ข่าวอาชญากรรม - Crime
หัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นชาวจีนถูกจับกุมแล้วในจังหวัดชลบุรี
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยจับกุม แจ็ก ยัง (Jack Yang) ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ปิดฉากการหลบหนีที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็น “ระดับสั่งการ” ของเครือข่ายสแกม
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้เปลี่ยนชื่อและสลับสัญชาติ โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศโดมินิกาในแคริบเบียน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีคดีฉ้อโกงที่ก่อความเสียหายรวมมากกว่า 800 ล้านบาท
ชุดสืบสวนจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 เผยว่า ได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025
ต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุตัวบุคคลได้ว่าเป็น “หยาง โหยว” อายุ 41 ปี ชาวจีน ซึ่งถูกจัดให้เป็นผู้ก่อเหตุระดับ Tier 1 ในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ตำรวจระบุว่า ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่แก๊งหลอกลวงออนไลน์ขยายตัวรวดเร็วในภูมิภาค ชื่อของเขาปรากฏในคดีฉ้อโกงออนไลน์ขนาดใหญ่ในจีนหลายคดี และถูกกล่าวหาว่าทำให้ผู้เสียหายชาวจีนสูญเงินจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มีผู้ต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของหยางถูกจับกุมแล้ว 320 รายในคดีอื่น ๆ และหลายคนให้ข้อมูลว่าเขาเป็นผู้จัดการหลักของขบวนการ โดยเชื่อว่าเครือข่ายนี้เคยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์
รูปแบบการหลอกลวงที่ตำรวจอธิบายคือ ส่งข้อความชักชวนให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพนันออนไลน์ จากนั้นโน้มน้าวให้โอนเงินและซื้อเหรียญในแอป ช่วงแรกจะให้กำไรเล็กน้อยที่ถอนออกได้จริงเพื่อสร้างความไว้ใจ แต่เมื่อเหยื่อใส่เงินมากขึ้น แอปจะถูกปิดและเงินของเหยื่อถูกนำไป
ตำรวจระบุว่า คดีนี้มีผู้เสียหายมากกว่า 600 ราย มูลค่าความเสียหายรวมประเมินเกือบ 900 ล้านบาท
จากบทบาทที่ถูกกล่าวหา ทำให้ชื่อของหยางถูกขึ้นบัญชีผู้ต้องการตัวของ Interpol และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศ โดยรายงานระบุว่าเขาหลบเลี่ยงการจับกุมจากทางการนานาชาติ จีน และฟิลิปปินส์ มาเป็นเวลาหลายปี
หลังประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ ตำรวจไทยได้นำข้อมูลข่าวกรองและผลการตรวจสอบใบหน้ามาเปรียบเทียบ ก่อนยืนยันว่า ชายที่ถูกจับกุมคือบุคคลเดียวกับ “แจ็ก ยัง” ผู้ถือสัญชาติโดมินิกา ซึ่งเปลี่ยนชื่อและสัญชาติเพื่อเข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว
ระหว่างการสอบสวน ผู้ต้องหายังปฏิเสธว่าไม่ใช่บุคคลตามหมายจับนานาชาติ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร และควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมเลขาธิการประจำจังหวัดในข้อหาฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์
กรุงเทพฯ ตำรวจไซเบอร์คุมตัวเลขานุการของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ หลังสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ที่มีผู้เสียหายร้องเรียนหลายราย
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นำกำลังร่วมกับนายตำรวจระดับสูง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มากกว่า 40 นาย ปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 5 จุดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ
จุดสำคัญจุดหนึ่งเป็นห้องพักคอนโดหรูใกล้ถนนบางนา-ตราด ในอำเภอบางพลี ที่นั่น เจ้าหน้าที่จับกุม สิทธิชัยชูไทย, 35 ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ (หมายเลข J.209/2569 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569) และศาลจังหวัดระยอง (หมายเลข J.137/2569 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569)
สำหรับข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเข้าข่ายสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชนโดยแอบอ้าง และสนับสนุนการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง
ยึดของกลางหลายรายการ ตรวจเส้นทางเงินต่อ
ระหว่างตรวจค้น ตำรวจไซเบอร์ยึดของกลางที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดี เช่น โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์พกพา 1 ตัว รถยนต์ 2 คัน ตรายางบริษัท BB Venture Co., Ltd. 1 อัน และสมุดบัญชีธนาคาร 41 เล่ม
นอกจากคอนโด เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจสอบสถานที่ตั้งบริษัท 2 แห่งในสมุทรปราการ จุดแรกคือ BB Trading and Procurement Co., Ltd. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ตั้งอยู่ในตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ
อีกแห่งคือ BB Investing Co., Ltd. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2566 ระบุลักษณะธุรกิจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และตั้งอยู่ในตำบลท้ายบ้านใหม่เช่นกัน ตำรวจระบุว่า สิทธิชัย มีสถานะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้ จึงเก็บเอกสารและหลักฐานไปตรวจสอบเพิ่มเติม
ด้านการสอบปากคำ พล.ต.ต.ธินากร รังมาต รายงานว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าทำงานเกี่ยวกับการซื้อขายเหรียญดิจิทัล และปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงหรือกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ เขายังบอกว่าไม่ทราบตัวตนของผู้โอนเงินเพื่อซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมองว่าเป็นธุรกรรมซื้อขายตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะจากการตรวจสอบพบเรื่องร้องเรียนหลายเคสในระบบรับแจ้งความออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นคดีหลอกลงทุนและหลอกเทรดหุ้น ซึ่งเชื่อมไปถึงบัญชีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีในนามนิติบุคคล
ตำรวจไซเบอร์ระบุว่า จะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำหลักฐานมาชี้แจงที่มาของธุรกรรม และจะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชายที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับรถจักรยานยนต์ด้วยปืน AK47
กรุงเทพฯ ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนลักษณะคล้าย AK ยิงตำรวจทางหลวงจนบาดเจ็บสาหัส ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัยพูดจาสับสนและให้ข้อมูลไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีอาการคล้ายมึนเมา ขณะที่แนวทางสืบสวนเชื่อว่าเหตุเริ่มจากการพยายามเรียกตรวจรถ ก่อนผู้ต้องสงสัยหลบหนีและใช้อาวุธยิง
เหตุเกิดราว 16.00 น. วันที่ 2 มีนาคม 2026 รถสายตรวจตำรวจทางหลวงเข้าขอตรวจรถ SUV Isuzu MU-X สีขาว ป้ายทะเบียนชลบุรี โดยรายงานระบุว่ารถคันดังกล่าวไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง
ระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้จอดตรวจ คนขับซึ่งตำรวจระบุชื่อว่า “เปรมณพงศ์ พนมสิงห์” อายุ 36 ปี หยิบอาวุธปืนยาวลักษณะคล้าย AK แล้วยิงใส่เจ้าหน้าที่
ตำรวจทางหลวงอายุ 36 ปี ส.ต.ท. อนุสรณ์ เอ็งผางศรี ถูกยิง บริเวณใกล้ใบหูขวา อาการสาหัส นอกจากนี้ กระสุนยังถูกผู้ขี่รถจักรยานยนต์อายุ 29 ปี “ทักษิณ เจริญชัย” บริเวณหลังส่วนล่าง
หน่วยกู้ภัยเร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งสองส่งโรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา ต่อมาแพทย์ส่งตัว ส.ต.ท. อนุสรณ์ ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะอาการหนักและต้องรักษาเร่งด่วน

ไล่ล่ากระชั้นชิด ก่อนยอมมอบตัว
หลังเกิดเหตุ ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรานำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ (NPP) ร่วมกับทีม “หนุมาน” ใช้กำลังภาคพื้นดินควบคู่โดรน ปิดล้อมและค้นหาในพื้นที่ซอยบ้านดอนคา หมู่ 1 ต.บางเตย อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 กิโลเมตร
เจ้าหน้าที่พบรถของผู้ต้องสงสัยตกไหล่ทางและจมอยู่ในบ่อน้ำ จากนั้นจึงกระจายกำลังค้นหาบ้านร้าง บริเวณสถานีรถไฟบางเตย อาคารร้างใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่หญ้าสูงแถวนั้น ขณะเดียวกัน ชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าพบชายคนหนึ่งเดินผ่าน ทำให้ตำรวจคุมวงค้นหาได้แคบลง
ราว 20.00 น. ผู้บังคับบัญชาสั่งกระชับพื้นที่ใกล้บ่อน้ำอีกแห่ง ห่างจากจุดพบรถประมาณ 500 เมตร เพราะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยหลบซ่อนอยู่ในน้ำ หลังเจรจา ผู้ต้องสงสัยยกมือเดินออกมาจากบ่อและยอมให้จับกุม
ต่อมาเจ้าหน้าที่พาตัวไปยังถนนใกล้จุดปิดล้อม โดยผู้ต้องสงสัยชี้จุดทิ้งอาวุธปืน อยู่ก่อนถึงปากทางเข้าซอยบ้านดอนคาประมาณ 500 เมตร ตำรวจตรวจสอบและทำให้ปลอดภัย ก่อนระบุว่าในแม็กกาซีนยังมีกระสุนเหลืออีกหลายสิบนัด

คำให้การเปลี่ยนไปมา ตำรวจเตรียมสอบซ้ำ
ตำรวจระบุว่า คำให้การของเปรมณพงศ์เปลี่ยนไปมาและเรียงลำดับเหตุการณ์ไม่ชัด เขาอ้างว่าที่ขับหนีเพราะมีรถ Fortuner สีขาวตามมา จึงไม่อยากมีปัญหา จากนั้นจึงบอกว่าเจอตำรวจเรียกให้หยุด และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ชักปืนใส่ก่อน
จากข้ออ้างดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยระบุว่าเลยตัดสินใจใช้อาวุธปืนแบบ AK ที่อยู่ในรถยิงออกไป นอกจากนี้ เขายังบอกกับตำรวจว่าเคยซื้อปืนมานานแล้วจากประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) ในราคา 8,500 บาท ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา พล.ต.ต. เกรียงไกร บุญซ้อน ระบุว่าเบาะแสจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านช่วยอย่างมาก เพราะทำให้ตำรวจรู้เส้นทางการหลบหนี และวางกำลังปิดพื้นที่ได้ตรงจุด จนจับกุมได้ในที่สุด
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาหนัก รวมถึงพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และพยายามฆ่าผู้อื่นจากกรณีกระสุนหลงไปถูกประชาชน
เช้าวันที่ 3 มีนาคม 2026 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ระบุว่าจะสอบปากคำผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง เพราะการสอบครั้งแรกได้ข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้น้อย เจ้าหน้าที่บอกว่าเขาดูสับสนและตอบไม่ชัดเจน หลังสอบเพิ่ม ตำรวจเตรียมยื่นขอฝากขังต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันถัดไป และยืนยันว่าไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ข้อกล่าวหาที่แจ้งแล้ว
พนักงานสอบสวนระบุว่า ข้อหาที่แจ้งในขณะนี้ ได้แก่
- พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
- ขัดขวางและต่อสู้เจ้าพนักงาน
- พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตำรวจเสริมว่าอาจมีข้อหาเพิ่ม หากพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนการตรวจสารเสพติดยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยผลคัดกรองปัสสาวะต้องมีผลเลือดประกอบสำนวนคดี ขณะเดียวกันคืนก่อนหน้า ส.ต.ท. อนุสรณ์ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจเพื่อผ่าตัดเร่งด่วน นำหัวกระสุนออก
ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
เชียงราย – ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 เดินหน้าตามจับคดีหลอกลงทุนขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Amazon หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่าถูกหลอกให้โอนเงินลงทุน แต่ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่อ้าง ความเสียหายรวม 2,193,416 บาท
ต่อมา พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.6 เร่งติดตามเครือข่ายบัญชีม้าและกลุ่มถอนเงิน หลังพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” และจับกุมไปก่อนแล้ว 2 ราย
ล่าสุด ชุดสืบสวนตามจับผู้ต้องหารายที่ 3 คือ นายกฤษฎา (สงวนนามสกุล) ผู้ทำหน้าที่บัญชีม้าถอนเงิน ได้ในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระหว่างเข้าควบคุมตัว ผู้ต้องหาพยายามวิ่งหลบหนี แต่ตำรวจติดตามจนควบคุมตัวไว้ได้
ขณะปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่พบ น.ส.แสนสุข หรือหญิง สัญชาติลาว อยู่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ และพบพฤติการณ์โยนสิ่งของทิ้งด้านหลังบ้าน จึงขอตรวจค้น พบเงินสด 104,000 บาท โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และบัตรเอทีเอ็มหลายรายการ ซึ่งไม่ใช่ชื่อของ น.ส.แสนสุข ต่อมาจึงขยายการตรวจค้นไปยังบ้านพัก พบยาบ้า 7 เม็ด เป็นของนายณฐกร (สงวนนามสกุล)
จากนั้นตำรวจตรวจค้นเพิ่มเติมที่บ้านพักของนายกฤษฎาในพื้นที่หมู่ 3 ต.เวียง อ.เชียงแสน พบสมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ด ก่อนคุมตัวไปสอบปากคำที่ สภ.เชียงแสน และเดินหน้าขยายผลทันที
ผลจากการขยายผล เจ้าหน้าที่จับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและใช้บัญชีม้าถอนเงินได้เพิ่มอีก 3 ราย คือ 1) นายสราวุฒิ 2) น.ส.วันเพ็ญ 3) นายณฐกร โดยทั้งหมดมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการถอนเงินออกจากบัญชีม้า
นอกจากนี้ ตำรวจยังสืบพบแนวทางการลักลอบรวบรวมเงินและนำข้ามแดน โดยระบุผู้เกี่ยวข้องหลัก ๆ ดังนี้
- นายสิทธิชัย หรือที ทำหน้าที่คุมงาน สั่งการคนถอนเงิน และติดต่อเครือข่ายชาวจีนฝั่งลาว (หลบหนี)
- นายเชษ (ไม่ทราบชื่อจริง) ทำหน้าที่ถอนเงิน (หลบหนี)
- นาง SAENSOUK หรือหญิง ทำหน้าที่ถอนเงินและรวบรวมเงินส่งต่อ (ถูกจับกุม)
- นายโดม (ไม่ทราบชื่อจริง) ทำหน้าที่ถอนเงิน (หลบหนี)
จากข้อมูลการสืบสวน กลุ่มถอนเงินจะรอคำสั่งจากนายที จากนั้นนำโทรศัพท์หรือบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินสดจากบัญชีม้าที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมาย เมื่อถอนสำเร็จแล้วจึงนำเงินมารวมกันเพื่อส่งต่อให้เครือข่ายฝั่งลาว โดยได้ค่าตอบแทนวันละ 1,000 ถึง 2,000 บาท และอาจได้เพิ่มตามยอดเงินที่ถอน
ด้านคำให้การ นายสราวุฒิ และ น.ส.วันเพ็ญ ให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า มีนายโชคชัย หรืออาร์ม ชวนให้จัดหาบัญชีม้า แลกค่าตอบแทน 1,000 บาท ทั้งคู่จึงชักชวนหญิงรายหนึ่งชื่อ “ณี” ให้เปิดบัญชีธนาคาร โดยเสนอเงิน 3,000 บาท และนายสราวุฒิเป็นผู้จัดหาโทรศัพท์ไปผูกกับบัญชีที่เปิดใหม่
หลังได้บัญชีมาแล้ว ทั้งสองนำโทรศัพท์ที่ผูกบัญชี สมุดบัญชี และบัตรเอทีเอ็ม เดินทางไป อ.เชียงแสน เพื่อนำไปส่งให้เครือข่ายผู้ใช้บัญชีม้าถอนเงิน เพื่อส่งต่อให้ชาวจีนตามขั้นตอนที่ทำกันมา
ตำรวจจึงดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาชาวไทยที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเกี่ยวกับการรวมกลุ่มและการจัดหา หรือชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนคดียาเสพติด นายณฐกร ถูกดำเนินคดีฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ น.ส.แสนสุข ถูกดำเนินคดีข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
รวบคู่สามีภรรยาคดีฉ้อโกงในเชียงราย เจอปืนลูกโม่ .38 ทำเองคาตัว
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoจังหวัดเชียงรายเพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำหลังจากตรวจพบสารหนูในชาวบ้าน
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชายชาวเชียงรายถูกรางวัลใหญ่ คว้าเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากการจับสลากลอตเตอรีพลัส
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้เสพยาเสพติดก่อกวนพิธีการของโรงเรียนมัธยมเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days ago“ปู มัณฑนา” เข้ารับทราบข้อหา หมิ่นประมาท “หนุ่ม กรรชัย” บอกถูกกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน


