ข่าวระดับชาติ - National
สถิติชวนสะเทือนใจ ยอดเสียชีวิตช่วงปีใหม่พุ่ง 171 ราย ในช่วง 7 วันอันตราย
กรุงเทพฯ – เทศกาลปีใหม่ของไทยเดินทางมาถึงช่วงกลาง แต่ภาพบนท้องถนนกลับหนักหน่วงเกินกว่าคำว่าเฉลิมฉลอง หลังครบ 4 วันของช่วงที่คนคุ้นชื่อว่า “7 วันอันตราย” ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็น 171 รายแล้ว ตัวเลขนี้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 161 ราย…
กรุงเทพฯ – เทศกาลปีใหม่ของไทยเดินทางมาถึงช่วงกลาง แต่ภาพบนท้องถนนกลับหนักหน่วงเกินกว่าคำว่าเฉลิมฉลอง หลังครบ 4 วันของช่วงที่คนคุ้นชื่อว่า “7 วันอันตราย” ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็น 171 รายแล้ว ตัวเลขนี้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 161 ราย คิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 6% อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน
ท่ามกลางการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว มอเตอร์ไซค์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุส่วนใหญ่ โดยพบใน 73% ของอุบัติเหตุทั้งหมด สะท้อนปัญหาความปลอดภัยบนถนนที่ยังแก้ไม่ขาด แม้จะมีด่านตรวจและการรณรงค์ต่อเนื่องก็ตาม
แคมเปญ “7 วันอันตราย” ปีนี้กำหนดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 เป็นมาตรการของรัฐเพื่อกดอุบัติเหตุในช่วงที่มีคนออกเดินทางจำนวนมาก แต่ตัวเลขล่าสุดยังชี้ว่าความเสี่ยงยังสูง โดยเฉพาะพฤติกรรมขับขี่ที่ประมาท
เฉพาะวันศุกร์ที่ 2 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ ศูนย์ฯ รายงานอุบัติเหตุ 187 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 185 คน และเสียชีวิต 21 ราย ทำให้ยอดรวม 4 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 991 ครั้ง บาดเจ็บ 956 คน และเสียชีวิต 171 ราย
หน่วยงานระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ตึงตัวมาจากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นหลังการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายบางพื้นที่ที่ยังไม่เข้มพอ โดยนายธีรภัทร คชามาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้เตือนให้เห็นว่า ความสนุกสามารถกลายเป็นความสูญเสียได้ในพริบตา และขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะพฤติกรรมเดิมๆ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อ
สรุปสถานการณ์รายวัน ตัวเลขเพิ่มต่อเนื่อง
วันแรกของช่วงรณรงค์ 30 ธันวาคม เกิดอุบัติเหตุ 198 ครั้ง บาดเจ็บ 190 คน เสียชีวิต 29 ราย แม้เจ้าหน้าที่จะมองว่าบางตัวชี้วัดดีขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติช่วงวันหยุดยาวในอดีต และระบุว่าอุบัติเหตุลดลงราว 38% จากค่าเฉลี่ยเดิม แต่ความผ่อนใจนั้นอยู่ไม่นาน
วันที่ 2 ของช่วงเทศกาล 31 ธันวาคม (คืนส่งท้ายปีเก่า) ตัวเลขขยับแรง อุบัติเหตุ 271 ครั้ง บาดเจ็บ 262 คน เสียชีวิต 53 ราย โดยเหตุช่วงเวลา 18.00-21.00 น. เพิ่มขึ้นชัดเจน
วันที่ 3 คือ 1 มกราคม สถานการณ์ยังไม่เบาลง อุบัติเหตุ 326 ครั้ง บาดเจ็บ 317 คน เสียชีวิต 54 ราย ส่งผลให้ยอดรวม 3 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 798 ครั้ง บาดเจ็บ 769 คน และเสียชีวิต 145 ราย
ส่วนตัวเลขของวันศุกร์ แม้จำนวนเหตุลดลงเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มผู้เสียชีวิตอีก 21 ราย ซึ่งตอกย้ำว่าความเสี่ยงยังต่อเนื่องตลอดวันหยุด
เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ภาพรวม 4 วันแรกพบว่าอุบัติเหตุสะสมลดลงจาก 1,058 ครั้ง เหลือ 991 ครั้ง คิดเป็นลดลงประมาณ 6.3% ขณะที่ผู้บาดเจ็บก็ลดลงจาก 1,058 คน เหลือ 956 คน แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่าอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้น
ขับเร็วและเมาแล้วขับ ยังเป็นต้นตอหลักของอุบัติเหตุ
ตลอด 4 วัน พฤติกรรม “ขับเร็ว” และ “เมาแล้วขับ” ยังเป็นสาเหตุหลักที่พบซ้ำๆ
- วันแรก ขับเร็วเกี่ยวข้องราว 42% (83 กรณี) เมาแล้วขับราว 20% (40 กรณี)
- วันที่สอง ขับเร็ว 41% เมาแล้วขับ 27% และพบมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้อง 74%
- วันที่สาม ขับเร็ว 40% เมาแล้วขับ 29% โดยอุบัติเหตุช่วงดึก 00.00-03.00 น. เพิ่มขึ้น
- วันศุกร์ ขับเร็วลดลงมาที่ 35% เมาแล้วขับ 21% แต่ยังเกิดเหตุจำนวนมากบนถนนทางตรง (86%) และถนนสายหลักหรือทางหลวง (47%)
ภาพรวมยังพบคดีคุมประพฤติจากความผิดด้านจราจรมากกว่า 2,793 คดี และถึง 94% เป็นคดีเมาแล้วขับ โดยนนทบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนคดีประเภทนี้สูงสุดที่ 290 คดี
นายจิรพงษ์ สงเคราะห์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน อธิบายว่า แอลกอฮอล์ทำให้ตัดสินใจแย่ลง และเมื่อรวมกับความเร็ว ก็เพิ่มโอกาสเกิดเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่เพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้ว แต่ยังเจอความยากในพื้นที่ห่างไกลที่มีการหลบเลี่ยงด่าน
มอเตอร์ไซค์ยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะใช้งานเยอะทั้งในเมืองและชนบท เมื่อเกิดเหตุ ความรุนแรงมักสูง โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีคิดเป็น 23% ของผู้ประสบเหตุ และพบไม่น้อยที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ทำให้อาการบาดเจ็บหนักขึ้น
จังหวัดเสี่ยงสูง เมืองท่องเที่ยวและพื้นที่รถหนาแน่นยังนำ
ข้อมูลรายจังหวัดสะท้อนความต่างของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ตลอด 4 วันแรก ภูเก็ตมีจำนวนอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 39 ครั้ง และผู้บาดเจ็บสูงสุด 43 คน สอดคล้องกับช่วงนักท่องเที่ยวแน่นและเส้นทางบางจุดที่ขับขี่ท้าทาย
กรุงเทพมหานครมียอดเสียชีวิตสะสมสูงสุด 14 ราย ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปริมาณรถมาก และการใช้ความเร็วบนเส้นทางหลัก
จังหวัดที่มีตัวเลขน่าจับตาในช่วงต้น ได้แก่ นครราชสีมาและสุพรรณบุรี ซึ่งมียอดเสียชีวิตสูงในช่วงวันแรกๆ (รายละ 5 รายภายในวันที่สอง) ปทุมธานีและปราจีนบุรีก็อยู่ในกลุ่มที่พบเหตุบ่อย โดยวันศุกร์ปราจีนบุรีมีจำนวนอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับพัทลุงที่ 10 ครั้ง ขณะที่บึงกาฬมียอดเสียชีวิตสูงสุดของวันศุกร์ที่ 3 ราย และพัทลุงมีผู้บาดเจ็บมากสุดของวันศุกร์ที่ 12 คน
ภาคเหนือเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเชียงรายในวันแรกมีอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับภูเก็ตที่ 12 ครั้ง สะท้อนความท้าทายของเส้นทางภูเขาและการเดินทางช่วงวันหยุดไปยังพื้นที่ชายแดน แม้ตัวเลขรายวันของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเชียงรายไม่ได้แยกละเอียด แต่รายงานในพื้นที่พบปัจจัยเสี่ยงอย่างการขับเร็วของมอเตอร์ไซค์และการแซงไม่ปลอดภัย ทำให้จังหวัดยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง
เดินหน้ามาตรการต่อ แต่เสียงเรียกร้องอยากเห็นการแก้ทั้งปี
ในช่วงที่เหลือของ “7 วันอันตราย” รัฐระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 60,000 นาย ตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง และสื่อสารผ่านโซเชียลและวิทยุในแนวทาง “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนว่า การแก้ปัญหาควรทำตลอดทั้งปี เช่น เข้มงวดเรื่องใบอนุญาตและวินัยของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ เพิ่มทางเลือกขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวในช่วงเทศกาล
อีกด้านที่มองข้ามไม่ได้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ อุบัติเหตุบนถนนสร้างภาระค่าแพทย์และการสูญเสียรายได้จำนวนมากทุกปี ยิ่งช่วงท่องเที่ยวฟื้นตัว ความเสี่ยงก็ยิ่งขยายตาม โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตที่คาดว่าจะมีผู้มาเยือนจำนวนมาก
ท้ายที่สุด ตัวเลข 171 ชีวิตที่หายไปใน 4 วันแรก ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือครอบครัวที่ต้องเจอกับความสูญเสียบนถนน หากพฤติกรรมขับขี่ไม่เปลี่ยน และการบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ “7 วันอันตราย” ก็อาจยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องกลัวทุกปีต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
หญิงเรียกร้องความเป็นธรรมหลังฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเธอถูกเนรเทศไปยังเมียนมาร์
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


