Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เชียงราย - Chiang Rai News

วิกฤตแม่น้ำกก: “ฆาตกรเงียบ” สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย

Naree Srisuk

Published

on

วิกฤตแม่น้ำกก: "ฆาตกรเงียบ" สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – แม่น้ำกกที่เคยใสสะอาดและเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของชาวเชียงราย วันนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระแสน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับกลายเป็นสีแดงขุ่นและเต็มไปด้วยตะกอน ปัญหาลักลอบปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง แต่กำลังลุกลามกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่แทรกซึมไปทั่วทั้งลุ่มน้ำ และผลกระทบของมันกำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกแม่น้ำสายนี้ด้วยความหวาดผวาว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะภายใต้ผิวน้ำที่เปลี่ยนสี คือแหล่งสะสมของสารพิษร้ายแรงในชั้นตะกอน ที่กำลังรอเวลาพรากชีวิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า นี่คือเรื่องราวของวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจก่อนที่จะสายเกินไป

จุดเริ่มต้นของหายนะ: จากเหมืองในเมียนมาสู่สายน้ำไทย

ต้นตอของวิกฤตสารพิษนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ไหลข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน มลพิษทางน้ำที่รุนแรงนี้มีต้นกำเนิดมาจากเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนจีน ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา สารพิษจากการทำเหมืองแร่ได้ถูกปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีระบบการบำบัดที่ได้มาตรฐาน สารเคมีเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ทำเหมือง แต่ได้ไหลซึมและแพร่กระจายลงสู่แม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และไหลมาบรรจบที่แม่น้ำโขง รวมถึงแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย

การเดินทางของสารพิษข้ามพรมแดนนี้ เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ทำให้การจัดการและเอาผิดผู้กระทำผิดเป็นไปได้ยาก ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศกำลังดำเนินไปอย่างล่าช้า ธรรมชาติและชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำก็กำลังถูกทำลายลงทุกวัน

เปิดข้อมูลน่าตกใจ: สารโลหะหนักในสายน้ำ

จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บ ตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบคุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและประชาชนทั่วไป น้ำที่ดูขุ่นมัวนั้นเต็มไปด้วยสาร “โลหะหนัก” ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์อย่างร้ายแรง

โลหะหนักเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่หายไปแม้จะนำน้ำไปต้มให้เดือด ข้อมูลจากการตรวจสอบพบสารพิษหลักๆ ดังนี้:

  • สารหนู (Arsenic): สารพิษร้ายแรงที่เมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และทำลายระบบผิวหนัง
  • ตะกั่ว (Lead): ส่งผลเสียโดยตรงต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจทำให้พัฒนาการทางสมองช้าลง
  • แคดเมียม (Cadmium): สารอันตรายที่ทำลายการทำงานของไต และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน หรือโรค “อิไต-อิไต” ที่ทำให้กระดูกเปราะและเจ็บปวดอย่างรุนแรง
  • ปรอท (Mercury): สารพิษที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งในแหล่งน้ำ เพราะสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำได้อย่างง่ายดาย

สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการดื่มน้ำ การใช้น้ำในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือผ่าน “ห่วงโซ่อาหาร”

ภัยร้ายในจานอาหาร: เมื่อสารปรอทซึมลึกสู่เนื้อปลา

ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอท คือกระบวนการสะสมทางชีวภาพ (Bioaccumulation) เมื่อสารปรอทตกลงสู่ก้นแม่น้ำ แบคทีเรียในตะกอนดินจะเปลี่ยนรูปปรอทให้กลายเป็นสารอินทรีย์ที่เรียกว่า “เมทิลเมอร์คิวรี” (Methylmercury) ซึ่งเป็นพิษสูงมาก

  1. แพลงก์ตอนและพืชน้ำขนาดเล็กดูดซับสารพิษนี้เข้าไป
  2. ปลาขนาดเล็กกินแพลงก์ตอน ทำให้สารพิษเริ่มสะสมในตัวปลา
  3. ปลาขนาดใหญ่กินปลาขนาดเล็ก สารพิษจึงเพิ่มปริมาณความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
  4. ท้ายที่สุด เมื่อมนุษย์จับปลาเหล่านั้นมาทำอาหาร สารพิษทั้งหมดก็จะตกทอดมาสู่ร่างกายของเรา

ด้วยเหตุนี้ สัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในเวลานี้ จึงกลายเป็นพาหะนำโรคร้ายชั้นดี ชาวบ้านที่พึ่งพาปลาจากแม่น้ำเป็นแหล่งอาหารหลัก กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ประกาศเตือนด่วน: งดบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง

ด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ทางหน่วยงานราชการของจังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำทุกชนิด ที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในระยะนี้

การออกประกาศเตือนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา แม้ว่านี่จะเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น

ชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยครอบครัวต้องสูญเสียรายได้หลัก ร้านอาหารริมแม่น้ำที่เคยคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาลิ้มลองเมนูปลาแม่น้ำ ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน บางร้านต้องเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากการเพาะเลี้ยงในบ่อปิดแทน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่า

