เชียงราย - Chiang Rai News
Chiang Rai Road Classic รวมพลนักปั่นกว่า 2,500 คน ที่สิงห์ปาร์คเชียงราย
เชียงราย – งาน CRC Chiang Rai Road Classic 2025 จัดขึ้นที่ Singha Park Chiang Rai และปีนี้มีนักปั่นมากกว่า 2,500 คน ทั้งจากไทยและต่างประเทศมาร่วมกิจกรรมต่อเนื่อง ความนิยมของงานยังแรงเหมือนเดิม หลังเดินหน้าจัดมายาวนานกว่า 11 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์ปั่นถนนที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ
งานนี้ยังช่วยตอกย้ำภาพของ Singha Park Chiang Rai ในฐานะจุดหมายสายกีฬา ที่นักปั่นหลายคนอยากมาเก็บประสบการณ์สักครั้ง
ปีนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้จัดและหน่วยงานในพื้นที่อย่างดี พิธีเปิดมีคุณชัยพัฒน์ จาตุรงค์กุล รองกรรมการผู้จัดการ Singha Park Chiang Rai Co., Ltd. พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มาร่วมงานด้วย
ภาพรวมสะท้อนความตั้งใจร่วมกันในการผลักดันเชียงรายให้เป็นจังหวัดที่พร้อมจัดงานกีฬาระดับใหญ่ต่อเนื่อง โดย Chiang Rai Road Classic เป็นอีเวนต์ท่องเที่ยวเชิงจักรยานที่หลายคนชื่นชอบ เพราะเส้นทางสวยและบรรยากาศดี
ผู้ร่วมงานสามารถใช้จักรยานได้ทุกประเภท ทำให้เข้าถึงง่าย ทั้งมือใหม่และสายปั่นจริงจัง

Chiang Rai Road Classic จุดนัดพบของคนรักจักรยานในไทย
งานมีให้เลือก 4 ระยะทาง ได้แก่ 25, 70, 100 และ 125 กม. ทุกเส้นทางพาไปผ่านจุดเด่นของเชียงรายและวิวธรรมชาติ ระหว่างทางได้ชมแนวเขาและแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น วัดร่องขุ่น (White Temple), วัดห้วยปลากั้ง, Singha Park และอุทยานแห่งชาติดอยหลวง
ในฐานะผู้จัด Singha Park Chiang Rai เดินหน้าสร้างงานนี้ให้เป็นแรงขับของกีฬาและการท่องเที่ยวในเชียงราย เป้าหมายชัดเจนคือดึงคนมาเที่ยวผ่านกิจกรรมกีฬา กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และทำให้คนได้รู้จักเสน่ห์ของเชียงรายมากขึ้น

งานนี้ยังแสดงให้เห็นว่าเชียงรายมีศักยภาพในการจัดกิจกรรมที่บรรยากาศเป็นสากล และรองรับนักปั่นจากหลายประเทศได้สบาย
นอกจากการปั่นแล้ว พื้นที่จัดงานยังคึกคัก มีบูธแบรนด์จักรยาน อาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมหน้างานให้ร่วมสนุก Garmin Thailand ยังจัดแจกของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท เพิ่มสีสันให้กับผู้เข้าร่วมงาน ติดตามภาพและอัปเดตได้ที่ Facebook Page Chiang Rai Road Classic

Chiang Rai Road Classic (CRC) เป็นงานปั่นที่หลายคนรอทุกปี จัดในจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นชื่อเรื่องวิวสวยและอากาศดี งานนี้ร่วมจัดกับ Singha Park Chiang Rai และได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ใหญ่ เช่น Boon Rawd Brewery (Singha) และ Bangkok Airways รูปแบบงานเป็นการปั่นแบบไม่เน้นแข่งขัน จึงให้บรรยากาศเป็นมิตร เหมือนได้เจอเพื่อนนักปั่นอีกครั้ง นับตั้งแต่เริ่มจัดราวปี 2015
จากจุดเริ่มที่อยากให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในมุมของเส้นทางจักรยาน วันนี้งานเติบโตจนมียอดผู้เข้าร่วมสูงสุดของงานปั่นถนนในภาคเหนือ เส้นทางพาไปสัมผัสเชียงรายในหลายมุม ทั้งเนินเขา ทุ่งสีเขียว วัด ป่า และวิวรีสอร์ตตลอดทาง อีกจุดเด่นคือเปิดกว้างเรื่องประเภทจักรยาน และมีนักปั่นหลากหลายระดับ ทำให้ใครก็เข้าร่วมได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน
เชียงราย - Chiang Rai News
เทศกาลว่าวแม่น้ำโขง เชียงราย เสริมสร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เชียงราย – เทศกาลว่าวริมโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กำลังกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่คนในพื้นที่ตั้งใจปลุกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย บอกว่า งานนี้เป็นการจัดครั้งแรก เพื่อให้เชียงของมีอีเวนต์ท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้น และช่วยดึงบรรยากาศริมโขงให้มีชีวิตชีวา
อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้น่าสนใจคือความร่วมมือจากสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ซึ่งช่วยทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้ ช่างทำว่าวจาก “เมืองเหวยฟาง มณฑลชานตง” และช่างทำว่าวชาวไทยได้แบ่งปันความรู้ให้กับเยาวชนไทยกว่า 100 คน ทำให้พวกเขามีโอกาสได้ลองทำว่าวด้วยตนเองและสนุกกับการเล่นว่าวร่วมกับชุมชนและนักท่องเที่ยว

นพรัตน์ยังบอกด้วยว่า หลังจากเริ่มต้นปีนี้แล้ว หน่วยงานในพื้นที่เตรียมต่อยอดงานให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีนไปพร้อมกัน
ทางฝั่งจีน Mr. Lyu Sheng กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะช่างฝีมือว่าวจากเหวยฟางเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้โดยเฉพาะ เพื่อแลกเปลี่ยนทักษะงานทำว่าว และใช้ว่าวเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เพราะเมืองเหวยฟางกับจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันมาตั้งแต่ปี 2557
เหวยฟางยังถูกพูดถึงในฐานะ “นครแห่งว่าว” ที่มีรากวัฒนธรรมด้านว่าวสืบต่อกันมานาน เขาหวังว่ากิจกรรมร่วมกันครั้งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนใกล้ชิดขึ้น ผ่านงานอดิเรกที่จับต้องได้และสนุกกับทุกวัย

ด้าน Mr. Wang Weili รองหัวหน้าฝ่ายโฆษณา คณะกรรมการพรรคเขตเหวยเฉลิง เมืองเหวยฟาง ระบุว่า เมืองเหวยฟางจัดเทศกาลว่าวนานาชาติต่อเนื่องมาแล้ว 42 ปี และมีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก เขายังกล่าวว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมว่าวแบบครบวงจรของเหวยฟางสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการส่งออกสินค้าว่าวไปมากกว่า 70 ประเทศ และครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณร้อยละ 85
นอกจากนี้ เขายังเชื่อมโยงถึงวาระสำคัญด้วยว่า ปี 2568 เป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยทั้งสองประเทศเคยร่วมปล่อยว่าวในเทศกาลว่าวที่เหวยฟาง ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์มิตรภาพบนท้องฟ้า ดังนั้น การจัด “เทศกาลว่าวริมฝั่งโขง” ที่เชียงของครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำว่าว วัฒนธรรมการเล่นว่าว รวมถึงแนวทางสร้างอาชีพจากการทำว่าว เพื่อให้เกิดรายได้กับชุมชน และต่อยอดการท่องเที่ยวไทย-จีนในอนาคต

ส่วน Mr. Xing Shunjian ช่างฝีมือว่าวจากสถาบันวิจัยศิลปะหัตถกรรมเมืองเหวยฟาง เล่าว่า เหวยฟางมีประวัติการทำว่าวยาวนานกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันมีช่างทำว่าวมากกว่า 80,000 คน และหลายสถาบันการศึกษายังบรรจุการทำว่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน ตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย
เขายังเสริมว่า เหวยฟางเป็นเมืองที่มีการผลิตว่าวครบวงจรขนาดใหญ่ โดยมีทั้งว่าวทำมือ 100% ว่าวทำมือร่วมกับเครื่องจักร และการผลิตด้วยเครื่องจักรเต็มรูปแบบ ว่าวที่มีมูลค่าสูงสุดอาจมีราคาถึงชิ้นละ 2.5 ล้านบาท
ในทุกปีช่วงกลางเดือนเมษายน เมืองเหวยฟางจะจัดเทศกาลว่าวนานาชาติ และมีนักเล่นว่าวจากทั่วโลกมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 20,000 คน เมืองนี้ยังเคยสร้างสถิติว่าวขนาดใหญ่ระดับโลก ความยาวถึง 7 กิโลเมตร น้ำหนัก 6 ตัน ต้องใช้รถลาก และใช้เวลาปล่อยว่าวมากกว่า 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน การเดินทางมาไทยครั้งนี้ก็เพื่อพร้อมสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องว่าวให้เกิดขึ้นจริงในไทยด้วย

ฝั่งชุมชนท้องถิ่น ธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มองว่า เชียงของเป็นเมืองชายแดนสำคัญ มีแม่น้ำโขงคั่นกลางระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และยังเดินทางเชื่อมไปจีนได้ทั้งทางน้ำและทางรถผ่านเส้นทาง R3A ดังนั้น การจัดเทศกาลว่าวร่วมกันครั้งแรกจึงมีความหมายมาก เพราะช่วยกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ไปพร้อมกัน
เหนือสิ่งอื่นใด ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยให้ “การเล่นว่าว” ที่เคยเงียบหายไปจากเชียงของ กลับมามีพื้นที่อีกครั้ง และทำให้เด็กๆ ได้สืบต่อวัฒนธรรมแบบสนุกและเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ชุมชนยังมองเห็นทางทำมาหากินจากงานว่าวได้ด้วย เพราะในพื้นที่มีไม้ไผ่ซึ่งนำมาเป็นวัสดุทำว่าว สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้จริง และมีการคาดกันว่า งานครั้งต่อไปอาจจัดในช่วงเดือนธันวาคม 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย – กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจับตาแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดถี่ขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ในพื้นที่เชียงราย แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงพอทำให้อาคารหลักเสียหาย แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนรับรู้ได้ชัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ
เพราะพื้นที่ภาคเหนืออยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนมีพลังหลายจุด และเชียงรายเองก็ยังมีบทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐจึงขยับจากการติดตามแบบรายเหตุ ไปสู่การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น
วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจัดประชุมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) โดยมีนายสักดา วิชัยศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อทบทวนสถานการณ์แผ่นดินไหว เพิ่มความพร้อมในจังหวัดเสี่ยง และสั่งตรวจสอบเขื่อนรวมถึงโครงสร้างสำคัญทั่วประเทศ
ข้อมูลในที่ประชุมชี้ว่ามากกว่า 90% ของแผ่นดินไหวในไทยมีขนาดต่ำกว่า 3.0 แมกนิจูด อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์เกิดตื้น จึงทำให้คนรู้สึกได้แม้ตัวเลขไม่สูง ผลที่ตามมาคือความกังวลของประชาชนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่

แผ่นดินไหวเชียงราย ขนาดไม่ใหญ่แต่คนรู้สึกได้
ช่วงที่ผ่านมา เชียงรายมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งที่ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ เช่น เหตุขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สาย ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และอีกเหตุขนาด 3.1 ในอำเภอพาน ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026
รายงานเหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏใน Nakorn News (ภาษาไทย) และ Chiang Rai Times (ภาษาอังกฤษ) โดยย้ำตรงกันว่า “ความรู้สึก” ไม่ได้ขึ้นกับขนาดอย่างเดียว ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางและความลึกของแผ่นดินไหวก็มีผลมากพอ ๆ กัน
ดังนั้น การสื่อสารกับประชาชนต้องเดินคู่กับการติดตามด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา เมื่อข้อมูลชัด คนจะรู้ว่าอะไรคือความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และเมื่อไรที่ควรเฝ้าระวังมากขึ้น ความกลัวก็จะไม่วิ่งนำข้อเท็จจริง
ในที่ประชุม รัฐมนตรีช่วยฯ เน้นชัดว่าแผ่นดินไหว “ทำนายล่วงหน้าไม่ได้” เพราะฉะนั้น โฟกัสควรอยู่ที่การเตรียมพร้อมแบบทำได้จริง เช่น ซ้อมอพยพ เตรียมอุปกรณ์กู้ภัย และตรวจความปลอดภัยของโครงสร้างที่อาจเป็นจุดเสี่ยง

ประเด็นหลักที่ประชุมเน้นย้ำ
- ติดตามแนวรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มแผ่นดินไหวล่าสุด
- ประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและสาธารณูปโภค
- ส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เร็ว เพื่อลดข่าวลือและความสับสน
ฝั่งเชียงราย รายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยชี้ว่ามีการอัปเดตแผนตอบโต้เหตุ ซักซ้อมการปฏิบัติ และทำงานสื่อสารความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่า
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของไทยที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศและธรณีวิทยา หน่วยงานด้านธรณีระบุว่าไทยรับรู้แนวรอยเลื่อนมีพลังอยู่ 16 แนวรอยเลื่อน และกำลังศึกษาเพิ่มอีก 13 แนวรอยเลื่อน เพื่อทำฐานข้อมูลให้ครบและแม่นยำขึ้น (1รอยเลื่อนที่ยังทำงานอยู่ 16 แห่ง)
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ตกใจ แต่มีไว้เพื่อยืนยันว่าความเสี่ยงมีจริง และการวางแผนต้องอิงข้อมูลปัจจุบัน เมื่อคนเข้าใจพื้นฐาน ก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้น เช่น อาคารไหนควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ตรงไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลควรซ้อมอพยพอย่างไร

แจ้งเตือน Cell Broadcast และการตรวจอาคารเสี่ยง
ที่ประชุมสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจอาคารสูง โครงป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่อาจพังเสียหายเมื่อเกิดการสั่นไหว ควบคู่กับการตรวจเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบความเสียหายต้องเร่งซ่อมทันที และทุกพื้นที่ต้องทำแผนฉุกเฉินให้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่มีแค่ในเอกสาร
ด้านการแจ้งเตือน รัฐเน้นให้สื่อสารเร็วและชัด เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนข่าวลือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือ และใช้ควบคู่ช่องทางทางการของ DDPM และกรมอุตุนิยมวิทยา
สรุประดับการส่งข้อความเตือนภัยแผ่นดินไหวผ่าน Cell Broadcast ถูกกำหนดเพื่อเตือนให้ทันเวลา และไม่ทำให้ตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่
- แผ่นดินไหวบนบกในประเทศไทย ขนาด 4.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 6.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ขนาด 7.0 ขึ้นไป
ขณะเดียวกัน รัฐยังปรับปรุงแอป ประกาศเตือนภัยภัยพิบัติในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยหลายประเภท เป้าหมายคือให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน
เชียงรายกับผลกระทบที่มากกว่าแค่ความรู้สึกสั่น
สำหรับเชียงราย แผ่นดินไหวไม่ได้กระทบแค่ชีวิตประจำวัน แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว ธุรกิจท้องถิ่น และการดูแลโบราณสถานด้วย เพราะฉะนั้น การสื่อสารต้องทำสองอย่างพร้อมกัน
อย่างแรกคือยึดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เหตุส่วนใหญ่ยังเป็นขนาดเล็ก และมีระบบติดตามตลอดเวลา อย่างที่สองคือบอกสิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อให้ความไม่แน่ใจไม่กลายเป็นความเสี่ยงเพิ่ม
ในที่ประชุมยังขอให้โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสูงในโซนเสี่ยง ซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมย้ำคำแนะนำมาตรฐานระหว่างเกิดแรงสั่นสะเทือนคือ “หมอบ คลุม ยึด” (หมอบลง ปิดบังศีรษะ และยึดเกาะไว้ให้แน่น) และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแผ่นดินไหว
ทำวันนี้ให้พร้อมขึ้น ลดกังวลได้จริง
เพื่อให้การเตรียมพร้อมในบ้านทำได้ไม่ยาก หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานดังนี้
- ยึดตู้ ชั้นวาง และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดการล้มทับ
- เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน เช่น น้ำ อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญ
- กำหนดจุดนัดพบครอบครัว และวิธีติดต่อกันหากสัญญาณโทรศัพท์ล่ม
- ติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการก่อน และงดแชร์โพสต์ที่ยังไม่ยืนยัน
สรุปแล้ว ข้อความจากภาครัฐชัดเจน แผ่นดินไหวคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่เราลดการบาดเจ็บและความเสียหายได้ การลงมือทำให้ถูกและเร็วช่วยได้มาก และถ้าชุมชนซ้อมและเตรียมพร้อมร่วมกัน ความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นแบบจับต้องได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย - Chiang Rai News
