Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

เชียงราย – ขณะที่คนไทยจำนวนมากทยอยกลับเข้ากรุงเทพฯ และกลับไปทำงานหลังวันหยุดยาวปีใหม่ ถนนทั่วประเทศก็ทิ้งตัวเลขที่ชวนสะเทือนใจไว้อีกครั้ง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถิติสุดท้ายของการรณรงค์ “7…

Published

on

ยอดอุบัติเหตุปีใหม่ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูญเสีย 272 ชีวิตในช่วง “7 วันอันตราย” ของไทย

เชียงรายขณะที่คนไทยจำนวนมากทยอยกลับเข้าฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ และกลับไปทำงานหลังวันหยุดยาวปีใหม่ ถนนทั่วประเทศก็ทิ้งตัวเลขที่ชวนสะเทือนใจไว้อีกครั้ง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถิติสุดท้ายของการรณรงค์ “7 วันอันตราย” ปีใหม่ 2026 ครอบคลุมวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ถึง 5 มกราคม 2026 ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสูญเสียยังหนักมาก คือมีผู้เสียชีวิต 272 ราย บาดเจ็บ 1,464 ราย และเกิดอุบัติเหตุ 1,511 ครั้ง ทั่วประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าตัวเลขอุบัติเหตุที่ลดลงสะท้อนผลของด่านตรวจที่เข้มขึ้น การสื่อสารเตือนภัย และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยเกือบ 39 คนต่อวัน ก็ย้ำชัดว่าไทยยังต้องทำงานอีกไกล หากอยากให้ถนนปลอดภัยขึ้นจริง

“7 วันอันตราย” คืออะไร

“7 วันอันตราย” เป็นแคมเปญความปลอดภัยทางถนนที่ไทยทำต่อเนื่องมานาน โดยจัดปีละ 2 ช่วงใหญ่ คือเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ในเดือนเมษายน เป็นช่วงที่การเดินทางหนาแน่นที่สุดของปี ผู้คนจำนวนมากออกจากเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านต่างจังหวัดหรือไปเที่ยว แล้วเดินทางกลับพร้อมกันในช่วงท้ายวันหยุด

การทำงานเป็นรูปแบบประสานหลายฝ่าย ทั้ง ปภ. ตำรวจ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานท้องถิ่น มาตรการที่พบได้บ่อยคือจุดตรวจริมถนน การตรวจแอลกอฮอล์ ดักจับความเร็ว จุดพักรถฟรี และการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อย้ำแนวทางขับขี่ปลอดภัย สำหรับปี 2026 ใช้สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” แต่แม้จะรณรงค์ทุกปี ช่วงนี้ก็ยังเกิดเหตุเพิ่มจากรถหนาแน่น ความง่วง แอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยง

สรุปยอดสุดท้าย, ตัวเลขดีขึ้นบางจุด แต่ความเสี่ยงยังเดิม

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของ ปภ. ระบุว่า จำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บลดลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยในช่วงวันหยุดหลายครั้งที่ผ่านมา แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

  • อุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง
  • เสียชีวิตรวม 272 ราย
  • บาดเจ็บรวม 1,464 ราย

รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะที่เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยพบในรายงานรายวันรวมแล้วมากกว่า 70 ถึง 80% ของอุบัติเหตุ สาเหตุหลักยังคงเป็นการใช้ความเร็วเกินกำหนด รองลงมาคือเมาแล้วขับ ซึ่งเกิดซ้ำแทบตลอดสัปดาห์ จุดเกิดเหตุมักอยู่บนถนนทางตรง โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ถึงค่ำ ที่ความล้าและการตัดสินใจช้าทำให้ความเสี่ยงพุ่งขึ้น

พื้นที่น่าห่วง, กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด, ภูเก็ตอุบัติเหตุสูงสุด

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด สะท้อนสภาพการจราจรหนาแน่นและการไหลกลับของคนเดินทางช่วงท้ายเทศกาล ส่วนภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บมากที่สุดจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

หลายจังหวัดในภาคเหนือ รวมถึงเชียงราย ก็มีช่วงที่ตัวเลขขึ้นสูงในวันแรก ๆ จากเส้นทางภูเขา หมอกลงจัด และปัจจัยอย่างการบรรทุกเกินหรือสภาพรถที่ไม่พร้อม ขณะที่ภาคเหนือและอีสานหลายพื้นที่พบเหตุเป็นกลุ่มจากการเดินทางไกลเพื่อกลับบ้านพร้อมกันของครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมี 7 จังหวัดที่รายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตตลอดช่วงรณรงค์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เพื่อดึงแนวทางในพื้นที่ไปปรับใช้กับจังหวัดอื่น

ปัญหาใหญ่ทั้งปี, WHO ชี้ไทยยังเจ็บหนักเรื่องความปลอดภัยทางถนน

เหตุเศร้าช่วงเทศกาลเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่เกิดตลอดทั้งปี รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับล่าสุด (ข้อมูลปี 2023) ระบุว่าไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 25.4 ต่อประชากร 100,000 คน จัดว่าสูงในระดับเอเชีย และสูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน

WHO ประเมินว่าไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 18,000 ถึง 20,000 รายต่อปี โดยผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุ 15-29 ปีได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุถูกประเมินว่าสูงกว่า 3% ของ GDP ต่อปี ซึ่งกระทบทั้งครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจภาพรวม

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทศกาลอย่างเดียว แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอในช่วงปกติ รถบางส่วนสภาพไม่พร้อม (เช่น เบรกหรือยางมีปัญหา) ทางเลือกขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม และทัศนคติเรื่องความเร็วและการดื่มก่อนขับที่ยังพบได้ทั่วไป

เสียงเรียกร้องให้ทำต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเทศกาล

อธิบดี ปภ. ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน พร้อมย้ำว่าต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับใช้ในพื้นที่จริง โดยให้ดูอำเภอหรือจังหวัดที่ทำได้ดีและไม่เกิดเหตุรุนแรงเป็นแนวทาง

เครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงกลุ่มในเชียงราย ก็สะท้อนตรงกันว่า การรณรงค์เฉพาะช่วงวันหยุดยังไม่พอ พวกเขาอยากเห็นการปรับปรุงถนนและจุดเสี่ยง การบังคับใช้หมวกกันน็อกและเข็มขัดนิรภัยให้จริงจัง การยกระดับการช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล และการให้ความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน

เมื่อชุมชนในภาคเหนือยังต้องเผชิญการสูญเสียจากเส้นทางขึ้นดอยและถนนภูเขาหลายสาย เสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ คือไทยไม่ควรยอมรับการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่อง “ปกติ” ของช่วงเฉลิมฉลอง

ปีใหม่นำความสุขมาสู่หลายครอบครัว แต่สำหรับอีก 272 ครอบครัว นี่คือการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ หากความปลอดภัยทางถนนยังไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องที่ทำทุกวัน “7 วันอันตราย” ก็จะยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยไม่อยากเห็นซ้ำอีกในทุกปี

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสู่การสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending