ข่าว - News
พาดหัวข่าว: กฎใหม่โดรนไทย 2026: ยกระดับความปลอดภัย เริ่มบังคับใช้ 17 พฤษภาคมนี้ ใครบินต้องรู้!
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ประกาศระเบียบใหม่สำหรับโดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม ผู้ประกอบการโดรนระดับความเสี่ยงปานกลางต้องเข้ารับการฝึกอบรม ลงทะเบียนออนไลน์ และขออนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความปลอดภัยและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการบิน เมื่อ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ประกาศข้อบังคับใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับการควบคุมอากาศยานไร้คนขับ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โดรน” (Drone) โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พฤษภาคม 2026
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสิบปี โดยเข้ามาแทนที่กฎหมายเดิมของ กระทรวงคมนาคม ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งกฎหมายใหม่นี้ออกแบบมาให้เข้าใจง่ายและครอบคลุมการใช้งานโดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ไปพร้อมๆ กับการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและน่านฟ้า
ทำไมถึงต้องมีการเปลี่ยนกฎหมายโดรน?
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าโดรนไม่ได้เป็นแค่ของเล่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ การเกษตร หรือแม้แต่การส่งสินค้า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้โดรนบินได้ไกลขึ้น สูงขึ้น และฉลาดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายเก่าจากปี 2015 จึงไม่สามารถครอบคลุมรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ กฎหมายใหม่ของปี 2026 จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานสากล เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องบินพาณิชย์และประชาชนทั่วไป
สรุป 3 ข้อบังคับหลักในกฎหมายใหม่
เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย กฎหมายใหม่ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการสำหรับผู้ที่ต้องการบินโดรนในภารกิจเฉพาะทาง หรือการบินที่มี “ความเสี่ยงปานกลาง” ดังนี้:
- ต้องผ่านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง: ผู้บังคับโดรนไม่สามารถซื้อโดรนแล้วนำไปบินในพื้นที่เสี่ยงได้ทันทีอีกต่อไป คุณจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการบินโดรนจากสถาบันที่ CAAT รับรองเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจกฎจราจรทางอากาศ การจัดการเหตุฉุกเฉิน และการเคารพสิทธิส่วนบุคคล
- ระบบลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Registration): บอกลาเอกสารกระดาษที่ยุ่งยาก กฎใหม่นี้บังคับให้โดรนทุกลำต้องลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของโดรนได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือมีการทำผิดกฎหมาย
- ขอใบอนุญาตบินผ่านระบบออนไลน์ (Online Flight Permits): หากคุณต้องบินในพื้นที่ที่ต้องขออนุญาตพิเศษ เช่น ใกล้เขตชุมชน หรือบินไกลเกินกว่าระยะสายตา คุณสามารถยื่นแผนการบินและขออนุญาตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เลย ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาได้มาก
การบินแบบไหนที่เรียกว่า “มีความเสี่ยงปานกลาง” หรือ “เฉพาะทาง”?
หลายคนอาจสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายที่ต้องทำตามกฎใหม่ที่เข้มงวดนี้หรือไม่ พูดง่ายๆ คือ หากคุณบินโดรนขนาดเล็กเพื่อถ่ายรูปเล่นในสวนสาธารณะที่อนุญาต กฎอาจจะไม่ได้เข้มงวดมากนัก แต่ถ้าคุณเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้ คุณจะต้องปฏิบัติตามกฎใหม่เต็มรูปแบบ:
- การบินนอกระยะสายตา (BVLOS): การบินที่ผู้บังคับมองไม่เห็นตัวโดรนด้วยตาเปล่า เช่น โดรนส่งของที่บินข้ามเมือง
- การบินเหนือฝูงชน: การบินถ่ายภาพในงานคอนเสิร์ต งานเทศกาล หรืองานกีฬาที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก
- การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่: เช่น โดรนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่บรรทุกสารเคมี หรือโดรนสำรวจพื้นที่ก่อสร้าง
ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้?
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ผู้ใช้งานหลายกลุ่มจะต้องเตรียมตัวปรับเปลี่ยนการทำงาน:
- ช่างภาพและนักทำหนัง: จะต้องวางแผนการถ่ายทำล่วงหน้าและขออนุญาตผ่านระบบออนไลน์หากต้องบินในพื้นที่สาธารณะหรือในเมือง
- เกษตรกรยุคใหม่: ผู้ที่ใช้โดรนพ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงจะต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการอบรม เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจทำให้สารเคมีตกลงในพื้นที่ที่ไม่ต้องการ
- บริษัทขนส่ง: กฎใหม่นี้ถือเป็นการเปิดประตูให้กับการส่งสินค้าด้วยโดรน (Drone Delivery) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพราะมีระบบการขออนุญาตที่ชัดเจนรองรับแล้ว
ขั้นตอนการเตรียมตัวรับมือกฎใหม่
หากคุณเป็นเจ้าของโดรน หรือกำลังคิดจะซื้อโดรนมาใช้งาน นี่คือสิ่งที่คุณควรทำก่อนวันที่ 17 พฤษภาคม 2026:
- ตรวจสอบสเปคโดรนของคุณ: ดูว่าโดรนของคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎข้อไหน (น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม)
- ติดตามข่าวสารจาก CAAT: คอยตรวจสอบประกาศเรื่องการเปิดรับลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ใหม่
- สมัครเรียนหลักสูตรการบินโดรน: มองหาสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก CAAT และเข้าเรียนเพื่อรับใบประกาศนียบัตรเตรียมไว้
- ทำประกันภัย: การมีประกันภัยบุคคลที่ 3 ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากในการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
อนาคตของการบินโดรนในประเทศไทย
การที่ประเทศไทยประกาศใช้กฎระเบียบที่ชัดเจน ทันสมัย และมีมาตรฐานระดับสากล ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในบ้านเรา ระบบที่เชื่อมต่อผ่านออนไลน์ทั้งหมดจะทำให้การตรวจสอบและการทำงานของภาครัฐโปร่งใสและรวดเร็วขึ้น
แม้ว่ากฎหมายใหม่นี้อาจดูเหมือนเป็นการเพิ่มขั้นตอนในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว นี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต ไม่แน่ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นโดรนส่งอาหารบินอยู่บนท้องฟ้าของกรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติก็เป็นได้
ข่าวไทยยอดนิยม
ภาพจากโดรนนำไปสู่การจับกุมเกษตรกรที่ก่อไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายประกาศสงครามกับผู้วางเพลิง หลังโดรนจับภาพผู้ก่อเหตุเผาป่าได้คาหนังคาเขา
ข่าว - News
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย
พัทยา – เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นที่แยกโพธิสาร บนถนนพัทยา-นาเกลือ จังหวัดชลบุรี รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถเก๋งและรถคันอื่นๆ หลายคัน รถเหล่านั้นกำลังจอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที พวกเขาเร่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สภาพการจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดอย่างหนักเนื่องจากซากรถขวางถนน
ประเด็นสำคัญ
- รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถที่จอดติดไฟแดงหลายคันที่แยกโพธิสาร พัทยา
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 7 ราย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุ
การช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุ
จากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 7 คน อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่บาดแผลเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง ทีมกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ พวกเขาทำการสอบปากคำพยานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกอย่างละเอียด คุณสามารถติดตามข้อมูลการจราจรและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ แหล่งข่าวท้องถิ่นพัทยา ทางตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
ตำรวจสกัดกั้นขบวนการลักลอบค้าของเถื่อนชาวจีนในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าว - News
งบเยียวยาน้ำท่วมจ่อหมด ปภ. ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.05 หมื่นล้าน
สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ล่าสุดพบว่างบประมาณก้อนแรกที่ได้รับอนุมัติมานั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ต้องเร่งจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างชัดเจน ท่านระบุว่าทางหน่วยงานได้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลจริง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวงเงินเดิมที่ได้รับการจัดสรรมากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
ประเด็นสำคัญ
- งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมก้อนแรก 5,281 ล้านบาท ถูกใช้ไปแล้วกว่า 5,225 ล้านบาท
- ขณะนี้เหลือเงินในกองทุนเพียง 66 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือระยะต่อไป
- ปภ. เตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อขออนุมัติงบเพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท ครอบคลุม 1.48 ล้านครัวเรือน
งบประมาณเดิมเหลือเพียง 66 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 5,281 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ การคำนวณงบประมาณนี้อ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่แต่ละจังหวัดรายงานเข้ามาในระบบอย่างละเอียด ซึ่ง ปภ. ยืนยันว่าไม่สามารถขอวงเงินเกินกว่าข้อมูลความเสียหายที่มีอยู่จริงในขณะนั้นได้ จนถึงปัจจุบันได้มีการประสานงานกับธนาคารอย่างใกล้ชิดเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง
ล่าสุด มีการใช้จ่ายเงินเยียวยาโอนให้ประชาชนไปแล้วถึง 5,225 ล้านบาท ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐ แต่ก็หมายความว่ามีเงินเหลือในระบบเพียง 66 ล้านบาทเท่านั้น จำนวนเงินที่เหลือนี้ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังรอการเยียวยาอีกจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางออกอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การช่วยเหลือไม่หยุดชะงัก
เตรียมเสนอ ครม. ขอวงเงินเพิ่ม 10,508 ล้านบาท
เพื่อแก้ไขปัญหางบประมาณขาดแคลน ปภ. ได้เตรียมแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว นายนิรัตน์ยืนยันว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยจะเสนอขอขยายวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 10,508 ล้านบาท งบประมาณก้อนใหม่นี้จะนำมาจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ทันที
เป้าหมายหลักของการของบเพิ่ม คือการดูแลประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ถึง 1.48 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการรับประกันจากภาครัฐว่าผู้ประสบภัยทุกคนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลืออย่างแน่นอน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือตกหล่นจากระบบการเยียวยาในครั้งนี้
ขั้นตอนการโอนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส
หาก ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 10,508 ล้านบาทตามที่เสนอ ปภ. จะเริ่มกระบวนการทำงานในขั้นต่อไปทันที ทางหน่วยงานจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินให้กับ ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย ระบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ารวดเร็วและสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นไปอย่างราบรื่น
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถอุ่นใจได้ว่า กระบวนการช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ท่านอธิบดี ปภ. ย้ำว่าระบบการทำงานได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาสามารถติดตามข่าวสารจากทางราชการและผู้นำชุมชนได้อย่างใกล้ชิด
ความหวังของชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย
เงินเยียวยาก้อนนี้มีความหมายอย่างมากต่อการฟื้นฟูชีวิตของชาวบ้านในหลายจังหวัด หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือทำมาหากินไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก การได้รับเงินชดเชยจะช่วยให้พวกเขาสามารถซ่อมแซมบ้านเรือนและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้จึงได้เร่งผลักดันงบประมาณให้ผ่านการอนุมัติโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาความต่อเนื่องของความช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัย หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ครัวเรือนกว่า 1.48 ล้านครัวเรือนจะได้รับข่าวดีและได้รับการโอนเงินเข้าบัญชี การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสของกรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้ผ่านพ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กาแฟเชียงราย ดอยช้าง ดอยวาวี ปางขอน ต่างกันยังไง
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ช็อก! เพื่อนสนิทฆ่าหนุ่มพิการขายหวย ทิ้งศพลงแม่น้ำน่าน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ด่วน! ไฟไหม้ศูนย์ราชการฯ เชียงราย คุมเพลิงได้ใน 2 ชม
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days ago
ตำรวจเมียนมาร์ททลายแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในเมืองทาชีเลิก
-
การเงิน -Finance6 days ago
ทองร่วง 300 บาท รูปพรรณขาย 67,000 ตลาดจับตาเฟด