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย – เครือข่ายสิทธิชุมชน ร่วมกับกลุ่มภาคประชาชนที่ทำงานปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน มากกว่า 200 คน
แกนหลักของข้อเรียกร้องคือ รัฐต้องเร่งรับมือวิกฤตปนเปื้อนโลหะหนักที่กำลังลุกลามในลุ่มน้ำสำคัญภาคเหนือ เครือข่ายระบุว่า กิจกรรมเหมืองในเมียนมาเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่เครือข่ายย้ำคือ แหล่งกำเนิดมลพิษมาจากเหมืองฝั่งเมียนมา ขณะที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านขนส่งแร่ไปจีน ผ่านด่านชายแดนในจังหวัดเชียงราย เครือข่ายมองว่าโครงสร้างการขนส่งแบบนี้ทำให้ความเสี่ยงตกอยู่กับชุมชนริมแม่น้ำ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ผ่านรัฐบาลมาแล้วสองชุด เครือข่ายบอกว่ายังไม่เห็นความตั้งใจจริงในการจัดการปัญหาในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ทั้งที่ผลกระทบขยายตัวต่อเนื่องและกระทบวิถีชีวิตของคนริมน้ำมากขึ้น
นอกจากนี้ เครือข่ายยังวิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่ยึด “ค่ามาตรฐานความปลอดภัย” เป็นหลัก แต่ไม่มองความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษสะสมระยะยาว เพราะคนในพื้นที่อาจรับโลหะหนักซ้ำๆ ผ่านน้ำ ปลา พืชผัก และอาหารท้องถิ่น แม้ผลตรวจระยะสั้นจะดูไม่เกินเกณฑ์ แต่การสะสมในร่างกายอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังในภายหลัง
เมื่อมลพิษเป็นเรื่องข้ามพรมแดน เครือข่ายจึงอยากให้รัฐปรับวิธีคิดและวิธีจัดการ โดยชี้ว่า “การสะสมของสารพิษ” คือภัยเงียบ หลายครอบครัวรู้สึกเหมือน “ค่อยๆ ตาย” เพราะข้อมูลความปลอดภัยที่ครบถ้วนและเข้าใจง่ายยังเข้าถึงได้ยาก
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่สุขภาพ โดยยังโยงไปถึงรายได้ครัวเรือน ระบบอาหารของชุมชน และความมั่นคงด้านทรัพยากรของไทยในระยะยาว เครือข่ายจึงเรียกร้องให้การแก้ปัญหาต้องจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ข้อเสนอหลักที่เครือข่ายเชียงรายอยากให้รัฐบาลทำทันที
เครือข่ายสรุปสาระสำคัญไว้ชัดเจน คือ ต้องเจรจาเพื่อปิดต้นตอ หยุดแร่ที่เชื่อมโยงกับการปนเปื้อน และคุ้มครองคนริมแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้
- หยุดนำเข้าแร่ และยกเลิก MOU ที่เกี่ยวกับการขนส่งแร่ผ่านแดน
เครือข่ายต้องการให้เร่งเจรจาเพื่อปิดเหมืองที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อน และยุติข้อตกลงที่เอื้อให้มีการนำเข้าและขนส่งแร่ข้ามพรมแดน - ตั้งระบบเยียวยาและฟื้นฟูที่ใช้งานได้จริง
ต้องมีแนวทางชดเชยและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน ทำได้จริง และเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ประกาศในเอกสาร - เพิ่มความถี่การตรวจคุณภาพน้ำ และตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
ควรขยายการตรวจน้ำในจุดเสี่ยง และจัดการคัดกรองสุขภาพในชุมชน พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อเห็นแนวโน้มการสะสมของสารพิษ - สื่อสารตรงไปตรงมา และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ
รัฐควรเปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยให้ครบถ้วน เข้าใจง่าย และสื่อสารถึงประชาชนโดยตรง พร้อมเปิดกระบวนการให้หลายภาคส่วนร่วมกำหนดทางออก
เครือข่ายยังสรุปภาพรวมแบบตรงไปตรงมาว่า “จีนได้แร่ เมียนมาและกลุ่มว้าได้เงิน ไทยได้พิษ” เพื่อสะท้อนว่าภาระตกกับชุมชนไทยที่อยู่ปลายน้ำ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายและกลุ่มพันธมิตรระบุว่ากำลังเตรียมกิจกรรมวันน้ำโลก วันที่ 22 มีนาคม 2026 โดยมีแผนจัดพิธีสืบชะตาแม่น้ำกกตามประเพณี และยื่นข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเดินหน้ากดดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทำเงินจากบ้านด้วยการทำวิดีโอ AI ในไทย (คู่มือเริ่มต้นปี 2026)
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายชาวเชียงรายถูกรางวัลใหญ่ คว้าเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากการจับสลากลอตเตอรีพลัส
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago“ปู มัณฑนา” เข้ารับทราบข้อหา หมิ่นประมาท “หนุ่ม กรรชัย” บอกถูกกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoเชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำ



