ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่าคนร้ายติดอาวุธ ส่งผลให้โรงเรียน 14 แห่งต้องปิดทำการ
ปทุมธานี, 18 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตำรวจในจังหวัดปทุมธานีเร่งติดตามตัวชายวัยราว 30 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีใช้อาวุธปืนที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงบนมอเตอร์เวย์ในจังหวัดชลบุรี เหตุนี้ทำให้วันนี้มีการสั่งปิดโรงเรียนอย่างน้อย 14 แห่งเป็นการชั่วคราว…
ปทุมธานี, 18 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตำรวจในจังหวัดปทุมธานีเร่งติดตามตัวชายวัยราว 30 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีใช้อาวุธปืนที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงบนมอเตอร์เวย์ในจังหวัดชลบุรี เหตุนี้ทำให้วันนี้มีการสั่งปิดโรงเรียนอย่างน้อย 14 แห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ผู้ต้องสงสัยถูกระบุชื่อว่า “นพรัตน์” (บางแหล่งระบุ นพรัตน์ จินโต หรือใช้ชื่อเล่น “แอล”) และยังหลบหนี โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ใกล้ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ
เหตุเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่าชายคนดังกล่าวทำร้ายภรรยาระหว่างมีปากเสียงข้างทาง ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงใส่รถกู้ภัยบนทางด่วนมอเตอร์เวย์ แม้เหตุยิงครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นทันที และนำไปสู่การติดตามตัวข้ามจังหวัด
โรงเรียน 14 แห่งต้องปิดทำการ" width="1000" height="476" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/12539309496649771003.jpg 1000w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/12539309496649771003-300x143.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/02/12539309496649771003-768x366.jpg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" />
ลำดับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหา
- เย็นวันอาทิตย์ (ชลบุรี) บนมอเตอร์เวย์ 7 ในอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยตรวจสอบรถกระบะที่จอดในจุดเสี่ยงอันตราย คนขับซึ่งภายหลังระบุว่าเป็นนพรัตน์ มีปากเสียงกับภรรยา หรือแฟนสาว (บางรายงานระบุชื่อ “กาญจนา” อายุ 26 ปี) หลังรถกู้ภัยขับออกไป เขาถูกกล่าวหาว่าขับไล่ตาม แล้วใช้อาวุธปืนยิง 2 นัด จนยางรถเสียหาย จากนั้นเขาทิ้งรถกระบะไว้ ซึ่งในรถพบกระสอบใบกระท่อมหลายใบ แล้วพาหญิงที่อยู่ด้วยกันวิ่งหนีเข้าไปในป่าละแวกนั้น
- หลังเกิดเหตุ หญิงผู้ถูกทำร้ายหลบหนีออกมาได้ และเข้าแจ้งความกับตำรวจชลบุรี ต่อมามีรายงานว่าผู้ต้องสงสัยอาจขโมยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเพื่อใช้หลบหนี ระหว่างนั้นหญิงที่อยู่ด้วยถูกบังคับให้หลบซ่อน โดยบางกระแสระบุว่าต้องซ่อนตัวใต้กล่องโฟม
- เคลื่อนตัวเข้าปทุมธานี เจ้าหน้าที่เชื่อว่านพรัตน์หลบหนีไปยังบ้านหลังหนึ่งในอำเภอลาดหลุมแก้ว ระหว่างเข้าตรวจค้น ตำรวจพบอาวุธปืนหลายกระบอกภายในบ้าน จึงเพิ่มความเข้มในการปิดล้อมตรวจสอบพื้นที่
- ข่าวลือข่มขู่และการปิดโรงเรียน เมื่อเริ่มมีข่าวลือว่าผู้ต้องสงสัยอาจข่มขู่จะทำร้ายเด็ก หรือก่อเหตุยิงในโรงเรียน หน่วยงานการศึกษาและตำรวจท้องที่จึงออกคำสั่งเร่งด่วนให้หยุดเรียนเป็นการชั่วคราว โรงเรียนอย่างน้อย 17 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอลาดหลุมแก้ว (บางรายงานรวมพื้นที่ใกล้เคียงฝั่งนนทบุรี) สั่งงดการเรียนการสอนภายในวันเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการและเพจท้องถิ่นบางแห่งยืนยันว่าเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยย้ำว่าไม่ได้เกิดเหตุยิงในโรงเรียนใดๆ แต่ต้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
พ.ต.อ.ดุษฎี นายตำรวจระดับผู้กำกับที่ร่วมปฏิบัติการ ระบุว่ารายงานเรื่องการข่มขู่เด็กเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่ “เรารับเรื่องนี้จริงจังที่สุด ความปลอดภัยของประชาชนมาก่อน ระหว่างเราติดตามตัวผู้ต้องสงสัย” เขากล่าว

การทำงานของตำรวจและการไล่ล่าที่เดินหน้าต่อ
ตำรวจปทุมธานีทำงานร่วมกับตำรวจชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัย ตั้งจุดตรวจและจุดสกัดหลายจุด พร้อมกระจายกำลังค้นหาในพื้นที่ป่าละเมาะ ชุมชน และจุดต้องสงสัยที่คาดว่าใช้หลบซ่อน ขณะเดียวกัน ยังไม่มีรายงานเหตุยิงในสถานศึกษา และยังไม่พบผู้บาดเจ็บจากการปฏิบัติการติดตามตัวครั้งนี้
คดีนี้ยังทำให้คนหันมาพูดถึงเรื่องอาวุธปืนและความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น เพราะต้นเรื่องเริ่มจากการทำร้ายร่างกายผู้หญิงก่อน นอกจากนี้ หลักฐานที่พบในรถกระบะซึ่งมีใบกระท่อมจำนวนมาก อาจทำให้ผู้ต้องสงสัยต้องเจอข้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับการขนส่งสิ่งผิดกฎหมายด้วย
ผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัว
ผู้ปกครองในอำเภอลาดหลุมแก้วหลายคนบอกว่ารู้สึกโล่งใจที่โรงเรียนปิดทันเวลา แต่ก็ยังเครียดเพราะผู้ต้องสงสัยยังไม่ถูกจับ “ปิดไว้ก่อนก็สบายใจกว่า เด็กต้องมาก่อน” ผู้ปกครองรายหนึ่งให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่น
ทั้งนี้ โรงเรียนคาดว่าจะกลับมาเปิดตามปกติเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว โดยการอัปเดตจะออกจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานจังหวัดเป็นหลัก เจ้าหน้าที่การศึกษาขอให้ประชาชนตั้งสติ ติดตามข่าวจากช่องทางทางการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลือที่ยังตรวจสอบไม่ได้ ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งปิดโรงเรียนในวงกว้างนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
คีย์เวิร์ดสำหรับค้นหา: ปิดโรงเรียนปทุมธานี, ไล่ล่ามือปืนไทย, ปิดโรงเรียนลาดหลุมแก้ว, เหตุยิงมอเตอร์เวย์ชลบุรี, ผู้ต้องสงสัยนพรัตน์, มือปืนหลบหนีปทุมธานี, ข่มขู่โรงเรียนปทุมธานี กุมภาพันธ์ 2569, ตำรวจไล่ล่าผู้ต้องสงสัย, ปิดโรงเรียนฉุกเฉิน นนทบุรี ปทุมธานี
เหตุครั้งนี้สะท้อนว่าเมื่อมีความเสี่ยงเกี่ยวกับอาวุธปืน หน่วยงานรัฐมักเลือกใช้มาตรการป้องกันไว้ก่อน ตำรวจยังขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเบาะแสเกี่ยวกับที่อยู่ของนพรัตน์ ให้รีบแจ้งสถานีตำรวจลาดหลุมแก้วหรือโทรสายด่วนทันที โดยเจ้าหน้าที่จะรายงานความคืบหน้าเมื่อการค้นหาดำเนินไปต่อเนื่อง
กำลังเป็นที่นิยม
โรงแรมสิงห์ปาร์คเชียงรายจัดแสดงโขนกลางแจ้ง โดยมีนักแสดงเยาวชนท้องถิ่นกว่า 200 คน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
โจรมีอาวุธสวมเสื้อฮู้ดก่อเหตุชิงทองมูลค่า 3.5 ล้านบาท
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขึ้นในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อคนร้ายสวมชุดเสื้อฮู้ดสีดำบุกเดี่ยวเข้าไปจี้ร้านทองชื่อดัง คนร้ายใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานและกวาดทองคำน้ำหนักรวมถึง 52 บาทไปอย่างอุกอาจ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นที่มีผู้คนพลุกพล่าน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก ได้รับแจ้งเหตุร้ายจากศูนย์วิทยุ 191 และรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันที ร้านที่เกิดเหตุคือร้านทองบางกอกโกลล์ส สาขาถนนปทุม-สามโคก ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่สังเกตได้ง่าย ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก: คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนจี้ร้านทองในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยใช้เวลาลงมือเพียง 2 นาทีเท่านั้น
- มูลค่าความเสียหาย: คนร้ายกวาดสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ไปทั้งหมด 52 บาท คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียรวมกว่า 3.5 ล้านบาท
- สถานะการสืบสวน: ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง และไล่ล่าตัวคนร้ายที่ยังคงหลบหนีลอยนวล
จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า คนร้ายรายนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำแบบมีฮู้ดเพื่อปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า คนร้ายไม่ได้แสดงอาการรีบร้อนหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับเดินเข้ามาในร้านอย่างใจเย็นและนิ่งเงียบ
เมื่อเข้ามาถึงด้านใน คนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาข่มขู่ ทำให้พนักงานร้านต้องรีบก้มหมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว หลังจากนั้นคนร้ายได้สั่งให้พนักงานลุกขึ้นมา และบังคับให้หยิบสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ส่งให้ การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใจกล้าและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
หลังจากได้ทองคำน้ำหนักรวม 52 บาท คนร้ายก็เก็บปืนและเดินออกจากร้านไปตามปกติ พฤติกรรมนี้ทำให้พนักงานและผู้ที่เห็นเหตุการณ์รู้สึกแปลกใจอย่างมาก คนร้ายไม่ได้วิ่งหนีหรือแสดงอาการลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย

การตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเส้นทางหลบหนี
กล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพจากกล้องระบุเวลาที่คนร้ายเดินเข้ามาในร้านคือ 17.56 น. และเดินออกไปในเวลา 17.58 น. การลงมือครั้งนี้คนร้ายใช้เวลาปฏิบัติการทั้งหมดไม่เกิน 2 นาทีเท่านั้น
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อแกะรอยเส้นทางการหลบหนีอย่างเร่งด่วน พบว่าคนร้ายเดินเท้ามาจากทิศทางของหมู่บ้านกฤษณา และเมื่อก่อเหตุเสร็จก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม
ในขณะนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนร้ายใช้ยานพาหนะชนิดใดในการหลบหนีต่อจากจุดนั้น ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางรอบนอก นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำพยานแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อตีกรอบการค้นหาให้แคบลง

คำให้การของพนักงานและเบาะแสสำคัญ
พนักงานสาวของร้านทองที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าถึงนาทีชีวิตด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นตระหนก เธอระบุว่าคนร้ายพูดจาด้วยสำเนียงภาคกลางอย่างชัดเจน การสั่งการของคนร้ายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นชี้ให้พนักงานหยิบเฉพาะสร้อยทองเส้นใหญ่ๆ เท่านั้น
ของกลางที่คนร้ายได้ไปประกอบด้วย สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 10 บาท จำนวน 2 เส้น สร้อยคอ 5 บาท จำนวน 4 เส้น และสร้อยคอ 4 บาท จำนวน 3 เส้น มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสูญเสียก้อนใหญ่จากการก่อเหตุเพียงชั่วพริบตา
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากร้านทองในพื้นที่ใกล้เคียงและประชาชนทั่วไป หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือมีการนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักดังกล่าวมาขาย ขอให้รีบแจ้งเบาะแสกับทางตำรวจทันที
การยกระดับความปลอดภัยในชุมชน
เหตุการณ์ปล้นทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แม้ว่าทางร้านจะมีกล้องวงจรปิดและระบบสัญญาณเตือนภัย คนร้ายก็ยังสามารถหาช่องโหว่ในการก่อเหตุได้อย่างง่ายดาย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงควรพิจารณาติดตั้งระบบล็อกประตูอัตโนมัติ หรือเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าร้าน การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเหตุร้ายและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน
ความร่วมมือจากชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบพื้นที่ หากทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปัญหาอาชญากรรมในลักษณะนี้ก็จะลดน้อยลง สังคมของเราก็จะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทุกคน
หากคุณต้องการติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักของการรายงานเหตุการณ์นี้ ตำรวจยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้จงได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจลาวจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 รายในคดีปล้นทองที่เชียงรายแล้ว
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปิดฉากคดีฉาว! ศาลค้านประกัน “อดีตเจ้าอาวาสวัดดัง-สีกาเอ๋” ส่งตัวนอนคุกสระบุรีทันที
อยุธยา – ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ทิดโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ “สีกาเอ๋” ผู้ต้องหาคนสำคัญ ทั้งสองคนถูกตำรวจกองปราบปรามคุมตัวมาฝากขังที่ศาลจังหวัดสระบุรี คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคและศรัทธาของชาวพุทธ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักกับผู้ต้องหาทั้งสองคน ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ศาลได้อนุญาตให้ฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
ประเด็นสำคัญ
- ศาลค้านประกันตัว: ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว “ทิดโชติ” และ “สีกาเอ๋” เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง
- ข้อหาหนัก: ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
- ส่งตัวเข้าเรือนจำ: ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีทันที เพื่อป้องกันการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
ศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอย่างรอบคอบ และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นบุคคลตามหมายจับ นอกจากนี้ ข้อหาฟอกเงินที่ทั้งคู่ถูกกล่าวหา มีอัตราโทษตามกฎหมายที่ค่อนข้างสูงมาก
ตำรวจยังต้องดำเนินการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยเฉพาะการแกะรอยเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ศาลจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยตัวไป ผู้ต้องหาอาจเข้าไปยุ่งเหยิงหรือทำลายพยานหลักฐานสำคัญได้
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ศาลตัดสินใจยกคำร้องขอประกันตัว เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสที่สุด
ขั้นตอนต่อไปของคดีเงินทอนวัดพุทไธศวรรย์
หลังจากศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวอดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิททันที ทั้งคู่ถูกส่งตัวเดินทางไปยังเรือนจำจังหวัดสระบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความเคร่งเครียดตลอดการเดินทาง
การขยายผลของตำรวจกองปราบปรามในครั้งนี้ ถือเป็นการกวาดล้างการทุจริตครั้งสำคัญ เจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของวัด
หากพบหลักฐานว่ามีบุคคลใดให้การช่วยเหลือ หรือรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากวัด
ความเชื่อมั่นของสังคมและกระบวนการยุติธรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ในระดับหนึ่ง
หลายฝ่ายหวังว่าคดีนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และสามารถนำทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปกลับคืนมาได้ ทุกสายตาจึงยังคงจับจ้องไปที่การทำงานของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในระยะเวลาฝากขัง 12 วันนี้ ตำรวจจะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด เพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าบทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร
คดีทุจริตที่เกิดขึ้นกับวัดพุทไธศวรรย์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับทุกวัดทั่วประเทศ การบริหารจัดการเงินบริจาคควรต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ประชาชนเองก็ควรติดตามข่าวสาร และช่วยกันสอดส่องดูแลทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด
เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นเงิน 8.7 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่วน! ตำรวจบุกยิงภรรยาดับคาโรงอาหารโรงเรียนอนุบาลชลบุรี เด็ก 44 คนปลอดภัย
ชลบุรี – เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อข้าราชการตำรวจนายหนึ่งใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปก่อเหตุยิงภรรยาของตนเองเสียชีวิตภายในนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับครูและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เคราะห์ดีที่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ทั้งหมดปลอดภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรีบเข้าควบคุมพื้นที่และดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ ทันที
เหตุสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 9 กันยายน ที่โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง ผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองทัศน์ หรือ “หมวดโอ๋” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบางละมุง ส่วนผู้เสียชีวิตคือภรรยาของเขา นางไพลิน ทองทัศน์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งนี้
ประเด็นสำคัญ
- ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ใช้อาวุธปืนยิงนางไพลิน ภรรยาซึ่งเป็นครู เสียชีวิตในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล
- เด็กนักเรียนจำนวน 44 คนปลอดภัยทั้งหมด ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมพื้นที่เจรจากล่อมผู้ก่อขายนานกว่า 20 ชั่วโมง ก่อนยอมเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา
นาทีระทึกในสถานศึกษาและความปลอดภัยของเด็กนักเรียน
หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นภายในโรงอาหารชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที พวกเขาพบร่างของนางไพลินนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น มีบาดแผลจากกระสุนปืน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหลเพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กเล็กอยู่จำนวนมาก
ครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนช่วยกันพาเด็กนักเรียน 44 ชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว แม้เด็กๆ จะปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย แต่หลายคนต้องขวัญผะวาและร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว ทางจังหวัดจึงสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว พร้อมระดมทีมแพทย์และนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ และผู้ปกครองที่รีบมารับบุตรหลานกลับบ้าน

ปิดล้อมข้ามวันก่อนผู้ก่อเหตุยอมมอบตัว
หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ได้ขับรถยนต์เก๋งสีขาวหลบหนีกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักในอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านพักหลังดังกล่าวทันทีเพื่อความปลอดภัยของประชาชนรอบข้าง การเจรจาดำเนินไปอย่างยาวนานข้ามวันข้ามคืนโดยให้ญาติและลูกชายช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
การปิดล้อมกินเวลานานกว่า 20 ชั่วโมงจนกระทั่งช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา ผู้ก่อเหตุจึงยอมเดินออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แต่โดยดี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนหาแรงจูงใจที่แท้จริงอย่างละเอียด เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
ตำรวจทลายเครือข่าย “ปืนผี” ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ
-
ข่าว - News3 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย


