ข่าวธุรกิจ Business
เครื่องกรองน้ำในไทยแบบไหนได้ผลจริง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับบ้าน
เครื่องกรองน้ำแบบไหนเหมาะกับบ้านในไทย และจำเป็นต้องติดตั้งหรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ สภาพถังเก็บน้ำ และท่อภายในบ้าน มากกว่าคำโฆษณาบนกล่อง เพราะน้ำประปาในฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการอยู่ภายใต้การควบคุมของการประปานครหลวง (กปน.) แต่คุณภาพเมื่อถึงปลายก๊อกยังอาจแตกต่างตามถังเก็บน้ำ ท่อเก่า การดูแลระบบ และสภาพพื้นที่
บ้านที่ใช้น้ำประปาในอาคารใหม่และดูแลถังอย่างสม่ำเสมออาจต้องการเพียงการกรองตะกอนหรือคาร์บอนเพื่อปรับรสชาติและกลิ่น ขณะที่บ้านในต่างจังหวัดมีความแตกต่างมากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ใช้น้ำบ่อ น้ำจากแหล่งท้องถิ่น หรือระบบที่ไม่ทราบประวัติ จึงควรตรวจคุณภาพน้ำก่อนเลือกอุปกรณ์ เช่น วิธีตรวจคุณภาพน้ำบาดาลในภาคเหนือ
บทความนี้จะเปรียบเทียบเทคโนโลยี RO, UV, คาร์บอน และไส้กรองละเอียด รวมถึงตัวเลือกที่มีขายในไทย ค่าใช้จ่าย และวิธีเลือกให้ตรงกับปัญหาจริง โดยไม่ซื้อระบบเกินความจำเป็น เริ่มจากดูว่าคุณใช้น้ำจากแหล่งใด และน้ำที่ปลายก๊อกมีปัญหาอะไรเสียก่อน
ประเด็นสำคัญ
- เลือกเครื่องกรองน้ำจากแหล่งน้ำและปัญหาที่ปลายก๊อก ไม่ใช่ดูจากคำโฆษณาหรือจำนวนไส้กรองเพียงอย่างเดียว
- น้ำประปาทั่วไปอาจใช้คาร์บอนหรือตัวกรองตะกอน ส่วน RO เหมาะกับน้ำที่มี TDS หรือสารละลายสูง และ UV ใช้เสริมการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์
- ตรวจถังพักน้ำ ท่อภายในบ้าน และคุณภาพน้ำก่อนติดตั้ง โดยเฉพาะบ้านที่ใช้น้ำบาดาลหรือน้ำจากแหล่งท้องถิ่น
- หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรศึกษาวิธี ตรวจสารหนูในน้ำบาดาล เพราะไส้กรองตะกอนไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนได้ทุกชนิด
- คำนวณค่าบำรุงรักษา การเปลี่ยนไส้กรอง น้ำทิ้ง และพื้นที่ติดตั้ง เพื่อให้ระบบเหมาะกับการใช้งานระยะยาว
ทำไมบ้านในไทยยังต้องใช้เครื่องกรองน้ำ แม้น้ำประปาจะผ่านการบำบัดแล้ว
น้ำจากโรงผลิตผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพก่อนเข้าสู่ระบบจ่าย แต่คุณภาพที่บ้านอาจขึ้นอยู่กับเส้นทางหลังจากนั้นด้วย ทั้งท่อส่ง ถังพักน้ำ และการดูแลระบบภายในอาคาร ดังนั้น การติดเครื่องกรองน้ำจึงไม่ได้แปลว่าน้ำประปาทุกพื้นที่ไม่ปลอดภัย แต่ช่วยจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดได้ตรงกว่า
ท่อเก่า ถังพักน้ำ และตะกอนคือปัญหาที่พบบ่อยในบ้าน
หลังออกจากโรงผลิต น้ำอาจไหลผ่านท่อเก่าที่มีสนิม ตะกอนจากระบบอาคาร หรือถังเก็บน้ำที่ไม่ได้ล้างตามรอบ จึงอาจพบกลิ่นคลอรีน สีขุ่น ทราย สนิม หรือรสชาติผิดปกติที่ปลายก๊อกได้ แม้น้ำต้นทางจะผ่านมาตรฐานแล้วก็ตาม
ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือการซ่อมท่ออาจทำให้น้ำขุ่นชั่วคราว เพราะตะกอนในระบบถูกกวนขึ้นมา หากพบความผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำทันที ตรวจสอบประกาศจากหน่วยงานประปา และเปิดน้ำทิ้งช่วงสั้นๆ ตามคำแนะนำในพื้นที่ การล้างถังพักน้ำและตรวจสภาพท่อจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกไส้กรอง โดย บริการตรวจสอบและซ่อมท่อของ กปน. อาจช่วยหาสาเหตุของปัญหาระบบภายในได้
น้ำต่างจังหวัดไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกันทุกบ้าน
บ้านในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการอยู่ในพื้นที่บริการของการประปานครหลวง (กปน.) ขณะที่บ้านต่างจังหวัดอาจใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค ระบบประปาหมู่บ้าน น้ำบาดาล หรือถังเก็บน้ำส่วนตัว แหล่งน้ำแต่ละแบบจึงมีความเสี่ยงต่างกัน
น้ำบาดาลบางพื้นที่อาจมีเหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง ไนเตรต หรือความเค็มสูง ส่วนแหล่งน้ำที่ดูแลไม่สม่ำเสมออาจมีความเสี่ยงด้านเชื้อจุลินทรีย์ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าทุกบ้านมีปัญหาเหมือนกัน ควรตรวจน้ำก่อนซื้อระบบ RO ราคาแพง โดยเฉพาะเมื่อบ้านไม่ได้ใช้น้ำประปาที่มีรายงานคุณภาพชัดเจน
รู้ปัญหาน้ำก่อนเลือกเครื่องกรอง
เริ่มจากสังเกตสี กลิ่น รส ตะกอน และคราบบนก๊อก จากนั้นตรวจค่า TDS ความกระด้าง และค่าที่เกี่ยวข้องตามความเสี่ยง เช่น ตะกั่ว สารหนู หรือเชื้อโคลิฟอร์มในห้องแล็บ เกณฑ์อ้างอิงที่ใช้บ่อย ได้แก่ pH 6.5-8.5, TDS ไม่เกิน 1,000 มก./ลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มก./ลิตร
รายงาน กปน. ปี 2568 ระบุค่าตัวอย่างในระบบ เช่น pH 7.38, TDS 161 มก./ลิตร และคลอไรด์ 16 มก./ลิตร ซึ่งผ่านเกณฑ์รายงานของหน่วยงาน แต่ค่า TDS จากเครื่องวัดราคาถูกบอกเพียงปริมาณสารละลายรวม ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโรค ตะกั่ว หรือสารเคมี การเลือกเครื่องกรองจึงควรอ้างอิงผลตรวจจริง ไม่ใช่ดูตัวเลขเดียว.
เครื่องกรองน้ำในบ้านในประเทศไทยแบบไหนได้ผลจริง
เครื่องกรองน้ำที่ได้ผลจริงต้องเลือกตามปัญหาของน้ำ ไม่ใช่จำนวนขั้นตอนหรือราคาที่สูงที่สุด บ้านที่มีเพียงกลิ่นคลอรีนและตะกอนอาจใช้ระบบพื้นฐานได้ ส่วนน้ำบาดาล น้ำกร่อย หรือผลตรวจพบสารละลายสูง จึงค่อยพิจารณาระบบที่เข้มข้นกว่า
ไส้กรองตะกอนและคาร์บอนเหมาะกับน้ำประปาทั่วไป
ไส้กรองตะกอนช่วยดักทราย สนิม และเศษจากท่อก่อนน้ำเข้าสู่ก๊อกดื่ม ส่วนคาร์บอนช่วยลดคลอรีน กลิ่น รส และสารอินทรีย์บางชนิด จึงเหมาะกับบ้านในเมืองที่น้ำต้นทางผ่านการบำบัดดี แต่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทาง เช่น ถังพักน้ำสกปรกหรือท่อเก่า
ระบบสองขั้นตอนมักมีราคาซื้อและค่าดูแลต่ำกว่า RO อีกทั้งไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือปล่อยน้ำทิ้งมาก อย่างไรก็ตาม คาร์บอนไม่ได้กำจัดเกลือ โลหะทุกชนิด หรือเชื้อโรคทั้งหมด การเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดก็ยังจำเป็น เพราะไส้กรองเก่าอาจสะสมสิ่งปนเปื้อนและลดประสิทธิภาพลง
เซรามิก UF และ UV ช่วยคนละด้าน
เซรามิกและ UF เน้นกรองอนุภาคขนาดเล็ก โดยผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและดูแลถูกต้องอาจช่วยลดแบคทีเรียและโปรโตซัวได้ แต่ไม่ลดเกลือหรือค่า TDS ที่ละลายอยู่ในน้ำ จึงเหมาะกับบ้านที่ต้องการควบคุมตะกอนและจุลินทรีย์ โดยยังคงแร่ธาตุบางส่วนไว้
Stiebel Eltron มีทั้งระบบ UF และระบบประเภทอื่นในตลาดไทย เช่น RO ขณะที่รุ่น UF อย่าง CLOUD ใช้เมมเบรนร่วมกับคาร์บอนเพื่อจัดการอนุภาค กลิ่น และรสชาติ การเลือกซื้อควรดูผลทดสอบของรุ่นนั้น ไม่ควรเหมารวมจากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
UV ใช้แสงฆ่าเชื้อ จึงต้องมีน้ำใสพอให้แสงผ่านได้ หากน้ำยังขุ่น ตะกอนจะบังแสงและลดประสิทธิภาพ ควรติดตั้ง UV หลังไส้กรองตะกอน ไม่ใช่ใช้ UV เดี่ยวๆ โดย ข้อมูลเทคโนโลยีบำบัดน้ำของ EPA อธิบายว่าระบบกรองแต่ละชนิดมีข้อจำกัดและเหมาะกับสารปนเปื้อนต่างกัน
RO ให้การกรองกว้างที่สุด แต่ไม่ได้คุ้มที่สุดสำหรับทุกบ้าน
RO ใช้เมมเบรนลด TDS เกลือ โลหะบางชนิด ไนเตรต และสารละลายหลายประเภท จึงเหมาะกับน้ำบาดาล น้ำกร่อย หรือบ้านที่ผลตรวจพบสารละลายสูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ควรศึกษา เทคโนโลยีบำบัดน้ำบาดาล ก่อนเลือกอุปกรณ์
ข้อแลกเปลี่ยนคือ RO ต้องใช้แรงดัน ปั๊ม และถังเก็บน้ำ อีกทั้งมีน้ำทิ้ง ต้องเปลี่ยนไส้กรองและเมมเบรนตามรอบ รวมถึงอาจลดแร่ธาตุบางส่วนในน้ำ ระบบนี้จึงไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติสำหรับทุกบ้าน และไม่ควรใช้เป็นเหตุผลให้ละเลยการทำความสะอาดหรือบำรุงรักษาเครื่อง.
เลือกเครื่องกรองน้ำให้ตรงกับบ้าน พื้นที่ และวิธีใช้งาน
เครื่องกรองน้ำที่เหมาะกับบ้านไม่ได้วัดจากจำนวนไส้กรองหรือราคาสูงสุด แต่ต้องดูแหล่งน้ำ ปัญหาที่พบ และจุดที่ต้องการใช้น้ำด้วย บ้านเช่าอาจเหมาะกับเครื่องกรองเฉพาะก๊อกที่ถอดย้ายได้ ส่วนบ้านเดี่ยวควรประเมินทั้งระบบท่อ ถังพักน้ำ และแรงดันก่อนลงทุนติดตั้งระบบขนาดใหญ่
คอนโดและบ้านในกรุงเทพฯ ควรเริ่มจากตะกอนกับคาร์บอน
หากใช้น้ำประปาและพบกลิ่นคลอรีน รสชาติไม่ดี สนิม หรือเศษตะกอน ระบบใต้ซิงก์ที่มีไส้กรองตะกอนร่วมกับคาร์บอนมักเพียงพอ ตะกอนช่วยดักเศษจากท่อ ส่วนคาร์บอนช่วยลดกลิ่น สี และรสที่ไม่พึงประสงค์
คอนโดควรตรวจสอบถังพักน้ำของอาคารก่อนติดตั้ง เพราะถังที่สกปรกอาจทำให้ไส้กรองตันเร็ว แม้เลือกเครื่องรุ่นดีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ควรเช็กแรงดันน้ำจริง โดยเฉพาะห้องชั้นสูงหรืออาคารที่น้ำไหลเบา เพราะระบบ UF และ RO ต้องการแรงดันไม่เท่ากัน
หากปัญหามีเพียงกลิ่นและตะกอน ไม่ควรติดตั้ง RO โดยอัตโนมัติ เพราะระบบต้องใช้พื้นที่ อาจมีน้ำทิ้ง และต้องดูแลมากกว่า สำหรับบ้านเช่า เครื่องกรองติดก๊อกหรือชุดใต้ซิงก์ขนาดเล็กมักเหมาะกว่า เนื่องจากติดตั้งง่ายและย้ายออกได้เมื่อหมดสัญญา
บ้านที่ใช้น้ำบาดาลหรือน้ำกร่อยต้องตรวจน้ำก่อน
น้ำบาดาลอาจมีเหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง ไนเตรต หรือความเค็ม แม้น้ำจะใสและไม่มีกลิ่นก็ตาม ไส้กรองคาร์บอนทั่วไปจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับสารละลายหรือโลหะทุกชนิด กรมทรัพยากรน้ำบาดาลแนะนำให้ตรวจทั้งด้านกายภาพ เคมี แบคทีเรีย และสารพิษก่อนนำมาใช้
ระบบที่เหมาะอาจเริ่มด้วยถังกรองหยาบหรือถังเติมอากาศเพื่อจัดการตะกอนและเหล็ก จากนั้นจึงเลือก UF หรือ RO ตามผลตรวจ หากพื้นที่มีความเสี่ยงด้านโลหะหนัก ควรอ่าน แนวทางแก้ปัญหาสารหนูในน้ำ และตรวจว่านวัตกรรมที่เลือกมีผลทดสอบลดสารนั้นโดยตรงหรือไม่
ตัดสินใจระหว่างเครื่องกรองเฉพาะจุดกับระบบทั้งบ้าน
เครื่องกรองเฉพาะจุดเหมาะกับบ้านที่ต้องการน้ำดื่มสะอาดและควบคุมงบ ติดตั้งที่ก๊อกครัวหรือใต้ซิงก์ได้ จึงไม่ต้องกรองน้ำสำหรับชักโครกหรือรดต้นไม้โดยไม่จำเป็น
ในทางกลับกัน ระบบทั้งบ้านเหมาะเมื่อมีตะกอน กลิ่น หรือคราบในน้ำอาบ รวมถึงปัญหาที่กระทบเครื่องทำน้ำอุ่นและอุปกรณ์หลายจุด ระบบนี้ต้องใช้พื้นที่ แรงดัน และงบเปลี่ยนไส้กรองมากกว่า ดังนั้นควรเริ่มจากจุดที่มีปัญหาจริง แล้วค่อยขยายระบบเมื่อผลตรวจและการใช้งานยืนยันว่าจำเป็น
ยี่ห้อและราคาที่พบในไทย: อย่าดูแค่ราคาซื้อ
ราคาซื้อเป็นเพียงค่าใช้จ่ายก้อนแรกของเครื่องกรองน้ำ ก่อนตัดสินใจควรดูอายุไส้กรอง ค่าเปลี่ยนเมมเบรน ค่าติดตั้ง การรับประกัน และความสะดวกในการหาอะไหล่ด้วย ราคาและโปรโมชั่นเปลี่ยนได้ตามรุ่น ร้านค้า และช่วงเวลา จึงควรตรวจสอบกับผู้ขายอีกครั้งก่อนชำระเงิน
เปรียบเทียบ Coway, Mazuma, Stiebel Eltron, 3M และ Philips
แต่ละแบรนด์มีจุดเด่นต่างกัน และไม่ได้หมายความว่ารุ่นที่แพงกว่าจะกรองได้ดีกว่าสำหรับทุกบ้าน
- Coway เหมาะกับคนที่ต้องการแพ็กเกจบริการและการจ่ายรายเดือน โดยมีบริการเปลี่ยนไส้กรองและดูแลเครื่องตามรอบที่กำหนด ผู้ใช้จึงไม่ต้องจัดการทุกขั้นตอนเอง แต่ควรอ่านระยะสัญญา ค่าใช้บริการหลังหมดโปรโมชั่น และเงื่อนไขการยกเลิกให้ครบถ้วน
- Mazuma เป็นแบรนด์ไทยที่มีตัวเลือกทั้งระบบ RO และเครื่องสำหรับลดกลิ่นคลอรีนหรือตะกอน จุดเด่นคือมีสินค้าและอะไหล่ในประเทศค่อนข้างหลากหลาย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมค่าดูแลและหาชิ้นส่วนเปลี่ยนเอง
- Stiebel Eltron มีทั้งระบบ UF และ RO ผู้ซื้อควรเลือกระบบตามผลตรวจน้ำและแรงดันที่บ้าน ไม่ใช่เลือกจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
- 3M มีเครื่องกรองหลายขนาด โดยเด่นด้านไส้กรองตะกอนและคาร์บอน เหมาะกับบ้านที่ใช้น้ำประปาและต้องการลดกลิ่น รส หรือเศษจากท่อ
- Philips มีเครื่อง RO ที่เน้นรูปแบบกะทัดรัดและประหยัดพื้นที่ เหมาะกับคอนโดหรือครัวที่มีพื้นที่ใต้ซิงก์จำกัด แต่ควรตรวจราคาไส้กรองเฉพาะรุ่นก่อนซื้อ
งบประมาณเริ่มต้นและค่าเปลี่ยนไส้กรองที่ควรเผื่อ
กรอบราคาที่พบในไทยมีตั้งแต่ระบบ UF บางรุ่นประมาณ 4,390 บาท, Mazuma บางรุ่นราว 5,500-7,500 บาท และ Stiebel Eltron บางรุ่นประมาณ 10,290-11,900 บาท ส่วนเครื่องระดับสูงของ Philips หรือ Coway อาจเริ่มราว 11,000-15,000 บาทขึ้นไป ขณะที่ Coway ยังมีรูปแบบสมัครบริการรายเดือน ซึ่งหน้าแพ็กเกจอาจเริ่มประมาณ 490 บาทต่อเดือน หรือเปลี่ยนตามรุ่นและสัญญา
ค่าไส้กรองมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงมากกว่า 2,000 บาทต่อชิ้น ไส้กรอง RO และเมมเบรนอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระบบคาร์บอนทั่วไป ดังนั้นควรขอรายการอะไหล่และรอบเปลี่ยนจากร้านก่อนซื้อเสมอ
คำนวณต้นทุนจริงตลอดหนึ่งปี
ใช้สูตรง่ายๆ นี้เพื่อเปรียบเทียบแต่ละทางเลือก:
ต้นทุนหนึ่งปี = ราคาซื้อหรือค่าเช่า + ค่าติดตั้ง + ค่าไส้กรองและเมมเบรน + ค่าบริการ + ค่าน้ำทิ้งของ RO
จากนั้นนำไปเทียบกับค่าน้ำขวดที่บ้านใช้จริง อย่าดูเฉพาะราคาเครื่อง เพราะรุ่นที่ไส้กรองถูกแต่ต้องเปลี่ยนบ่อย อาจมีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่ารุ่นที่ซื้อแพงกว่าแต่ใช้งานได้นานกว่า ควรขอข้อมูลอายุไส้กรอง การรับประกัน และศูนย์บริการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อคำนวณงบระยะยาวได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น
ติดตั้งและดูแลอย่างไรให้น้ำสะอาดจริง
เครื่องกรองน้ำจะทำงานได้ตามที่ออกแบบก็ต่อเมื่อติดตั้งถูกจุดและดูแลตามรอบ การล้างระบบก่อนใช้ ตรวจแรงดัน และเปลี่ยนไส้กรองจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบ RO และ UV ที่มีเงื่อนไขการใช้งานมากกว่าชุดกรองคาร์บอนทั่วไป
เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งเครื่องกรองน้ำ
ก่อนให้ช่างติดตั้ง ควรตรวจพื้นที่ใต้ซิงก์ว่ามีที่วางเครื่อง ถังเก็บ และจุดเปลี่ยนไส้กรองเพียงพอหรือไม่ พื้นที่นั้นต้องไม่อับชื้นหรืออยู่ใกล้สารเคมี และควรเข้าถึงได้ง่ายเมื่อต้องล้างระบบหรือซ่อมบำรุง
เช็กจุดต่อไปนี้ให้ครบ:
- ตรวจแรงดันน้ำจริง เพราะแรงดันต่ำอาจทำให้ UF หรือ RO ผลิตน้ำได้ช้า และอาจต้องใช้ปั๊มช่วย
- เตรียมปลั๊กไฟที่มีสายดินสำหรับปั๊มหรือระบบ UV โดยไม่วางอุปกรณ์ไฟฟ้าในจุดที่น้ำรั่วถึง
- วัดขนาดก๊อกและตรวจว่าชุดติดตั้งใช้กับรูเจาะเดิมได้หรือไม่
- ตรวจท่อน้ำทิ้งของ RO ให้ไหลลงท่อระบายน้ำได้สะดวก ไม่พับงอ และไม่ต่อย้อนกลับ
- ตรวจวาล์ว จุดเชื่อมต่อ และขนาดถังเก็บให้เหมาะกับการใช้น้ำของคนในบ้าน
หลังติดตั้ง ควรให้ช่างทดสอบการรั่ว เปิดน้ำทิ้งตามคู่มือ และล้างไส้กรองหรือถังให้หมดกลิ่นจากวัสดุใหม่ก่อนดื่ม น้ำจากถังพักควรผ่านการทำความสะอาดตามรอบด้วย เพราะระบบกรองที่ดีไม่สามารถชดเชยถังสกปรกได้ การเลือกเครื่องกรองน้ำสำหรับบ้านที่ใช้น้ำประปาจึงควรดูทั้งแหล่งน้ำและสภาพถัง ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเครื่อง
สัญญาณว่าไส้กรองหมดอายุ
น้ำไหลช้าลง กลิ่นหรือรสเปลี่ยน น้ำขุ่น และมีตะกอน ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรตรวจเครื่องทันที สำหรับระบบ RO หากค่า TDS หลังกรองสูงขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงแรก อาจเกิดจากเมมเบรนเสื่อมหรือไส้กรองก่อนเมมเบรนตัน
อย่างไรก็ตาม อย่ารอให้น้ำผิดปกติแล้วค่อยเปลี่ยนไส้กรอง เพราะคาร์บอนหรือเมมเบรนบางชนิดเสื่อมโดยไม่เห็นจากภายนอก ค่า TDS ต่ำเองก็ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนทุกประเภท จึงควรดูทั้งผลตรวจน้ำ อัตราการไหล และกำหนดเปลี่ยนจากผู้ผลิต
โดยทั่วไป ไส้กรองตะกอนและคาร์บอนมักเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ส่วนเมมเบรน RO อาจอยู่ได้ราว 2-4 ปี ขึ้นกับคุณภาพน้ำและปริมาณการใช้ ขณะที่หลอด UV มักต้องเปลี่ยนประมาณปีละครั้ง ควรจดวันที่เปลี่ยนและปริมาณน้ำที่ใช้ไว้ในโทรศัพท์หรือสมุดประจำบ้าน การอ่าน ความสำคัญของการเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด ช่วยให้วางแผนดูแลระบบได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เครื่องกรองราคาแพงไม่คุ้ม
การซื้อ RO โดยไม่ตรวจน้ำก่อนอาจทำให้เสียเงินกับระบบที่ไม่จำเป็น หรือยังแก้ปัญหาเหล็ก ความกระด้าง และตะกอนไม่ตรงจุด นอกจากนี้ การเลือกจากค่า TDS เพียงอย่างเดียวก็คลาดเคลื่อนได้ เพราะตัวเลขนี้ไม่บอกความปลอดภัยด้านจุลินทรีย์ทั้งหมด
อย่าใช้ไส้กรองเกินอายุ อย่าเชื่อคำโฆษณาที่อ้างว่ากำจัดสารปนเปื้อนได้ทุกชนิด และควรถามผู้ขายเรื่องน้ำทิ้งของ RO ให้ชัดเจนก่อนซื้อ รวมถึงตรวจว่ามีอะไหล่ ศูนย์บริการ และช่างในพื้นที่หรือไม่ สุดท้าย ความสะอาดของน้ำขึ้นกับ คุณภาพน้ำต้นทาง การออกแบบระบบ และการดูแลต่อเนื่อง ซึ่งต้องทำงานร่วมกันเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
การเลือกเครื่องกรองน้ำยังมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อ โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐาน การใช้งานจริง และคุณภาพน้ำหลังกรอง คำถามต่อไปนี้ช่วยให้คุณประเมินสินค้าได้รอบด้านขึ้น
เครื่องกรองน้ำควรมีมาตรฐานอะไรจึงน่าเชื่อถือ?
ควรดูว่าเครื่องมีผลทดสอบหรือการรับรองที่ระบุ สิ่งปนเปื้อนและประสิทธิภาพของรุ่นนั้นโดยตรง ไม่ใช่แค่มีคำว่า “มาตรฐานสากล” บนฉลาก เช่น NSF/ANSI 42 มักเกี่ยวกับรสชาติ กลิ่น และคลอรีน ส่วน NSF/ANSI 53 ใช้กับสารปนเปื้อนที่มีผลต่อสุขภาพ และ NSF/ANSI 58 ใช้กับระบบ RO
ตรวจสอบรายละเอียดของมาตรฐานจาก ข้อมูลมาตรฐานระบบกรองน้ำของ NSF แล้วเปรียบเทียบกับเอกสารของผู้ผลิต เพราะการรับรองหนึ่งรายการไม่ได้แปลว่าเครื่องกำจัดสารปนเปื้อนได้ทุกชนิด
น้ำที่กรองแล้วดื่มได้ทันทีหรือไม่?
ดื่มได้เมื่อเครื่องเหมาะกับน้ำต้นทาง มีผลทดสอบตรงกับปัญหาที่พบ และผ่านการติดตั้งกับดูแลอย่างถูกต้อง ไส้กรองที่ช่วยลดกลิ่นคลอรีนหรือตะกอนอาจยังไม่จัดการเชื้อโรค โลหะหนัก หรือสารเคมีบางชนิด
หากบ้านใช้น้ำบาดาลหรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติ ควรตรวจสารปนเปื้อนที่มีความเสี่ยงก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบ ความเสี่ยงจากสารหนูในน้ำ เพราะเครื่องกรองแต่ละชนิดมีขอบเขตการทำงานต่างกัน
บ้านที่มีถังเก็บน้ำควรเช็กอะไรเป็นพิเศษ?
ควรถามว่าถังอยู่ใต้ดิน บนดาดฟ้า หรืออยู่ภายในอาคาร รวมถึงตรวจว่าล้างถังครั้งล่าสุดเมื่อใด ฝาปิดสนิทหรือไม่ และมีตะกอนสะสมมากแค่ไหน เพราะน้ำอาจปนเปื้อนหลังออกจากระบบประปาได้
หากน้ำมีกลิ่นหรือมีตะกอน เครื่องกรองปลายทางช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการล้างถังและตรวจท่อ เมื่อถังสกปรก ไส้กรองมักตันเร็วและมีอายุสั้นลง
เครื่องกรองแบบเหยือก ตั้งโต๊ะ ติดก๊อก และใต้ซิงก์ต่างกันอย่างไร?
เครื่องแบบเหยือกเหมาะกับผู้ใช้น้ำน้อยและต้องการประหยัดพื้นที่ แต่ต้องเติมน้ำและเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด แบบติดก๊อกติดตั้งง่าย เหมาะกับบ้านเช่า แต่ต้องตรวจขนาดเกลียวและแรงดันน้ำก่อนซื้อ
รุ่นตั้งโต๊ะใช้งานสะดวกและไม่ต้องเจาะซิงก์ ส่วนรุ่นใต้ซิงก์ให้ปริมาณน้ำมากกว่าและไม่เกะกะพื้นที่ครัว ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีแบบใดดีที่สุดเสมอไป ให้เลือกตามปริมาณการใช้ จุดติดตั้ง และชนิดน้ำที่ต้องการกรอง
น้ำกรองแล้วมีกลิ่นหรือรสแปลก ควรทำอย่างไร?
ให้หยุดดื่มและตรวจว่าติดตั้งไส้กรองถูกด้านหรือไม่ จากนั้นเปิดน้ำทิ้งตามคู่มือ เพราะไส้กรองใหม่บางชนิดอาจมีผงคาร์บอนหรือกลิ่นจากวัสดุในช่วงแรก หากยังมีกลิ่น รสผิดปกติ ตะกอน หรือน้ำไหลช้าลงมาก ควรเปลี่ยนไส้กรองและตรวจการรั่ว
ถ้าปัญหาเกิดซ้ำหลังเปลี่ยนไส้กรอง ให้ตรวจถังพักน้ำ ท่อ และคุณภาพน้ำต้นทาง ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มจำนวนขั้นตอนกรองโดยไม่รู้สาเหตุ
ก่อนซื้อจากผู้ขายในไทย ควรขอข้อมูลอะไรบ้าง?
ขอเอกสารสเปกที่ระบุสิ่งปนเปื้อนที่ลดได้จริง อายุไส้กรอง ราคาอะไหล่ และรอบการเปลี่ยนให้ครบ นอกจากนี้ควรถามเรื่องการรับประกัน ศูนย์บริการ ช่างในพื้นที่ และค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าติดตั้งหรือค่าบริการรายปี
ผู้ขายที่ตอบได้ชัดเจนควรอธิบายได้ว่าเครื่องเหมาะกับน้ำประเภทใด และมีข้อจำกัดอะไร หากคำโฆษณาอ้างว่ากรองได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีผลทดสอบหรือเอกสารรองรับ ควรเปรียบเทียบตัวเลือกอื่นก่อนตัดสินใจ
ข่าวธุรกิจ Business
โออิชิ ส่ง “สตรอว์เบอร์รี่ คิส” รสใหม่ ราคา 10 บาท พร้อมแคมเปญแจกโชคใหญ่
โออิชิ กรีนที ผู้นำตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม เปิดตัวรสชาติใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “โออิชิ สตรอว์เบอร์รี่ คิส” เจาะตลาดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชวนทุกคนเปิดประสบการณ์ความสดชื่นไปอีกขั้น กับชาเขียวรสชาติใหม่ที่โดดเด่นด้วยการผสานความหอมกลมกล่อมของชาเขียวแท้เข้ากับความหวานฉ่ำละมุนของ ไวท์ สตรอว์เบอร์รี่ ผลไม้ยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น ในขนาดพกพา 280 มล. ราคาเพียง 10 บาท ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่แตกต่าง อร่อยสดชื่น ในราคาจับต้องได้ พร้อมจัดเต็มทั้งสินค้าและโปรโมชั่น รวมถึงการสื่อสารทางการตลาด เพื่อสร้างสีสันและขยายโอกาสการบริโภคชาเขียวในตลาดภูมิภาค โดยวางจำหน่ายที่ร้านค้าทั่วไปและ Makro ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คุณสุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเปิดตัวชาเขียวโออิชิ 10 บาท รสสตรอว์เบอร์รี่ คิส ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นอีกหนึ่งหมากสำคัญในการเจาะตลาดระดับภูมิภาคของโออิชิ กรีนที ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีจำนวนประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเราชูเป้าหมายการขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ผ่านกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงง่าย 10 บาท เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ผสานกับการทำการตลาดแบบ 360 องศา ทั้งสื่อท้องถิ่น OOH รวมกว่า 300 จุด ควบคู่กับการดึง Local KOLs ระดับท็อปเข้ามาสร้างกระแสในพื้นที่ และจัดกิจกรรม Experience Marketing ซึ่งมั่นใจว่าแคมเปญนี้จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างก้าวกระโดด พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่ไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมใหม่ พร้อมส่งน้องโออิชิ เนโกะ คาแรคเตอร์แมวสุดคิวท์คู่ใจแบรนด์โออิชิ ส่งมอบความคุ้มคักผ่านเพลงใหม่ประจำแคมเปญ ‘โออิชิ 10 บาท คุ้มคัก’ ชวนทุกคนมาม่วนและลิ้มลองรสชาติใหม่ไปพร้อมกัน”

ขณะเดียวกัน โออิชิ กรีนที ยังเดินสายมอบความสนุกปูพรมทั่วพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือกับมหกรรม “โออิชิ Fin Fest” บุกจัดกิจกรรมสุดฟินใน 4 เมืองใหญ่ ประเดิมที่แรกที่ตลาดเซฟวัน โคราช จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ตามด้วยจังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดเชียงใหม่ เพียงซื้อสินค้าครบ 10 บาท ก็เตรียมรับความสนุกที่รู้สึกคุ้มคักแน่นอน
นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญ “โออิชิ แจกโชคใหญ่ คุ้มคัก มักหลายเด้อ” ชวนแลกลุ้นรางวัลใหญ่ ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ Honda Wave 110i, MacBook Neo และทองคำแท่ง เพียงสแกนรหัสใต้ฝาโออิชิ กรีนที ทุกรสชาติ เพื่อสะสมพอยท์ และลุ้นแลกของรางวัลได้ที่แอป Oishi Club ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 – 16 มกราคม 2570 โดยแบ่งการจับรางวัลออกเป็น 3 รอบ ได้แก่
- รอบที่ 1 ส่งสิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 21 ก.ย. 2569 – 15 พ.ย. 2569 จับรางวัล วันที่ 16 พ.ย. 2569
- รอบที่ 2 ส่งสิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันนี้ 15 พ.ย. 2569 – 15 ธ.ค. 2569 จับรางวัล วันที่ 16 ธ.ค. 2569
- รอบที่ 3 ส่งสิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันนี้ 15 ธ.ค. 2569 – 16 ม.ค. 2570 จับรางวัล วันที่ 18 ม.ค. 2570
สามารถติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่ Facebook: OishiDrinkStation
