ข่าวระดับชาติ - National
ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย
เชียงราย – ขณะที่คนไทยจำนวนมากทยอยกลับเข้ากรุงเทพฯ และกลับไปทำงานหลังวันหยุดยาวปีใหม่ ถนนทั่วประเทศก็ทิ้งตัวเลขที่ชวนสะเทือนใจไว้อีกครั้ง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถิติสุดท้ายของการรณรงค์ “7 วันอันตราย” ปีใหม่ 2026 ครอบคลุมวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสูญเสียยังหนักมาก คือมีผู้เสียชีวิต 272 ราย บาดเจ็บ 1,464 ราย และเกิดอุบัติเหตุ 1,511 ครั้ง ทั่วประเทศ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าตัวเลขอุบัติเหตุที่ลดลงสะท้อนผลของด่านตรวจที่เข้มขึ้น การสื่อสารเตือนภัย และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยเกือบ 39 คนต่อวัน ก็ย้ำชัดว่าไทยยังต้องทำงานอีกไกล หากอยากให้ถนนปลอดภัยขึ้นจริง
“7 วันอันตราย” คืออะไร
“7 วันอันตราย” เป็นแคมเปญความปลอดภัยทางถนนที่ไทยทำต่อเนื่องมานาน โดยจัดปีละ 2 ช่วงใหญ่ คือเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นช่วงที่การเดินทางหนาแน่นที่สุดของปี ผู้คนจำนวนมากออกจากเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านต่างจังหวัดหรือไปเที่ยว แล้วเดินทางกลับพร้อมกันในช่วงท้ายวันหยุด
การทำงานเป็นรูปแบบประสานหลายฝ่าย ทั้ง ปภ. ตำรวจ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานท้องถิ่น มาตรการที่พบได้บ่อยคือจุดตรวจริมถนน การตรวจแอลกอฮอล์ ดักจับความเร็ว จุดพักรถฟรี และการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อย้ำแนวทางขับขี่ปลอดภัย สำหรับปี 2026 ใช้สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” แต่แม้จะรณรงค์ทุกปี ช่วงนี้ก็ยังเกิดเหตุเพิ่มจากรถหนาแน่น ความง่วง แอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยง
สรุปยอดสุดท้าย, ตัวเลขดีขึ้นบางจุด แต่ความเสี่ยงยังเดิม
ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของ ปภ. ระบุว่า จำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บลดลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยในช่วงวันหยุดหลายครั้งที่ผ่านมา แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง
- อุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง
- เสียชีวิตรวม 272 ราย
- บาดเจ็บรวม 1,464 ราย
รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยพบในรายงานรายวันรวมแล้วมากกว่า 70 ถึง 80% ของอุบัติเหตุ สาเหตุหลักยังคงเป็นการใช้ความเร็วเกินกำหนด รองลงมาคือเมาแล้วขับ ซึ่งเกิดซ้ำแทบตลอดสัปดาห์ จุดเกิดเหตุมักอยู่บนถนนทางตรง โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ถึงค่ำ ที่ความล้าและการตัดสินใจช้าทำให้ความเสี่ยงพุ่งขึ้น
พื้นที่น่าห่วง, กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด, ภูเก็ตอุบัติเหตุสูงสุด
กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด สะท้อนสภาพการจราจรหนาแน่นและการไหลกลับของคนเดินทางช่วงท้ายเทศกาล ส่วนภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บมากที่สุดจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
หลายจังหวัดในภาคเหนือ รวมถึงเชียงราย ก็มีช่วงที่ตัวเลขขึ้นสูงในวันแรก ๆ จากเส้นทางภูเขา หมอกลงจัด และปัจจัยอย่างการบรรทุกเกินหรือสภาพรถที่ไม่พร้อม ขณะที่ภาคเหนือและอีสานหลายพื้นที่พบเหตุเป็นกลุ่มจากการเดินทางไกลเพื่อกลับบ้านพร้อมกันของครอบครัว
นอกจากนี้ ยังมี 7 จังหวัดที่รายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตตลอดช่วงรณรงค์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพื่อดึงแนวทางในพื้นที่ไปปรับใช้กับจังหวัดอื่น
ปัญหาใหญ่ทั้งปี, WHO ชี้ไทยยังเจ็บหนักเรื่องความปลอดภัยทางถนน
เหตุเศร้าช่วงเทศกาลเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่เกิดตลอดทั้งปี รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับล่าสุด (ข้อมูลปี 2023) ระบุว่าไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 25.4 ต่อประชากร 100,000 คน จัดว่าสูงในระดับเอเชีย และสูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน
WHO ประเมินว่าไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 18,000 ถึง 20,000 รายต่อปี โดยผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุ 15-29 ปีได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุถูกประเมินว่าสูงกว่า 3% ของ GDP ต่อปี ซึ่งกระทบทั้งครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจภาพรวม
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทศกาลอย่างเดียว แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอในช่วงปกติ รถบางส่วนสภาพไม่พร้อม (เช่น เบรกหรือยางมีปัญหา) ทางเลือกขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม และทัศนคติเรื่องความเร็วและการดื่มก่อนขับที่ยังพบได้ทั่วไป
เสียงเรียกร้องให้ทำต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาล
อธิบดี ปภ. ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน พร้อมย้ำว่าต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยให้ดูอำเภอหรือจังหวัดที่ทำได้ดีและไม่เกิดเหตุรุนแรงเป็นแนวทาง
เครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงกลุ่มในเชียงราย ก็สะท้อนตรงกันว่า การรณรงค์เฉพาะช่วงวันหยุดยังไม่พอ พวกเขาอยากเห็นการปรับปรุงถนนและจุดเสี่ยง การบังคับใช้หมวกกันน็อกและเข็มขัดนิรภัยให้จริงจัง การยกระดับการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล และการให้ความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน
เมื่อชุมชนในภาคเหนือยังต้องเผชิญการสูญเสียจากเส้นทางขึ้นดอยและถนนภูเขาหลายสาย เสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ คือไทยไม่ควรยอมรับการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่อง “ปกติ” ของช่วงเฉลิมฉลอง
ปีใหม่นำความสุขมาสู่หลายครอบครัว แต่สำหรับอีก 272 ครอบครัว นี่คือการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ หากความปลอดภัยทางถนนยังไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องที่ทำทุกวัน “7 วันอันตราย” ก็จะยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยไม่อยากเห็นซ้ำอีกในทุกปี
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต
ข่าวระดับชาติ - National
มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เควนติน กริฟฟิธส์ เสียชีวิตหลังพลัดตกจากคอนโดหรูในพัทยา
พัทยา – เควนติน กริฟฟิธส์ นักธุรกิจชาวอังกฤษวัย 58 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง ASOS เสียชีวิตหลังจากพลัดตกจากระเบียงชั้น 17 ของคอนโดมิเนียมหรูในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจไทยกำลังสอบสวน โดยเบื้องต้นพบว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือการบุกรุก
กริฟฟิธส์ร่วมก่อตั้ง ASOS กับนิค โรเบิร์ตสันในปี 2000 ที่ลอนดอน สหราชอาณาจักร บริษัทเติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มแฟชั่นออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เขาถือหุ้นจำนวนมากในช่วงสำคัญ และขายหุ้นของเขาไปในราคาหลายสิบล้านปอนด์ก่อนที่จะออกจากบริษัทในปี 2005 ต่อมาเขาย้ายไปประเทศไทยในปี 2007 และอาศัยอยู่ในพัทยา เมืองท่องเที่ยวชื่อดังริมอ่าวไทยเป็นระยะเวลานาน

รายละเอียดของเหตุการณ์และการสืบสวนของตำรวจ:
ตำรวจพัทยาพบศพของกริฟฟิธส์ที่ชั้นล่างของคอนโดมิเนียมหรู 18 ชั้น เขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าระยะยาวบนชั้น 17 ซึ่งคล้ายกับห้องพักในโรงแรม ห้องนั้นล็อกจากด้านใน และไม่มีร่องรอยการงัดแงะ
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าไม่มีบุคคลอื่นเข้าหรือออกจากห้องก่อนเกิดเหตุ เขาอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตายมากกว่าฆาตกรรม
การระบุเบื้องต้นของตำรวจคือการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่มีหลักฐานการกระทำผิดใดๆ
ศพถูกส่งไปชันสูตรเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความและกระบวนการทางกฎหมายหลายคดีถูกพบในห้องพัก

ตำรวจระบุว่าเขาเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อพิพาททางกฎหมายกับอดีตภรรยาชาวไทยของเขา ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องธุรกิจและทรัพย์สิน รวมถึงข้อหาฉ้อโกง เอกสารคดีจำนวนหนึ่งถูกพบในห้องพักโรงแรมของเขา ทำให้ตำรวจเชื่อว่าปัญหาทางกฎหมายและการเงินอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาเครียด
ASOS ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ โดยกล่าวว่า “เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของเควนติน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งดั้งเดิมของเรา” และไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา
คดีล่าสุดและปัญหาส่วนตัวที่ถูกกล่าวถึง
ก่อนเสียชีวิต รายงานระบุว่ากริฟฟิธส์มีปัญหาทางกฎหมายที่ค้างอยู่หลายเรื่อง ซึ่งเชื่อมโยงกับความเครียดที่ตำรวจกล่าวถึง รวมถึง:
ข้อพิพาทกับอดีตภรรยาชาวไทยของเขาเกี่ยวกับธุรกิจและทรัพย์สิน;
ข้อหาฉ้อโกงทางอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่พิจารณาว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียด
ไม่มีข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตของเขา แต่รายงานของตำรวจกล่าวถึงความเครียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะเดียวกัน อดีตภรรยาของเขาปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเขา โดยกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ฉันไม่ได้ฆ่าเขา” หลังจากมีข่าวลือแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย

สถิติการตกจากระเบียงสูงในพัทยา ปัญหาที่ยังคงน่าเป็นห่วง
พัทยามีรายงานการตกจากระเบียงหรือหน้าต่างของอาคารสูงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในสังคมเกี่ยวกับความปลอดภัยและสาเหตุที่แท้จริงของแต่ละกรณี
ในปี 2024 มีรายงานชาวต่างชาติอย่างน้อย 36 คนเสียชีวิตจากการตกจากคอนโดมิเนียมในพัทยา โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี หลายกรณีถูกบันทึกว่าเป็นฆ่าตัวตาย
นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น มีผู้เสียชีวิต 5 รายใน 8 วัน
พัทยามีรายงานการตกจากระเบียงหรือหน้าต่างของอาคารสูงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในสังคมเกี่ยวกับความปลอดภัยและสาเหตุที่แท้จริงของแต่ละกรณี
ในปี 2024 มีรายงานชาวต่างชาติเสียชีวิตจากการตกจากคอนโดมิเนียมในพัทยาอย่างน้อย 36 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี หลายกรณีถูกบันทึกว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น มีผู้เสียชีวิต 5 รายใน 8 วัน
สถิติระหว่างปี 2015 ถึง 2024 ระบุว่า พัทยามีจำนวนผู้เสียชีวิตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ รองจากกรุงเทพฯ เท่านั้น และส่วนใหญ่มักพบในชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
วิธีการที่พบมากที่สุดคือการกระโดดจากระเบียงคอนโดมิเนียมสูง ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในพื้นที่
แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใสเนื่องจากมีข่าวลือว่าบางเหตุการณ์อาจถูกจัดฉากให้ดูเหมือนฆ่าตัวตาย ตำรวจยังคงยืนยันว่าหลายกรณีเป็นอุบัติเหตุหรือการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอย่างแท้จริง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความเครียดทางการเงิน ปัญหาความสัมพันธ์ หรือปัญหาสุขภาพจิต

สรุปโดยรวม
การเสียชีวิตของเควนติน กริฟฟิธส์ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ชาวต่างชาติบางคนอาจเผชิญขณะอาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การเงิน หรือส่วนตัว ในขณะเดียวกัน การตกจากที่สูงในพัทยายังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตำรวจพัทยากำลังดำเนินการสอบสวนต่อไปและรอผลการชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและ ASOS ต่อการสูญเสียอันน่าเศร้าในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยแห่งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชุมชนเชียงรายส่งเสริมกิจกรรมล่องแก่งและเล่นห่วงยางในแม่น้ำแม่ยาว
