Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

สุขภาพและการแพทย์ Health

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของประเทศไทยที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8% ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสุขภาพที่กำลังหนักขึ้น…

Published

on

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8% ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาสุขภาพที่กำลังหนักขึ้น ในช่วงที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงและสังคมกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายุ

การคลอดก่อนกำหนดสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ความพิการหรือพัฒนาการล่าช้า นอกจากนี้ยังเพิ่มภาระทั้งด้านใจ ค่าใช้จ่าย และระบบบริการสุขภาพ เพราะทารกจำนวนมากต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ใช้การดูแลเฉพาะทาง และต้องติดตามต่อเนื่อง

การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร

การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดมีชีพก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ (หรือก่อน 259 วันนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งกลุ่มตามอายุครรภ์เป็น

  • ก่อนกำหนดมาก: น้อยกว่า 28 สัปดาห์
  • ก่อนกำหนดมากปานกลาง: 28 ถึงน้อยกว่า 32 สัปดาห์
  • ก่อนกำหนดปานกลางถึงใกล้ครบกำหนด: 32 ถึง 37 สัปดาห์

ในปี 2020 ทั่วโลกมีทารกคลอดก่อนกำหนดประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการเกิดทั้งหมด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผู้เสียชีวิตราว 900,000 คนต่อปี เด็กที่รอดชีวิตบางส่วนต้องเผชิญปัญหาระยะยาว เช่น การเรียนรู้ช้า ปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยิน และการพัฒนาทางระบบประสาท

ประเทศที่ทรัพยากรจำกัดมีอัตรารอดชีวิตของทารกที่ก่อนกำหนดมากต่ำมาก โดยมากกว่า 90% เสียชีวิตในช่วงวันแรก ๆ เพราะเข้าถึงการดูแลพื้นฐานได้ไม่พอ เช่น การให้ความอบอุ่น การสนับสนุนการให้นมแม่ และการดูแลเรื่องการติดเชื้อ ขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถเพิ่มโอกาสรอดได้มากจากการรักษาและการดูแลขั้นสูง

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในไทย

การคลอดก่อนกำหนดเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางรายเกิดเองจากการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ขณะที่บางรายจำเป็นต้องคลอดก่อนเวลาจากเหตุทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือโรคที่ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด (รวมถึงการชักนำคลอดหรือผ่าตัดคลอด)

ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่

  • ตั้งครรภ์แฝดหรือหลายคน
  • การติดเชื้อ
  • โรคเรื้อรังของแม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด โภชนาการไม่ดี และความเครียด

สำหรับประเทศไทย รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ปัจจัยเสี่ยงที่พบเพิ่ม เช่น ฝากครรภ์ไม่ครบหรือเริ่มช้า ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ การตั้งครรภ์แฝด และการติดเชื้อของมารดา (เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก)

อัตราการคลอดก่อนกำหนดแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ราว 8% ถึง 18% ในแต่ละภูมิภาค กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงห่างการตั้งครรภ์สั้น และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ เช่น อยู่ชนบท หรือการศึกษาต่ำ ยังทำให้ความเสี่ยงเพิ่มในบางกลุ่ม

ทำไมตัวเลข 9.91% ถึงน่าห่วง

เมื่ออัตราคลอดก่อนกำหนดของไทยอยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จึงเป็นสัญญาณว่าระบบยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับ แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็ง ตัวเลขนี้ส่งผลต่อการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อีกทั้งเพิ่มภาระต่อเครือข่ายบริการสุขภาพในช่วงที่จำนวนเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง (ในบางปีต่ำกว่า 500,000 คน)

กรมอนามัยยังชี้ว่าการคลอดก่อนกำหนดทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งค่ารักษา การนอนโรงพยาบาลนาน การดูแลทารกในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และค่าใช้จ่ายในการติดตามพัฒนาการในระยะยาว

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

แนวทางของกรมอนามัยและความร่วมมือที่เดินหน้า

กรมอนามัยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (BMA) และภาคีต่าง ๆ เช่น WHO รวมถึงโครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก (ในพระอุปถัมภ์) เพื่อผลักดันเป้าหมายลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้เหลือ ไม่เกิน 8%

มาตรการสำคัญที่ถูกเน้น ได้แก่

  • ฝากครรภ์เร็วและสม่ำเสมอ แนะนำให้เข้ารับบริการอย่างน้อย 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์
  • คัดกรองปัจจัยเสี่ยงหลัก ตรวจประเมิน 5 เรื่องสำคัญคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง การติดเชื้อในช่องคลอด และโรคในช่องปาก เพื่อให้รักษาได้ไว
  • ส่งเสริมความรู้ในชุมชนและครอบครัว มีโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เข้าใจอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด
  • สื่อสารสาธารณะร่วมกับภาคี โครงการรณรงค์ร่วมกับ TrueVisions เน้น 4 เรื่องคือ อันตรายของการคลอดก่อนกำหนด ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์เร็ว บทบาทครอบครัวในการป้องกัน และสัญญาณเตือน เช่น เจ็บครรภ์ เลือดออก หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด

งานเหล่านี้ต่อยอดจาก โครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก ที่มีผลดีในพื้นที่ชนบท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนดในบางพื้นที่

ในเดือนเมษายน 2025 WHO ยังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันอนามัยโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Beginnings, Hopeful Futures” และเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่องช่วงปี 2025 ถึง 2026 เพื่อผลักดันการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ผ่านการสื่อสารและการดูแลที่เหมาะสม

พร้อมกันนี้ กรมอนามัยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงาน (SOPs) สำหรับการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ การติดตามกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน) และแนวทางดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดทันทีในห้องคลอด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากสามารถป้องกันได้ ด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและคุ้มค่า เช่น ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ อัลตราซาวด์ตั้งแต่เนิ่น ๆ การให้สเตียรอยด์ก่อนคลอดในรายที่เหมาะสม และการดูแลแบบแม่โอบอุ้ม (kangaroo mother care)

ก้าวต่อไปของไทย

ในวันที่ไทยมีเด็กเกิดน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การลดการคลอดก่อนกำหนดยิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เด็กเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข แนวทางที่ทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการคัดกรอง การสื่อสารกับชุมชน และการสนับสนุนนโยบาย จะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้จริง

การลงทุนต่อเนื่องในสุขภาพแม่ การค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว และการดูแลที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น

คีย์เวิร์ดแนะนำ: การคลอดก่อนกำหนด ไทย, อัตราคลอดก่อนกำหนด 9.91%, กรมอนามัย, ป้องกันคลอดก่อนกำหนด, สุขภาพแม่และเด็ก ไทย, การตายทารกแรกเกิด, WHO คลอดก่อนกำหนด, ฝากครรภ์ ไทย, คัดกรองครรภ์เสี่ยงสูง, เครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก

กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์ Health

เชียงรายเปิดตัว “ยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่” หนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชน

Rebecca Kim

Published

on

เชียงรายเปิดตัว "ยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่" หนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชน

เชียงรายจังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย ล่าสุดหน่วยงานท้องถิ่นได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเยาวชนเพื่อเป็นผู้นำเที่ยว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 มีการเปิดโครงการอบรมยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่ กิจกรรมนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมลักษวรรณ รีสอร์ท อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีตัวแทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากมาย นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารสถานศึกษาและนักเรียนในพื้นที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก

นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานใหญ่ในการผลักดันเชียงรายเป็นเมืองสุขภาพ เป้าหมายหลักคือการสอนให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญของการท่องเที่ยววิถีชุมชนอย่างลึกซึ้ง พวกเขาจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจและเป็นธรรมชาติ

ประเด็นสำคัญ  

  • ปั้นเยาวชนสู่มัคคุเทศก์: จังหวัดเชียงรายจัดอบรมเยาวชนเพื่อเตรียมพร้อมเป็นผู้นำเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชน
  • เรียนรู้จากพื้นที่จริง: นักเรียนได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นและธรรมชาติในสถานที่จริง
  • ต่อยอดเมืองสุขภาพ: โครงการนี้ช่วยผลักดันให้จังหวัดเชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองสุขภาพที่ยั่งยืน

การอบรมครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมดสามวัน ตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 19 สิงหาคม 2569 นักเรียนทุกคนจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น เนื้อหาเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานแนวคิดเชียงรายเมืองแห่งสุขภาพให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน หลังจากนั้นจะเป็นการฝึกทักษะสำคัญที่มัคคุเทศก์ต้องมี เช่น การเล่าเรื่อง การใช้เสียง และการทำงานเป็นทีม

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียน พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้น่าสนใจและดึงดูดใจนักท่องเที่ยว การสื่อสารด้วยความมั่นใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่วิทยากรเน้นย้ำตลอดการอบรม ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เยาวชนพร้อมรับมือกับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบในอนาคตได้อย่างมืออาชีพ

เชียงรายเปิดตัว "ยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่" หนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชน

การลงพื้นที่จริงเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น

เพื่อเพิ่มประสบการณ์จริง นักเรียนจะได้ลงพื้นที่ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งของจังหวัด พวกเขาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านที่ศูนย์วัฒนธรรมอาข่าและควายดินดากอาร์ทเฮ้าส์ รวมทั้งสัมผัสวิถีชีวิตเชิงสุขภาพที่น้ำพุร้อนโป่งพระบาท นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องสมุนไพรที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรท่าสุด ซึ่งเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม

จุดเด่นของงานนี้คือการให้นักเรียนได้แสดงฝีมือผ่านกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ กิจกรรมแรกคือ Young Wellness Guide Challenge ที่ให้เยาวชนลองทำหน้าที่มัคคุเทศก์จริง นอกจากนี้ยังมีการประกวด Mini Tour Guide Show เพื่อนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ข้อมูลสนับสนุนจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่ากิจกรรมรูปแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ในการนำเสนอเรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างมาก

เชียงรายเปิดตัว "ยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่" หนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชน

ก้าวต่อไปของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเชียงราย

โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างผู้สื่อความหมายรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูง เยาวชนเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของบ้านเกิดตนเอง พวกเขาไม่เพียงแค่นำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพ แต่ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่ ท้ายที่สุดสิ่งนี้จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาจังหวัดเชียงรายต่อไป

การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อเยาวชนเข้าใจและรักในท้องถิ่น พวกเขาจะปกป้องและดูแลทรัพยากรของตนเองอย่างดี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของเชียงรายจึงมีอนาคตที่สดใสและพร้อมต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก โครงการนี้จึงเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องการพัฒนาชุมชนในรูปแบบเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม: โครงการอบรมนี้จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?

คำตอบ: โครงการนี้มุ่งหวังที่จะพัฒนาทักษะเยาวชนในพื้นที่ให้กลายเป็นยุวมัคคุเทศก์ที่มีความสามารถ และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีชุมชนของจังหวัดเชียงรายให้เติบโต

คำถาม: นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้ไปทัศนศึกษาที่ไหนบ้าง?

คำตอบ: แหล่งเรียนรู้หลักในโครงการนี้ ได้แก่ ศูนย์วัฒนธรรมอาข่า ควายดินดากอาร์ทเฮ้าส์ น้ำพุร้อนโป่งพระบาท และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรท่าสุด

คำถาม: โครงการนี้มีประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างไร?

คำตอบ: โครงการนี้ช่วยสร้างทักษะอาชีพให้เยาวชน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และสนับสนุนให้เชียงรายก้าวขึ้นเป็นเมืองสุขภาพระดับประเทศ ซึ่งจะนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เชียงรายล้ำหน้า! แม่ฟ้าหลวงเปิดตัว “M-Water” ใช้ AI รับมือวิกฤตน้ำท่วม

รักบี้เชียงรายระดมเยาวชนกว่า 600 ชีวิต โชว์พลังความสามัคคีเต็มสนาม

 

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์ Health

ข่าวดีชาวเหนือ! รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จรายที่ 3

Rebecca Kim

Published

on

ข่าวดีชาวเหนือ! รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จรายที่ 3

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้สร้างความสำเร็จครั้งใหญ่อีกครั้ง ทีมแพทย์ได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้สำเร็จด้วยดี โดยผู้ป่วยรายนี้ได้ลงทะเบียนรอรับการบริจาคอวัยวะมาเป็นเวลานาน

การผ่าตัดครั้งนี้ถือเป็นการปลูกถ่ายไตสำเร็จเป็นรายที่ 3 ของโรงพยาบาล ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน นอกจากนี้ยังยืนยันว่าระบบบริการของโรงพยาบาลมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแลผู้ป่วยหนัก

ประเด็นสำคัญ 

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569
  • ความสำเร็จนี้ช่วยลดเวลาการรอคอย และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยโรคไตในพื้นที่ภาคเหนือ
  • ทีมแพทย์และโรงพยาบาลขอบคุณผู้บริจาคอวัยวะที่มอบ “ของขวัญแห่งชีวิต” ให้กับผู้ป่วย

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการบริจาคอวัยวะ การประสานงาน และการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วย ไปจนถึงการผ่าตัดและการดูแลหลังผ่าตัด ทุกขั้นตอนทำด้วยความใส่ใจและรัดกุม

การปลูกถ่ายไตในพื้นที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงกรุงเทพฯ ทำให้ลดเวลาการรอคอยอวัยวะลงได้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตในภาคเหนือให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ยกระดับการรักษาโรคซับซ้อนในเชียงราย

ทีมแพทย์ของ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการโรคร้ายแรง การผ่าตัดที่ซับซ้อนเช่นนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงมาก ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องทำงานสอดประสานกันเป็นทีมเดียว

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์จากการฟอกเลือด การฟอกเลือดแต่ละครั้งใช้เวลานานและทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ดังนั้นการได้รับโอกาสปลูกถ่ายไตจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้

ระบบบริการปลูกถ่ายอวัยวะของโรงพยาบาลได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พร้อมรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน การมีศูนย์การแพทย์ที่เชี่ยวชาญอยู่ใกล้บ้านถือเป็นเรื่องดีและสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

เชิดชูผู้บริจาค ผู้มอบ “ของขวัญแห่งชีวิต”

นอกเหนือจากความสามารถของแพทย์แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของผู้บริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ขอร่วมยกย่องและอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ ครอบครัวของผู้บริจาคได้มอบ “ของขวัญแห่งชีวิต” ที่มีค่าที่สุดให้กับเพื่อนมนุษย์

เมื่อผู้ป่วยได้รับการเปลี่ยนไตใหม่ ร่างกายจะกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติ พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน และมีความสุขกับครอบครัวได้อีกครั้ง การบริจาคอวัยวะจึงเป็นการต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยที่เคยหมดหวังให้กลับมามีรอยยิ้มได้

โรงพยาบาลขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย ครอบครัว และทีมงานผู้ดูแลทุกคน ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ระบบสาธารณสุขไทยก้าวหน้าต่อไป คุณสามารถติดตามข่าวสารสาธารณสุขเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ประเด็นสำคัญ

ตำรวจเชียงรายไล่ล่าโจรปล้นทองในลาว: ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท

สมาคมกีฬาเชียงราย จัดหนัก! มอบอุปกรณ์กีฬา-อัดฉีดโค้ช เตรียมทัพเยาวชนลุยศึก:สุราษฎร์ธานีเกมส์”

Continue Reading

สุขภาพและการแพทย์ Health

เชียงรายตั้งเป้าเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก”

Rebecca Kim

Published

on

เชียงรายตั้งเป้าเป็น "ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก"

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้ชื่อโครงการ “Chiang Rai Wellness City” อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือการก้าวขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โครงการนี้เน้นการนำจุดแข็งด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น มาสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เทรนด์การท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากการเดินทางเพื่อพักผ่อนธรรมดา เป็นการเน้นดูแลสุขภาพและฟื้นฟูจิตใจ จังหวัดเชียงรายจึงนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น น้ำพุร้อน ชา กาแฟ และสมุนไพร มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ประเด็นสำคัญ

  • เป้าหมายระดับโลก: เชียงรายเร่งพัฒนาเมือง เพื่อก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ
  • การพัฒนาชุมชน: มีการจัดอบรม 4 หลักสูตรใหญ่ตลอดเดือนสิงหาคม เพื่อเพิ่มทักษะให้ผู้ประกอบการและชาวบ้าน
  • กิจกรรมแจกรางวัล: เปิดตัวแคมเปญประกวดคลิปวิดีโอและบทความ ชิงรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 120,000 บาท

การผลักดันโครงการนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน นำโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย และ ททท. สำนักงานเชียงราย ทุกฝ่ายตั้งใจเตรียมความพร้อมให้คนในพื้นที่อย่างจริงจัง คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สยามรัฐออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งข่าวต้นฉบับของการแถลงข่าวครั้งนี้

การทำงานครั้งนี้เน้นการพัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ และสร้างการรับรู้ไปพร้อมกัน ตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน 2569 จะมีกิจกรรมมากมาย เพื่อวางรากฐานให้เชียงรายเป็นเมืองแห่งสุขภาพอย่างแท้จริง

ด้านการพัฒนาคน จะมีการจัดอบรมอย่างเข้มข้นถึง 4 หลักสูตร เริ่มจาก “Chiang Rai Wellness Business Academy” ที่ช่วยเสริมความรู้ด้านการตลาดให้ธุรกิจสุขภาพ ต่อด้วยหลักสูตร “ยุวมัคคุเทศก์รุ่นใหม่” ที่สอนให้เด็กๆ ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตร “นักสื่อความหมายท้องถิ่น” เพื่อยกระดับคนในพื้นที่ให้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ปิดท้ายด้วยหลักสูตร “Local Food Stylist” ที่สอนการจัดจานอาหารพื้นถิ่น ให้กลายเป็นเมนูสุขภาพที่น่าทานและมีราคา

การพัฒนาทักษะเหล่านี้ จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อชุมชนเข้มแข็ง การท่องเที่ยวก็จะเติบโตตามไปด้วย สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

เชียงรายตั้งเป้าเป็น "ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก"

แคมเปญสุดสร้างสรรค์ ดึงคนรุ่นใหม่โปรโมทเมือง

นอกจากการสอนคนในพื้นที่แล้ว เชียงรายยังจัดแคมเปญการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แคมเปญแรกคือการประกวดคลิปวิดีโอสั้น “Chiang Rai Wellness Moment” เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาแชร์ช่วงเวลาดีๆ เพื่อชิงเงินรางวัลรวม 70,000 บาท

แคมเปญที่สองคือ “Wellness Storytelling” เป็นการประกวดบทความและภาพถ่ายสะท้อนวิถีชีวิต ผู้ชนะจะได้รับบัตรกำนัลที่พักและบริการสปา มูลค่ารวม 50,000 บาท แคมเปญเหล่านี้จะช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี

นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ย้ำว่ากิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันชิงรางวัล แต่เป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวบอกเล่าประสบการณ์จริง การพูดกันปากต่อปากบนโลกออนไลน์ จะช่วยให้คนรู้จักเมืองเชียงรายมากขึ้น

เชียงรายตั้งเป้าเป็น "ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก"

สัมผัสธรรมชาติกับแคมป์ปิ้งสุขภาพ และก้าวต่อไปของเชียงราย

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์คือ “Wellness Camping Life” ซึ่งเตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 งานนี้ชวนนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ททท. พร้อมเดินหน้าโปรโมทผ่านสื่อทุกช่องทาง โดยจะพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์มาร่วมทริป เพื่อช่วยรีวิวและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวตามรอยมาเที่ยวเชียงราย

ทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต ในอนาคตอันใกล้ เชียงรายจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลกที่ทุกคนต้องห้ามพลาด

การเปลี่ยนผ่านสู่เมืองสุขภาพ ไม่เพียงแต่ดีต่อนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงรายด้วย เมื่อธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเศรษฐกิจดีขึ้น ความสุขของคนในพื้นที่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาในครั้งนี้

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ยกเลิกสัญญาหอพักนักศึกษา มูลค่า 468 ล้านบาท

ด่วน! ปะทะเดือดชายแดนเชียงราย ทหารพรานวิสามัญแก๊งค้ายา 3 ศพ ยึดยาบ้าเกือบ 4 แสนเม็ด

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending