Connect with us

ข่าวระดับชาติ - National

สถิติชวนสะเทือนใจ ยอดเสียชีวิตช่วงปีใหม่พุ่ง 171 ราย ในช่วง 7 วันอันตราย

Published

on

สถิติชวนสะเทือนใจ ยอดเสียชีวิตช่วงปีใหม่พุ่ง 171 ราย ในช่วง 7 วันอันตราย

กรุงเทพฯ – เทศกาลปีใหม่ของไทยเดินทางมาถึงช่วงกลาง แต่ภาพบนท้องถนนกลับหนักหน่วงเกินกว่าคำว่าเฉลิมฉลอง หลังครบ 4 วันของช่วงที่คนคุ้นชื่อว่า “7 วันอันตราย” ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็น 171 รายแล้ว ตัวเลขนี้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 161 ราย คิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 6% อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน

ท่ามกลางการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว มอเตอร์ไซค์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุส่วนใหญ่ โดยพบใน 73% ของอุบัติเหตุทั้งหมด สะท้อนปัญหาความปลอดภัยบนถนนที่ยังแก้ไม่ขาด แม้จะมีด่านตรวจและการรณรงค์ต่อเนื่องก็ตาม

แคมเปญ “7 วันอันตราย” ปีนี้กำหนดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 เป็นมาตรการของรัฐเพื่อกดอุบัติเหตุในช่วงที่มีคนออกเดินทางจำนวนมาก แต่ตัวเลขล่าสุดยังชี้ว่าความเสี่ยงยังสูง โดยเฉพาะพฤติกรรมขับขี่ที่ประมาท

เฉพาะวันศุกร์ที่ 2 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ ศูนย์ฯ รายงานอุบัติเหตุ 187 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 185 คน และเสียชีวิต 21 ราย ทำให้ยอดรวม 4 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 991 ครั้ง บาดเจ็บ 956 คน และเสียชีวิต 171 ราย

หน่วยงานระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ตึงตัวมาจากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นหลังการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายบางพื้นที่ที่ยังไม่เข้มพอ โดยนายธีรภัทร คชามาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้เตือนให้เห็นว่า ความสนุกสามารถกลายเป็นความสูญเสียได้ในพริบตา และขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะพฤติกรรมเดิมๆ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อ

สรุปสถานการณ์รายวัน ตัวเลขเพิ่มต่อเนื่อง

วันแรกของช่วงรณรงค์ 30 ธันวาคม เกิดอุบัติเหตุ 198 ครั้ง บาดเจ็บ 190 คน เสียชีวิต 29 ราย แม้เจ้าหน้าที่จะมองว่าบางตัวชี้วัดดีขึ้นเมื่อเทียบกับสถิติช่วงวันหยุดยาวในอดีต และระบุว่าอุบัติเหตุลดลงราว 38% จากค่าเฉลี่ยเดิม แต่ความผ่อนใจนั้นอยู่ไม่นาน

วันที่ 2 ของช่วงเทศกาล 31 ธันวาคม (คืนส่งท้ายปีเก่า) ตัวเลขขยับแรง อุบัติเหตุ 271 ครั้ง บาดเจ็บ 262 คน เสียชีวิต 53 ราย โดยเหตุช่วงเวลา 18.00-21.00 น. เพิ่มขึ้นชัดเจน

วันที่ 3 คือ 1 มกราคม สถานการณ์ยังไม่เบาลง อุบัติเหตุ 326 ครั้ง บาดเจ็บ 317 คน เสียชีวิต 54 ราย ส่งผลให้ยอดรวม 3 วันแรกอยู่ที่อุบัติเหตุ 798 ครั้ง บาดเจ็บ 769 คน และเสียชีวิต 145 ราย

ส่วนตัวเลขของวันศุกร์ แม้จำนวนเหตุลดลงเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มผู้เสียชีวิตอีก 21 ราย ซึ่งตอกย้ำว่าความเสี่ยงยังต่อเนื่องตลอดวันหยุด

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ภาพรวม 4 วันแรกพบว่าอุบัติเหตุสะสมลดลงจาก 1,058 ครั้ง เหลือ 991 ครั้ง คิดเป็นลดลงประมาณ 6.3% ขณะที่ผู้บาดเจ็บก็ลดลงจาก 1,058 คน เหลือ 956 คน แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่าอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้น

ขับเร็วและเมาแล้วขับ ยังเป็นต้นตอหลักของอุบัติเหตุ

ตลอด 4 วัน พฤติกรรม “ขับเร็ว” และ “เมาแล้วขับ” ยังเป็นสาเหตุหลักที่พบซ้ำๆ

  • วันแรก ขับเร็วเกี่ยวข้องราว 42% (83 กรณี) เมาแล้วขับราว 20% (40 กรณี)
  • วันที่สอง ขับเร็ว 41% เมาแล้วขับ 27% และพบมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้อง 74%
  • วันที่สาม ขับเร็ว 40% เมาแล้วขับ 29% โดยอุบัติเหตุช่วงดึก 00.00-03.00 น. เพิ่มขึ้น
  • วันศุกร์ ขับเร็วลดลงมาที่ 35% เมาแล้วขับ 21% แต่ยังเกิดเหตุจำนวนมากบนถนนทางตรง (86%) และถนนสายหลักหรือทางหลวง (47%)

ภาพรวมยังพบคดีคุมประพฤติจากความผิดด้านจราจรมากกว่า 2,793 คดี และถึง 94% เป็นคดีเมาแล้วขับ โดยนนทบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนคดีประเภทนี้สูงสุดที่ 290 คดี

นายจิรพงษ์ สงเคราะห์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน อธิบายว่า แอลกอฮอล์ทำให้ตัดสินใจแย่ลง และเมื่อรวมกับความเร็ว ก็เพิ่มโอกาสเกิดเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่เพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้ว แต่ยังเจอความยากในพื้นที่ห่างไกลที่มีการหลบเลี่ยงด่าน

มอเตอร์ไซค์ยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะใช้งานเยอะทั้งในเมืองและชนบท เมื่อเกิดเหตุ ความรุนแรงมักสูง โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีคิดเป็น 23% ของผู้ประสบเหตุ และพบไม่น้อยที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ทำให้อาการบาดเจ็บหนักขึ้น

จังหวัดเสี่ยงสูง เมืองท่องเที่ยวและพื้นที่รถหนาแน่นยังนำ

ข้อมูลรายจังหวัดสะท้อนความต่างของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ตลอด 4 วันแรก ภูเก็ตมีจำนวนอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 39 ครั้ง และผู้บาดเจ็บสูงสุด 43 คน สอดคล้องกับช่วงนักท่องเที่ยวแน่นและเส้นทางบางจุดที่ขับขี่ท้าทาย

กรุงเทพมหานครมียอดเสียชีวิตสะสมสูงสุด 14 ราย ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปริมาณรถมาก และการใช้ความเร็วบนเส้นทางหลัก

จังหวัดที่มีตัวเลขน่าจับตาในช่วงต้น ได้แก่ นครราชสีมาและสุพรรณบุรี ซึ่งมียอดเสียชีวิตสูงในช่วงวันแรกๆ (รายละ 5 รายภายในวันที่สอง) ปทุมธานีและปราจีนบุรีก็อยู่ในกลุ่มที่พบเหตุบ่อย โดยวันศุกร์ปราจีนบุรีมีจำนวนอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับพัทลุงที่ 10 ครั้ง ขณะที่บึงกาฬมียอดเสียชีวิตสูงสุดของวันศุกร์ที่ 3 ราย และพัทลุงมีผู้บาดเจ็บมากสุดของวันศุกร์ที่ 12 คน

ภาคเหนือเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเชียงรายในวันแรกมีอุบัติเหตุสูงสุดร่วมกับภูเก็ตที่ 12 ครั้ง สะท้อนความท้าทายของเส้นทางภูเขาและการเดินทางช่วงวันหยุดไปยังพื้นที่ชายแดน แม้ตัวเลขรายวันของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเชียงรายไม่ได้แยกละเอียด แต่รายงานในพื้นที่พบปัจจัยเสี่ยงอย่างการขับเร็วของมอเตอร์ไซค์และการแซงไม่ปลอดภัย ทำให้จังหวัดยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้ามาตรการต่อ แต่เสียงเรียกร้องอยากเห็นการแก้ทั้งปี

ในช่วงที่เหลือของ “7 วันอันตราย” รัฐระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 60,000 นาย ตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง และสื่อสารผ่านโซเชียลและวิทยุในแนวทาง “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนว่า การแก้ปัญหาควรทำตลอดทั้งปี เช่น เข้มงวดเรื่องใบอนุญาตและวินัยของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ เพิ่มทางเลือกขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวในช่วงเทศกาล

อีกด้านที่มองข้ามไม่ได้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ อุบัติเหตุบนถนนสร้างภาระค่าแพทย์และการสูญเสียรายได้จำนวนมากทุกปี ยิ่งช่วงท่องเที่ยวฟื้นตัว ความเสี่ยงก็ยิ่งขยายตาม โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตที่คาดว่าจะมีผู้มาเยือนจำนวนมาก

ท้ายที่สุด ตัวเลข 171 ชีวิตที่หายไปใน 4 วันแรก ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือครอบครัวที่ต้องเจอกับความสูญเสียบนถนน หากพฤติกรรมขับขี่ไม่เปลี่ยน และการบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ “7 วันอันตราย” ก็อาจยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องกลัวทุกปีต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

หญิงเรียกร้องความเป็นธรรมหลังฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเธอถูกเนรเทศไปยังเมียนมาร์

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

Published

on

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

เชียงราย – ขณะที่คนไทยจำนวนมากทยอยกลับเข้ากรุงเทพฯ และกลับไปทำงานหลังวันหยุดยาวปีใหม่ ถนนทั่วประเทศก็ทิ้งตัวเลขที่ชวนสะเทือนใจไว้อีกครั้ง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถิติสุดท้ายของการรณรงค์ “7 วันอันตราย” ปีใหม่ 2026 ครอบคลุมวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสูญเสียยังหนักมาก คือมีผู้เสียชีวิต 272 ราย บาดเจ็บ 1,464 ราย และเกิดอุบัติเหตุ 1,511 ครั้ง ทั่วประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าตัวเลขอุบัติเหตุที่ลดลงสะท้อนผลของด่านตรวจที่เข้มขึ้น การสื่อสารเตือนภัย และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยเกือบ 39 คนต่อวัน ก็ย้ำชัดว่าไทยยังต้องทำงานอีกไกล หากอยากให้ถนนปลอดภัยขึ้นจริง

“7 วันอันตราย” คืออะไร

“7 วันอันตราย” เป็นแคมเปญความปลอดภัยทางถนนที่ไทยทำต่อเนื่องมานาน โดยจัดปีละ 2 ช่วงใหญ่ คือเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นช่วงที่การเดินทางหนาแน่นที่สุดของปี ผู้คนจำนวนมากออกจากเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านต่างจังหวัดหรือไปเที่ยว แล้วเดินทางกลับพร้อมกันในช่วงท้ายวันหยุด

การทำงานเป็นรูปแบบประสานหลายฝ่าย ทั้ง ปภ. ตำรวจ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานท้องถิ่น มาตรการที่พบได้บ่อยคือจุดตรวจริมถนน การตรวจแอลกอฮอล์ ดักจับความเร็ว จุดพักรถฟรี และการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อย้ำแนวทางขับขี่ปลอดภัย สำหรับปี 2026 ใช้สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” แต่แม้จะรณรงค์ทุกปี ช่วงนี้ก็ยังเกิดเหตุเพิ่มจากรถหนาแน่น ความง่วง แอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยง

สรุปยอดสุดท้าย, ตัวเลขดีขึ้นบางจุด แต่ความเสี่ยงยังเดิม

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของ ปภ. ระบุว่า จำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บลดลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยในช่วงวันหยุดหลายครั้งที่ผ่านมา แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

  • อุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง
  • เสียชีวิตรวม 272 ราย
  • บาดเจ็บรวม 1,464 ราย

รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยพบในรายงานรายวันรวมแล้วมากกว่า 70 ถึง 80% ของอุบัติเหตุ สาเหตุหลักยังคงเป็นการใช้ความเร็วเกินกำหนด รองลงมาคือเมาแล้วขับ ซึ่งเกิดซ้ำแทบตลอดสัปดาห์ จุดเกิดเหตุมักอยู่บนถนนทางตรง โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ถึงค่ำ ที่ความล้าและการตัดสินใจช้าทำให้ความเสี่ยงพุ่งขึ้น

พื้นที่น่าห่วง, กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด, ภูเก็ตอุบัติเหตุสูงสุด

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด สะท้อนสภาพการจราจรหนาแน่นและการไหลกลับของคนเดินทางช่วงท้ายเทศกาล ส่วนภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บมากที่สุดจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

หลายจังหวัดในภาคเหนือ รวมถึงเชียงราย ก็มีช่วงที่ตัวเลขขึ้นสูงในวันแรก ๆ จากเส้นทางภูเขา หมอกลงจัด และปัจจัยอย่างการบรรทุกเกินหรือสภาพรถที่ไม่พร้อม ขณะที่ภาคเหนือและอีสานหลายพื้นที่พบเหตุเป็นกลุ่มจากการเดินทางไกลเพื่อกลับบ้านพร้อมกันของครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมี 7 จังหวัดที่รายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตตลอดช่วงรณรงค์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพื่อดึงแนวทางในพื้นที่ไปปรับใช้กับจังหวัดอื่น

ปัญหาใหญ่ทั้งปี, WHO ชี้ไทยยังเจ็บหนักเรื่องความปลอดภัยทางถนน

เหตุเศร้าช่วงเทศกาลเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่เกิดตลอดทั้งปี รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับล่าสุด (ข้อมูลปี 2023) ระบุว่าไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 25.4 ต่อประชากร 100,000 คน จัดว่าสูงในระดับเอเชีย และสูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน

WHO ประเมินว่าไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 18,000 ถึง 20,000 รายต่อปี โดยผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุ 15-29 ปีได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุถูกประเมินว่าสูงกว่า 3% ของ GDP ต่อปี ซึ่งกระทบทั้งครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจภาพรวม

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทศกาลอย่างเดียว แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอในช่วงปกติ รถบางส่วนสภาพไม่พร้อม (เช่น เบรกหรือยางมีปัญหา) ทางเลือกขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม และทัศนคติเรื่องความเร็วและการดื่มก่อนขับที่ยังพบได้ทั่วไป

เสียงเรียกร้องให้ทำต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาล

อธิบดี ปภ. ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน พร้อมย้ำว่าต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยให้ดูอำเภอหรือจังหวัดที่ทำได้ดีและไม่เกิดเหตุรุนแรงเป็นแนวทาง

เครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงกลุ่มในเชียงราย ก็สะท้อนตรงกันว่า การรณรงค์เฉพาะช่วงวันหยุดยังไม่พอ พวกเขาอยากเห็นการปรับปรุงถนนและจุดเสี่ยง การบังคับใช้หมวกกันน็อกและเข็มขัดนิรภัยให้จริงจัง การยกระดับการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล และการให้ความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน

เมื่อชุมชนในภาคเหนือยังต้องเผชิญการสูญเสียจากเส้นทางขึ้นดอยและถนนภูเขาหลายสาย เสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ คือไทยไม่ควรยอมรับการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่อง “ปกติ” ของช่วงเฉลิมฉลอง

ปีใหม่นำความสุขมาสู่หลายครอบครัว แต่สำหรับอีก 272 ครอบครัว นี่คือการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ หากความปลอดภัยทางถนนยังไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องที่ทำทุกวัน “7 วันอันตราย” ก็จะยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยไม่อยากเห็นซ้ำอีกในทุกปี

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ทหารไทยช่วยเหลือสิงโต 2 ตัวและหมี 2 ตัวที่กำลังอดอาหารอยู่ในกัมพูชา

Published

on

ทหารนาวิกโยธินไทยพบสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพน่าเวทนา 5 ตัว, เป็นสิงโต 2 ตัวและหมี 3 ตัว, ถูกทิ้งไว้ในกรงเหล็กภายในอาคารคาสิโนร้างฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามพื้นที่บ้านท่าเส็น จังหวัดตราด

สัตว์ที่พบประกอบด้วยสิงโตเพศผู้ 1 ตัว, สิงโตเพศเมีย 1 ตัว, หมีควาย 2 ตัว (Asiatic black bear) และหมีหมา 1 ตัว (sun bear) ทั้งหมดถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ระหว่างการตรวจความปลอดภัยในพื้นที่ Thmor Dar Casino เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม หลังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดเข้าควบคุมพื้นที่ จากสถานการณ์ปะทะชายแดนที่รุนแรงขึ้นช่วงหลัง

ภาพที่ทางการเผยแพร่ออกมาเห็นชัดว่าสัตว์ผอมจนซี่โครงโผล่ ขนพันกันเป็นก้อน และร่างกายอ่อนแรงจากการอดอาหารเป็นเวลานาน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสัตว์อาจขาดทั้งอาหารและน้ำมาหลายวัน หรืออาจนานกว่านั้น หลังผู้ดูแลหนีออกจากพื้นที่ระหว่างความวุ่นวาย

นาวิกโยธินรายหนึ่งที่ร่วมปฏิบัติการเล่าว่า ภาพตรงหน้าทำให้รู้สึกหดหู่มาก สัตว์ที่ควรแข็งแรงกลับเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และเดินวนอย่างก้าวร้าวในกรงเพราะความเครียดและความหิว

ทหารไทยช่วยเหลือสิงโต 2 ตัวและหมี 2 ตัวที่กำลังอดอาหารอยู่ในกัมพูชา

สัญญาณการทารุณที่เกิดมานาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพสัตว์ระบุว่า สภาพที่พบเข้าข่ายทารุณกรรมอย่างชัดเจน คาสิโนแห่งนี้ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ประกอบการจีน และช่วงหลังถูกใช้เป็นจุดตั้งกำลังของฝั่งกัมพูชา มีแนวโน้มว่าสัตว์ป่าถูกเลี้ยงไว้เพื่อดึงดูดลูกค้า หรือใช้เป็นของโชว์ฐานะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ในบางแหล่งพนันชายแดน แม้ผิดกฎหมาย

กรงที่ขึ้นสนิม ขนาดคับแคบ และไม่มีที่หลบแดดฝนที่เหมาะสม ทำให้สิงโตและหมีมีอาการเครียดสะสมและขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ช่วงแรกนาวิกโยธินต้องให้อาหารและน้ำแบบฉุกเฉินด้วยการโยนเข้าไปในกรง เพราะการเข้าใกล้เสี่ยงถูกทำร้ายจากสัตว์ที่ตื่นตกใจ

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (DNP) ระบุว่า กรณีนี้ไม่ใช่แค่ปล่อยปละละเลย แต่เป็นการทำร้ายอย่างเป็นระบบ สัตว์ป่าควรอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงในสถานที่น่าสงสัย

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนอีกด้านของคาสิโนชายแดน ที่มักถูกเชื่อมโยงกับการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และการนำสัตว์หายากมาแสดงเพื่อเรียกลูกค้ากำลังซื้อสูง

ทหารไทยช่วยเหลือสิงโต 2 ตัวและหมี 2 ตัวที่กำลังอดอาหารอยู่ในกัมพูชา

เดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลือแบบเร่งด่วน

วันที่ 23 ธันวาคม กรมอุทยานฯ ส่งทีมสัตวแพทย์เฉพาะทางเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสุขภาพ และวางแผนย้ายสัตว์ออกจากจุดเสี่ยงโดยเร็ว

ทีมทำงานร่วมกับนาวิกโยธินและเจ้าหน้าที่ด้านสัตว์ป่ากว่า 20 นาย ให้วิตามิน ตรวจสัญญาณชีพ และเคลื่อนย้ายกรงหนักด้วยอุปกรณ์เฉพาะ ปฏิบัติการทำภายใต้มาตรการคุมเข้ม เพราะยังมีความกังวลเรื่องทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลือในพื้นที่

หมีทั้ง 3 ตัวถูกส่งไปฟื้นฟูที่ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จังหวัดชลบุรี ส่วนสิงโต 2 ตัวถูกย้ายไปที่ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี สัตวแพทย์รายงานว่า สัตว์ยังอยู่ในภาวะวิกฤตแต่ทรงตัว และเริ่มตอบสนองต่อการให้น้ำเกลือและโภชนาการ

นายอรรถพลย้ำว่า การช่วยครั้งนี้แข่งกับเวลา เพราะสัตว์อยู่ในจุดที่เสี่ยงตายแล้ว เป้าหมายอันดับแรกคือทำให้อาการคงที่ และให้การดูแลระยะยาวที่จำเป็น

ทหารไทยช่วยเหลือสิงโต 2 ตัวและหมี 2 ตัวที่กำลังอดอาหารอยู่ในกัมพูชา

เกิดขึ้นพร้อมความขัดแย้งชายแดนที่ยังไม่จบ

การช่วยเหลือสัตว์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชากลับมารุนแรง มีรายงานผู้คนจำนวนมากต้องอพยพ และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นหลังเหตุปะทะขยายตัวเมื่อต้นเดือน

Thmor Dar Casino เป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารคาสิโนชายแดนที่ถูกปฏิบัติการทางทหารของไทย โดยมีข้อกล่าวหาว่าถูกใช้เป็นจุดบัญชาการของฝั่งกัมพูชา ช่วงที่ผ่านมาเกิดการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่เป็นระยะ ทำให้ความตึงเครียดยิ่งสูงขึ้น และทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเดิม

วันที่ 22 ธันวาคม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนประชุมฉุกเฉินที่กัวลาลัมเปอร์ และยังมีรายงานการปะทะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี มีสัญญาณความคืบหน้าจากข้อตกลงให้มีการพบปะด้านกลาโหมแบบทวิภาคีในวันที่ 24 ธันวาคม เพื่อหารือการฟื้นข้อตกลงหยุดยิงที่เคยทำไว้เมื่อต้นปี

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้น ขณะที่ผู้ไกล่เกลี่ยนานาชาติพยายามลดระดับความรุนแรง เหตุการณ์ช่วยเหลือสัตว์ครั้งนี้แม้เป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับสงคราม แต่ย้ำให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ที่ไม่ได้กระทบแค่คน สัตว์ที่ถูกทิ้งก็กลายเป็นเหยื่อไปด้วย

กลุ่มอนุรักษ์หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดแรงกดดันให้มีความร่วมมือข้ามพรมแดนที่จริงจังขึ้น เพื่อสกัดการลักลอบค้าสัตว์ป่าและการนำสัตว์มาแสดงผิดกฎหมาย ในช่วงที่ทุกฝ่ายยังพยายามหาทางกลับไปสู่ความสงบอีกครั้ง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

จับกุมแม่ต้องสงสัยบังคับลูกสาววัย 12 ปีค้าประเวณีในญี่ปุ่น

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ชาวต่างชาติถูกจับได้ว่าโกงในการแข่งขันกินอาหารชิงเงินรางวัล 30,000 บาท

Published

on

กรุงเทพฯ – ร้านข้าวแกงชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า ชาวต่างชาติรายหนึ่งที่รับเงินรางวัล 30,000 บาทจากการทำชาเลนจ์กินอาหารสำเร็จ ภายหลังถูกพบว่าโกงระหว่างการแข่งขัน

หลังจบกิจกรรม มีคนสังเกตเห็นว่าเขาแอบยัดข้าวใส่กระเป๋าเสื้อผ้าระหว่างแข่ง ทำให้ปริมาณอาหารที่กินจริงไม่ตรงตามกติกา

Gold Curry Bangkok จัดการแข่งขันกินข้าวแกงกะหรี่ โดยตั้งรางวัลสูงสุด 30,000 บาทสำหรับผู้ที่กินให้หมดในปริมาณ 8 กิโลกรัมภายใน 45 นาที และมีรางวัล 10,000 บาทสำหรับชุดเล็ก 6 กิโลกรัม

วันที่ 12 ธ.ค. เพจ Facebook ของร้านโพสต์แสดงความยินดีกับชัยชนะที่ดูเหมือนถูกต้องตามกติกา โดยระบุว่า “8kg completed! Finished with five minutes to spare out of 45 minutes, successfully claiming the 20,000 baht prize. Brilliant performance, full marks, 10 out of 10!” และระบุว่าเขาได้รับเงินจากชุดเล็กด้วย

แต่วันที่ 18 ธ.ค. ร้านกลับมาอัปเดตอีกครั้ง หลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด โดยระบุว่า ผู้ที่ทำได้ทั้งชุด 6 กิโลกรัมและ 8 กิโลกรัมใช้วิธีโกง ด้วยการแอบเอาข้าวใส่กระเป๋าเสื้อผ้า พร้อมเตือนร้านอื่นที่จัดแข่งขันกินอาหารให้ระวังบุคคลรายนี้

ร้านอธิบายว่า ปกติพนักงานจะคอยดูแลการแข่งขันตลอดเวลา แต่ทั้งสองรอบกลับพลาดจุดสำคัญ จึงไม่ทันเห็นพฤติกรรมดังกล่าว

สุดท้าย ร้านยอมรับว่าชายคนนี้เดินออกไปพร้อมเงินรางวัลทั้งหมด รวม 30,000 บาท และยังไม่กลับมาคืนเงินให้ร้านจนถึงตอนนี้

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

Chiang Rai Road Classic รวมพลนักปั่นกว่า 2,500 คน ที่สิงห์ปาร์คเชียงราย

Continue Reading

Trending

Copyright © 2026 CTN