายวิภาคไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพอย่างละเอียด ในพื้นที่หมู่บ้าน “ปงป่าเอื้อง” ถนนบ้านไร่พัฒนา-แม่ปูคา ต.แม่ปูคา อ.สันกำแพง
ผู้ต้องหารับว่าเป็นคนยิงตำรวจจริง ส่วนปืนของกลางขนาด 9 มม. อ้างว่านำไปทิ้งระหว่างหลบหนี และไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด
หลังทำแผนเสร็จ เจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาเข้าห้องควบคุม สภ.สันกำแพง เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม และดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รถตู้สาธารณสุขอุทัยธานีชนท้ายรถทางหลวง เสียชีวิต 3 เจ็บ 7
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา
เหตุการณ์สะเทือนขวัญคนเพชรบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ คนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านติ้วจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก
ผู้เสียชีวิตคือ นายหลักทรัพย์ คำโสม อายุ 61 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เขาถูกคนร้ายกระหน่ำแทงหลายแผลจนเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ประเด็นสำคัญ
- ผู้นำชุมชนถูกฆาตกรรม: นายหลักทรัพย์ คำโสม นายก อบต.บ้านติ้ว ถูกแทงเสียชีวิตคาบ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์
- ภรรยาบาดเจ็บสาหัส: นางสมจิตร ภรรยาของผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงถูกแทงบาดเจ็บและต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
- คนร้ายขับรถหนีลอยนวล: มือมีดใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด
ก่อนเกิดเหตุการณ์สลด นายหลักทรัพย์ได้นั่งพูดคุยกับคนร้ายที่บริเวณโรงจอดรถของบ้านพัก ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นมุมรับแขก การเจรจานี้เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ยาวไปจนถึงเกือบสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน หรือมีปัญหาขัดแย้งอะไรที่ซ่อนอยู่
จู่ๆ การพูดคุยก็กลายเป็นความรุนแรง คนร้ายชักอาวุธมีดออกมากระหน่ำแทงนายหลักทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม เขาถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก ใต้ลิ้นปี่ และลำคอ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงทันที
ในจังหวะนั้นเอง นางสมจิตร คำโสม อายุ 60 ปี ภรรยาของผู้ตาย ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์ที่โรงจอดรถ เมื่อคนร้ายเห็นเธอ จึงพุ่งเป้าไปใช้อาวุธมีดแทงเธอด้วย นางสมจิตรถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่เธอรวบรวมสติและวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ
พฤติกรรมโหดและเส้นทางหลบหนี
หลังจากทำร้ายทั้งสองคนแล้ว คนร้ายยังได้ลากตัวนายหลักทรัพย์ออกไปจากจุดเกิดเหตุไกลถึง 30 เมตร การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอย่างมาก จากนั้นคนร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ขับหลบหนีฝ่าความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาพบร่างของนายหลักทรัพย์และนางสมจิตรนอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่กู้ชีพจากโรงพยาบาลหล่มสักได้รีบปฐมพยาบาล และนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
แต่น่าเศร้าที่บาดแผลของนายหลักทรัพย์นั้นสาหัสเกินไป เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนนางสมจิตรยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ตำรวจเร่งสืบสวนหาความจริง
ร.ต.อ.สงัด กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ท่านได้ประสานงานกับทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น รอยเลือด และรอยนิ้วมือ เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำผิด
ตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้สรุปแรงจูงใจที่แน่ชัดของการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องงานการเมืองท้องถิ่น หรือผลประโยชน์อื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำพยาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี
ชุมชนบ้านติ้วต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนายหลักทรัพย์เป็นที่รู้จักและเคารพรักของชาวบ้าน การสูญเสียผู้นำท้องถิ่นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว และต้องการให้ตำรวจจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด
ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและตกใจ พวกเขาหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัว ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเห็นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.หล่มสัก ได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด
กาญจนบุรี – เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาววัย 32 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและขอความคุ้มครองความปลอดภัย เธอถูกสามีที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี ทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสาดสารเคมีจนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้กับเธออย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาทำร้ายซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยพูดจาข่มขู่เอาชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เธอมีบาดแผลจากการถูกน้ำกรดกัดกร่อนบริเวณผิวหนัง ใบหน้า และศีรษะ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ผู้เสียหายยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงเมื่อเธอพยายามขอแยกทางเพื่อไปมีชีวิตใหม่
ประเด็นสำคัญ
- มูลเหตุจูงใจ: สามีเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่ยอมรับการตัดสินใจของภรรยาที่ต้องการขอเลิกราเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
- พฤติการณ์ก่อเหตุ: สามีหลอกพาขึ้นรถแล้วจับกดกับคอนโซล จากนั้นเรียกเพื่อนซึ่งเป็นอาสากู้ภัยให้นำน้ำกรดมาสาดใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
- การช่วยเหลือ: หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าว่าเธอใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับสามีคนนี้มานานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วัย 11 ขวบ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งทางภรรยาคนแรกก็รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจขอเลิกรา เนื่องจากไม่อยากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกต่อไป
แต่ฝ่ายชายไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และมักจะพูดจาข่มขู่เสมอว่า “ถ้าจะออกไปก็ออกไปแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ” ผู้เสียหายเปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า สามีได้ชวนเธอออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของในตอนเช้า แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันรุนแรง สามีจึงเรียกเพื่อนที่เป็นอาสากู้ภัยนำสิ่งของมาโปะจมูกและปากของเธอ เธอรู้สึกตกใจจึงตัดสินใจแกล้งสลบเพื่อเอาตัวรอด
แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อสามีรู้ทันว่าเธอแกล้งทำ ขณะที่จอดรถอยู่บริเวณเส้นทางเลี่ยงเมือง สามีได้เรียกเพื่อนคนเดิมมาหาอีกครั้ง สามีใช้กำลังจับเธอกดลงกับคอนโซลหน้ารถ จากนั้นมีผู้นำน้ำกรดมาสาดใส่เธอจนได้รับบาดเจ็บหนัก โชคดีที่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนแบริเออร์ข้างทาง ทำให้เธอสามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาลที่ผ่านมาได้ทันเวลา

ความหวาดกลัว และการเรียกร้องความยุติธรรม
ปัจจุบันผู้เสียหายยังมีอาการหวาดผวาอย่างหนัก และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ เนื่องจากสามีของเธอเป็นคนกว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย เธอจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของเธอและลูกสาวอย่างเร่งด่วน คุณสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ
จากการสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์สาดสารเคมีเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม ที่น่าตกใจคือฝ่ายชายผู้ก่อเหตุก็ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวเช่นกัน แต่ต่อมาเขาได้แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ประเด็นนี้ทำให้ครอบครัวยิ่งหวาดกลัวว่าคดีจะเงียบหายไป และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต
เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ นำโดยตัวแทน สส.กาญจนบุรี เขต 1 และนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี พวกเขาได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด และให้กำลังใจผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ประสานงานโดยตรงไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว ทางนายอำเภอได้สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จัดกำลังเข้าดูแลอย่างเข้มงวดตลอดเวลา การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายได้มาก สังคมกำลังจับตามองว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไรและผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบเข้าตรวจค้นพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การบุกค้นครั้งนี้ทำให้สังคมต้องตกตะลึงกับของกลางที่พบ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาชายวัย 29 ปีพร้อมอาวุธปืนสงครามจำนวนมาก
เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง ทีมตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้นำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านเป้าหมายอย่างระมัดระวัง ผู้ต้องหาคือ นายคณวัฒน์ ซึ่งถูกรวบตัวได้พร้อมของกลางคาบ้านพัก
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจนำกำลังบุกจับหนุ่มวัย 29 ปีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมยึดปืนสงคราม AR-15 ที่ไม่มีทะเบียนถึง 10 กระบอก
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องกระสุนปืนขนาด 5.56 มากกว่า 1,000 นัด รวมถึงปืนพกสั้นและอุปกรณ์แต่งปืนอีกหลายรายการ
- ผู้ต้องหาอ้างว่าลักลอบนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศโดยการสำแดงสินค้าเท็จ แต่ตำรวจกำลังเร่งขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ
การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้พบอาวุธปืนสงครามร้ายแรงซุกซ่อนอยู่ ของกลางหลักคือปืนเล็กยาว AR-15 ซึ่งไม่มีทะเบียนจำนวนถึง 10 กระบอก นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนขนาด 5.56 สำหรับปืนชนิดนี้มากกว่า 1,000 นัด
นอกจากปืนสงครามแล้ว ตำรวจยังพบอาวุธปืนประเภทอื่นอีกหลายกระบอก เจ้าหน้าที่ยึดปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ได้ 3 กระบอก รวมถึงปืนลูกโม่ขนาด .38 และปืนยาว .22 ที่มีทะเบียนถูกต้องอีกอย่างละหนึ่งกระบอก

เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าอาวุธ
เมื่อถูกควบคุมตัว นายคณวัฒน์ได้ให้การเบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาของอาวุธเหล่านี้ เขาอ้างว่าได้สั่งซื้อปืนและอุปกรณ์ทั้งหมดมาจากต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์ ผู้ต้องหาใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนำของเข้ามา
เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เขาได้แจ้งรายละเอียดสินค้าเป็นประเภทอื่น วิธีการสำแดงสินค้าเท็จนี้ทำให้เขาสามารถลักลอบนำเข้าอาวุธปืนอันตรายเหล่านี้เข้ามาในประเทศได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องได้สั่งการให้เร่งขยายผลการสืบสวนอย่างละเอียด ทีมงานกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
อาวุธปืนอย่าง AR-15 ถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก หากหลุดรอดไปอยู่ในมือของกลุ่มอาชญากร อาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ตำรวจจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตัดวงจรนี้
เป้าหมายต่อไปของทีมสืบสวนคือการลากคอผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาลงโทษตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารของผู้ต้องหา ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงตัวผู้บงการหรือเครือข่ายผู้ซื้อ

ความร่วมมือเพื่อสังคมที่ปลอดภัย
ปัญหาการลักลอบค้าอาวุธเถื่อนเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสังคมไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ควรแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่เข้มแข็งให้กับชุมชนของเรา
ท้ายที่สุดนี้ คดีของนายคณวัฒน์จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าเข้าประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต
ตามกฎหมายของประเทศไทย การครอบครองอาวุธปืนสงครามถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรงมาก ผู้ที่ฝ่าฝืนอาจต้องระวางโทษจำคุก หรือแม้กระทั่งโทษที่หนักกว่านั้นตามความร้ายแรงของคดี
ความเข้มงวดของกฎหมายนี้มีไว้เพื่อป้องปรามไม่ให้บุคคลทั่วไปครอบครองอาวุธที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงที่สุดตามกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจทลายแก๊งค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในจังหวัดเชียงราย
ตำรวจเชียงรายจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาขโมยรถจักรยานยนต์เพื่อนำไปขายข้ามพรมแดน
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายจับกุมหญิง 2 ราย ในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับการเสนองานปลอม มูลค่า 27 ล้านบาท
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoด่วน! AIS เตือนลูกค้าอัปเดตข้อมูลซิมก่อน 31 ส.ค. 2569 ป้องกันโดนตัดสัญญาณ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจทลายแก๊งค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในจังหวัดเชียงราย



