ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ในแมนเชสเตอร์ดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด วันที่ 17 มกราคม 2026 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้หนักแน่นและเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เกมนี้ถือเป็นการเริ่มงานที่สวยงามของกุนซือชั่วคราว ไมเคิล คาร์ริค หลังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องผู้จัดการทีม และยังเป็นการล้างแค้นจากความพ่ายแพ้ 0-3 ที่เอติฮัดเมื่อเดือนกันยายนด้วย
ตลอดเกม ยูไนเต็ดคุมจังหวะได้หลายช่วง เล่นด้วยความดุดัน เปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็ว และจบสกอร์ได้คม แม้จะมีถึงสามประตูที่ถูกริบคืนเพราะล้ำหน้าแบบเฉียดฉิว และยิงชนเสา, คานรวมสองครั้ง แต่ภาพรวมแล้วสามแต้มเป็นของเจ้าบ้านแบบสมควร ผลนี้ยังดันให้พวกเขาขยับขึ้นไปเกาะกลุ่มท็อปไฟว์ของตารางพรีเมียร์ลีกชั่วคราว ขณะที่ซิตี้สะดุดหนักในการลุ้นแชมป์ และอาจตามหลังจ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลถึงเก้าแต้ม ขึ้นอยู่กับผลคู่อื่น

ครึ่งแรก ยูไนเต็ดบุกมากกว่า แต่ยังไม่เป็นสกอร์
เริ่มเกมมา ยูไนเต็ดเร่งเพรสตั้งแต่ต้น และเกือบได้ประตูเร็วจากลูกโหม่งของ แฮร์รี แม็กไกวร์ ที่ชนคานจากเตะมุมของ บรูโน แฟร์นันด์ส เจ้าบ้านคิดว่าขึ้นนำได้ถึงสองครั้งในครึ่งแรก จาก อาหมัด ดิยัลโล และ บรูโน แฟร์นันด์ส แต่ทั้งสองจังหวะถูก VAR จับล้ำหน้าแบบก้ำกึ่ง
ฝั่งซิตี้ต่อบอลได้เยอะตามสไตล์ แต่จังหวะเข้าทำไม่ไหลลื่น เออร์ลิง ฮาลันด์ แทบไม่มีบทบาท (สัมผัสบอลเพียง 14 ครั้งก่อนถูกเปลี่ยนตัว) อีกจุดที่เป็นประเด็นคือ ดีโอโก ดาโลต์ รอดพ้นใบแดงจากจังหวะเข้าปะทะสูงใส่ เฌเรมี โดกู ได้แค่ใบเหลืองเท่านั้น ถึงซิตี้จะครองบอลมากกว่า แต่แนวรับยูไนเต็ดจัดระเบียบดี เกมจบครึ่งแรกที่ 0-0

ครึ่งหลังยิงสองเม็ด Mbeumo กับ Dorgu ปิดงาน
ประตูแรกมาในนาทีที่ 65 จากเกมสวนกลับที่ชัดเจน หลังเคลียร์ลูกฟรีคิกของซิตี้ได้ ยูไนเต็ดพาบอลขึ้นหน้าแบบเร็วเป็นจังหวะ 4 ต่อ 2 บรูโน แฟร์นันด์ส ชะลอจังหวะได้พอดี ก่อนจ่ายให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ หลุดไปยิงผ่าน จานลุยจิ ดอนนารุมมา เข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูที่ 7 ของเขาในลีกฤดูกาลนี้ เสียงเฮดังสนั่นทั้งสนาม และคาร์ริคก็ฉลองเต็มอารมณ์ข้างเส้น
ยูไนเต็ดหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 76 จากการต่อบอลขึ้นเกมแบบใจเย็น ก่อนเปิดจากฝั่งขวาไปถึง แพทริก ดอร์กู ที่เติมมาสอดเข้ามุมเสาไกลแบบไร้ตัวประกบ และซัดจ่อๆ ไม่พลาด ประตูนี้ย้ำภาพรวมของเกมที่ยูไนเต็ดเหนือกว่า โดยซิตี้มีโอกาสยิงเข้ากรอบเพียงครั้งเดียวตลอด 90 นาที
ช่วงท้ายเกม ยูไนเต็ดเคยส่งบอลเข้าประตูอีกครั้งจาก เมสัน เมานต์ แต่ก็ถูกจับล้ำหน้าอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เจ้าบ้านคุมจังหวะปิดเกมได้เรียบร้อยจนจบ

สรุปสถิติและฟอร์มเด่นในเกม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: นักเตะเด่นและตัวเลขสำคัญ
- บรูโน แฟร์นันด์ส: แอสซิสต์ประตูแรก, ปั้นเกมต่อเนื่องทั้งเกม
- ไบรอัน เอ็มเบอโม่: ทำประตู (นาที 65), อันตรายในจังหวะสวนกลับ
- แพทริก ดอร์กู: ทำประตู (นาที 76), เติมเกมได้ดี
- อาหมัด ดิยัลโล: สร้างปัญหาด้วยการวิ่งทะลุช่อง, มีส่วนร่วมในเกมรุก
- ครองบอล: 31.9%
- ยิงเข้ากรอบ: 7 ครั้ง
- ยิงรวม: มากกว่าซิตี้ (ไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัด แต่ภาพรวมเหนือกว่า)
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: ภาพรวมฝั่งทีมเยือน
- เออร์ลิง ฮาลันด์: มีส่วนกับเกมน้อย, ถูกเปลี่ยนตัว, ยังไม่มีประตูจากโอเพนเพลย์ใน 7 นัดหลัง
- เป๊ป กวาร์ดิโอลา ให้สัมภาษณ์หลังเกม: “The better team won… they had an energy we didn’t have.”
- ครองบอล: 68.1%
- ยิงเข้ากรอบ: 1 ครั้ง
- ภาพรวม: ขาดความเข้มและไอเดียในพื้นที่สุดท้าย
ชัยชนะนัดนี้สะท้อนสไตล์ของยูไนเต็ดภายใต้คาร์ริคที่เน้นวินัย เกมโต้กลับเร็ว และความทุ่มเทเป็นทีม ส่วนกวาร์ดิโอลาก็ยอมรับตรงๆ ว่ายูไนเต็ดดีกว่าในวันนั้น
ผล 2-0 ในศึก Manchester United vs Manchester City 2-0 ช่วยเพิ่มความหวังของยูไนเต็ดในการลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก และทำให้เส้นทางลุ้นแชมป์ของซิตี้สะดุดครั้งใหญ่ โอลด์ แทรฟฟอร์ดกลับมาคึกคักอีกครั้ง และแมนเชสเตอร์ในคืนนี้เป็นสีแดง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เอซี มิลาน ฮึดครึ่งหลัง พลิกชนะ โคโม 3-1 เกมเซเรีย อา สุดเดือด
ฟุตบอล
บาร์เซโลนาเอาชนะแอตเลติโก มาดริด 3-0 แม้จะพยายามบุกหนักในช่วงท้ายเกมแต่ก็ไม่เพียงพอ
บาร์เซโลนา – คืนวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่สนามสปอติฟาย คัมป์ นู ทีมบาร์เซโลนาของ ฮันซี ฟลิค ใส่เต็มตลอด 90 นาที และเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด ที่คุมโดย ดิเอโก้ ซีเมโอเน ไป 3-0 ในเกมนัดที่สอง รอบรองชนะเลิศ โคปา เดล เรย์ ฤดูกาล 2025/26
รับชมไฮไลท์การแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนัดนี้ยังไม่ช่วยให้บาร์ซ่ากลับมาได้ เพราะเลกแรกพวกเขาโดนแอตเลติโกบุกถล่ม 4-0 ทำให้สกอร์รวมสองนัด บาร์เซโลนาแพ้ 3-4 และต้องหยุดเส้นทางไว้เพียงรอบรองฯ แบบน่าเสียดาย ส่วนแอตเลติโก มาดริด ตีตั๋วเข้าชิงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี นับจากชุดที่ได้แชมป์ในปี
ภาพรวมเกมที่คัมป์ นู
ตลอดเกมบาร์เซโลนาเดินหน้าบุกต่อเนื่อง ครองบอลเกือบ 70% และสร้างโอกาสจบสกอร์เป็นชุด โดยยิงเข้ากรอบเกิน 10 ครั้ง แต่ถึงจะกดดันหนักแค่ไหน สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันสกอร์รวม ทำให้ความฝันในการทำ “เรมอนตาด้า” ต้องจบลง
- นาทีที่ 29: มาร์ค เบอร์นัล มิดฟิลด์วัย 18 ปี ยิงให้บาร์เซโลนานำ 1-0 จากจังหวะที่ ลามีน ยามาล แทงทะลุช่องให้หลุดไปกดเข้ามุมแบบไม่พลาด
- นาทีที่ 45+5: ราฟิญา สังหารจุดโทษเป็น 2-0 หลัง เปดรี้ โดนทำฟาวล์ในเขตโทษ
- นาทีที่ 72: เบอร์นัล กดประตูที่สองของตัวเอง เป็นประตูที่สามของทีม จากการจ่ายของ โจเอา กันเซโล ทำให้สกอร์รวมขยับมาเหลือ 3-4 และเกมช่วงท้ายตึงมือทันที
ฝั่งแอตเลติโกเลือกเล่นแบบรัดกุม เน้นยืนต่ำและตัดจังหวะในพื้นที่สำคัญ แม้เสียถึงสามลูก แต่ยังปิดพื้นที่หน้าเขตโทษได้ดี โดยเฉพาะช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่บาร์เซโลนาบุกหนักมาก ผู้รักษาประตูอย่าง ยาน โอบลัค (หรือบางรายงานระบุว่าเป็นนายทวารสำรอง) มีจังหวะเซฟสำคัญช่วยทีมหลายครั้ง
สถิติสำคัญของบาร์เซโลนา
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 3 |
| ประตูที่เสีย | 0 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 70% |
| ยิงทั้งหมด | 21+ |
| ยิงเข้ากรอบ | 10+ |
| ผู้ทำประตู | มาร์ค เบอร์นัล (2), ราฟิญา (จุดโทษ 1) |
| ผู้เล่นเด่น | มาร์ค เบอร์นัล, ลามีน ยามาล, ราฟิญา, เปดรี้ |
| จุดเปลี่ยนในเกม | การปรับแท็กติกและการเปลี่ยนตัวหลายจังหวะ (รวมอาการเจ็บของ บัลเด้ และ กุนเด้) |
เกมนี้บาร์ซ่าโชว์เกมรุกที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ลามีน ยามาล ที่ลากพาบอลและสร้างโอกาสได้ตลอด ขณะเดียวกัน มาร์ค เบอร์นัล กลายเป็นตัวชูโรงด้วยสองประตูจากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ทำให้เกมกลับมามีลุ้นจนถึงช่วงท้าย
สถิติสำคัญของแอตเลติโก มาดริด
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 0 |
| ประตูที่เสีย | 3 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 30% |
| ยิงทั้งหมด | น้อยกว่า 5 |
| ยิงเข้ากรอบ | มีน้อย |
| ผู้เล่นเด่น | ผู้รักษาประตูและแนวรับ (ช่วยกันเซฟและบล็อกหลายจังหวะ), ดิเอโก้ ซีเมโอเน (วางแผนเกม) |
| การเปลี่ยนตัว | ปรับเพิ่มเกมรับช่วงท้ายเพื่อประคองสกอร์รวม |
แม้เกมรับจะพลาดจนเสียสามประตู แต่แอตเลติโกยังคุมสถานการณ์ได้ตามเป้าหมาย เพราะไม่ยอมเสียเพิ่มในช่วงที่บาร์เซโลนาโหมสุดกำลัง สุดท้ายสกอร์รวมก็ยังพาทีมเข้าชิงได้แบบเฉือนกันหวุดหวิด
คำพูดหลังเกม
ฮันซี ฟลิค ยกย่องลูกทีมหลังจบเกม โดยบอกว่าเขาภูมิใจในความทุ่มเทของทุกคน เพราะทีมสู้จนเกือบทำเรื่องยากให้เกิดขึ้นจริง แม้ตกรอบ แต่เขามองว่านี่เป็นบทเรียนที่ดี และเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับเส้นทางในลีกและแชมเปียนส์ลีก
ด้าน ดิเอโก้ ซีเมโอเน ชี้ว่าเกมแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอในฟุตบอล เพราะทีมทำงานหนักในนัดแรกไว้แล้ว ส่วนเกมที่คัมป์ นู ต้องพึ่งเกมรับและความเหนียวแน่นเพื่อปิดงาน พร้อมกล่าวชื่นชมบาร์เซโลนาที่สู้เต็มที่
แม้บาร์เซโลนาจะจอดป้ายในโคปา เดล เรย์ แต่ฟอร์มในนัดนี้ทำให้เห็นว่าทีมเริ่มลงตัวมากขึ้นภายใต้การคุมของฟลิค และยังมีเป้าหมายให้ลุยต่อทั้งลาลีกาและถ้วยยุโรป
ท้ายที่สุด เกมนี้กลายเป็นอีกคืนที่มีดราม่าของฟุตบอลสเปน บาร์เซโลนาเกือบไล่ทันจนได้ลุ้นสุดตัว แต่เมื่อมองภาพรวมสองนัด แอตเลติโก มาดริด ยังเป็นทีมที่ทำได้ดีกว่า และเป็นฝ่ายได้ไปต่อในรอบชิงชนะเลิศ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
วูล์ฟแฮมป์ตันสร้างความตกตะลึงให้ลิเวอร์พูล 2-1 ด้วยประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่สนามโมลินิวซ์
ฟุตบอล
วูล์ฟแฮมป์ตันสร้างความตกตะลึงให้ลิเวอร์พูล 2-1 ด้วยประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่สนามโมลินิวซ์
วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอส์ จุดกระแสฮือฮาในพรีเมียร์ลีก หลังเปิดบ้านชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่สนามโมลินิวซ์ ผลนัดนี้ส่งวูล์ฟส์คว้า 3 แต้มเต็มแบบต่อเนื่อง เพิ่มความหวังหนีตกชั้น ส่วนหงส์แดงเจ็บหนัก เพราะเสียแต้มสำคัญในเส้นทางลุ้นท็อปโฟร์
บทนำ, คืนที่โมลินิวซ์จำไม่ลืม – รับชมไฮไลท์การแข่งขัน
เกมนี้แฟนวูล์ฟส์น่าจะพูดถึงไปอีกนาน เพราะทีมของกุนซือ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ (มีบางแหล่งรายงานชื่อ Gary O’Neil แต่รายงานส่วนใหญ่ระบุ Edwards) สู้แบบไม่ถอย แม้ลิเวอร์พูลของ อาร์เน สล็อต จะครองบอลได้มากกว่า แต่กลับเจาะไม่เข้าในช่วงสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น วูล์ฟส์อ่านเกมแล้วเล่นสวนกลับได้คม พอถึงช่วงทดเจ็บก็ปิดบัญชีได้สำเร็จ สกอร์จบที่ วูล์ฟส์ 2-1 ลิเวอร์พูล และทั้งสามประตูเกิดขึ้นในครึ่งหลังทั้งหมด

เหตุการณ์สำคัญในเกม
- นาที 78: โรดริโก โกเมส (Rodrigo Gomes) พาวูล์ฟส์นำ 1-0 หลังเลี้ยงผ่าน อิบราฮิมา โกนาเต้ แล้วซัดมุมไกลแบบเฉียบขาด แม้เป็นโอกาสยิงครั้งแรกของทีม แต่เปลี่ยนรูปเกมทันที
- นาที 83: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตีเสมอ 1-1 ให้ลิเวอร์พูล จากจังหวะฉวยความผิดพลาดแนวรับเจ้าบ้าน แล้วยิงมุมใกล้แบบเด็ดขาด พร้อมหยุดสถิติไร้ประตูในลีกที่ยาวนาน 10 นัดติด
- นาที 90+4: อังเดร (Andre) กดประตูชัย 2-1 จากนอกกรอบ บอลไปแฉลบ โจ โกเมซ ก่อนเสียบเสาไกลผ่านมือ อลิสซอน ทำให้ทั้งสนามระเบิดเสียงเฮ
ตลอดเกม วูล์ฟส์เน้นรับให้แน่นแล้วรอสวนกลับ ขณะที่ลิเวอร์พูลครองบอลมากกว่า แต่จังหวะจบแบบจะแจ้งมาไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรก
สถิติทีมวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอส์
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| อันดับในตาราง | อันดับสุดท้าย (บ๊วย) |
| คะแนนรวม | 16 แต้ม (ราว 30 นัด) |
| ผลงานล่าสุด | ชนะ 2 นัดติด (รวมเกมนี้) |
| ภาพรวมเกมรุก | จำนวนประตูรวมไม่สูง แต่จบสกอร์คมในนัดนี้ |
| ผู้ทำประตูในเกม | โรดริโก โกเมส, อังเดร |
| กุนซือ | ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ |
| สนามเหย้า | โมลินิวซ์ สเตเดี้ยม |
แม้สถานการณ์ในตารางจะกดดัน แต่ภาพในสนามบอกชัดว่า วูล์ฟส์ยังมีใจสู้ และพร้อมสู้ทุกแต้มเพื่ออยู่รอด
สถิติทีมลิเวอร์พูล
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| อันดับในตาราง | อันดับ 5 (ราว 48 แต้ม) |
| ผลงานล่าสุด | แพ้แบบเจ็บ เพราะเป็นการพ่ายทีมบ๊วย |
| ประตูในฤดูกาล | ซาลาห์ทำประตูที่ 5 ในฤดูกาล |
| ผู้ทำประตูในเกม | โมฮาเหม็ด ซาลาห์ |
| กุนซือ | อาร์เน สล็อต |
| ผู้รักษาประตู | อลิสซอน เบ็คเกอร์ |
| ผู้นำทีม | เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค |
ถึงจะมีคุณภาพผู้เล่นเหนือกว่า แต่ลิเวอร์พูลเสียหายจากรายละเอียดเล็กๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่โดนลูกยิงแฉลบกลายเป็นประตูแพ้
ครึ่งแรก, เงียบแต่ตึง
45 นาทีแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม ลิเวอร์พูลคุมจังหวะได้มากกว่า แต่ยังหาช่องเข้าทำแบบชัดๆ ไม่ได้ ขณะเดียวกัน วูล์ฟส์ถอยต่ำ รักษารูปเกม และรอโอกาสสวนกลับ สุดท้ายยังไม่มีทีมไหนยิงเข้ากรอบ จึงจบครึ่งแรกที่ 0-0
ครึ่งหลัง, เกมเปิดแล้วดราม่าก็ตามมา
หลังพักครึ่ง เกมเริ่มเข้มข้นขึ้น และช่วง 20 นาทีสุดท้ายยิ่งเดือด วูล์ฟส์ได้ประตูนำจากการสวนกลับที่จบด้วยความเฉียบของโรดริโก โกเมส จากนั้นไม่นาน ลิเวอร์พูลตอบโต้ทันทีด้วยซาลาห์ที่ใช้โอกาสไม่เปลือง
อย่างไรก็ตาม ช่วงทดเวลาบาดเจ็บกลายเป็นของเจ้าบ้าน เมื่ออังเดรซัดไกล บอลแฉลบเปลี่ยนทางจนอลิสซอนเอาไม่อยู่ วูล์ฟส์เลยเก็บ 3 แต้มเต็มแบบสุดระทึก และขยับหนีพื้นที่อันตรายได้เล็กน้อย
สรุปหลังเกม
สำหรับวูล์ฟส์ นี่คือชัยชนะที่เติมความหวังหนีตกชั้นแบบจริงจัง ขณะที่ลิเวอร์พูลต้องกลับไปแก้ปัญหาให้เร็ว เพราะแต้มที่หล่นไปส่งผลต่อการลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปโดยตรง
หลังเกม ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ พูดถึงลูกทีมว่า “เรารู้ดีว่าเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แต่เด็กๆ ใส่เต็มที่เพื่อทุกอย่าง, เพื่อตัวเอง, ครอบครัว และอนาคต”
เกมนี้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าพรีเมียร์ลีกพลาดไม่ได้เลย เพราะแม้ทีมบ๊วยก็ล้มทีมใหญ่ได้ หากมีวินัยและจบสกอร์ในจังหวะสำคัญ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ฟูลแฮม เปิดรังเฉือน ท็อตแนม 2-1! สเปอร์ส ยังไม่ชนะ 10 นัดติด เสี่ยงหล่นไปลุ้นหนีตกชั้น
ฟุตบอล
ฟูลแฮม เปิดรังเฉือน ท็อตแนม 2-1! สเปอร์ส ยังไม่ชนะ 10 นัดติด เสี่ยงหล่นไปลุ้นหนีตกชั้น
ฟูลแฮม เดินหน้าลุ้นโควตายุโรป ส่วน ท็อตแนม อาการหนักใกล้โซนอันตราย ในศึกพรีเมียร์ลีก นัดที่ 28 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ฟูลแฮม ลงเล่นที่ Craven Cottage ก่อนเอาชนะ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 2-1 ในเกมลอนดอนดาร์บี้ที่เดือดพอสมควร ผลนี้ช่วยให้เจ้าบ้านขยับอันดับและเพิ่มความหวังเรื่องพื้นที่ยุโรป ขณะที่สเปอร์ส ภายใต้กุนซือชั่วคราว Igor Tudor ยังหาชัยชนะในลีกไม่เจอเป็นนัดที่ 10 ติดต่อกัน สถานการณ์จึงเริ่มกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ

จังหวะสำคัญของเกม – รับชมไฮไลท์
- นาทีที่ 7: Harry Wilson ซัดให้ฟูลแฮมขึ้นนำ 1-0 จากวอลเลย์เท้าซ้าย หลังจังหวะปะทะที่ Raúl Jiménez มีเหมือนผลัก Radu Dragusin เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม VAR ไม่เปลี่ยนคำตัดสิน ทำให้ฝั่งท็อตแนมไม่พอใจ
- นาทีที่ 34: Alex Iwobi บวกสกอร์เป็น 2-0 ด้วยการยิงจังหวะแรกจากนอกกรอบราว 25 หลา บอลพุ่งไปชนเสาก่อนเข้าประตู หลังต่อเกมกับ Wilson ได้ลงตัว
- นาทีที่ 66: Richarlison ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง โหม่งตีตื้นให้สเปอร์สไล่มา 2-1 จากลูกครอสของ Archie Gray ทำให้ช่วงท้ายเกมกลับมามีลุ้น
- ช่วงท้ายเกม ท็อตแนม โหมบุกต่อเนื่อง แต่ Bernd Leno เซฟจังหวะสำคัญหลายครั้ง จึงช่วยให้ฟูลแฮมปิดเกมคว้า 3 แต้ม
ภาพรวมเกมนี้ ฟูลแฮมทำได้ดีกว่าในครึ่งแรก ทั้งความเร็วในการขึ้นเกมและความเฉียบคมหน้าประตู ตรงกันข้าม ท็อตแนมดูขาดความมั่นใจและจังหวะเกมไม่ไหลลื่น แม้จะได้ประตูจากตัวสำรอง แต่สุดท้ายไล่ไม่ทัน

สถิติและผู้เล่นเด่นฝั่งฟูลแฮม
ฟูลแฮมยังไว้ใจได้เวลาเล่นในบ้าน และแนวรุกจบงานค่อนข้างคม
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 2 (Wilson 7′, Iwobi 34′) |
| ผู้ทำประตู | Harry Wilson, Alex Iwobi |
| ผู้รักษาประตู | Bernd Leno (เซฟสำคัญหลายครั้ง) |
| ผู้เล่นเด่น | Alex Iwobi (มีประตูและมีส่วนร่วมกับเกมรุก), Harry Wilson (ยิงนำและสร้างโอกาส) |
| อันดับหลังจบเกม | อันดับ 8 (29 คะแนน จาก 28 นัด) |
| แนวโน้ม | ยังมีลุ้นพื้นที่ยุโรป หากรักษาฟอร์มต่อเนื่อง |
หากฟูลแฮมยืนระยะได้แบบนี้ต่อไป โอกาสเบียดขึ้นไปโซนยุโรปยังเปิดกว้าง
สถิติและปัญหาของท็อตแนม
ฝั่งท็อตแนมยังอยู่ในช่วงฟอร์มตก และแต้มหนีตกชั้นไม่ได้ห่างมากนัก
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 1 (Richarlison 66′) |
| ผู้ทำประตู | Richarlison (ลงสำรองแล้วยิงได้) |
| ผู้รักษาประตู | Guglielmo Vicario (มีเซฟแต่เสีย 2 ประตู) |
| ผู้เล่นเด่น | Richarlison (ประตูช่วยปลุกความหวัง), Archie Gray (ทำแอสซิสต์) |
| อันดับหลังจบเกม | อันดับ 16 (ห่างโซนตกชั้น 4 คะแนน) |
| สถิติไร้ชัย | 10 นัดติดในพรีเมียร์ลีก |
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสเปอร์สไม่ได้มีแค่สกอร์ในสนาม แต่ยังรวมถึงความมั่นใจ การจัดทีม และการตัดสินใจในรายละเอียดระหว่างเกมด้วย ขณะเดียวกัน Igor Tudor ที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมไม่นาน ก็เริ่มต้นด้วยผลงานแพ้ 2 นัดรวด หลังเกมกุนซือชาวโครเอเชียยอมรับว่าปัญหาของทีม “ใหญ่กว่าที่คิด” และต้องเร่งแก้ทันที
สรุปหลังเกม
ลอนดอนดาร์บี้นัดนี้สะท้อนภาพของทั้งสองทีมในฤดูกาล 2025-26 ได้ชัด ฟูลแฮมเล่นเป็นระบบ จบสกอร์ได้ตามโอกาส และลงโทษความผิดพลาดคู่แข่งได้ดี ส่วนท็อตแนมยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอ และต้องสู้กับแรงกดดันรอบด้านมากขึ้น
จากผลนี้ ฟูลแฮมได้แรงส่งสำคัญในการไล่ล่าพื้นที่สูงกว่า ขณะที่ท็อตแนมต้องรีบกลับมาคว้าชัยให้ได้โดยเร็ว เพราะถ้ายังสะดุดต่อเนื่อง การหนีตกชั้นอาจกลายเป็นเรื่องจริงในช่วงท้ายฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอล เปิดเอมิเรตส์เฉือนเชลซี 2-1 กลับขึ้นนำพรีเมียร์ลีกห่าง 5 แต้ม
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoจังหวัดเชียงรายเพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำหลังจากตรวจพบสารหนูในชาวบ้าน
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoชายชาวเชียงรายถูกรางวัลใหญ่ คว้าเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากการจับสลากลอตเตอรีพลัส
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoผู้เสพยาเสพติดก่อกวนพิธีการของโรงเรียนมัธยมเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago“ปู มัณฑนา” เข้ารับทราบข้อหา หมิ่นประมาท “หนุ่ม กรรชัย” บอกถูกกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน








