ข่าวระดับชาติ - National
อินฟลูสาวชื่อดัง ร้องสายไหมต้องรอด รพ.ศัลยกรรมชื่อดังทำจมูกเน่า
กรุงเทพฯ อินฟลูสาวชื่อดัง- อินฟลูเอนเซอร์สาวรายหนึ่งเดินทางเข้าร้องเรียนกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง แต่ผ่านไปเพียง 1 เดือน จมูกเริ่มติดเชื้อรุนแรงจนเห็นกระดูกด้านใน และมีอาการเน่าลุกลามกินเนื้อ ทำให้ทำงานและใช้ชีวิตได้ยาก
ผู้เสียหายเล่าว่า รู้จักโรงพยาบาลแห่งนี้มานานเพราะเป็นที่รู้จักในวงการ มีดาราและคนมีชื่อเสียงเข้ารับบริการจำนวนมาก อีกทั้งแพทย์ผู้รักษาก็มีชื่อเสียง จึงรู้สึกมั่นใจที่จะเลือกทำที่นี่
ก่อนหน้านี้เธอเคยทำจมูกมาแล้ว 1 ครั้ง แต่ไม่พอใจกับผลลัพธ์ เพราะมีเนื้อพับบริเวณปลายจมูก จึงอยากแก้ไขให้ดีขึ้น เมื่อเข้าปรึกษา แพทย์ประเมินว่าสามารถแก้ได้ ค่าใช้จ่ายราว 400,000 บาท และต้องทำ 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อซ่อมโครงสร้างที่เสียหาย ส่วนครั้งที่สองเพื่อปรับทรง หากมีอาการเบี้ยวหรือเอียงจึงค่อยแก้ให้จบตามแผน
เธอยอมรับว่าเคยไปปรึกษาคลินิกอื่นมาก่อน ซึ่งเสนอค่ารักษาสูงถึงประมาณ 750,000 บาท แต่เมื่อโรงพยาบาลนี้ยืนยันว่าดูแลได้ในราคาที่ต่ำกว่า เธอจึงตัดสินใจผ่าตัดทันที
อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดได้เพียง 1 เดือน ปลายจมูกเริ่มมีเนื้อตาย และลุกลามไปถึงแกนจมูกจนเห็นกระดูกด้านใน ทางโรงพยาบาลแจ้งว่ายังอยู่ในขั้นตอนการรักษา และให้รอดูอาการต่อไป
เวลาผ่านไปนานถึง 6 เดือน อาการกลับไม่ดีขึ้น แผลยังลุกลามและปากแผลไม่ปิด เธอจึงติดต่อกลับไปอีกครั้ง แต่ได้รับคำแนะนำให้เดินหน้ารักษาตามขั้นตอนที่ 2 ตามแผนเดิม ซึ่งเธอไม่มั่นใจและไม่อยากเสี่ยงเพิ่ม เพราะการรักษาครั้งแรกยังไม่หาย
ต่อมา ผู้เสียหายพูดคุยกับโรงพยาบาลเพื่อขอเงินคืน 400,000 บาท เพื่อนำไปรักษาที่อื่น ช่วงแรกโรงพยาบาลเสนอคืนเพียง 20,000 บาท เธอไม่ยอมรับ และเจรจากันต่อเนื่องจนมีข้อเสนอเพิ่มเป็น 100,000 บาท แต่เธอมองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะการแก้จมูกครั้งต่อไปมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งทางโรงพยาบาลก็ไม่เคยกล่าวขอโทษอย่างชัดเจน
หลังจากนั้น เธอนำเรื่องไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก และมีผู้เสียหายรายอื่นทักมาเล่าประสบการณ์คล้ายกัน บางรายบอกว่ารูจมูกตีบจนหายใจลำบาก แต่ไม่กล้าออกมาต่อสู้เพราะกลัว
ผู้เสียหายย้ำว่า แผลที่จมูกทำให้ชีวิตยากขึ้นมาก เพราะอาชีพหลักคืออินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องถ่ายหน้ารีวิวสินค้า ตอนนี้ไม่กล้าหยิบกล้องมาถ่ายตัวเอง จากเดิมเคยมีรายได้ราวเดือนละ 20,000 บาท กลับกลายเป็นไม่มีรายได้เลย นอกจากนี้ยังหายใจไม่สะดวก มีเสียงฟึดฟัดและติดขัดตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการแพนิคทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้
เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ถ้าจมูกไม่ได้มีปัญหาหนักมาก อย่ารีบทำหลายอย่างเกินไป เพราะถ้าเกิดพังขึ้นมา การรักษาจะยากและใช้เวลานาน เธอบอกด้วยว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ คงไม่ตัดสินใจรักษาจนเกิดสภาพแบบนี้
ปัจจุบันผ่านมาประมาณ 7 เดือน เธอยังคงทายารักษาแผลอย่างต่อเนื่องจนเริ่มดีขึ้น แต่เวลาออกจากบ้านยังต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเพื่อปกปิดแผลและลดความกังวล
ด้านนายเอกภพ ระบุว่าจะประสานสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมฝากถึงโรงพยาบาลให้มองในมุมผู้เสียหายด้วย เขาเปรียบเทียบว่าเหมือนนำรถไปซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ จ่ายเงิน 400,000 บาท และร้านรับปากว่าจะซ่อมให้กลับมาดี แต่ถ้าซ่อมไม่ได้ตามที่ตกลง ก็ควรคืนเงินให้ผู้ใช้บริการ ไม่ควรมองแค่ฝั่งผู้ให้บริการฝ่ายเดียว อินฟลูสาวชื่อดัง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
“ปู มัณฑนา” เข้ารับทราบข้อหา หมิ่นประมาท “หนุ่ม กรรชัย” บอกถูกกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน
ข่าวระดับชาติ - National
เรื่องน่าตกใจ! พนักงานประจำรถบัสพบศพเด็กทารก “แรกเกิด” ในถังขยะในห้องน้ำ
พิษณุโลก – เหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นที่พิษณุโลก เมื่อพบศพเด็กทารกชาย “แรกเกิด” ถูกทิ้งไว้ที่ก้นถังขยะในห้องน้ำของรถโดยสารประจำทางสายอุดรธานี-พิษณุโลก การตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่าแม่ของเด็กอาจแท้งบุตรและเสียเลือดมากบนรถก่อนที่จะหนีออกมาด้วยความตกใจ
ช่วงสายวันที่ 25 ก.พ. 2569 พ.ต.ท.สมหมาย รักป้อม สว.(สอบสวน) สภ.วังทอง รับแจ้งจากโรงจอดรถทัวร์ในพื้นที่หมู่ 3 บ้านดงข่อย ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ว่าพบศพเด็กทารกอยู่ในถังขยะภายในห้องน้ำบนรถทัวร์ที่จอดอยู่ในโรงจอด
หลังรับแจ้ง ตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ บุญเยี่ยม รอง ผกก.สส.สภ.วังทอง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา และแพทย์เวรโรงพยาบาลวังทอง เข้าตรวจสอบทันที
เมื่อไปถึง พบศพทารกเพศชายอยู่ก้นถังขยะในห้องน้ำบนรถทัวร์ โดยยังมีสายสะดือและรกติดอยู่ เจ้าหน้าที่ประเมินว่าเสียชีวิตมาไม่นาน และจะส่งร่างไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด
ด้านคนขับรถทัวร์ให้ข้อมูลว่า รถคันดังกล่าววิ่งเส้นทางอุดรธานี ผ่านหลายจุดรับส่งผู้โดยสาร ได้แก่ อุดรธานี, บขส.เมืองหนองบัวลำภู, อ.นากลาง, อ.เอราวัณ, อ.วังสะพุง, บขส.เลย และมาสิ้นสุดที่ จ.พิษณุโลก หลังส่งผู้โดยสารที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 และจุดสุดท้ายที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ในตัวเมืองพิษณุโลก รถจึงกลับไปจอดที่โรงจอดช่วงประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 24 ก.พ. 2569
ขณะที่พนักงานประจำรถซึ่งเป็นผู้พบศพ เล่าว่า เช้าวันนี้เธอขึ้นไปเตรียมทำความสะอาดรถเพื่อออกวิ่งรอบ 11.00 น. ระหว่างยกถังขยะจากห้องน้ำลงมา เธอสังเกตว่าถังมีน้ำหนักผิดปกติ พอเปิดดูจึงพบร่างทารกอยู่ด้านใน ทำให้ตกใจและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
นอกจากนี้ เธอยังจำได้ว่า ระหว่างการเดินทางก่อนหน้านี้ มีผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งท่าทางน่าสงสัย รูปร่างผอมสูง สวมกางเกงยีนส์ และดูคล้ายคนไม่สบาย นอนอยู่บริเวณเบาะด้านหลังใกล้ห้องน้ำ ก่อนจะลงจากรถที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ในตัวเมืองพิษณุโลก
เบื้องต้นตำรวจและแพทย์เวรประเมินว่า ทารกน่าจะมีอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน เพราะร่างกายและอวัยวะค่อนข้างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลชันสูตรเพื่อยืนยันว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนดแล้วเสียชีวิตเอง หรือมีเหตุอื่นเกี่ยวข้อง
ตอนนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อมูลเส้นทางผู้โดยสาร กล้องวงจรปิด และหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาตัวแม่เด็กมาสอบปากคำ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 ริกเตอร์ในประเทศเมียนมาร์ ห่างจากแม่สาย จังหวัดเชียงราย 494 กิโลเมตร
ข่าวระดับชาติ - National
แรงกดดันจากแก๊งมิจฉาชีพทำให้เด็กหญิงวัย 14 ปี กระโดดลงมาจากชั้น 5 ของโรงเรีย
ชลบุรี – เด็กหญิงวัย 14 ปี อาการสาหัส หลังพลัดตกจากอาคารเรียนในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เธอเริ่มมีอาการเครียดสะสมหลังจากถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินและข่มขู่ว่าจะเรียกเงินเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายทางออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญ
ชลบุรี เหตุสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เด็กนักเรียนหญิงอายุ 14 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเป็นนักกีฬาของโรงเรียน พลัดตกจากหน้าต่างห้องน้ำชั้น 5 ของอาคารเรียน จนบาดเจ็บสาหัส
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือทันที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา รายงานอาการพบแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ขาทั้งสองข้าง กระดูกเสียหาย และมีรอยฟกช้ำหลายจุดตามร่างกาย
พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม ระบุว่า เมื่อตรวจจุดเกิดเหตุ พบหน้าต่างระบายอากาศชั้น 5 เปิดอยู่ ภายในห้องน้ำมีรอยรองเท้าบนชักโครกและผนัง นอกจากนี้ยังพบคอมเพรสเซอร์แอร์ชั้นล่างบุบจากแรงกระแทก เบื้องต้นคาดว่าเด็กนักเรียนปีนขึ้นไปก่อนเกิดเหตุพลัดตก
ปมเครียดสะสม หลังถูกคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่
เพื่อนนักเรียนที่ฝึกซ้อมกีฬาอยู่กลุ่มเดียวกันให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ก่อนเกิดเหตุ น้อง (นามสมมติ) ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมประมาณ 3,600 บาท โดยมิจฉาชีพมักอ้างตัวเป็นตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ แล้วใช้โทรศัพท์และ Line กดดันให้โอนเพิ่มอีก 2,000 บาท
ที่น่ากังวลคือ ผู้ก่อเหตุหลอกลวงยังขู่ด้วยคำพูดรุนแรงว่า หากไม่โอนจะถูกฟ้อง และอาจโดนปรับสูงถึง 100,000-120,000 บาท ทำให้น้องเกิดความกลัวอย่างหนัก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสังเกตว่าน้องเครียดมากขึ้น และพยายามยืมเงินเพื่อนคนละ 300-700 บาท เพื่อเอาไปโอนให้มิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อใกล้เกิดเหตุ น้องยังขอยืมเงินเพิ่มอีก แต่ไม่มีใครช่วยได้ ความกดดันจึงยิ่งสะสมและนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้
ตำรวจแจ้งว่า ขณะนี้เด็กนักเรียนยังอาการหนัก จึงยังให้ปากคำไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะเดินหน้าติดตามกลุ่มมิจฉาชีพ โดยตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเบอร์โทรที่ใช้ติดต่อหลอกลวง
คอลเซ็นเตอร์ยังระบาดหนัก เด็กและผู้สูงอายุถูกเล็งเป็นพิเศษ
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการโกงออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Centre หรือ AOC 1441) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุยังตกเป็นเป้าหมายหลักของคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เพราะมักเชื่อข้อมูลที่ถูกสร้างให้ดูน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไปแก๊งเหล่านี้จะอ้างว่าเป็นตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ จากนั้นค่อยข่มขู่เรื่องคดี เช่น อ้างว่ามีคดีติดตัว หรือจะถูกดำเนินคดีอาญา หากไม่รีบโอนเงินตามที่สั่ง
รูปแบบที่พบบ่อย เช่น
- โทรอ้างเป็นตำรวจ บอกว่าบัตรประชาชนหรือบัญชีธนาคารถูกนำไปใช้ในคดีผิดกฎหมาย
- ส่งลิงก์หรือข้อความทาง Line ให้กดตรวจสอบข้อมูล หรือให้โอนเงินเพื่อ “เคลียร์” เรื่อง
- ขู่ค่าปรับสูงมาก ระดับหลักแสนบาท หากไม่จ่ายจะถูกจับหรือยึดทรัพย์
- ใช้แอปยอดนิยมเป็นช่องทางกดดัน เพื่อเร่งให้โอนเงินอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก AOC ระบุว่า ช่วงปลายปี 2568 มีการรับแจ้งคดีกว่า 7,000 เคส และความเสียหายรวมระดับหลายร้อยล้านบาทต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยความเสียหายต่อวันสูงถึง 58 ล้านบาท
ข้อควรระวังจากผู้ปกครอง และแนวทางรับมือเมื่อถูกหลอก
แม่ของเด็กนักเรียนให้สัมภาษณ์ด้วยความเสียใจ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับเด็กคนอื่น
ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและเยาวชนควรระวังเป็นพิเศษเมื่อมีคนแปลกหน้าติดต่อเรื่องเงิน ทรัพย์สิน หรือคดีความ หากเริ่มสงสัยว่าเข้าข่ายถูกหลอก ให้ทำตามนี้ทันที
- โทรแจ้ง AOC 1441 เพื่อขอช่วยเหลือเรื่องการระงับบัญชีและติดตามคดี (ตลอด 24 ชั่วโมง)
- อย่าโอนเงิน และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ต่อให้ปลายสายอ้างเป็นหน่วยงานใดก็ตาม
- รีบแจ้งตำรวจหรือผู้ปกครอง หากถูกข่มขู่หรือกดดันต่อเนื่อง
- ตรวจสอบเบอร์โทรและบัญชีปลายทาง ผ่านช่องทางทางการเท่านั้น
- ติดตั้งเครื่องมือแจ้งเตือนภัย จากหน่วยงานรัฐ เช่น thaipoliceonline.com
เหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า ภัยออนไลน์ไม่ได้เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กและเยาวชนก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และอาจกระทบทั้งจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง ดังนั้นโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนควรช่วยกันสร้างความรู้เท่าทันกลโกง และให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อเริ่มผิดปกติ
ตำรวจยืนยันว่าจะสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่โรงเรียนและชุมชนกำลังประคองด้านจิตใจให้ครอบครัวและเพื่อนนักเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
กรุงเทพฯ – ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” เพื่อส่งเสริมการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและสมัครใจ รวมถึงการดูแลที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนแคมเปญนี้ หลังข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้ว่าในปี 2568 (2025) ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำกว่า 500,000 คนเป็นปีที่สองติดกัน และเป็นตัวเลขต่ำสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 (1949)
อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี: ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางชัดขึ้น
ก่อนหน้านี้ไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิน 1 ล้านคนต่อปี แต่ตอนนี้ตัวเลขลดลงจนต่ำกว่า 500,000 คนต่อปีมาหลายปีแล้ว
- ปี 2567 (2024): เด็กเกิดใหม่ 462,240 คน (ลดลงจาก 519,000 คนในปี 2566)
- ปี 2568 (2025): เด็กเกิดใหม่ 416,000 คน (ต่ำสุดในรอบ 75 ปี)
- อัตราส่วนเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate, TFR): ลดลงมาอยู่ราว 0.87-1.2 คนต่อผู้หญิง 1 คน (ต่ำกว่าอัตราทดแทนประชากร 2.1 คนมาก)
- จำนวนผู้เสียชีวิต: สูงกว่าจำนวนเกิดหลายปีติดกัน เช่น ปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ทำให้ประชากรลดลงสุทธิ
เมื่อเกิดน้อยลงและคนอายุยืนขึ้น ประเทศไทยจึงเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) เพราะประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% แล้ว อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงเหลือราว 30-40 ล้านคน จากปัจจุบันประมาณ 66 ล้านคน
ทำไมคนไทยมีลูกน้อยลง: ปัจจัยหลักที่เจอร่วมกัน
หลายเหตุผลซ้อนกันจนทำให้คนจำนวนมากชะลอการมีลูก หรือเลือกไม่มีก็มี โดยปัจจัยที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่
- ค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะบ้าน ค่าเรียน และค่าเลี้ยงดู
- ผู้หญิงทำงานมากขึ้น จึงเลื่อนการมีลูกออกไป
- ค่านิยมเปลี่ยน โดยเฉพาะในเมือง ครอบครัวมักมีลูก 1-2 คน หรือไม่มีเลย
- ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงงาน และภาระดูแลคนในบ้าน
- ระบบช่วยเหลือครอบครัวยังไม่พอ เช่น ศูนย์เด็กเล็กที่คุณภาพดีและราคาเข้าถึงได้
ผลกระทบก็เริ่มชัดขึ้นตามมา แรงงานลดลง ภาระประกันสังคมและบำนาญหนักขึ้น เศรษฐกิจโตช้าลง และการแข่งขันของประเทศยากกว่าเดิม
“ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ปรับโฟกัสไปที่ความปลอดภัยและการดูแลจริง
แคมเปญ “Every Birth Matters” พยายามขยับจากการชวนให้มีลูกแบบเดิมๆ ไปสู่การทำให้การตั้งครรภ์และการมีลูก “เกิดได้อย่างมีคุณภาพ” โดยวางหลักสำคัญไว้ 3 เรื่อง
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องปลอดภัย: เพิ่มการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอดในโรงพยาบาลรัฐแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และขยายคลินิกภาวะเจริญพันธุ์ให้เข้าถึงง่ายขึ้น
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องสมัครใจ: เคารพสิทธิผู้หญิงและคู่รัก ไม่บังคับ แต่ให้ข้อมูลและทางเลือกครบ
- ทุกการเกิดต้องได้แรงหนุนเต็มที่: ตั้งแต่เงินอุดหนุน สวัสดิการลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตร ศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงการปรับกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว
กรมอนามัยระบุว่าโครงการนี้จะทำงานร่วมหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน เพื่อช่วยกันทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเริ่มต้นครอบครัวมากขึ้น
มาตรการสำคัญภายใต้แคมเปญ
ในภาพรวม แคมเปญนี้พูดถึงมาตรการที่จับต้องได้หลายด้าน เช่น
- ขยายสิทธิลาคลอดและลาเลี้ยงบุตรให้ทั้งพ่อและแม่ รวมถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยวและ LGBTQ+
- สนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยากผ่านบัตรทอง (Universal Coverage)
- เพิ่มศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีใกล้ที่ทำงานและในชุมชน
- เงินอุดหนุนรายเดือนสำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก (เช่น 600-2,000 บาท ขึ้นกับนโยบายพรรคการเมือง)
- ปรับนโยบายที่อยู่อาศัยและภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
- ทำสื่อรณรงค์ร่วมกับ influencer เพื่อคุยเรื่องการมีลูกอย่างตรงไปตรงมา และลดแรงกดดันทางสังคม
แม้ไทยเคยมีแคมเปญอย่าง “Give Birth Great World” (เกิดดีมีโลกดี) มาก่อนและยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ครั้งนี้ “Every Birth Matters” เลือกเน้นคุณภาพของการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดู มากกว่าการเร่งจำนวนเกิดอย่างเดียว
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและเสียงจากคนทั่วไป
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องทำแบบยาวๆ และต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น ขณะเดียวกัน ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนกว่า 71% เห็นว่าอัตราการเกิดต่ำเป็นวิกฤตระดับประเทศ แต่มีเพียงราว 35-44% ที่พร้อมสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการมีลูก ถ้ารัฐยังไม่จัดการเรื่องค่าครองชีพและความไม่เท่าเทียมทางเพศให้ดีพอ
อีกด้านหนึ่ง หลายพรรคการเมืองเริ่มแข่งกันเสนอแนวทางก่อนการเลือกตั้ง ตั้งแต่นโยบายจับคู่รัฐ (state matchmaking) จากพรรคเล็ก ไปจนถึงข้อเสนอเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจากพรรคใหญ่ เพื่อดึงฐานเสียงกลุ่มครอบครัว
ประเทศไทยต่อจากนี้: เสี่ยงขึ้น หรือจัดการได้ทัน
ถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบเดิม ประเทศอาจเจอปัญหาแรงงานขาด การพึ่งพาผู้อพยพมากขึ้น และภาระสวัสดิการที่หนักกว่าเดิม แต่ถ้า “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ทำได้จริง ไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นการปรับระบบให้เหมาะกับชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ภาครัฐย้ำชัดว่า การมีลูกไม่ใช่หน้าที่ของใคร แต่เป็น “ทางเลือก” ที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อให้ทุกการเกิดมีความหมายและมีคุณภาพจริงๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุรีรัมย์ ชายอายุ 19 ปีถูกจับกุมในข้อหาวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ระเบิดมือ” ในวันวาเลนไทน์
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
สัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุการตายของเสือ 72 ตัว และเกรงว่าจะมีการปกปิดความจริง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
ชายวัย 56 ปีถูกจับกุมในข้อหาเผาสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ชื่อ “มอลลี่” จนตาย
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
หญิงชาวเชียงรายที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกหลอกลวงในประเทศกัมพูชา



