ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า
เชียงราย – ตำรวจ สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.แม่สาย พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า และมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
คดีนี้เริ่มจากคืนวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.อร่าม คมบาง สว.(สอบสวน) ปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่าเกิดเหตุยิงกันในพื้นที่บ้าน หมู่ 13 ต.ปิยะพร อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยนำส่งโรงพยาบาลศรีบุรินทร์แม่สาย
หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่รายงานผู้บังคับบัญชา และลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ ทำบันทึกภาพ ทำแผนที่ กันพื้นที่ไว้ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเชียงรายเข้าตรวจ จากนั้นเดินทางไปโรงพยาบาล พบผู้บาดเจ็บคือนายบัณฑิต อายุ 29 ปี ชาว ต.แม่สาย อ.แม่สาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืน แพทย์ดูแลใกล้ชิดจนพ้นอันตราย
ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. 2569 นายบัณฑิตเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ดำเนินคดีกับนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นคดีอาญา ลงวันที่ 10 ม.ค. 2569
ตำรวจ สภ.แม่สาย รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับ ซึ่งศาลจังหวัดเชียงรายออกหมายจับลงวันที่ 11 ม.ค. 2569 กระทั่งวันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมนายณรงวิทย์ได้ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อสมิทแอนด์เวลสัน ขนาด 9 มม. พร้อมแมกาซีนและกระสุน 9 มม. จำนวน 5 นัด ซึ่งระบุว่าเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยบอกว่าเหตุเกิดจากการทะเลาะกันในวงเหล้า เป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมเลขาธิการประจำจังหวัดในข้อหาฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์
กรุงเทพฯ ตำรวจไซเบอร์คุมตัวเลขานุการของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ หลังสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ที่มีผู้เสียหายร้องเรียนหลายราย
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นำกำลังร่วมกับนายตำรวจระดับสูง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มากกว่า 40 นาย ปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 5 จุดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ
จุดสำคัญจุดหนึ่งเป็นห้องพักคอนโดหรูใกล้ถนนบางนา-ตราด ในอำเภอบางพลี ที่นั่น เจ้าหน้าที่จับกุม สิทธิชัยชูไทย, 35 ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ (หมายเลข J.209/2569 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569) และศาลจังหวัดระยอง (หมายเลข J.137/2569 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569)
สำหรับข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเข้าข่ายสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชนโดยแอบอ้าง และสนับสนุนการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง
ยึดของกลางหลายรายการ ตรวจเส้นทางเงินต่อ
ระหว่างตรวจค้น ตำรวจไซเบอร์ยึดของกลางที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดี เช่น โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์พกพา 1 ตัว รถยนต์ 2 คัน ตรายางบริษัท BB Venture Co., Ltd. 1 อัน และสมุดบัญชีธนาคาร 41 เล่ม
นอกจากคอนโด เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจสอบสถานที่ตั้งบริษัท 2 แห่งในสมุทรปราการ จุดแรกคือ BB Trading and Procurement Co., Ltd. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ตั้งอยู่ในตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ
อีกแห่งคือ BB Investing Co., Ltd. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2566 ระบุลักษณะธุรกิจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และตั้งอยู่ในตำบลท้ายบ้านใหม่เช่นกัน ตำรวจระบุว่า สิทธิชัย มีสถานะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้ จึงเก็บเอกสารและหลักฐานไปตรวจสอบเพิ่มเติม
ด้านการสอบปากคำ พล.ต.ต.ธินากร รังมาต รายงานว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าทำงานเกี่ยวกับการซื้อขายเหรียญดิจิทัล และปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงหรือกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ เขายังบอกว่าไม่ทราบตัวตนของผู้โอนเงินเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมองว่าเป็นธุรกรรมซื้อขายตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะจากการตรวจสอบพบเรื่องร้องเรียนหลายเคสในระบบรับแจ้งความออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นคดีหลอกลงทุนและหลอกเทรดหุ้น ซึ่งเชื่อมไปถึงบัญชีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีในนามนิติบุคคล
ตำรวจไซเบอร์ระบุว่า จะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำหลักฐานมาชี้แจงที่มาของธุรกรรม และจะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชายที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับรถจักรยานยนต์ด้วยปืน AK47
กรุงเทพฯ ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนลักษณะคล้าย AK ยิงตำรวจทางหลวงจนบาดเจ็บสาหัส ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัยพูดจาสับสนและให้ข้อมูลไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีอาการคล้ายมึนเมา ขณะที่แนวทางสืบสวนเชื่อว่าเหตุเริ่มจากการพยายามเรียกตรวจรถ ก่อนผู้ต้องสงสัยหลบหนีและใช้อาวุธยิง
เหตุเกิดราว 16.00 น. วันที่ 2 มีนาคม 2026 รถสายตรวจตำรวจทางหลวงเข้าขอตรวจรถ SUV Isuzu MU-X สีขาว ป้ายทะเบียนชลบุรี โดยรายงานระบุว่ารถคันดังกล่าวไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง
ระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้จอดตรวจ คนขับซึ่งตำรวจระบุชื่อว่า “เปรมณพงศ์ พนมสิงห์” อายุ 36 ปี หยิบอาวุธปืนยาวลักษณะคล้าย AK แล้วยิงใส่เจ้าหน้าที่
ตำรวจทางหลวงอายุ 36 ปี ส.ต.ท. อนุสรณ์ เอ็งผางศรี ถูกยิง บริเวณใกล้ใบหูขวา อาการสาหัส นอกจากนี้ กระสุนยังถูกผู้ขี่รถจักรยานยนต์อายุ 29 ปี “ทักษิณ เจริญชัย” บริเวณหลังส่วนล่าง
หน่วยกู้ภัยเร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งสองส่งโรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา ต่อมาแพทย์ส่งตัว ส.ต.ท. อนุสรณ์ ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะอาการหนักและต้องรักษาเร่งด่วน

ไล่ล่ากระชั้นชิด ก่อนยอมมอบตัว
หลังเกิดเหตุ ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรานำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ (NPP) ร่วมกับทีม “หนุมาน” ใช้กำลังภาคพื้นดินควบคู่โดรน ปิดล้อมและค้นหาในพื้นที่ซอยบ้านดอนคา หมู่ 1 ต.บางเตย อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 กิโลเมตร
เจ้าหน้าที่พบรถของผู้ต้องสงสัยตกไหล่ทางและจมอยู่ในบ่อน้ำ จากนั้นจึงกระจายกำลังค้นหาบ้านร้าง บริเวณสถานีรถไฟบางเตย อาคารร้างใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่หญ้าสูงแถวนั้น ขณะเดียวกัน ชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าพบชายคนหนึ่งเดินผ่าน ทำให้ตำรวจคุมวงค้นหาได้แคบลง
ราว 20.00 น. ผู้บังคับบัญชาสั่งกระชับพื้นที่ใกล้บ่อน้ำอีกแห่ง ห่างจากจุดพบรถประมาณ 500 เมตร เพราะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยหลบซ่อนอยู่ในน้ำ หลังเจรจา ผู้ต้องสงสัยยกมือเดินออกมาจากบ่อและยอมให้จับกุม
ต่อมาเจ้าหน้าที่พาตัวไปยังถนนใกล้จุดปิดล้อม โดยผู้ต้องสงสัยชี้จุดทิ้งอาวุธปืน อยู่ก่อนถึงปากทางเข้าซอยบ้านดอนคาประมาณ 500 เมตร ตำรวจตรวจสอบและทำให้ปลอดภัย ก่อนระบุว่าในแม็กกาซีนยังมีกระสุนเหลืออีกหลายสิบนัด

คำให้การเปลี่ยนไปมา ตำรวจเตรียมสอบซ้ำ
ตำรวจระบุว่า คำให้การของเปรมณพงศ์เปลี่ยนไปมาและเรียงลำดับเหตุการณ์ไม่ชัด เขาอ้างว่าที่ขับหนีเพราะมีรถ Fortuner สีขาวตามมา จึงไม่อยากมีปัญหา จากนั้นจึงบอกว่าเจอตำรวจเรียกให้หยุด และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ชักปืนใส่ก่อน
จากข้ออ้างดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยระบุว่าเลยตัดสินใจใช้อาวุธปืนแบบ AK ที่อยู่ในรถยิงออกไป นอกจากนี้ เขายังบอกกับตำรวจว่าเคยซื้อปืนมานานแล้วจากประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) ในราคา 8,500 บาท ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา พล.ต.ต. เกรียงไกร บุญซ้อน ระบุว่าเบาะแสจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านช่วยอย่างมาก เพราะทำให้ตำรวจรู้เส้นทางการหลบหนี และวางกำลังปิดพื้นที่ได้ตรงจุด จนจับกุมได้ในที่สุด
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาหนัก รวมถึงพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และพยายามฆ่าผู้อื่นจากกรณีกระสุนหลงไปถูกประชาชน
เช้าวันที่ 3 มีนาคม 2026 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ระบุว่าจะสอบปากคำผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง เพราะการสอบครั้งแรกได้ข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้น้อย เจ้าหน้าที่บอกว่าเขาดูสับสนและตอบไม่ชัดเจน หลังสอบเพิ่ม ตำรวจเตรียมยื่นขอฝากขังต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันถัดไป และยืนยันว่าไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ข้อกล่าวหาที่แจ้งแล้ว
พนักงานสอบสวนระบุว่า ข้อหาที่แจ้งในขณะนี้ ได้แก่
- พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
- ขัดขวางและต่อสู้เจ้าพนักงาน
- พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตำรวจเสริมว่าอาจมีข้อหาเพิ่ม หากพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนการตรวจสารเสพติดยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยผลคัดกรองปัสสาวะต้องมีผลเลือดประกอบสำนวนคดี ขณะเดียวกันคืนก่อนหน้า ส.ต.ท. อนุสรณ์ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจเพื่อผ่าตัดเร่งด่วน นำหัวกระสุนออก
ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
เชียงราย – ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 เดินหน้าตามจับคดีหลอกลงทุนขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Amazon หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่าถูกหลอกให้โอนเงินลงทุน แต่ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่อ้าง ความเสียหายรวม 2,193,416 บาท
ต่อมา พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.6 เร่งติดตามเครือข่ายบัญชีม้าและกลุ่มถอนเงิน หลังพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” และจับกุมไปก่อนแล้ว 2 ราย
ล่าสุด ชุดสืบสวนตามจับผู้ต้องหารายที่ 3 คือ นายกฤษฎา (สงวนนามสกุล) ผู้ทำหน้าที่บัญชีม้าถอนเงิน ได้ในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระหว่างเข้าควบคุมตัว ผู้ต้องหาพยายามวิ่งหลบหนี แต่ตำรวจติดตามจนควบคุมตัวไว้ได้
ขณะปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่พบ น.ส.แสนสุข หรือหญิง สัญชาติลาว อยู่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ และพบพฤติการณ์โยนสิ่งของทิ้งด้านหลังบ้าน จึงขอตรวจค้น พบเงินสด 104,000 บาท โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และบัตรเอทีเอ็มหลายรายการ ซึ่งไม่ใช่ชื่อของ น.ส.แสนสุข ต่อมาจึงขยายการตรวจค้นไปยังบ้านพัก พบยาบ้า 7 เม็ด เป็นของนายณฐกร (สงวนนามสกุล)
จากนั้นตำรวจตรวจค้นเพิ่มเติมที่บ้านพักของนายกฤษฎาในพื้นที่หมู่ 3 ต.เวียง อ.เชียงแสน พบสมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ด ก่อนคุมตัวไปสอบปากคำที่ สภ.เชียงแสน และเดินหน้าขยายผลทันที
ผลจากการขยายผล เจ้าหน้าที่จับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและใช้บัญชีม้าถอนเงินได้เพิ่มอีก 3 ราย คือ 1) นายสราวุฒิ 2) น.ส.วันเพ็ญ 3) นายณฐกร โดยทั้งหมดมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการถอนเงินออกจากบัญชีม้า
นอกจากนี้ ตำรวจยังสืบพบแนวทางการลักลอบรวบรวมเงินและนำข้ามแดน โดยระบุผู้เกี่ยวข้องหลัก ๆ ดังนี้
- นายสิทธิชัย หรือที ทำหน้าที่คุมงาน สั่งการคนถอนเงิน และติดต่อเครือข่ายชาวจีนฝั่งลาว (หลบหนี)
- นายเชษ (ไม่ทราบชื่อจริง) ทำหน้าที่ถอนเงิน (หลบหนี)
- นาง SAENSOUK หรือหญิง ทำหน้าที่ถอนเงินและรวบรวมเงินส่งต่อ (ถูกจับกุม)
- นายโดม (ไม่ทราบชื่อจริง) ทำหน้าที่ถอนเงิน (หลบหนี)
จากข้อมูลการสืบสวน กลุ่มถอนเงินจะรอคำสั่งจากนายที จากนั้นนำโทรศัพท์หรือบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินสดจากบัญชีม้าที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมาย เมื่อถอนสำเร็จแล้วจึงนำเงินมารวมกันเพื่อส่งต่อให้เครือข่ายฝั่งลาว โดยได้ค่าตอบแทนวันละ 1,000 ถึง 2,000 บาท และอาจได้เพิ่มตามยอดเงินที่ถอน
ด้านคำให้การ นายสราวุฒิ และ น.ส.วันเพ็ญ ให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า มีนายโชคชัย หรืออาร์ม ชวนให้จัดหาบัญชีม้า แลกค่าตอบแทน 1,000 บาท ทั้งคู่จึงชักชวนหญิงรายหนึ่งชื่อ “ณี” ให้เปิดบัญชีธนาคาร โดยเสนอเงิน 3,000 บาท และนายสราวุฒิเป็นผู้จัดหาโทรศัพท์ไปผูกกับบัญชีที่เปิดใหม่
หลังได้บัญชีมาแล้ว ทั้งสองนำโทรศัพท์ที่ผูกบัญชี สมุดบัญชี และบัตรเอทีเอ็ม เดินทางไป อ.เชียงแสน เพื่อนำไปส่งให้เครือข่ายผู้ใช้บัญชีม้าถอนเงิน เพื่อส่งต่อให้ชาวจีนตามขั้นตอนที่ทำกันมา
ตำรวจจึงดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาชาวไทยที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเกี่ยวกับการรวมกลุ่มและการจัดหา หรือชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนคดียาเสพติด นายณฐกร ถูกดำเนินคดีฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ น.ส.แสนสุข ถูกดำเนินคดีข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
รวบคู่สามีภรรยาคดีฉ้อโกงในเชียงราย เจอปืนลูกโม่ .38 ทำเองคาตัว
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoจังหวัดเชียงรายเพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำหลังจากตรวจพบสารหนูในชาวบ้าน
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชายชาวเชียงรายถูกรางวัลใหญ่ คว้าเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากการจับสลากลอตเตอรีพลัส
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้เสพยาเสพติดก่อกวนพิธีการของโรงเรียนมัธยมเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days ago“ปู มัณฑนา” เข้ารับทราบข้อหา หมิ่นประมาท “หนุ่ม กรรชัย” บอกถูกกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน


