ข่าวระดับชาติ - National
ทดสอบระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินทั่วประเทศ 20 ม.ค. เวลา 14.00 น.
กรุงเทพฯ – กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งว่าจะมีการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือทั่วประเทศในวันที่ 20 มกราคม เวลา 14.00 น. โดยจะส่งข้อความไปยังผู้ใช้จำนวนมากในทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร
การทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบระดับประเทศครั้งแรก เพื่อจำลองการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่ที่อาจกระทบหลายพื้นที่ นายธีรภัทร กัชฌมาตย์ อธิบดี ปภ. ระบุว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน
ระหว่างการทดสอบ โทรศัพท์มือถือจะมีเสียงเตือนและขึ้นข้อความอัตโนมัติราว 8 วินาที แม้ตั้งเครื่องเป็นเงียบ ล็อกหน้าจอ หรือโหมดสั่นก็ตาม ข้อความจะแจ้งชัดว่าเป็นการทดสอบ ไม่ใช่เหตุจริง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้

- “ทดสอบแจ้งเตือนภัย ไม่ใช่สถานการณ์จริง จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก”
- “This is a test message from the Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM), not a real situation. No action required.”
ปภ. ระบุว่า การแจ้งเตือนแบบ Cell Broadcast จะรองรับเฉพาะสมาร์ตโฟนที่ใช้ iOS เวอร์ชัน 18 หรือ Android เวอร์ชัน 11 ขึ้นไป
หน่วยงานให้ประกาศล่วงหน้าเพื่อกันความสับสน และช่วยให้คนคุ้นกับระบบก่อนนำไปใช้จริง นายธีรภัทรย้ำว่าข้อความจะไม่มีลิงก์ให้กด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ จะส่งจากชื่อผู้ส่ง “DDPM” เท่านั้น และข้อความจะหายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินนี้พัฒนาร่วมกันระหว่าง ปภ. สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ โดยในปี 2568 มีการทดสอบ 3 ระยะในระดับอาคาร ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด และหลังจากนั้นได้นำไปใช้จริงในบางเหตุการณ์ เช่น น้ำท่วมในภาคเหนือและภาคใต้ เหตุด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา และการแจ้งเตือนความเสี่ยงสุขภาพจากฝุ่น PM2.5
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับการระงับวีซ่าผู้อพยพของสหรัฐฯ
ข่าวระดับชาติ - National
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
กรุงเทพฯ – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ศิหศักดิ์ ภูเกษเกียว รีบออกมาคลายความกังวลของประชาชน หลังสหรัฐอเมริกาประกาศ “พักการดำเนินการ” วีซ่าผู้อพยพสำหรับคนสัญชาติจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทยเป็นการชั่วคราว โดยย้ำชัดว่านโยบายนี้จำกัดอยู่แค่วีซ่าที่เกี่ยวกับการพำนักถาวร และไม่กระทบกลุ่มวีซ่าไม่ใช่ผู้อพยพที่คนไทยใช้กันมาก เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน หรือวีซ่าธุรกิจ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนขั้นตอนด้านคนเข้าเมืองในภาพรวม โดยเน้นการตรวจคัดกรองตามหลัก “public charge” เพื่อประเมินว่าผู้ยื่นคำขอมีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการของรัฐหรือไม่ รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง เช่น Afghanistan, Brazil, Cambodia, Iran, Nigeria, Russia, Somalia และ Yemen
ย้ำชัด วีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่านักเรียนยังทำได้ตามปกติ
ศิหศักดิ์อธิบายว่าการพักครั้งนี้เป็น มาตรการชั่วคราว และกระทบเฉพาะ Immigrant Visa ที่ใช้เพื่อขอพำนักถาวรเท่านั้น ไม่ใช่การห้ามคนไทยเดินทางเข้าสหรัฐฯ แบบเหมารวม หลังหารือกับ Elizabeth J. Konig รักษาการอุปทูตสหรัฐฯ เขาระบุว่า วีซ่าไม่ใช่ผู้อพยพยังเปิดให้บริการตามเดิม รวมถึงวีซ่า B-1/B-2 สำหรับท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจ วีซ่า F-1 สำหรับนักเรียน และหมวดทำงานชั่วคราว
ประเด็นนี้สำคัญกับไทย เพราะมีคนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ ทุกปีเพื่อท่องเที่ยว เรียนต่อ และทำธุรกิจ อีกทั้งสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 ทำให้ความต้องการวีซ่าเยี่ยมเยือนระยะสั้นยังน่าจะมีต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มนักเรียนไทยที่ไปเรียนสายธุรกิจ วิศวกรรม หรือเทคโนโลยี ก็ยังเดินหน้าได้เหมือนเดิม ซึ่งช่วยรักษาความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนที่มีมายาวนาน
กังวลไทยถูกใส่ในรายชื่อเดียวกับอีก 75 ประเทศ
แม้จะย้ำว่าไม่กระทบการเดินทางทั่วไป แต่ศิหศักดิ์บอกตรงๆ ว่ารู้สึกกังวลที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกพักการดำเนินการวีซ่าผู้อพยพ เขามองว่าสถานการณ์ของไทยต่างจากหลายประเทศในรายชื่อ โดยชี้ว่าจำนวนคนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ แบบผิดกฎหมายมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบางประเทศที่มีปัญหาด้านคนเข้าเมืองชัดเจนกว่า
เขายังกล่าวด้วยว่าคนไทยจำนวนมากในสหรัฐฯ ทำงานสุจริต โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและงานบริการ มีส่วนช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่น และยังช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยด้วย ศิหศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าการจัดไทยรวมในกลุ่มเดียวกับประเทศที่เผชิญแรงกดดันด้านการย้ายถิ่นมากกว่า อาจทำให้สัญญาณความสัมพันธ์ทวิภาคีดูสับสน
ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญามายาวนาน ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีการพบปะระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อย้ำความร่วมมือระหว่างกัน เขายกตัวอย่างว่ามีผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการใส่ไทยไว้ในรายชื่อครั้งนี้ค่อนข้างชวนสงสัย และอยากให้สหรัฐฯ ประสานงานภายในให้ชัดขึ้น พร้อมให้คำอธิบายที่ตรงไปตรงมา
ผลกระทบโดยรวมและแนวทางต่อจากนี้
มาตรการพักการดำเนินการวีซ่าผู้อพยพถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแนวทาง “America First” ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระด้านงบประมาณจากผู้อพยพถาวร ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าการพักครั้งนี้ช่วยให้มีเวลาทบทวนกระบวนการคัดกรอง แต่ยังไม่ได้ประกาศกรอบเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน
ฝั่งไทยได้ขอรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางการทูตแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมาตรการนี้เน้นเส้นทางสู่การพำนักถาวร เช่น วีซ่าครอบครัวเพื่อกรีนการ์ด หรือวีซ่าถาวรจากการจ้างงาน ขณะที่การเดินทางทั่วไปในชีวิตประจำวันยังได้รับผลกระทบน้อย
ในช่วงนี้ คนไทยที่วางแผนไปเที่ยว เรียนต่อ หรือทำธุรกิจในสหรัฐฯ ยังดำเนินการได้ตามปกติ และยังควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานทางการ หากมีความคืบหน้าหรือรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐฯ จะมีการอัปเดตต่อไป
การชี้แจงของรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้สะท้อนท่าทีที่ไทยพยายามปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนานให้เดินหน้าต่ออย่างราบรื่น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าตรวจค้นโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ และจับกุมชาวจีนหลายคน
ข่าวระดับชาติ - National
กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับการระงับวีซ่าผู้อพยพของสหรัฐฯ
กรุงเทพฯ – กระทรวงการต่างประเทศของไทย (MFA) ได้ทำหนังสือขอคำชี้แจงจากสหรัฐอเมริกา หลังสหรัฐฯ ประกาศ “พักการพิจารณา” วีซ่าผู้อพยพ (วีซ่าผู้อพยพ) ซึ่งส่งผลต่อไทยและอีก 74 ประเทศ โดยกำหนดให้มาตรการเริ่มมีผลวันที่ 21 มกราคม 2026 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตา เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับคนไทยที่กำลังยื่นเรื่องย้ายถิ่นฐาน และบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน
ฝั่งสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งแนวทางเบื้องต้นผ่านเจ้าหน้าที่ระดับอุปทูตรักษาการ ณ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ ว่าการพักครั้งนี้ใช้กับ “วีซ่าผู้อพยพ” เท่านั้น ซึ่งเป็นวีซ่าที่มุ่งไปสู่การพำนักถาวรในสหรัฐฯ และต่อยอดไปสู่กระบวนการขอสัญชาติในอนาคต ส่วนวีซ่าชั่วคราว (non-immigrant visa) ยังยื่นและพิจารณาตามปกติ เช่น วีซ่าท่องเที่ยว B-1/B-2 วีซ่าธุรกิจ วีซ่านักเรียน F-1 และวีซ่าทำงานชั่วคราวบางประเภท
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ที่เดินทางไปสหรัฐฯ ใช้วีซ่าชั่วคราว การพักการพิจารณาที่เกิดขึ้นจึงกระทบหนักกับกลุ่มที่ยื่นขอกรีนการ์ด ผ่านการอุปการะโดยครอบครัว การจ้างงาน หรือช่องทางอื่นที่เป็นเส้นทางสู่การพำนักถาวร
เหตุผลของสหรัฐฯ: ทบทวนภาระงบประมาณและการใช้ทรัพยากรรัฐ
ฝ่ายสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า ต้องการทบทวนผลกระทบด้านการเงินของการรับผู้อพยพถาวร โดยมองว่าทรัพยากรสาธารณะ เช่น สวัสดิการ การรักษาพยาบาล และบริการสังคม ควรถูกจัดสรรให้พลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่พำนักในประเทศอย่างถูกกฎหมายเป็นลำดับแรก แนวทางนี้สอดคล้องกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กลับมาเน้นนโยบายตรวจคนเข้าเมืองแนว “America First” อีกครั้ง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเชื่อมโยงกับการบังคับใช้เงื่อนไข “public charge” ที่เข้มขึ้น เพื่อให้ผู้ย้ายถิ่นฐานแสดงความสามารถในการเลี้ยงตัวเอง และมีโอกาสน้อยที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ
รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมวงกว้าง ทั้งในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ๆ โดยมีทั้งอัฟกานิสถาน บราซิล กัมพูชา อียิปต์ เฮติ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย รัสเซีย โซมาเลีย ซีเรีย เยเมน และไทย ความครอบคลุมที่กว้างทำให้แวดวงการทูตตั้งคำถามถึงความสอดคล้องของท่าทีสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับสัญญาณเชิงบวกจากการหารือระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา ที่มุ่งย้ำการกระชับความร่วมมือ
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ: คู่มิตรที่เดินมาด้วยกันเกือบ 200 ปี
มาตรการพักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ยังถูกมองว่าแข็งแรงและมีรากลึก ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1833 จากสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ (สนธิสัญญาไมตรีและการค้า) ซึ่งเป็นข้อตกลงลักษณะนี้ฉบับแรกของสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชีย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือขยายไปทั้งด้านความมั่นคง การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ไทยได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally จากสหรัฐฯ และยังเข้าร่วมการฝึกร่วมทางทหาร เช่น Cobra Gold ที่เป็นการฝึกขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย
ด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างสองประเทศยังคึกคัก โดยมูลค่าการค้าสินค้ารวมถูกกล่าวถึงว่าอยู่ราว 81,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมการลงทุนของสหรัฐฯ ในหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน การเงิน และการผลิต ข้อตกลงสำคัญอย่าง Treaty of Amity and Economic Relations ปี 1966 และ Trade and Investment Framework Agreement ปี 2002 ยังเป็นกรอบที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมก็เดินต่อเนื่อง มีนักเรียนไทยจำนวนมากไปเรียนต่อในสหรัฐฯ ในแต่ละปี ช่วยเพิ่มความเข้าใจระหว่างกันในระดับคนต่อคน
คนไทยยังเดินทางไปสหรัฐฯ ได้ตามปกติ, ท่องเที่ยว เรียน ทำงานไม่โดนกระทบ
แม้ช่องทางย้ายถิ่นฐานแบบถาวรจะชะลอ แต่การเดินทางแบบชั่วคราวจากไทยไปสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อไปตามปกติ คนไทยจำนวนมากเดินทางไปท่องเที่ยว ทำงาน หรือเรียนต่อภายใต้วีซ่าประเภท non-immigrant
ข้อมูลก่อนโควิด-19 และการฟื้นตัวในช่วงหลังสะท้อนว่าคนไทยยังสนใจเดินทางไปสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวมักใช้วีซ่า B-2 ไปยังเมืองและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอุทยานแห่งชาติ ขณะที่นักเรียนวีซ่า F-1 และแรงงานชั่วคราวในสายอาชีพต่าง ๆ ก็เป็นอีกกลุ่มหลักเช่นกัน โดยแนวโน้มการเรียนต่อของคนไทยในสหรัฐฯ ยังพบได้สม่ำเสมอ และมักอยู่ในสาขาอย่างธุรกิจ วิศวกรรม และเทคโนโลยี
จุดที่สหรัฐฯ ย้ำชัดคือ “มาตรการพักครั้งนี้ไม่กระทบวีซ่าชั่วคราว” ทำให้การยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว เรียน หรือทำงานชั่วคราวยังมีโอกาสเดินหน้าตามระบบเดิม ความต้องการวีซ่ากลุ่มนี้จึงน่าจะยังสูง โดยเฉพาะเมื่อมีอีเวนต์ระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ และดึงนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ
ท่าที MFA: เดินเกมการทูต ขอคำตอบที่ชัด และติดตามใกล้ชิด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว ได้เชิญอุปทูตรักษาการของสหรัฐฯ มาหารือ เพื่อขอรายละเอียดและเหตุผลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าควรทำให้สอดคล้องกับบรรยากาศความร่วมมือที่ดีจากการพบปะของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา
การขอคำชี้แจงครั้งนี้สะท้อนแนวทางของไทยที่ต้องการความโปร่งใส และการสื่อสารตรงไปตรงมา ระหว่างที่สหรัฐฯ ให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ไทยยังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และผลักดันให้คนไทยได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ระหว่างที่สหรัฐฯ ทบทวนแนวทางด้านผู้อพยพ
เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นความท้าทายของการจัดสมดุลระหว่างนโยบายภายในประเทศ กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับคนไทยที่มีแผนย้ายไปอยู่กับครอบครัว ไปทำงานระยะยาว หรือวางอนาคตในสหรัฐฯ การพักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพย่อมสร้างความไม่แน่นอน แต่ความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังเป็นฐานสำคัญสำหรับการหาทางออกที่เหมาะสม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ข่าวระดับชาติ - National
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
วอชิงตัน ดีซี, 15 มกราคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of State) ประกาศระงับการดำเนินการเกี่ยวกับ วีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป และยังไม่กำหนดวันกลับมาเปิดตามปกติ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางคุมเข้มการย้ายถิ่นของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อลดการรับผู้ที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐเมื่อเข้าไปอยู่ในสหรัฐฯ
รายงานระบุว่าเนื้อหามาจากบันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง Fox News เป็นสื่อแรกที่นำเสนอ โดยคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่กงสุลหยุดพิจารณาวีซ่าผู้อพยพที่นำไปสู่การได้สถานะผู้พำนักถาวร (เช่น กรีนการ์ดจากการสนับสนุนโดยครอบครัว หรือจากการจ้างงาน) ระหว่างที่หน่วยงานทบทวนขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติ (screening and vetting) ใหม่
ทอมมี พิก็อตต์ (Tommy Pigott) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงจะใช้อำนาจที่มีมาอย่างยาวนานในการพิจารณา “ไม่ให้มีสิทธิ” สำหรับผู้สมัครที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระของรัฐ (public charge) ในสหรัฐฯ และอาจใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ พร้อมย้ำว่า การพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจากทั้ง 75 ประเทศจะถูกพักไว้ จนกว่าจะทบทวนกระบวนการให้รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันการเข้าประเทศของผู้ที่คาดว่าจะพึ่งพาสวัสดิการและเงินช่วยเหลือของรัฐ
มาตรการรอบนี้ต่อยอดจากการบังคับใช้กฎ “public charge” ที่ถูกนำกลับมาใช้และขยายความเข้มงวดช่วงปลายปี 2025 เจ้าหน้าที่กงสุลต้องปฏิเสธคำขอวีซ่า หากประเมินว่า ผู้สมัครมีแนวโน้มพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ โดยพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น อายุ สุขภาพ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ฐานะการเงิน ระดับการศึกษา และความเสี่ยงที่จะต้องใช้การรักษาพยาบาลระยะยาว ฝ่ายสหรัฐฯ ยังอ้างความกังวลเรื่องการทุจริตสวัสดิการ โดยยกกรณีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับชาวโซมาเลียในรัฐมินนิโซตาเป็นตัวอย่าง

รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระงับวีซ่าผู้อพยพ
รายชื่อประเทศทั้ง 75 ประเทศครอบคลุมหลายภูมิภาค ทั้งแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ได้แก่ Afghanistan, Albania, Algeria, Antigua and Barbuda, Armenia, Azerbaijan, Bahamas, Bangladesh, Barbados, Belarus, Belize, Bhutan, Bosnia, Brazil, Burma (Myanmar), Cambodia, Cameroon, Cape Verde, Colombia, Cote d’Ivoire, Cuba, Democratic Republic of the Congo, Dominica, Egypt, Eritrea, Ethiopia, Fiji, Gambia, Georgia, Ghana, Grenada, Guatemala, Guinea, Haiti, Iran, Iraq, Jamaica, Jordan, Kazakhstan, Kosovo, Kuwait, Kyrgyzstan, Laos, Lebanon, Liberia, Libya, Macedonia, Moldova, Mongolia, Montenegro, Morocco, Nepal, Nicaragua, Nigeria, Pakistan, Republic of the Congo, Russia, Rwanda, Saint Kitts and Nevis, Saint Lucia, Saint Vincent and the Grenadines, Senegal, Sierra Leone, Somalia, South Sudan, Sudan, Syria, Tanzania, Thailand, Togo, Tunisia, Uganda, Uruguay, Uzbekistan และ Yemen
การมีชื่อประเทศไทยอยู่ในรายการทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้น และช่วงหลังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการเดินทางในวงกว้าง

ชี้แจงชัด: วีซ่าชั่วคราว (nonimmigrant) ยังดำเนินการตามปกติ
ประเด็นสำคัญคือ การระงับครั้งนี้กระทบ เฉพาะวีซ่าผู้อพยพ เท่านั้น ส่วน วีซ่าชั่วคราว (nonimmigrant visa) เช่น วีซ่าท่องเที่ยว (B-1/B-2) วีซ่าธุรกิจ วีซ่านักเรียน (F-1) และวีซ่าโครงการแลกเปลี่ยน (J-1) ยังยื่นและพิจารณาได้ตามปกติ
ความแตกต่างนี้ยิ่งสำคัญในช่วงที่สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การพักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจะไม่กระทบผู้เดินทางระยะสั้น เพื่อให้การท่องเที่ยว การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนระยะสั้นยังเดินหน้าได้
ผลกระทบต่อคนไทยและผู้ที่อาศัยในไทย
สำหรับคนไทย นโยบายนี้ทำให้แผนย้ายถิ่นฐานถาวรไปสหรัฐฯ สะดุดทันที ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่รอรวมญาติกับผู้ถือสัญชาติสหรัฐฯ หรือผู้พำนักถาวร แรงงานทักษะที่มีนายจ้างในสหรัฐฯ รวมถึงผู้สมัครตามช่องทางวีซ่าผู้อพยพอื่นๆ ต่างต้องเจอกับการเลื่อนแบบไม่มีกำหนด ผู้ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนอาจถูกพักเคสไว้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและความเครียดเพิ่มขึ้น
ในไทยมีคนจำนวนไม่น้อยตั้งเป้าขอถิ่นที่อยู่ถาวรผ่านการแต่งงาน การรวมครอบครัว หรือการทำงาน มาตรการระงับวีซ่าผู้อพยพจึงอาจกระทบผู้สมัครจำนวนมาก สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้รับคำขอวีซ่าผู้อพยพต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม K-1 fiancé visas และหมวดครอบครัวอย่าง IR
แม้บริการวีซ่าชั่วคราวที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ยังเปิดตามปกติ แต่นโยบายภาพรวมสะท้อนท่าทีที่เข้มงวดขึ้นต่อการย้ายถิ่นอย่างถูกกฎหมาย ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจควรเตรียมเอกสารให้พร้อมตามมาตรฐานเดิม และคาดได้ว่าอาจมีการตรวจสอบละเอียดขึ้น เช่น การพิจารณาข้อมูลโซเชียลมีเดีย และเอกสารด้านการเงิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางแนะนำให้ติดตามประกาศจาก U.S. Department of State และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่มีการระบุระยะเวลาสิ้นสุดของการพักการพิจารณานี้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่าการทบทวนขั้นตอนจะเสร็จสิ้น
การระงับวีซ่าผู้อพยพของ 75 ประเทศครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นที่กว้างที่สุดในช่วงหลายปีหลัง โดยชี้ให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการลดการพึ่งพาทรัพยากรสาธารณะ และทำให้ระบบคัดกรองเข้มงวดยิ่งขึ้น
มีผู้เสียชีวิต 32 รายจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 weeks ago
“ทีมชาติไทย” แพ้ญี่ปุ่น 0-5 อุ่นเครื่องก่อนเอเชียนคัพ
-
ข่าว3 weeks agoปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime9 months ago
พบกับขบวนชิม “Roasted Coffee” ที่เชียงราย บนดอยช้าง
-
เชียงราย - Chiang Rai News9 months ago
เชียงรายฉลองปีใหม่ อุบัติเหตุทางถนน 12 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย
