ข่าว - News
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ประกาศระเบียบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับพาวเวอร์แบงค์บนเครื่องบิน
กรุงเทพฯ – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกระเบียบใหม่เกี่ยวกับการนำพาวเวอร์แบงค์หรือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขึ้นเครื่องบิน ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เดินทางมาและกลับจากประเทศไทย
มาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางการบินให้สูงที่สุด สาเหตุหลักของระเบียบใหม่นี้มาจากการเกิดเหตุการณ์พาวเวอร์แบงค์ร้อนจัด ไฟไหม้ และระเบิดบนเครื่องบินหลายครั้ง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ระเบียบใหม่นี้ครอบคลุมถึงข้อจำกัดด้านความจุ การห้ามบรรจุในห้องเก็บสัมภาระ และที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงค์ระหว่างเที่ยวบินอย่างเด็ดขาด
กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มาจากบทเรียนสำคัญที่วงการการบินต้องรับมือ แม้ว่าการพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะกลายเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน แต่ความปลอดภัยบนที่สูงหลายหมื่นฟุตนั้นต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
ย้อนรอยเหตุระทึก: พาวเวอร์แบงค์ระเบิดบนเที่ยวบินไทย
หากพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ CAAT ต้องตื่นตัวและนำมาตรการคุมเข้มมาใช้อย่างจริงจัง คงต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริงบนเที่ยวบินในประเทศไทย หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับคนไทยคือ เหตุการณ์พาวเวอร์แบงค์ของผู้โดยสารเกิดควันและไฟลุกไหม้กลางอากาศบนเครื่องบินของสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia) เที่ยวบินที่ FD3188 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา
เที่ยวบินดังกล่าวออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยมีผู้โดยสารเต็มลำถึง 186 ชีวิต หลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียงประมาณ 30 นาที จู่ๆ ก็เกิดไฟลุกโชนและมีควันโขมงขึ้นบริเวณที่นั่งผู้โดยสารตรงกลางลำเครื่อง สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนบนเครื่องบินอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้รับการฝึกฝนด้านความปลอดภัยมาเป็นอย่างดี จึงสามารถนำถังดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้สำเร็จภายในเวลาเพียง 2 นาที เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย แต่มันได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “แบตเตอรี่สำรอง” คือวัตถุอันตรายที่อาจแฝงตัวมากับผู้โดยสารทุกคนได้ทุกเมื่อ
กฎระเบียบใหม่ของ CAAT สำหรับพาวเวอร์แบงค์มีอะไรบ้าง??
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย CAAT จึงได้ร่วมมือกับสายการบินต่างๆ กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยอ้างอิงหลักสากลจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยมีกฎเหล็กที่ผู้โดยสารทุกคนต้องท่องจำและปฏิบัติตาม ดังนี้
- ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่องเด็ดขาด: พาวเวอร์แบงค์ทุกชนิด ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม จะต้องนำติดตัวขึ้นห้องโดยสารในฐานะสัมภาระพกพา (Carry-on Baggage) เท่านั้น ห้ามใส่ในกระเป๋าเดินทางที่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage)
- พกความจุไม่เกิน 20,000 mAh ผ่านได้ฉลุย: หากพาวเวอร์แบงค์มีความจุไม่เกิน 100 Wh (Watt-Hour) หรือประมาณ 20,000 mAh ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ (บางสายการบินอาจจำกัดจำนวนไม่เกิน 20 ชิ้นต่อคน)
- ความจุ 20,000 – 32,000 mAh ต้องขออนุญาต: สำหรับพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุระหว่าง 101 – 160 Wh หรือประมาณ 20,000 – 32,000 mAh สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ถูกจำกัดให้พกได้ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน และต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่สายการบินก่อน
- ความจุเกิน 32,000 mAh ห้ามนำขึ้นเครื่อง: หากพาวเวอร์แบงค์มีความจุเกิน 160 Wh หรือ 32,000 mAh รวมถึงพาวเวอร์แบงค์ที่ตัวหนังสือลบเลือนจนไม่สามารถอ่านปริมาณความจุได้ชัดเจน จะถูกปฏิเสธไม่ให้นำขึ้นเครื่องบินในทุกกรณี
- ห้ามชาร์จและใช้งานระหว่างเที่ยวบิน: นี่คือกฎใหม่ที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยขั้นสูงสุด ผู้โดยสารห้ามนำพาวเวอร์แบงค์ออกมาชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ในระหว่างที่อยู่บนเครื่องบินเด็ดขาด และห้ามเก็บพาวเวอร์แบงค์ไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตหากเกิดเหตุผิดปกติ
ทำไมถึงห้ามโหลดพาวเวอร์แบงค์ใต้ท้องเครื่องบิน?
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกฎหมายถึงบังคับให้เราต้องถือพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องไปด้วย แทนที่จะโหลดทิ้งไว้ในกระเป๋าใบใหญ่ให้จบเรื่อง คำตอบที่แท้จริงคือเรื่องของ “การควบคุมเพลิง”
แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ที่อยู่ในพาวเวอร์แบงค์นั้น มีคุณสมบัติในการกักเก็บพลังงานได้สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไวต่ออุณหภูมิและการกระแทกสูงเช่นกัน หากเกิดการลัดวงจร แบตเตอรี่เหล่านี้สามารถเข้าสู่สภาวะที่ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดควัน ประกายไฟ หรือถึงขั้นระเบิด
ลองจินตนาการดูว่า หากเหตุการณ์ไฟลุกไหม้นี้เกิดขึ้นในห้องสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน ซึ่งเต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางจำนวนมากและไม่มีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ ไฟอาจลุกลามอย่างรวดเร็วจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างของเครื่องบิน และเป็นอันตรายต่อชีวิตของทุกคน แต่ในทางกลับกัน หากพาวเวอร์แบงค์เกิดไฟลุกไหม้ในห้องโดยสาร ผู้โดยสารและลูกเรือจะมองเห็นได้ทันที และลูกเรือที่มีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อม จะสามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ไฟจะลุกลาม
คำแนะนำสำหรับนักเดินทางก่อนจัดกระเป๋า
เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาต่อรองที่จุดตรวจค้น หรือเสี่ยงต่อการถูกยึดพาวเวอร์แบงค์ราคาแพง นี่คือคำแนะนำง่ายๆ ที่คุณควรทำก่อนออกเดินทางเสมอ
- สำรวจพาวเวอร์แบงค์ของตัวเอง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลขระบุความจุ (mAh หรือ Wh) บนพาวเวอร์แบงค์ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน หากตัวหนังสือลบเลือนไปแล้ว แนะนำให้ซื้อใหม่ดีกว่า เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีสิทธิ์ยึดได้ทันที
- เลือกใช้ของแท้มีมาตรฐาน: หลีกเลี่ยงพาวเวอร์แบงค์ราคาถูกที่ไม่มีการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือแบรนด์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะมักใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพและเสี่ยงต่อการลัดวงจรได้ง่าย
- ตรวจสอบสภาพก่อนบิน: หากพบว่าพาวเวอร์แบงค์มีอาการบวม ร้าว หรือมีรอยไหม้ อย่าฝืนนำไปใช้งานเด็ดขาด ให้ทิ้งอย่างถูกวิธีทันที
- จัดเก็บอย่างปลอดภัย: เมื่อนำพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่อง ควรเก็บไว้ในกระเป๋าใบเล็กที่วางไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้า หรือในจุดที่มองเห็นและหยิบจับได้ง่าย เพื่อความปลอดภัยและง่ายต่อการสังเกต
การเดินทางทางอากาศถือเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดรูปแบบหนึ่งในโลก และการที่ กพท. (CAAT) รวมถึงสายการบินต่างๆ ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ก็เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยนี้ไว้ให้ดีที่สุด การให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จึงไม่ใช่แค่การปกป้องตัวเราเอง แต่ยังเป็นการรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมเดินทางอีกหลายร้อยชีวิตบนเที่ยวบินเดียวกันอีกด้วย
ข่าวไทยยอดนิยม
การบินไทยขยับราคาตั๋ว 10-15% รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง, สายการบินไทยรายอื่นเริ่มปรับตาม
โปรโมชั่นสุดคุ้ม! เวียดเจ็ท ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ลดราคาตั๋วเครื่องบิน 30%
ข่าว - News
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
กรุงเทพฯ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน หลังมีผู้โดยสารโพสต์คลิปและร้องเรียนว่ากระเป๋าเดินทางมีร่องรอยถูกเปิดรื้อค้นระหว่างเดินทาง เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ใช้บริการผ่านสนามบินหลักของไทย ทางสนามบินจึงเข้าตรวจสอบระบบสายพานและกล้องวงจรปิดทันทีเพื่อความโปร่งใส
ข่าว - News
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
พชรบุรี – การค้นพบสัตว์ป่าหายากในธรรมชาติมักสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการบันทึกภาพเสือดำและเสือดาวกำลังเดินอยู่ด้วยกันในเฟรมเดียว ภาพเหตุการณ์สุดพิเศษนี้ถูกบันทึกไว้ได้ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย การปรากฏตัวของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ทั้งสองรูปแบบถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของระบบนิเวศ ภาพเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้คนรักสัตว์ป่าดีใจ แต่ยังสะท้อนถึงความสำเร็จของการปกป้องผืนป่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ข่าว - News
รัฐอัดฉีดบริษัททัวร์ 40,000 บาท กระตุ้นเที่ยวไทย
เชียงราย – รัฐบาลไทยเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง เพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเดินทางที่กำลังจะมาถึง ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญใหม่เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเป็นทางการ โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์และนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยตรง รัฐบาลพร้อมมอบเงินอุดหนุนค่าเดินทางสูงสุดถึง 40,000 บาทต่อทริป เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออกเดินทางสำรวจความสวยงามของประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จับมือกับพันธมิตร 9 องค์กร เพื่อเปิดตัวโครงการ “เที่ยวข้ามภาคกับทัวร์” แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและกระจายคนสู่เมืองรอง รัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 208 ล้านบาททั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลพร้อมอุดหนุนค่ารถบัสสูงสุด 40,000 บาท และรถตู้สูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
- เงื่อนไขหลักคือต้องเป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน
- นักท่องเที่ยวสามารถจองและเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม
สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิ์นั้น ผู้ประกอบการจะต้องจัดกลุ่มทัวร์ตามขนาดที่โครงการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด กรณีเดินทางด้วยรถบัสจะต้องมีนักท่องเที่ยวชาวไทยร่วมเดินทางอย่างน้อย 30 คน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าเช่ารถให้วันละ 10,000 บาท โดยจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 40,000 บาทต่อหนึ่งทริป ส่วนการใช้รถตู้จะต้องมีผู้โดยสารขั้นต่ำ 6 คน ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือวันละ 2,500 บาท และสูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
ทริปการเดินทางทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นการข้ามเขตจังหวัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะต้องพักค้างคืนในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่จุดเริ่มต้นของทริป โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัททัวร์เท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนโดยตรง
โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกแพ็กเกจเดินทางได้หลากหลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สุขภาพ หรือแม้แต่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หากคุณเป็นบริษัททัวร์หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถอ่าน มาตรการอัดฉีดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษารายละเอียดของสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถโทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากสายด่วน ททท. 1672 เพื่อเริ่มต้นวางแผนวันหยุดพักผ่อนสุดคุ้มของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจช่วยเหลือแม่และลูกชายจากพ่อที่เสียสติ
ชาวจีน 99 คนถูกจับกุม! แก๊งอาชญากรถูกทลายที่ชายแดนเมียนมาร์-ไทย
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

