เชียงราย - Chiang Rai News
ประชาชนภาคเหนือของประเทศไทยเรียกร้องให้มีการดำเนินการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – กลุ่มประชาชนจำนวนมากที่เรียกร้องให้ปกป้องแม่น้ำกก แม่น้ำก๋วย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ได้ประท้วงเพื่อยื่นจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนที่เกิดจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม การประท้วงครั้งนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ถูกส่งไปรับฟังข้อกังวลของพวกเขา มีเพียงพล.ต.ณ. นันทชาติ สุพรรณมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่รับเรื่องร้องเรียน ตัวแทนผู้ประท้วงเน้นย้ำว่าวิกฤตการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำสายหลักเหล่านี้กำลังสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ พวกเขาเรียกร้องให้ยกระดับปัญหานี้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับนานาชาติอย่างเร่งด่วน อ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ สำนักข่าวชายขอบ (Transborder News)

ขบวนแห่ “แม่น้ำ 5 สาย 5 บาดแผล”: สัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดของคนลุ่มน้ำ
การประชุมหารือครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้น ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ภายหลังจากที่ชาวบ้านและนักกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกันจัดขบวนแห่เชิงสัญลักษณ์ในชื่อ “แม่น้ำ 5 สาย 5 บาดแผล” ซึ่งเริ่มต้นเดินเท้าจากสวนสาธารณะเชิงสะพานแม่ฟ้าหลวง มุ่งหน้าสู่ศาลากลางจังหวัด ขบวนแห่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการเดินขบวนธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของความเจ็บปวดตลอดหลายปีที่ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำต้องทนรับสภาพแหล่งน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษ
การปนเปื้อนของแหล่งน้ำไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน แม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ล้วนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการเกษตรของภาคเหนือ เมื่อต้นน้ำถูกทำลายด้วยสารเคมีจากการทำเหมืองแร่ ผลกระทบจึงไหลลงมาสู่ปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.), นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แต่สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนรู้สึกผิดหวังคือการขาดหายไปของ “ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด”
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้สะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหานี้ถือเป็นหายนะของคนลุ่มน้ำและเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงมารับฟังความเดือดร้อนด้วยตนเอง ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานระดับจังหวัดจะจัดการได้ หากรัฐบาลขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ การแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ผลกระทบที่ประเมินค่าไม่ได้: เมื่อน้ำดื่มแพงกว่าคนเมืองถึง 15 เท่า
สิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของคนในพื้นที่ คือประเด็นเรื่องปากท้องและค่าครองชีพ นางแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยลงพื้นที่มารับฟังปัญหาที่ตำบลท่าตอน และชาวบ้านได้ร้องขอให้ดำเนินการจัดการเหมืองแร่และจัดหาแหล่งน้ำที่ปลอดภัย แต่เวลาผ่านไปกว่า 10 เดือน กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ปัจจุบันชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนัก โดยมีผลกระทบที่ชัดเจนดังนี้:
- ค่าครองชีพที่พุ่งสูง: ชาวบ้านต้องควักกระเป๋าซื้อน้ำสำหรับดื่มและใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีราคาแพงกว่าน้ำประปาของคนในเมืองถึง 15 เท่า
- ภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวพังทลาย: นายสืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่าการปนเปื้อนของโลหะหนักทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่ปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
- ขาดแคลนเครื่องมือตรวจสอบ: ประชาชนต้องการให้รัฐจัดตั้งศูนย์ตรวจวัดระดับโลหะหนักที่ปนเปื้อนในน้ำและในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์และป้องกันอันตรายได้ทันท่วงที
- ข้อเรียกร้องเร่งด่วน: ชาวบ้านต้องการพื้นที่กักเก็บน้ำสำรอง และขอให้มีการเจาะน้ำบาดาลน้ำลึกจำนวน 4 จุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
ในขณะที่รัฐบาลไทยดูเหมือนจะยังขยับตัวช้า ท่าทีจากฝั่งประเทศจีนกลับมีความชัดเจนและน่าสนใจ พระมหานิคม มหาภินิกขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน เปิดเผยว่า การเดินทางเรียกร้องตลอด 5 คืน 6 วันที่ผ่านมา ทำให้เห็นท่าทีเชิงบวกจากทางการจีน โดยโฆษกสถานทูตจีนได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า วิสาหกิจของจีนจะไม่ยอมแลกสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด และหากพบการละเมิดใดๆ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” อดีต สว. และผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีควรลงพื้นที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดเชียงราย และเชิญเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมาร่วมรับฟังปัญหาด้วยตนเอง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าไทยเองก็จริงจังในการปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญ

“กำไรเป็นของเขา พิษเป็นของเรา” หายนะที่ลุกลามทั่วประเทศ
การปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเหนือเท่านั้น น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ได้กล่าวเตือนสติสังคมไว้อย่างแหลมคมว่า “กำไรเป็นของเขา แต่พิษเป็นของเรา” ปัจจุบันมีการให้สัมปทานและสำรวจเหมืองแร่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เหนือจรดใต้ หากปล่อยให้ระบบนิเวศถูกทำลายเพื่อแลกกับความร่ำรวยของคนเพียงกลุ่มเดียว ภายใน 3 ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นภาพความน่าสลดใจที่ลูกหลานของเราต้องเกิดมาพร้อมกับความพิการทางร่างกายจากสารพิษโลหะหนัก
ทางด้านแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมา ก็เผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ระบุว่า ผลการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินพบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโต๊ะเจรจากับทางการเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ภัยเงียบจากมลพิษข้ามพรมแดน: ทำไมจึงต้องเป็นวาระแห่งชาติ?
เพื่อให้เข้าใจถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เราต้องทำความเข้าใจว่า “สารโลหะหนัก” เช่น ตะกั่ว สารหนู และแคดเมียม ที่มาจากการทำเหมืองนั้น ไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการต้มน้ำให้เดือด เมื่อสารเหล่านี้ปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำ มันจะเข้าไปสะสมอยู่ในดิน ตกตะกอนในรากพืช และสะสมอยู่ในเนื้อปลาที่ชาวบ้านจับมาบริโภค
เมื่อสารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะเข้าไปสะสมในอวัยวะภายใน ทำลายระบบประสาท ตับ และไต นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือ “วิกฤตสาธารณสุข” และการทำลายความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ปัญหามลพิษข้ามแดนจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายท้องถิ่น แต่ต้องใช้กลไกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และอำนาจการสั่งการระดับชาติเข้าจัดการ
ในช่วงท้ายของการประชุม พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ได้พยายามหาทางออกด้วยการเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการร่วม” ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยดึงตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วม แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกโดยที่ประชุมภาคประชาชน เนื่องจากชาวบ้านมองทะลุว่า คณะกรรมการระดับกระทรวงนั้น “ไร้อำนาจ” ในการไปสั่งการบูรณาการกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือ กระทรวงสาธารณสุข
สอดคล้องกับความเห็นของ สส. ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ที่ชี้ว่า ปฏิกิริยาตอบรับ (Reaction) จากภาครัฐที่ผ่านมานั้น น้อยกว่าการลงมือทำ (Action) ของภาคประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านจึงยืนกรานข้อเรียกร้องเดียวว่า ต้องตั้งเป็น “คณะกรรมการระดับชาติ” ที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงได้อย่างแท้จริงเท่านั้น
วิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่ข้ามชาติ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาของคนเชียงราย แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลไทย ว่าจะเลือกปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชนในประเทศ หรือจะยอมจำนนต่อกลุ่มทุนข้ามชาติ เสียงเพรียกจากแม่น้ำ 5 สาย ในวันนี้ดังกึกก้องพอแล้ว คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ รัฐบาลพร้อมที่จะ “ได้ยิน” และ “ลงมือทำ” อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พลังมวลชนนับพันร่วมขบวน วิสาขธรรมยาตรา ทวงคืนความสะอาดให้แม่น้ำ 6 สาย
วิกฤตแม่น้ำกก: ฆาตกรเงียบ สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
แพทย์เชียงรายถูกตั้งข้อหาเพิ่มจากอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้มีนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย
เชียงราย – เกิดความคืบหน้าสำคัญในคดีอุบัติเหตุสะเทือนใจชาวจังหวัดเชียงราย เมื่อตำรวจได้เรียกตัวอาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมารับทราบข้อหาเพิ่มเติม เขาคือผู้ขับรถยนต์ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย
อุบัติเหตุอันน่าเศร้าครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณทางแยกนางแล ซึ่งเป็นจุดที่มักมีรถพลุกพล่าน การชนอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตทันทีสองราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งราย ล่าสุดทางผู้ก่อเหตุได้เดินทางมายอมรับผิดทุกข้อกล่าวหาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจแจ้งข้อหาหนักเพิ่ม: อาจารย์แพทย์ผู้ก่อเหตุถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกสองข้อหา ทำให้ขณะนี้มีข้อหารวมเป็นห้าข้อหา
- ผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพ: ผู้ขับขี่รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมดและให้การรับสารภาพผิดตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่ปฏิเสธ
- นัดเจรจาเยียวยาผู้สูญเสีย: เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนัดหมายเจรจาค่าสินไหมทดแทนกับครอบครัวผู้เสียหายในวันที่ 15 กันยายนนี้
เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ร้อยตำรวจโท ภาณุวัฒน์ อาจสูงเนิน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้เรียกตัวผู้ขับขี่มารับทราบข้อหาเพิ่มเติม การดำเนินการนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏชัดเจนในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งมั่นที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่
ข้อหาใหม่ที่ถูกแจ้งเพิ่มคือความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น อีกข้อหาคือความผิดฐานขับรถโดยไม่ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม การแจ้งข้อหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายแพทย์ กมล ราชคม อาจารย์แพทย์ผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเองที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ เขาให้การรับสารภาพและยอมรับผิดในทุกข้อหาที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เขายังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชนในขณะนี้
สรุปข้อกล่าวหาและผลกระทบทางกฎหมาย
การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในครั้งนี้ทำให้อาจารย์แพทย์รายนี้ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาทางอาญารวมทั้งหมดถึงห้าข้อหา ข้อหาเดิมประกอบด้วยการขับรถโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและการทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งล้วนเป็นข้อหาที่มีบทลงโทษรุนแรงตามกฎหมายจราจรของไทย
คดีนี้ได้รับความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เนื่องจากทั้งผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายต่างเป็นสมาชิกในประชาคมมหาวิทยาลัยเดียวกัน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาที่สุด การรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ศาลพิจารณาเพื่อลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทุกฝ่ายต่างหวังว่าคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนให้เคารพกฎจราจร
นอกเหนือจากการดำเนินคดีทางอาญาตามกฎหมายแล้ว กระบวนการเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสียก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน พนักงานสอบสวนได้กำหนดวันนัดหมายเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายระหว่างสองฝ่ายแล้ว การพูดคุยเบื้องต้นจะมีขึ้นในวันที่ 15 กันยายน เวลาบ่ายโมงตรง
การเจรจาค่าสินไหมทดแทนครั้งนี้จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย โดยตัวแทนครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งสามครอบครัวจะเดินทางมาร่วมพูดคุย การชดเชยเงินอาจไม่สามารถลบล้างความสูญเสียได้ แต่ก็ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบเบื้องต้นที่ควรทำ
บทเรียนสำคัญจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
สังคมและชาวเน็ตต่างเฝ้ารอผลการเจรจาและหวังว่าครอบครัวผู้สูญเสียจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมที่สุด อุบัติเหตุครั้งนี้ตอกย้ำให้พวกเราเห็นถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการขับรถประมาทและฝ่าฝืนกฎจราจร ทุกชีวิตมีคุณค่าและไม่ควรต้องมาจบลงก่อนวัยอันควรด้วยเหตุผลเช่นนี้
เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทางแยกนางแลครั้งนี้ ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างจริงจัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ชะลอความเร็วเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง การป้องกันล่วงหน้าย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดความสูญเสียไปแล้ว
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาและชุมชนควรเร่งรณรงค์เรื่องจิตสำนึกในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น หากทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โศกนาฏกรรมลักษณะนี้ก็จะลดน้อยลง สังคมไทยต้องการความร่วมมือจากทุกคนเพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเรา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปปร.30 ผนึกกำลังเชียงรายและดอยช้าง ทลายวิกฤตฝุ่น PM2.5 สู่ระดับประเทศ
พระสงฆ์ 3 รูปถูกจับกุมที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย หลังจากพบว่ามีการเสพยาเสพติดนกุฏิ
เชียงราย - Chiang Rai News
ปปร.30 ผนึกกำลังเชียงรายและดอยช้าง ทลายวิกฤตฝุ่น PM2.5 สู่ระดับประเทศ
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ 30 หรือ ปปร.30 ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาหมอกควันและวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง พวกเขาได้เปิดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อผลักดันมาตรการลดและงดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากระดับชุมชน ขยายผลไปสู่นโยบายระดับประเทศ การทำงานร่วมกันครั้งนี้มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนเพื่อสุขภาพของทุกคน
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะนักศึกษา ปปร.30 ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พวกเขาได้รับฟังรายงาน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง การลงพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 12 ถึง 13 กันยายน ช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเชียงรายได้อย่างตรงจุด
ประเด็นสำคัญ
- คณะ ปปร.30 จับมือกับจังหวัดเชียงราย ผลักดันมาตรการลดการเผาและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม
- เกิดการลงนาม MOU ร่วมกับแบรนด์กาแฟดอยช้างและกลุ่มเกษตรกร เพื่อดึงภาคเอกชนและชุมชนมาร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม
- โครงการนี้ตั้งเป้าสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับชาติ และสนับสนุนไทยสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม OECD

ผนึกกำลังดอยช้างและชุมชน ขยายผลสู่ความร่วมมือระดับชาติ
คณะทำงาน ปปร.30 ชุดนี้ประกอบไปด้วยตัวแทนผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ กระบวนการยุติธรรม ภาคการเมือง และผู้นำธุรกิจ นำทีมโดยนายศุภชัย ยอดแก้ว ร่วมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนจากศาลปกครอง นอกจากการทำงานร่วมกับภาครัฐแล้ว กลุ่มนักศึกษายังได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับผู้บริหารบริษัทกาแฟดอยช้างและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงภาคธุรกิจและชุมชนเข้ามาเป็นกำลังหลักในการดูแลสภาพอากาศร่วมกัน
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการนี้ คือการยกระดับการทำงานจากระดับพื้นที่ไปสู่การสร้างการรับรู้ของประชาชนทั้งประเทศ (National Awareness & People Participation) การจัดการปัญหาหมอกควันจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐอีกต่อไป ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาร่วมมือกันลดต้นตอของการเกิดฝุ่นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคตอย่างเต็มภาคภูมิ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และ RSV กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศไทย
กฟก.เชียงราย ลุยช่วยเกษตรกร ปลดหนี้เร่งด่วนสหกรณ์แม่สรวยเกือบ 2 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News
กฟก.เชียงราย ลุยช่วยเกษตรกร ปลดหนี้เร่งด่วนสหกรณ์แม่สรวยเกือบ 2 ล้านบาท
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานเกษตร เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จังหวัดเชียงราย จึงได้เร่งจัดประชุมเพื่อหาทางออก นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงาน กฟก. เชียงราย ได้เป็นประธานชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือ งานนี้จัดขึ้นที่สำนักงาน กฟก. เชียงราย ณ ศาลากลางจังหวัด ชั้น 1 เป้าหมายเพื่อเตรียมชำระหนี้แทนเกษตรกรประจำปีงบประมาณ 2569 (เพิ่มเติม)
การช่วยเหลือครั้งนี้เน้นไปที่กลุ่มหนี้เร่งด่วน โดยเฉพาะกรณีที่กำลังจะถูกบังคับคดีและขายทอดตลาดที่ดินทำกิน เจ้าหน้าที่ได้อธิบายขั้นตอนอย่างเป็นกันเอง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้อง ทางหน่วยงานต้องการให้การจัดการหนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงแผนการใช้ชีวิตหลังจากหนี้หมดไป เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถตั้งตัวได้ใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- กฟก.เชียงราย อนุมัติงบ 1,968,822 บาท เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกรกรณีเร่งด่วน 1 ราย
- เป้าหมายหลักคือการระงับการบังคับคดีและขายทอดตลาดของลูกค้าสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด
- หน่วยงานเน้นย้ำเรื่องการฟื้นฟูอาชีพหลังปลดหนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน
เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน พร้อมสร้างอาชีพใหม่
สำหรับงบประมาณที่ได้รับมานี้ จะนำไปใช้จัดการหนี้ของสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ ซึ่งในรอบนี้คือ สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด การช่วยเหลือครอบคลุมถึงกรณีที่มีการใช้หลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน จำนวนเงินเกือบ 2 ล้านบาทนี้จะช่วยพลิกชีวิตเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความเครียด และที่สำคัญที่สุดคือการช่วยรักษาที่ดินทำกินอันเป็นมรดกของครอบครัวเอาไว้ได้
สำนักงาน กฟก. เชียงราย ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พวกเขายังคงทำงานหนักเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ หลังจากจัดการหนี้เรียบร้อยแล้ว เกษตรกรจะถูกดึงเข้าสู่กระบวนการส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในลักษณะนี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรต้องกลับไปสู่วงจรหนี้ซ้ำอีกในอนาคต
พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ต้องลังเลที่จะขอคำปรึกษา คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้หนี้ได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือสามารถโทรศัพท์ไปพูดคุยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 053-150156 โดยสามารถติดต่อได้ในวันและเวลาราชการ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย
รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด
-
ข่าว - News3 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย


