เชียงราย - Chiang Rai News
วิกฤตแม่น้ำกก: “ฆาตกรเงียบ” สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต "ลุงเลย" หลังวิกฤตไฟไหม้">เชียงราย – แม่น้ำกกที่เคยใสสะอาดและเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของชาวเชียงราย วันนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระแสน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับกลายเป็นสีแดงขุ่นและเต็มไปด้วยตะกอน ปัญหาลักลอบปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง แต่กำลังลุกลามกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่แทรกซึมไปทั่วทั้งลุ่มน้ำ และผลกระทบของมันกำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกแม่น้ำสายนี้ด้วยความหวาดผวาว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะภายใต้ผิวน้ำที่เปลี่ยนสี คือแหล่งสะสมของสารพิษร้ายแรงในชั้นตะกอน ที่กำลังรอเวลาพรากชีวิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า นี่คือเรื่องราวของวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจก่อนที่จะสายเกินไป
จุดเริ่มต้นของหายนะ: จากเหมืองในเมียนมาสู่สายน้ำไทย
ต้นตอของวิกฤตสารพิษนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ไหลข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน มลพิษทางน้ำที่รุนแรงนี้มีต้นกำเนิดมาจากเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนจีน ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา สารพิษจากการทำเหมืองแร่ได้ถูกปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีระบบการบำบัดที่ได้มาตรฐาน สารเคมีเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ทำเหมือง แต่ได้ไหลซึมและแพร่กระจายลงสู่แม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และไหลมาบรรจบที่แม่น้ำโขง รวมถึงแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย
การเดินทางของสารพิษข้ามพรมแดนนี้ เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ทำให้การจัดการและเอาผิดผู้กระทำผิดเป็นไปได้ยาก ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศกำลังดำเนินไปอย่างล่าช้า ธรรมชาติและชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำก็กำลังถูกทำลายลงทุกวัน
เปิดข้อมูลน่าตกใจ: สารโลหะหนักในสายน้ำ
จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บ ตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบคุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและประชาชนทั่วไป น้ำที่ดูขุ่นมัวนั้นเต็มไปด้วยสาร “โลหะหนัก” ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์อย่างร้ายแรง
โลหะหนักเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่หายไปแม้จะนำน้ำไปต้มให้เดือด ข้อมูลจากการตรวจสอบพบสารพิษหลักๆ ดังนี้:
- สารหนู (Arsenic): สารพิษร้ายแรงที่เมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และทำลายระบบผิวหนัง
- ตะกั่ว (Lead): ส่งผลเสียโดยตรงต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจทำให้พัฒนาการทางสมองช้าลง
- แคดเมียม (Cadmium): สารอันตรายที่ทำลายการทำงานของไต และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน หรือโรค “อิไต-อิไต” ที่ทำให้กระดูกเปราะและเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- ปรอท (Mercury): สารพิษที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งในแหล่งน้ำ เพราะสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำได้อย่างง่ายดาย
สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการดื่มน้ำ การใช้น้ำในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือผ่าน “ห่วงโซ่อาหาร”
ภัยร้ายในจานอาหาร: เมื่อสารปรอทซึมลึกสู่เนื้อปลา
ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอท คือกระบวนการสะสมทางชีวภาพ (Bioaccumulation) เมื่อสารปรอทตกลงสู่ก้นแม่น้ำ แบคทีเรียในตะกอนดินจะเปลี่ยนรูปปรอทให้กลายเป็นสารอินทรีย์ที่เรียกว่า “เมทิลเมอร์คิวรี” (Methylmercury) ซึ่งเป็นพิษสูงมาก
- แพลงก์ตอนและพืชน้ำขนาดเล็กดูดซับสารพิษนี้เข้าไป
- ปลาขนาดเล็กกินแพลงก์ตอน ทำให้สารพิษเริ่มสะสมในตัวปลา
- ปลาขนาดใหญ่กินปลาขนาดเล็ก สารพิษจึงเพิ่มปริมาณความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
- ท้ายที่สุด เมื่อมนุษย์จับปลาเหล่านั้นมาทำอาหาร สารพิษทั้งหมดก็จะตกทอดมาสู่ร่างกายของเรา
ด้วยเหตุนี้ สัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในเวลานี้ จึงกลายเป็นพาหะนำโรคร้ายชั้นดี ชาวบ้านที่พึ่งพาปลาจากแม่น้ำเป็นแหล่งอาหารหลัก กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ประกาศเตือนด่วน: งดบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง
ด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ทางหน่วยงานราชการของจังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำทุกชนิด ที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในระยะนี้
การออกประกาศเตือนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา แม้ว่านี่จะเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยครอบครัวต้องสูญเสียรายได้หลัก ร้านอาหารริมแม่น้ำที่เคยคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาลิ้มลองเมนูปลาแม่น้ำ ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน บางร้านต้องเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากการเพาะเลี้ยงในบ่อปิดแทน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่า
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศเตือนภัยของจังหวัดเชียงรายได้ที่นี่
เสียงสะท้อนจากริมฝั่งน้ำ: ชีวิตที่ต้องอยู่กับความหวาดผวา
การใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกกในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์อีกต่อไป จากการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ หลายคนแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว
“แต่ก่อนเราลงไปอาบน้ำ ลงไปซักผ้า จับปลามากินได้สบายใจ” ลุงสมชาย ชาวบ้านในอำเภอเมืองเชียงรายกล่าว “แต่ตอนนี้แค่น้ำกระเด็นโดนผิวก็ยังคันเลย สีน้ำมันแดงขุ่นเหมือนสนิม ไม่มีใครกล้าจับปลามากินอีกแล้ว เรากลัวว่าวันหนึ่งสารพิษมันจะสะสมจนเราป่วยกันหมด”
ความกลัวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง การสัมผัสน้ำที่มีสารโลหะหนักโดยตรง แม้จะไม่ได้ดื่มกิน ก็อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังรุนแรงได้ ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรที่ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำไปใช้รดพืชผักทางการเกษตร ก็มีความกังวลว่าพืชผลของตนจะดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของเชียงรายถูกปฏิเสธจากตลาด
ผลกระทบที่ขยายวงกว้าง: จากสิ่งแวดล้อมสู่เศรษฐกิจ
วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพของคน แต่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของลุ่มน้ำด้วย
- ภาคการประมง: หยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง สัตว์น้ำตายลอยเกลื่อน หรือถ้าไม่ตายก็มีสารพิษปนเปื้อนจนขายไม่ได้
- ภาคการเกษตร: นาข้าวและสวนผักที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกก มีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารโลหะหนัก ทำให้ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรของเชียงรายลดลง
- ภาคการท่องเที่ยว: เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อสายน้ำหลักเต็มไปด้วยสารพิษ ทัศนียภาพที่สวยงามก็หายไป นักท่องเที่ยวเริ่มลังเลที่จะเดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น การล่องเรือ
ความเสียหายเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล และหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผลกระทบจะยิ่งฝังลึกและใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายสิบปี
ทางออกอยู่ที่ไหน? การแก้ปัญหาที่ต้องทำทันที
การจะหยุดยั้ง “ฆาตกรเงียบ” สายนี้ ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายระดับ:
1. การเจรจาระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน
รัฐบาลไทยต้องยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ และเร่งเจรจากับทางการเมียนมา รวมถึงกดดันกลุ่มทุนจีนที่เป็นเจ้าของเหมืองแร่ ให้หยุดการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทันที ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
2. การเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์
ควรมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำตลอดแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เพื่อรายงานระดับมลพิษให้ประชาชนทราบแบบเรียลไทม์ ข้อมูลที่โปร่งใสจะช่วยให้ชาวบ้านเตรียมรับมือและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ทันท่วงที
3. การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาชาวประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ
4. การฟื้นฟูระบบนิเวศ
เมื่อสามารถหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติจะต้องเริ่มขึ้นทันที แม้จะต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณมหาศาลในการบำบัดตะกอนใต้น้ำ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนำแม่น้ำกกที่สะอาดกลับคืนมา
สรุป: อนาคตของสายน้ำ อนาคตของชีวิต
วิกฤตสารพิษในแม่น้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นบททดสอบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน สารพิษที่เกิดจากความมักง่ายในการทำธุรกิจในประเทศหนึ่ง สามารถไหลมาทำลายชีวิตและธรรมชาติในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ในวันนี้ที่น้ำในแม่น้ำกกยังคงเป็นสีแดงขุ่นมัว เราไม่สามารถนั่งรอให้ธรรมชาติเยียวยาตัวเองได้อีกต่อไป ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก่อนที่ “ฆาตกรเงียบ” ตัวนี้จะพรากชีวิตของชาวเชียงราย และทำลายระบบนิเวศของสายน้ำไปอย่างถาวร
สายน้ำคือชีวิต หากเราปล่อยให้สายน้ำตาย ชีวิตริมฝั่งน้ำก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
ไขปริศนาเชียงราย! โรงพยาบาลเชียงแสนประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์จริงหรือไม่?
กรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) กำลังดำเนินการฝึกซ้อมขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูฝน
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต “ลุงเลย” หลังวิกฤตไฟไหม้
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้แก่ นายศักดิ์ดา วงค์สมบัติ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “ลุงเลย” พิธีนี้จัดขึ้นอย่างอบอุ่นในเวลา 15.30 น. โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานในงาน งานนี้ยังมีบุคคลสำคัญอย่าง พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ มาร่วมงาน พร้อมด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาที่มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างพร้อมเพรียง
เหตุการณ์เริ่มต้นจากฝันร้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เมื่อไฟไหม้บ้านของลุงเลยจนวอดวายไปทั้งหลัง นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 จึงได้จับมือกับกลุ่มผู้บริหารในจังหวัด ก่อตั้งโครงการ “สร้างบ้านใหม่ให้ลุงเลย” ขึ้นมา โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและมอบความหวังให้ผู้ประสบภัยได้มีที่อยู่อาศัยที่อบอุ่นและปลอดภัยอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ระดมทุนสำเร็จเกินคาด: โครงการได้รับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญรวมกว่า 2.1 แสนบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน
- โปร่งใสและประหยัดงบ: ใช้เงินก่อสร้างจริงเพียง 1.1 แสนบาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนวัสดุและ แรงงานจิตอาสาเชียงราย
- ส่งต่อน้ำใจไม่สิ้นสุด: เงินบริจาคที่เหลือถูกนำไปช่วยทหารที่ประสบภัยรายอื่น และบริจาคให้โรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
พลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน โครงการนี้ได้รับเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 217,171.15 บาท สิ่งที่น่าประทับใจคือค่าก่อสร้างบ้านใช้เงินไปเพียง 116,312.90 บาทเท่านั้น งบประมาณนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสังคมได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ โครงการได้รับวัสดุก่อสร้างและแรงงานฟรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรือนจำกลางเชียงราย และบริษัทเอกชนหลายแห่ง
สำหรับเงินบริจาคที่ยังคงเหลือ คณะทำงานไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ แต่ได้นำไปสร้างประโยชน์ต่อทันที โดยแบ่งไปช่วยสร้างบ้านให้พลทหารที่ถูกไฟไหม้บ้านในตำบลนางแลอีก 20,000 บาท นอกจากนี้ยังมอบเงิน 60,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลวัดห้วยปลากั้งเพื่อสังคม ส่วนเงินที่เหลืออีกกว่า 2 หมื่นบาท ได้นำไปซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันมอบให้ลุงเลยเพิ่มเติม
แบบอย่างที่ดีของการช่วยเหลือสังคม
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวด้วยความชื่นชมว่า บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางใจอย่างมหาศาล บ้านหลังนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเสียสละและความร่วมมือของทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐและประชาชนมาร่วมมือกัน ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลายเป็นความจริงได้เสมอ
ท่านผู้ว่าฯ ยังเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล โครงการนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการบริหารเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า น้ำใจของคนไทยสามารถส่งต่อเพื่อสร้างความหวังได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เชียงราย - Chiang Rai News
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – สถานการณ์บริเวณชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังน่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุดมีกลุ่มคนร้ายแอบอ้างว่าสามารถช่วยทำบัตรต่างด้าวให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีชาวบ้านในพื้นที่หลงเชื่อและสูญเสียเงินไปแล้วหลายราย
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “น.ส.เอ้ย” เข้ามาตีสนิทกับชาวบ้าน เธออ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ระดับสูงในอำเภอแม่สาย และสามารถลัดคิวทำเอกสารให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนาน
ประเด็นสำคัญ
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินค่านายหน้าทำบัตรต่างด้าวสูงถึง 43,000 บาทต่อคน
- เหยื่อรายล่าสุดถูกหลอกให้โอนเงินมัดจำ 6,000 บาท ก่อนที่คนร้ายจะตัดการติดต่อและหนีไป
- ทางอำเภอแม่สายยืนยันว่า การทำเอกสารไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง จะต้องจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมของรัฐที่มีใบเสร็จเท่านั้น
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา นางแสง อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ในตำบลโป่งผา ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจที่ สภ.แม่สาย เธอเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า น.ส.เอ้ย ได้เสนอตัวเข้ามาช่วยทำบัตรต่างด้าวให้ โดยบอกว่ามีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 43,000 บาท
ด้วยความที่อยากมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย นางแสงจึงหลงเชื่อและยอมจ่ายเงินค่ามัดจำไปก่อน 6,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ เธอหวังว่าจะได้จ่ายส่วนที่เหลืออีก 37,000 บาทเมื่อทำเอกสารเสร็จเรียบร้อย แต่หลังจากรับเงินไปแล้ว น.ส.เอ้ย ก็หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชายแดน หากต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น
อำเภอสั่งคุมเข้ม ป้องกันการหลอกลวงซ้ำรอย
นายวรายุทธ ค่อยบุญ นายอำเภอแม่สาย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาได้ออกประกาศเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทุกคน ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและจับตาดูคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน
นายอำเภอย้ำอย่างชัดเจนว่า การทำบัตรต่างด้าวตามแนวชายแดนเป็นขั้นตอนปกติของรัฐ ทางการไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักหมื่นอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนจะต้องเสียแค่ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ทุกครั้ง
ในตอนท้าย นายอำเภอได้ขอร้องให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นใครที่ทำตัวเป็นนายหน้า หรือเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อทำเอกสาร ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทันที เพื่อที่ตำรวจจะได้เข้าไปจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
กองกำลังทหารไทยและลาวร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย
เหญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงราย – เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-ลาวมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมาก กองกำลังผาเมือง ของประเทศไทยได้จัดการลาดตระเวนร่วมทางน้ำ ตามแนวลำแม่น้ำโขงครั้งสำคัญ กิจกรรมนี้จัดขึ้นร่วมกับกองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
การปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พิธีสำคัญจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 บรรยากาศของการทำงานเต็มไปด้วยมิตรภาพ และความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝั่งโขง
ประเด็นสำคัญ
- ความร่วมมือระดับสูง: กองกำลังผาเมืองและกองบัญชาการทหารแขวงบ่อแก้ว ร่วมกันลาดตระเวนแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด
- จุดศูนย์กลางการทำงาน: กิจกรรมหลักจัดขึ้นที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
- เป้าหมายชัดเจน: มุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์อันดี และยกระดับความปลอดภัยตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
ผู้นำสองประเทศร่วมประชุมหารือ
งานนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ท่านยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าชุดประสานงาน ประจำพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว พื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย ในขณะที่ฝ่ายลาวนำโดย พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี หัวหน้ากองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นตัวแทนสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเช้า ฝ่ายไทยได้ร่วมให้การต้อนรับ พันเอก แสงเพ็ด แสงมะนี และคณะทำงานอย่างอบอุ่น การต้อนรับจัดขึ้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ หลังจากนั้นคณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย ได้เดินทางไปร่วมประชุมหารือข้อราชการที่ห้องประชุมด่านศุลกากรเชียงของ ตามแผนงานที่วางไว้
การประชุมครั้งนี้เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการวางแผนป้องกันปัญหายาเสพติดข้ามชาติตามที่ สำนักข่าวไทยพีบีเอส และสื่อท้องถิ่นมักรายงานถึงความท้าทายนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหาวิธีการทำงานที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน มีความรู้สึกปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขในทุกๆ วัน
ลาดตระเวนร่วมทางน้ำเพื่อความมั่นคง
เมื่อการประชุมหารือเสร็จสิ้น คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานจริงทันที พวกเขาได้ร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานลาดตระเวนร่วมทางน้ำ โดยใช้จุดสังเกตการณ์บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ทหารของทั้งสองประเทศ ได้นำเรือออกลาดตระเวนไปตามลำแม่น้ำโขงอย่างพร้อมเพรียง การทำงานร่วมกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความสามัคคีในการปกป้องพื้นที่ชายแดน การลาดตระเวนร่วมยังช่วยลดช่องโหว่ของการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว กิจกรรมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในระดับพื้นที่ การที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงเรือปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานประสานงานชายแดน ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สร้างความสัมพันธ์ผ่านมื้ออาหาร
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการลาดตระเวนทางน้ำในช่วงเช้า คณะทำงานทั้งสองฝ่ายได้พักผ่อนและร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน การรับประทานอาหารร่วมกันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้ออาหารธรรมดา แต่ยังเป็นโอกาสดีในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเป็นกันเองนอกห้องประชุม
ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นของผู้นำ จะส่งผลดีต่อการทำงานประสานงานในระดับปฏิบัติการต่อไป เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานจะสามารถติดต่อสื่อสาร และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อกิจกรรมทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ฝ่ายไทยได้ร่วมส่งคณะผู้แทนจากฝ่ายลาวเดินทางกลับอย่างปลอดภัย
พิธีส่งกลับจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ณ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เช่นเดิม การปฏิบัติภารกิจร่วมกันในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยกับลาว
ในอนาคต เราคงจะได้เห็นกิจกรรมดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นคง ให้กับภูมิภาคอาเซียนของเรา ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็จะสามารถไปมาหาสู่ และทำการค้าขายกันได้อย่างสบายใจตลอดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
น้ำท่วมเชียงราย: ระดับน้ำลดลงแล้วหลังจากบ้านเรือน 20 หลังในตำบลเม็งรายได้รับผลกระทบ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
รถกระบะพุ่งชนตลาดในเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
ตำรวจเชียงรายบุกจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอำเภอแม่สุ่ย จับกุม 5 ราย
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai6 days ago
ด่วน! ถนนดอยแหลม เชียงใหม่ ทรุดตัวหนัก รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กลุ่มผู้พิทักษ์แม่น้ำเชียงรายเรียกร้องความเป็นธรรมหลังเกิดการปะทะกันในการประท้วงกรณีเหมืองแร่พิษ