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
ข่าวระดับชาติ - National
มอลลี่ ไซบีเรียนฮัสกี้จากไปอย่างสงบ หลังสู้จนถึงที่สุด ท่ามกลางพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง
ข่าวเศร้าทำใจแฟนๆ หาย เช้าวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ติดตามเรื่องราวของ “มอลลี่” สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้เพศเมียวัย 2 ปี ได้รับข่าวเศร้าพร้อมกัน เมื่อเจ้าของยืนยันว่า มอลลี่จากไปแล้ว หลังต่อสู้กับอาการบาดเจ็บหนักจากเหตุทารุณกรรมที่โหดร้าย
ข้อความจากใจจริงของเจ้าของ โทนเลว ยานิกา ระบุอย่างชัดเจนว่ามอลลี่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปแล้ว เธอโพสต์บนเฟซบุ๊ก “#มอลลี่ที่รักของฉัน เธอไม่ต้องเจ็บปวดและทรมานอีกต่อไปแล้ว #มอลลี่ของฉันต่อสู้มาอย่างดีแล้ว และตอนนี้ถึงเวลาพักผ่อนชั่วนิรันดร์แล้ว” ข้อความภาษาไทยที่แนบมาด้วยระบุว่า “ทุกคนต่อสู้เพื่อเธอจนถึงวินาทีสุดท้าย”
โพสต์ดังกล่าวทำให้หลายคนสะเทือนใจ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากเฝ้าติดตามอาการของมอลลี่อย่างใกล้ชิด โดยมอลลี่เสียชีวิตราว 08.00 น. ของวันเดียวกัน หลังสัตวแพทย์แจ้งข่าวกับเจ้าของ
หนึ่งวันก่อนหน้า ในหลวงทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อส่งต่อการรักษา การจากไปของมอลลี่เกิดขึ้นหลังมีข่าวดีเพียงไม่นาน เพราะก่อนหน้านั้น 1 วัน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตารับ “มอลลี่” ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการรักษาต่อที่กรุงเทพมหานคร

แผนการดำเนินการในตอนนั้น ระบุไว้ว่า
- ราชเลขานุการในพระองค์เตรียมเดินทางไปรับตัวมอลลี่ที่จังหวัดสงขลา
- วางแผนใช้เครื่องบิน C-130 จากกองบิน 56 อำเภอเมืองสงขลา เพื่อนำส่งจากโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ในกรุงเทพฯ
- พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ทำให้หลายคนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม
อย่างไรก็ตาม มอลลี่จากไปก่อนจะได้เดินทางไปรับการรักษาต่อ
จุดเริ่มต้นของคดี เหตุทารุณกรรมที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ
มอลลี่หายออกจากบ้านในตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมสุนัขอีกตัวชื่อ “เมสซี่” ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ชาวบ้านแจ้งเจ้าของว่า พบมอลลี่นอนหมดแรงอยู่ริมสระน้ำบริเวณบ้านแหลมขวัญ ซอย 4 โดยมีรอยไฟไหม้เกือบทั้งตัว
สัตวแพทย์วินิจฉัยว่า มอลลี่มีแผลไฟไหม้ระดับ 5 ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ มีเนื้อตายแห้ง แผลติดเชื้อรุนแรง มีภาวะเลือดเป็นพิษ (sepsis) ความดันต่ำ ค่าไตและตับสูง เม็ดเลือดต่ำ จึงต้องถ่ายเลือดและทำแผลต่อเนื่อง แต่ร่างกายของน้องอ่อนแรงมาก
เจ้าของให้ข้อมูลว่า คนร้ายน่าจะราดน้ำมัน (คาดว่าเบนซิน) แล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น ก่อนที่มอลลี่จะพยายามหนีเอาชีวิตรอดกลับมาทางบ้าน แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

แจ้งความและเร่งล่าตัวผู้ก่อเหตุ มูลนิธิ Watchdog Thailand Foundation เข้าช่วย
หลังเกิดเหตุ นายสมชัย ชนะวรรโณ (สามีของ Tonlew Yanika) เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองสงขลา เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดี โดยมี Watchdog Thailand Foundation (มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์) ช่วยประสานงานและให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
ด้านการสืบสวน ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด และมีข้อมูลผู้ต้องสงสัยที่ค่อนข้างชัดเจน ตามข้อมูลล่าสุดในช่วงก่อนหน้านี้ ระบุว่าคาดติดตามจับกุมได้ภายใน 1-2 วัน ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์กดดันให้ดำเนินคดีจริงจัง เพื่อป้องกันเหตุทารุณกรรมสัตว์ซ้ำรอย
สำหรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ผู้ทารุณกรรมสัตว์มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เสียงจากสังคม ทั้งเศร้า ทั้งโกรธ และอยากเห็นความยุติธรรม
เรื่องของมอลลี่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโซเชียลมีเดีย เพราะหลายคนติดตามตั้งแต่วันแรกและหวังให้เกิดปาฏิหาริย์ เมื่อทราบข่าวการจากไป หลายคนบอกตรงกันว่า “มอลลี่สู้สุดชีวิตแล้ว” พร้อมทั้งประณามผู้กระทำผิด และเรียกร้องให้ลงโทษอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ หลายเสียงยังชวนให้สังคมหันมาจริงจังกับสิทธิสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น เพราะความรุนแรงแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับสัตว์ตัวไหนอีก
คำลาและคำขอบคุณจากครอบครัวของมอลลี่
Tonlew Yanika และครอบครัวกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจ รวมถึงทีมสัตวแพทย์ พยาบาล มูลนิธิ และประชาชนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พร้อมบอกลามอลลี่ด้วยถ้อยคำที่หลายคนอ่านแล้วน้ำตาซึมว่า มอลลี่จากไปอย่างสงบ และไม่ต้องเจ็บอีกต่อไป ขอให้น้องได้วิ่งเล่นอย่างมีความสุขบนสวรรค์
เรื่องของมอลลี่สะท้อนทั้งความโหดร้ายจากมนุษย์บางคน และอีกด้านหนึ่งก็เห็นชัดว่า ความเมตตาและพลังของคนในสังคมไทยยังมีอยู่เสมอ เมื่อทุกคนพร้อมยืนข้างผู้ที่ไม่มีเสียงอย่างสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งจนถึงวินาทีสุดท้าย
ข่าวระดับชาติ - National
กลุ่มคนรักสัตว์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ถูกจุดไฟเผา
สงขลา, ไทย 18 กุมภาพันธ์ 2026 คนรักสัตว์ทั่วประเทศแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังพบสุนัขไซบีเรียน ฮัสกีเพศเมียวัย 2 ปี บาดเจ็บสาหัสจากไฟไหม้ และมีข้อมูลชี้ว่าอาจถูกสาดน้ำมันเบนซินก่อนถูกจุดไฟ เป็นการทารุณกรรมที่โหดร้ายเกินรับได้
สุนัขตัวนี้เจ้าของตั้งชื่อว่า “มอลลี่” เธอหายออกจากบ้านในอำเภอเมืองสงขลา ช่วงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นครอบครัวพยายามตามหาเต็มที่ ทั้งเดินหาและโพสต์ขอความช่วยเหลือทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม วันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีคนพบมอลลี่นอนอยู่ข้างถนนในสภาพไหม้เกือบทั่วตัว
พยานในพื้นที่และการประเมินของสัตวแพทย์ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า มีคนตั้งใจสาดน้ำมันแล้วจุดไฟ จนเกิดแผลไหม้ระดับรุนแรงมาก ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ มีเนื้อตายเป็นวงกว้าง และตามมาด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด

สมชาย จันทวรรณโณ อายุ 52 ปี เจ้าของมอลลี่ รีบนำสุนัขไปรักษาที่คลินิกสัตวแพทย์ใกล้บ้านก่อน จากนั้นจึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสัตว์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพื่อรับการดูแลเฉพาะทาง สัตวแพทย์ระบุว่าอาการอยู่ในขั้นวิกฤต แผลมีน้ำเหลืองไหลมาก ร่างกายขาดน้ำอย่างหนัก ค่าการอักเสบสูง และกินอาหารไม่ได้
แนวทางรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทั้งล้างแผล ให้ยาปฏิชีวนะ ทายาฆ่าเชื้อ และเฝ้าระวังอาการในพื้นที่ปลอดเชื้อ ทีมรักษาประเมินว่าการฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายเดือน เพราะต้องรอให้ผิวหนังใหม่ค่อย ๆ สร้างขึ้นทดแทนส่วนที่เสียหาย

ด้านคดีความ สมชายได้เข้าแจ้งความต่อ สภ.เมืองสงขลา โดยมีมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (Watchdog Thailand Foundation, WDT) เข้าช่วยติดตามคดี ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ รวมถึงบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุที่รายงานว่าอยู่แถวบ้านแหลมกวาง ซึ่งเหตุเกิดช่วงดึก เจ้าหน้าที่เผยว่าพบเบาะแสที่น่าสนใจ และคาดว่าจะติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้ภายในไม่กี่วัน
ขณะเดียวกัน กระแสในโซเชียลร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนมากแชร์ภาพและคลิปอาการบาดเจ็บของมอลลี่ พร้อมเรียกร้องให้ลงโทษหนักที่สุดตามกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ หลายโพสต์ติดแฮชแท็กทวงความยุติธรรม และขอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจริงจังมากขึ้น เพราะหลายคนมองว่าโทษที่มักจบด้วยค่าปรับหรือจำคุกระยะสั้น ยังไม่พอจะยับยั้งคนทำผิดซ้ำ
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาทารุณกรรมสัตว์ในไทยที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดที่ปกป้องตัวเองไม่ได้
เหตุคล้ายกันในภาคเหนือยิ่งทำให้สังคมกังวล
ก่อนหน้านี้มีคดีที่ทำให้คนตกใจไม่แพ้กัน เดือนสิงหาคม 2025 ที่จังหวัดลำปาง ตำรวจจับกุมวัยรุ่น 3 คน อายุ 14 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าจุดไฟเผาสุนัขสีดำที่พิการ ภายในห้องน้ำร้างใกล้วัดพระธาตุลำปางหลวง กลุ่มผู้ก่อเหตุยังถ่ายคลิปและนำไปเผยแพร่ จนเกิดเสียงวิจารณ์รุนแรงและนำไปสู่การติดตามจับกุมอย่างรวดเร็ว สุนัขตัวนั้นได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว และต้องทนเจ็บปวดอย่างหนักขณะพยายามหลบหนี

แม้สองคดีจะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกันโดยตรง แต่ภาพรวมทำให้สังคมยิ่งเรียกร้องเรื่องการให้ความรู้ การปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ และการปรับมาตรการลงโทษให้จริงจังกว่านี้
สื่อท้องถิ่นหลายแห่งติดตามอาการของมอลลี่อย่างใกล้ชิด ซึ่งยิ่งทำให้เสียงโกรธของประชาชนดังขึ้น ขณะเดียวกัน Chiang Rai Times เคยรายงานแนวโน้มคดีทารุณกรรมสัตว์ในภาคเหนือ ทั้งการละเลยและการทำร้ายที่หลายครั้งไม่ถูกแจ้งความ รายงานเหล่านี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการเฝ้าระวังในชุมชน และช่องทางแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่ายเพื่อช่วยสัตว์ที่เสี่ยงอันตราย
กระแสสังคมและข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง
เสียงจากโซเชียลมีเดียพูดไปในทิศทางเดียวกัน เช่น
- ขอให้ลงโทษสูงสุดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์
- ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในฐานะทรมานสัตว์อย่างร้ายแรง และมีเจตนาทำให้ตาย
- แชร์ช่องทางรับบริจาคเพื่อช่วยค่ารักษาของมอลลี่
- เรียกร้องให้มีแคมเปญรณรงค์ลดการทารุณกรรมสัตว์อย่างต่อเนื่อง
นักรณรงค์ด้านสิทธิสัตว์มองว่า แม้ไทยมีความคืบหน้าด้านกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ตั้งแต่ปี 2014 แต่การบังคับใช้ยังไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอย่าง Watchdog Thailand จึงผลักดันให้ปรับปรุงมาตรการ เช่น เพิ่มค่าปรับ กำหนดโทษจำคุกในคดีร้ายแรง และทำระบบติดตามผู้กระทำผิด
ตอนนี้มอลลี่ยังต่อสู้เพื่อชีวิตภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์ เรื่องของเธอทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกทั้งเศร้าและโกรธ พร้อมกันนั้นก็เกิดแรงผลักให้สังคมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่เดือดไม่นานแล้วเงียบไป
หากต้องการติดตามอาการของมอลลี่และความคืบหน้าคดี สามารถติดตามข่าวจากสื่อท้องถิ่นและองค์กรช่วยเหลือสัตว์ ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ โปรดติดต่อ สภ.เมืองสงขลาโดยตรง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจกำลังไล่ล่าคนร้ายติดอาวุธ ส่งผลให้โรงเรียน 14 แห่งต้องปิดทำการ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoคนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoทหารในเชียงใหม่สังหารผู้ค้ายาเสพติด 5 ราย และยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 3.5 ล้านเม็ด