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศเตือนภัยของจังหวัดเชียงรายได้ที่นี่

เสียงสะท้อนจากริมฝั่งน้ำ: ชีวิตที่ต้องอยู่กับความหวาดผวา

การใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกกในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์อีกต่อไป จากการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ หลายคนแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

“แต่ก่อนเราลงไปอาบน้ำ ลงไปซักผ้า จับปลามากินได้สบายใจ” ลุงสมชาย ชาวบ้านในอำเภอเมืองเชียงรายกล่าว “แต่ตอนนี้แค่น้ำกระเด็นโดนผิวก็ยังคันเลย สีน้ำมันแดงขุ่นเหมือนสนิม ไม่มีใครกล้าจับปลามากินอีกแล้ว เรากลัวว่าวันหนึ่งสารพิษมันจะสะสมจนเราป่วยกันหมด”

ความกลัวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง การสัมผัสน้ำที่มีสารโลหะหนักโดยตรง แม้จะไม่ได้ดื่มกิน ก็อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังรุนแรงได้ ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรที่ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำไปใช้รดพืชผักทางการเกษตร ก็มีความกังวลว่าพืชผลของตนจะดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของเชียงรายถูกปฏิเสธจากตลาด

ผลกระทบที่ขยายวงกว้าง: จากสิ่งแวดล้อมสู่เศรษฐกิจ

วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพของคน แต่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของลุ่มน้ำด้วย

  • ภาคการประมง: หยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง สัตว์น้ำตายลอยเกลื่อน หรือถ้าไม่ตายก็มีสารพิษปนเปื้อนจนขายไม่ได้
  • ภาคการเกษตร: นาข้าวและสวนผักที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกก มีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารโลหะหนัก ทำให้ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรของเชียงรายลดลง
  • ภาคการท่องเที่ยว: เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อสายน้ำหลักเต็มไปด้วยสารพิษ ทัศนียภาพที่สวยงามก็หายไป นักท่องเที่ยวเริ่มลังเลที่จะเดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น การล่องเรือ

ความเสียหายเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล และหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผลกระทบจะยิ่งฝังลึกและใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายสิบปี

ทางออกอยู่ที่ไหน? การแก้ปัญหาที่ต้องทำทันที

การจะหยุดยั้ง “ฆาตกรเงียบ” สายนี้ ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายระดับ:

1. การเจรจาระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน

รัฐบาลไทยต้องยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ และเร่งเจรจากับทางการเมียนมา รวมถึงกดดันกลุ่มทุนจีนที่เป็นเจ้าของเหมืองแร่ ให้หยุดการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทันที ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

2. การเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์

ควรมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำตลอดแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เพื่อรายงานระดับมลพิษให้ประชาชนทราบแบบเรียลไทม์ ข้อมูลที่โปร่งใสจะช่วยให้ชาวบ้านเตรียมรับมือและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ทันท่วงที

3. การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาชาวประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ

4. การฟื้นฟูระบบนิเวศ

เมื่อสามารถหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติจะต้องเริ่มขึ้นทันที แม้จะต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณมหาศาลในการบำบัดตะกอนใต้น้ำ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนำแม่น้ำกกที่สะอาดกลับคืนมา

สรุป: อนาคตของสายน้ำ อนาคตของชีวิต

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นบททดสอบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน สารพิษที่เกิดจากความมักง่ายในการทำธุรกิจในประเทศหนึ่ง สามารถไหลมาทำลายชีวิตและธรรมชาติในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

ในวันนี้ที่น้ำในแม่น้ำกกยังคงเป็นสีแดงขุ่นมัว เราไม่สามารถนั่งรอให้ธรรมชาติเยียวยาตัวเองได้อีกต่อไป ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก่อนที่ “ฆาตกรเงียบ” ตัวนี้จะพรากชีวิตของชาวเชียงราย และทำลายระบบนิเวศของสายน้ำไปอย่างถาวร

สายน้ำคือชีวิต หากเราปล่อยให้สายน้ำตาย ชีวิตริมฝั่งน้ำก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.

ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

ไขปริศนาเชียงราย! โรงพยาบาลเชียงแสนประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์จริงหรือไม่?

กรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) กำลังดำเนินการฝึกซ้อมขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูฝน

 

เชียงราย - Chiang Rai News

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

Rebecca Kim

Published

on

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ

ประเด็นสำคัญ  

  • กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
  • เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
  • ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว

ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่

การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน

นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที

การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย

ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร

การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

 

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

Naree Srisuk

Published

on

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญ

  • ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
  • เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
  • เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี

ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง

ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม

คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน

งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

Naree Srisuk

Published

on

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ยาบ้าอีกราย">เชียงรายนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม

การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก

ประเด็นสำคัญ

  • โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
  • นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
  • กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน

หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ

ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้

หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย

ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด

ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย

การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว

กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ

สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล

โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว

การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ

ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย

การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending