เชียงใหม่ - Chiang Mai
ระทึกกลางดึก! สาวหึงโหด ขับรถไล่ชนอดีตแฟนหนุ่มกลางถนนเชียงใหม่
เชียงใหม่ – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญขึ้นกลางดึกในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ หญิงสาวคนหนึ่งเกิดอาการหึงหวงอย่างรุนแรงจนขาดสติ เธอได้ตัดสินใจขับรถยนต์เก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของอดีตแฟนหนุ่มกลางถนน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก
ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นช่วงเวลาที่รถเก๋งชนรถจักรยานยนต์จนล้มกลิ้งไปกับพื้นอย่างแรง ฝ่ายชายพยายามร้องตะโกนขอชีวิตเพื่อให้เธอหยุดการกระทำดังกล่าว แต่เธอยังคงพยายามเร่งเครื่องและถอยรถมาทับซ้ำอีกหลายครั้งโดยไม่สนใจเสียงห้ามปราม
ประเด็นสำคัญ
- หญิงสาวขับรถเก๋งไล่ชนและถอยทับรถจักรยานยนต์ของอดีตแฟนหนุ่มในช่วงเวลาประมาณตีสาม
- สาเหตุหลักเกิดจากความหึงหวงหลังจากที่เธอจับได้ว่าฝ่ายชายพาผู้หญิงคนอื่นเข้าไปในโรงแรม
- เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ทำให้มีรถยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ริมถนนได้รับความเสียหายไปด้วย
เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณตีสาม บริเวณถนนในย่านสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หญิงสาวผู้ก่อเหตุได้เปิดเผยกับผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่าเธอจับได้แบบคาหนังคาเขา เธอพบว่าอดีตแฟนหนุ่มของเธอพาหญิงสาวคนอื่นเข้าไปพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง
ความโกรธแค้นและเสียใจทำให้เธอตัดสินใจก่อเหตุรุนแรงโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา เธอตะโกนต่อว่าฝ่ายชายด้วยความโมโหอย่างหนักกลางถนน แม้ฝ่ายชายจะพยายามตะโกนเสียงหลงเพื่อบอกให้เธอหยุด แต่เธอก็ยังไม่ยอมลดละความโกรธลงเลย
ชนวนเหตุจากความรักและความหึงหวง
คลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งและกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำที่ขาดสติของหญิงสาว หลายคนมองว่าปัญหาความรักควรพูดคุยและตกลงกันด้วยเหตุผลมากกว่าการใช้กำลัง
การใช้ความรุนแรงเพื่อยุติข้อพิพาทในช่วงเวลาที่ควรจะเงียบสงบนั้น สร้างความเดือดร้อนอย่างมากแก่คนในชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรบกวนการนอนหลับของผู้อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย
เรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับคู่รักหลายๆ คู่ได้เป็นอย่างดี การเลิกรากันหรือความขัดแย้งในความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองอย่างมีสติคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องเรียนรู้
การปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาครอบงำจนไปทำร้ายผู้อื่นไม่เคยส่งผลดีกับใครเลย ท้ายที่สุดแล้วผู้ก่อเหตุก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของกฎหมายและผลกระทบต่อจิตใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไวรัลสุดซึ้ง! อาสาจราจรเชียงใหม่อุ้มลูกน้อยโบกรถ สะท้อนชีวิตพ่อสู้ชีวิต
สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ชุมชนดอยปุยขอโทษ ปมตัดต้นพญาเสือโคร่ง อุทยานฯ ลุยเอาผิด
เชียงใหม่ – ลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเชียงใหม่ให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีกลุ่มจิตอาสาเข้าไปตัดต้นไม้ยืนต้นภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ล่าสุดตัวแทนชาวบ้านม้งดอยปุยได้ออกมายอมรับผิดและกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชุมชน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นจิตอาสา เข้าไปขอปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ แต่กลับมีการลักลอบตัดต้นนางพญาเสือโคร่งและไม้อื่นๆ ไปหลายต้น ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเข้ามาตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ประเด็นสำคัญ
- ตัวแทนชุมชนบ้านม้งดอยปุยออกมาขอโทษสังคม หลังกลุ่มจิตอาสาแอบตัดต้นนางพญาเสือโคร่งในเขตอุทยานฯ
- อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตรวจพบต้นไม้ถูกตัด 15 ต้น พร้อมดำเนินคดีกลุ่มผู้กระทำผิด 7 ราย
- เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลหาผู้สั่งการ ยืนยันทำคดีตรงไปตรงมา และเตรียมฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาสวยงาม
ผู้นำชุมชนน้อมรับผิด ชี้เป็นความหละหลวม
นายเมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา กำนันตำบลสุเทพ ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้าน ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง โดยยอมรับว่าอาจมีความหละหลวมในการตรวจสอบการทำงานของกลุ่มจิตอาสา ทั้งที่ชาวบ้านทราบดีว่าการตัดต้นไม้ในป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ทางชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ และยินดีร่วมฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ทั้งนี้ ทางตัวแทนชาวบ้านหวังว่าสังคมจะเข้าใจ และรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ลงโทษผู้กระทำผิดตัวจริง
นอกจากนี้ ต้นนางพญาเสือโคร่งในบริเวณดังกล่าวยังมีความสำคัญทางจิตใจต่อชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การสูญเสียในครั้งนี้จึงสร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อุทยานฯ เอาจริง สั่งลุยดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
ด้านนายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีต้นไม้ถูกตัดไปถึง 15 ต้น และถูกนำไปแปรรูปเป็นท่อนไม้จำนวน 46 ท่อน ในจำนวนนี้เป็นต้นนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ถึง 11 ต้น
ทางตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ลงพื้นที่สอบสวนและพบตัวผู้ร่วมกระทำผิดแล้วจำนวน 7 ราย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้กลุ่มคนเหล่านี้จะอ้างว่าเข้ามาเพื่อถางหญ้าและปรับปรุงภูมิทัศน์ก็ตาม ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานข่าวของ MGR Online
การตัดต้นไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติถือเป็นความผิดร้ายแรง แม้ว่าต้นไม้เหล่านั้นจะเป็นต้นที่ชาวบ้านปลูกขึ้นเองในอดีตก็ตาม ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีการละเว้น และไม่กังวลหากมีความพยายามนำเรื่องการเมืองเข้ามาเชื่อมโยง

เร่งขยายผลหาคนสั่งการ เตรียมฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว
ทางด้านนายสุรเชษฐ์ ตาคำมา นายกเทศมนตรีเมืองสุเทพ ได้สั่งการให้นิติกรตรวจสอบภาพถ่ายที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์อย่างละเอียด หลังพบว่ามีบางคนสวมใส่เสื้อกั๊กของทางเทศบาลในวันเกิดเหตุ เบื้องต้นขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่เทศบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้ในครั้งนี้อย่างแน่นอน
ปัจจุบัน ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสืบสวนเพื่อขยายผลไปถึงผู้สั่งการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งเตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่ดอยปุยให้กลับมาสวยงามโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว
ดอยปุยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจของชุมชน การแก้ไขปัญหานี้อย่างโปร่งใสจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ ทางชุมชนยังคงเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวดอยปุยได้ตามปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชมดอกซากุระที่เชียงราย: ไปที่ไหนและเมื่อไหร่ดี
โรงพยาบาลแม่จันเปิดโครงการบริจาคชื่อสัตว์เลี้ยง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ทหารพรานปะทะเดือดแม่อาย วิสามัญแก๊งค้ายา ยึดฝิ่น 100 กิโล
เชียงใหม่ – กำลังทหารพรานไทยเปิดฉากยิงปะทะดุเดือดกับคาราวานลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติกลางป่าลึก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์ตึงเครียดนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนหลังพบกลุ่มติดอาวุธลอบข้ามแดนเข้ามาในเขตไทย
หลังเสียงปืนสงบลงในช่วงเช้าตรู่ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่จนพบฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ศพ พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางฝิ่นดิบน้ำหนักรวมกว่า 100 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายของขบวนการหลายล้านบาท
ประเด็นสำคัญ
- การปะทะยาวนาน: ทหารพรานปะทะคาราวานค้ายากว่า 20 คน ตลอดทั้งคืนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา
- ผลการปฏิบัติการ: วิสามัญคนร้ายเสียชีวิต 1 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัย
- ของกลางมูลค่าสูง: ตรวจยึดฝิ่นดิบน้ำหนักกว่า 102 กิโลกรัม มูลค่าปลายทางในประเทศหลายล้านบาท
ย้อนกลับไปช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง ได้รับรายงานสายข่าวเรื่องการลักลอบขนยาเสพติด จึงนำกำลังออกลาดตระเวนในพื้นที่บ้านนามะอื้น ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย
กระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มชายฉกรรจ์ต้องสงสัยประมาณ 20 คน สะพายเป้เดินเท้าลัดเลาะผ่านแนวป่า ทหารพรานจึงส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้หยุดตรวจค้นตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายขบวนการกลับใช้อาวุธปืนสงครามยิงเปิดทางใส่เจ้าหน้าที่ก่อนทันที ทำให้ทหารพรานต้องตัดสินใจยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวอย่างหนักหน่วง ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะล่าถอยไปชั่วคราว
เฝ้าพื้นที่ทั้งคืนก่อนเข้าเคลียร์รุ่งสาง
เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเส้นเขตแดนประเทศเมียนมาเพียง 300 ถึง 500 เมตร ทำให้ตลอดทั้งคืนยังมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ เพราะฝ่ายตรงข้ามพยายามยิงกดดันหวังชิงสัมภาระคืน
ผู้บังคับการทหารพรานจึงสั่งการส่งกำลังเสริมและชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรึงพื้นที่ป่ารอบด้านอย่างรัดกุม ทหารทุกนายวางแนวป้องกันจนถึงเช้าวันถัดไปเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย
เมื่อแสงสว่างเปิดทาง คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และแพทย์โรงพยาบาลแม่อาย จึงร่วมกันเข้าตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียดรอบบริเวณ
ยึดฝิ่นดิบน้ำหนักรวมกว่า 102 กิโลกรัม
จากการตรวจสอบพบศพผู้ต้องสงสัยเพศชาย 1 ราย พร้อมตรวจพบรอยเลือดเป็นแนวยาวข้ามฝั่งชายแดน ซึ่งคาดว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกลากพากลับไปอีกหลายคน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดกระเป๋าเป้ดัดแปลงได้ทั้งหมด 5 ใบ ภายในบรรจุฝิ่นดิบอัดก้อนรวม 72 ก้อน น้ำหนักรวมอยู่ที่ 102.4 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นในพื้นที่ชายแดนกว่า 2 ล้านบาท
หากฝิ่นดิบล็อตนี้หลุดรอดเข้าไปในเขตเมืองชั้นใน มูลค่าจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 50,000 บาท หรือหากนำไปแปรรูปเป็นเฮโรอีนจะมีมูลค่ามหาศาล ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งมอบของกลางทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารพรานเชียงรายสกัดจับแก๊งลักลอบขนจยย.ข้ามแดน
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เชียงใหม่เปิดตัว “รถรางไฟฟ้าสีเขียว” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองอัจฉริยะ
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง การจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC นำโดยนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหน่วยงานหลักในพื้นที่เชียงใหม่ งานนี้ได้รับเกียรติจากนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และตัวแทนจากตำรวจภูธร ขนส่งจังหวัด รวมถึง ททท. มาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง
เป้าหมายหลักของความร่วมมือคือการผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นเมืองอัจฉริยะและเมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การลงนามนี้คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำจริงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงใหม่ ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาระบบการเดินทางที่สะดวกและสะอาดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
Key Takeaways
- จังหวัดเชียงใหม่และ AWC ร่วมลงนาม MOU เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำและเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ
- มีการนำรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) มาทดลองให้บริการจริง เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และเชื่อมโยงการเดินทางในตัวเมือง
- เตรียมเปิดตัว “Chiang Mai Tram By Lannatique” แทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกของไทยที่ใช้พลังงานสะอาด 100% เชื่อมโยง 40 แลนด์มาร์ก
ยกระดับขนส่งสาธารณะด้วยพลังงานสะอาด
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนาม คณะผู้บริหารและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันทดสอบนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าหรือ EV Bus การทดลองวิ่งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการนำนวัตกรรมสีเขียวมาใช้งานจริง รถ EV Bus จะเข้ามาช่วยรองรับการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในตัวเมืองเชียงใหม่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางไปยังจุดต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
จุดเด่นที่สำคัญของการใช้รถไฟฟ้าคือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งพลังงานสะอาดจะช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่มักสร้างผลกระทบต่อพื้นที่เชียงใหม่ได้อย่างตรงจุด การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการจราจรเป็นก้าวสำคัญของเมือง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ให้กับทุกคน
การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ปราศจากมลพิษจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชียงใหม่ ผู้คนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้จะเป็นรากฐานที่มั่นคง โครงการนี้จะสร้างประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

เปิดตัวแทรมไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย
ไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือการเตรียมเปิดตัว “Chiang Mai Tram By Lannatique” ซึ่งเป็นรถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกของประเทศไทย โครงการนี้อยู่ภายใต้โครงการใหญ่ “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” ที่ต้องการผลักดันเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก รถแทรมคันนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การเดินทางของโลกยุคใหม่
การออกแบบรถแทรมไฟฟ้าเป็นการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและอัตลักษณ์ที่งดงามของศิลปะล้านนา รูปลักษณ์ที่โดดเด่นจะทำให้รถแทรมกลายเป็นจุดสนใจและสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองเชียงใหม่ รถแทรมจะวิ่งให้บริการเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์กว่า 40 แห่งรอบตัวเมือง นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการชมเมือง
การนำระบบแทรมไฟฟ้ามาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ เชียงใหม่กำลังแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตสามารถก้าวเดินไปพร้อมกันได้ โครงการนี้จะสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
งานมหกรรมเสรีภาพ 250 ปี เชียงใหม่ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News3 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