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไขความลับ: กลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย
พลิกโฉมธุรกิจไทย: ปรับเพิ่มประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์สั่งตัดพิเศษ (ซอฟต์แวร์ที่กำหนดเอง)
ข่าวธุรกิจ Business
ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2: เช็กสิทธิและเงื่อนไขใหม่ล่าสุด
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในขณะนี้ ประชาชนต่างตื่นตัวตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการใช้จ่ายกันอย่างคึกคัก รัฐบาลเตรียมขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ออกไปอีกสองเดือน การขยายเวลานี้จะครอบคลุมช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในวันที่ 22 กันยายน 2569 โครงการนี้ยังคงใช้รูปแบบการร่วมจ่ายแบบ 60:40 เหมือนที่ผ่านมา ผู้ได้สิทธิจะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อนำไปใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รัฐบาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าการต่ออายุครั้งนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มเติมเลย
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับเงิน 1,000 บาทสำหรับนำไปใช้จ่ายในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน
- ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินเพิ่มอีก 700 บาท ทำให้มียอดรวมเป็น 1,000 บาท
- รัฐบาลอนุมัติให้ใช้เงินงบประมาณคงเหลือเดิมในการดำเนินโครงการโดยไม่มีการกู้เงินเพิ่ม
ใครบ้างที่ได้ไปต่อในเฟส 2
หลายคนกำลังสงสัยว่าตนเองจะได้สิทธิในรอบนี้หรือไม่ คำตอบคือประชาชนที่เคยได้รับสิทธิในเฟสแรกจะได้ไปต่อ คุณอาจไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ให้ยุ่งยาก เพียงแค่รอการประกาศเงื่อนไขที่ชัดเจนจากกระทรวงการคลังเท่านั้น ส่วนผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิไปก่อนหน้านี้ ก็ยังมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะประชาชนทั่วไป
สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในรอบนี้ รัฐบาลเตรียมโอนเงินเข้าบัตรเพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคน เมื่อนำไปรวมกับเงินช่วยเหลือเดิม 300 บาท จะทำให้มีเงินรวม 1,000 บาทพอดี ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะยังคงได้รับสิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเช่นเดิม
โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างตรงจุด การกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้เป็นอย่างดี รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถประคับประคองชีวิตในช่วงเศรษฐกิจผันผวนได้
ข้อจำกัดและการใช้จ่ายเงิน
เงื่อนไขการใช้จ่ายในโครงการรอบใหม่ยังคงเน้นไปที่ความสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการให้ 60% ขณะที่ผู้ใช้งานต้องออกเงินเอง 40% ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายเงินสนับสนุนได้สูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน โดยมีการจำกัดวงเงินอุดหนุนรายวันที่ 200 บาท คุณสามารถสแกนจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. ของทุกๆ วัน
ข้อควรทราบที่สำคัญคือ ยอดคงเหลือเมื่อสิ้นเดือนจะไม่สามารถยกยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ดังนั้น คุณควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุด
คาดหวังการอนุมัติจาก ครม.
นายเอกภพ เพียรวิเศษ โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาระบุว่ากระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอโครงการต่อ ครม. อย่างเป็นทางการ การอนุมัติขั้นสุดท้ายน่าจะมีความชัดเจนภายในวันอังคารนี้ เพื่อให้ทันรอบการใช้จ่ายในช่วงต้นเดือนตุลาคม โครงการนี้ถือเป็นความหวังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
การไม่ขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเป็นข้อดีหลักที่ทำให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลเลือกที่จะใช้เงินกู้คงเหลือจากโครงการเดิมซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก วิธีนี้จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอลุ้นให้โครงการนี้ผ่านการเห็นชอบโดยเร็วที่สุด
หลายครอบครัวมองว่าเงินช่วยเหลือจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ โครงการนี้จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่พึงพอใจกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนจะช่วยให้ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้อย่างยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไขความลับ: กลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย
พลิกโฉมธุรกิจไทย: ปรับเพิ่มประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์สั่งตัดพิเศษ (ซอฟต์แวร์ที่กำหนดเอง)
ข่าวธุรกิจ Business
ผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ปี 2569
ภูเก็ต – เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ดร.โสภณจัดสัมมนาหัวข้อ “Leasehold vs Sap Ing Sit & 3 MB LongStay Visa” โดยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ณ Pearl Phuket Hotel พร้อมแถลงผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตฉบับล่าสุด เพื่อให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจซื้อขายที่อยู่อาศัยนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ในปี 2569 ภูเก็ตมีหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดรวมมูลค่า 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดภูมิภาคที่มีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด มูลค่าดังกล่าวสูงกว่าจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ที่ 151,822 ล้านบาท จังหวัดระยอง 51,453 ล้านบาท และจังหวัดเชียงใหม่ 49,303 ล้านบาท
จังหวัดระยองเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ ส่วนเชียงใหม่เป็นเมืองหลักของภาคเหนือ ขณะที่ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้าที่อยู่อาศัยในตลาดสูงจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่อยู่ในระดับสูง
หากนับตามจำนวนหน่วยที่เปิดขาย ภูเก็ตมีหน่วยรอการขายทั้งหมด 13,779 หน่วย ต่ำกว่าจังหวัดชลบุรีที่มี 37,628 หน่วย และจังหวัดระยองที่มี 19,209 หน่วย อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้ารอขายสูงที่สุด เพราะราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 12.812 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย 5.808 ล้านบาท ส่วนจังหวัดชลบุรีมีราคาเฉลี่ยเพียง 4.035 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าตลาดภูเก็ตมีจำนวนหน่วยไม่มากเท่าหลายจังหวัด แต่มีสินค้าระดับราคาสูงเป็นสัดส่วนมาก
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยภูเก็ต
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูมิภาคทั่วประเทศ และพบว่าภูเก็ตมีลักษณะเฉพาะตัว เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญ และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
การสำรวจครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารชุด และที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย สำหรับภูเก็ต ดร.โสภณแยกประเภทเพิ่มเติมเป็นอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศ โดยไม่นับวิลล่าตากอากาศรวมกับบ้านเดี่ยว
สินค้าหกประเภทแรกมีผู้ซื้อหลักเป็นคนไทยในภูเก็ตและคนไทยที่เข้ามาทำงานในจังหวัด ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติด้วย
จากการสำรวจล่าสุด ภูเก็ตมีโครงการที่ยังมีหน่วยรอขายทั้งหมด 806 โครงการ ครอบคลุมอำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง จำนวนโครงการที่มากไม่ได้หมายความว่าแต่ละโครงการมีขนาดใหญ่ เพราะแต่ละโครงการมีหน่วยขายเฉลี่ยเพียง 112 หน่วย ขณะที่กรุงเทพมหานครมีหน่วยขายเฉลี่ยต่อโครงการประมาณ 250 หน่วย
อำเภอถลางมีโครงการมากที่สุด 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมืองภูเก็ต 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ
โครงการทั้ง 806 แห่งมีหน่วยขายรวม 90,597 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 705,055 ล้านบาท ในจำนวนนี้ขายไปแล้ว 76,582 หน่วย มูลค่ารวม 527,777 ล้านบาท หรือประมาณ 85% ของหน่วยทั้งหมด ถือเป็นอัตราการขายที่อยู่ในระดับสูง
โดยเฉลี่ยแต่ละโครงการขายที่อยู่อาศัยได้เดือนละประมาณ 5.2% ของหน่วยที่เปิดขาย ดร.โสภณประเมินว่า หากไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด สินค้าที่เหลืออยู่จะขายหมดภายในประมาณ 19.2 เดือน
ประเภทสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
วิลล่าตากอากาศเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุดในภูเก็ต มีทั้งหมด 40,263 หน่วย หรือ 44% ของหน่วยขายทั้งหมด เมื่อรวมกับอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือ 8% จะพบว่าสินค้าตากอากาศมีสัดส่วนรวมกันถึง 52% ของตลาดภูเก็ต
ในทางกลับกัน ที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยและผู้ที่เข้ามาทำงานในภูเก็ตมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่มุ่งขายให้ชาวต่างชาติ
สำหรับตลาดคนไทย อาคารชุดมีจำนวนมากที่สุด 21,392 หน่วย หรือ 24% ของหน่วยทั้งหมด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ 9,729 หน่วย ภูเก็ตมีบ้านแฝด 5,924 หน่วย มากกว่าบ้านเดี่ยวที่มี 5,126 หน่วย เนื่องจากบ้านแฝดใช้ที่ดินน้อยกว่า โดยมีพื้นที่ขั้นต่ำประมาณ 35 ตารางวา ขณะที่บ้านเดี่ยวต้องใช้ที่ดินขั้นต่ำประมาณ 50 ตารางวา
เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการพัฒนารวม 705,055 ล้านบาท พบว่าอาคารชุดตากอากาศมีมูลค่าสูงสุด 339,227 ล้านบาท รองลงมาคือวิลล่าตากอากาศ 221,672 ล้านบาท สินค้าสองประเภทนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 80% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดในภูเก็ต
ตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยจึงมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ทำให้ตลาดที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเพื่อขายให้คนไทยมีขนาดเล็กกว่าตลาดที่มุ่งขายให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศ
ห้องชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่ขายได้เร็วที่สุด โดยขายได้เฉลี่ยเดือนละ 8.1% ของหน่วยที่เปิดขาย ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้เฉลี่ยเดือนละ 4.9% แม้จะเป็นสินค้าราคาสูงก็ตาม
บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และที่ดินจัดสรรขายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3% เท่านั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยยังมีความเปราะบาง และผู้ประกอบการที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าคนไทยมีโอกาสเผชิญกับการหดตัวของตลาดมากกว่า
ระดับราคาของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท
ลักษณะด้านราคาและจำนวนหน่วยของสินค้าแต่ละประเภทมีดังนี้
- บ้านเดี่ยวมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาท มี 1,875 หน่วย หรือ 37% ของบ้านเดี่ยวทั้งหมด
- บ้านแฝดเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท มี 2,821 หน่วย หรือ 48%
- ทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ 6,566 หน่วย หรือ 68% อยู่ในช่วงราคา 2 ถึง 3 ล้านบาท
- อาคารชุดพักอาศัยมี 9,481 หน่วย หรือ 44% อยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท
- อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท อยู่ที่ 11,849 หน่วย หรือ 29% ขณะที่ช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาทมีจำนวน 8,072 หน่วย หรือ 25%
- วิลล่าตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 20 ถึง 40 ล้านบาท มี 2,930 หน่วย หรือ 43%
ตลาดที่อยู่อาศัยแยกตามอำเภอ
อำเภอเมืองภูเก็ต
อาคารชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุด มี 11,794 หน่วย หรือ 34% ของหน่วยทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 29,006 ล้านบาท
อาคารชุดตากอากาศมี 10,987 หน่วย หรือ 32% แม้จำนวนจะน้อยกว่าอาคารชุดพักอาศัย แต่มูลค่ารวมสูงถึง 69,922 ล้านบาท
อำเภอกะทู้
อาคารชุดพักอาศัยมีจำนวนมากที่สุด 6,940 หน่วย หรือ 49% ของหน่วยทั้งหมด ขณะที่อาคารชุดตากอากาศมี 4,282 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 32,498 ล้านบาท
อำเภอถลาง
อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนสูงที่สุด 24,994 หน่วย หรือ 54% ของหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่ารวม 236,807 ล้านบาท หรือ 53% ของมูลค่าทั้งหมดในอำเภอ
เหตุผลที่อำเภอถลางได้รับความนิยม
อำเภอถลาง โดยเฉพาะพื้นที่เชิงทะเล บางเทา ลายัน ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี กลายเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคารชุดตากอากาศ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมีทั้งด้านทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างของกลุ่มผู้ซื้อ
เดินทางสะดวกและอยู่ใกล้สนามบิน
ถลางอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตประมาณ 15 ถึง 25 นาที ทำเลนี้เหมาะกับชาวต่างชาติและนักลงทุนที่ต้องเดินทางเข้าออกบ่อย เพราะไม่ต้องผ่านการจราจรหนาแน่นในตัวเมืองหรือบริเวณป่าตอง
มีที่ดินผืนใหญ่สำหรับโครงการแนวราบ
เมื่อเทียบกับป่าตอง กะตะ และกะรน ซึ่งมีพื้นที่ลาดชันหรือมีข้อจำกัดด้านขนาดที่ดิน ถลางยังมีที่ดินผืนใหญ่ที่เหมาะกับการพัฒนาโครงการแนวราบ เช่น วิลล่าตากอากาศ และโครงการแบบ Mixed-Use Community
มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม
การพัฒนา Laguna Phuket ในพื้นที่เชิงทะเลและบางเทามานานกว่า 30 ปี ทำให้พื้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับสากล ทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุม โรงแรมระดับ 5 ดาว และบริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ยังมีแหล่งไลฟ์สไตล์และศูนย์การค้าชุมชน เช่น Porto de Phuket ของ Central Group, Boat Avenue และ Blue Tree Phuket จึงมีร้านค้า ร้านอาหาร และบริการที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย
มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว
พื้นที่ถลางมีโรงเรียนนานาชาติ เช่น UWC Thailand International School และ Headstart International School สาขาเชิงทะเล รวมถึงโรงพยาบาลและคลินิกที่ได้มาตรฐาน ทำเลนี้จึงเหมาะกับชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัยระยะยาวพร้อมครอบครัว
มีชายหาดและธรรมชาติฝั่งตะวันตก
ถลางครอบคลุมชายหาดฝั่งตะวันตกหลายแห่ง เช่น หาดบางเทา หาดลายัน หาดสุรินทร์ และหาดในยาง พื้นที่เหล่านี้มีชายหาดยาว บรรยากาศสงบ และมีทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกที่สวยงาม เมื่อเทียบกับพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างป่าตอง ถลางมีความเป็นส่วนตัวและเหมาะกับการพักอาศัยมากกว่า
ความต้องการจากผู้ซื้อชาวต่างชาติและกลุ่มทุนเพิ่มขึ้น
หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวรัสเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และผู้ซื้อจากตะวันออกกลางเข้ามาพำนักในภูเก็ตระยะยาวมากขึ้น ความต้องการบ้านหลังที่สองและวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย เช่น แสนสิริ ศุภาลัย ออริจิ้น และสิงห์ เอสเตท รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น Botanica Luxury และ The Title เปิดโครงการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การมีผู้พัฒนาหลายรายเข้ามาลงทุนช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ซื้อและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด
มีโอกาสสร้างรายได้จากการเช่า
อาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในย่านเชิงทะเลและบางเทามี Rental Yield เฉลี่ยประมาณ 6% ถึง 10% ต่อปี จากความต้องการเช่าทั้งแบบรายวันและรายระยะยาวของนักท่องเที่ยวระดับบน
โครงการเปิดใหม่ช่วงปี 2568 ถึง 2569
โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยประมาณ 10 ล้านบาท โดย 60% ของจำนวนโครงการเป็นการพัฒนาวิลล่าตากอากาศ ซึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 32 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากจำนวนหน่วยที่เปิดขาย อาคารชุดตากอากาศมีสัดส่วนสูงสุดที่ 60% สินค้าในโครงการเปิดใหม่ขายได้ค่อนข้างดี โดยทำเลที่มีโครงการเปิดตัวมากที่สุดคืออำเภอถลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงและมีระดับราคาที่ดินค่อนข้างแพง
โครงการใหม่ในอำเภอถลางกระจายอยู่ในตำบลหลัก 5 แห่ง ทำให้อำเภอนี้มีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่มากกว่าพื้นที่อื่นของภูเก็ตอย่างชัดเจน
กลุ่มผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต
กลุ่มผู้ซื้อวิลล่าตากอากาศและอาคารชุดตากอากาศในภูเก็ตช่วงปี 2568 ถึง 2569 แบ่งตามสัญชาติและลักษณะการซื้อได้ดังนี้
ผู้ซื้อจากรัสเซียและยุโรปตะวันออก
ชาวรัสเซียและผู้ซื้อจากประเทศในกลุ่ม CIS ยังคงเป็นกลุ่มกำลังซื้อชาวต่างชาติอันดับหนึ่งของภูเก็ต เหตุผลสำคัญคือความต้องการย้ายเงินทุนออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย การหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม รวมถึงการย้ายออกจากประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น
กลุ่มนี้นิยมวิลล่าตากอากาศในพื้นที่ถลาง โดยเฉพาะเชิงทะเลและบางเทา รวมถึงฉลองและราไวย์
ผู้ซื้อจากจีนและเอเชีย
ผู้ซื้อจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวันกลับเข้าสู่ตลาดอย่างแข็งแรงและมีกำลังซื้อสูง เหตุผลในการซื้อมีทั้งการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ การส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต และการซื้ออาคารชุดหรือวิลล่าตากอากาศเพื่อปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศเดียวกัน
ผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลาง
ผู้ซื้อจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศในตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หลายคนต้องการบ้านพักหลังเกษียณหรือบ้านพักตากอากาศในช่วงฤดูหนาว
สำหรับผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง ความสนใจวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เพราะต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อนร่วมกับครอบครัวขนาดใหญ่
ผู้ซื้อชาวไทย
ผู้ซื้อชาวไทยมีสัดส่วนประมาณ 15% ถึง 25% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม กลุ่มหลักคือผู้มีรายได้สูงจากกรุงเทพมหานครที่ต้องการบ้านหลังที่สองเพื่อพักผ่อน กระจายการลงทุน หรือถือเป็นทรัพย์สินสำหรับส่งต่อให้บุตรหลาน
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในภูเก็ตกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับการพักผ่อนตามฤดูกาล ปัจจุบันมีผู้ซื้อจำนวนมากขึ้นที่ต้องการอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว
1. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรผู้ซื้อ
กลุ่มผู้ซื้อจากอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มบทบาทมากขึ้น ผู้ซื้อจาก UAE และซาอุดีอาระเบียสนใจวิลล่าหรูสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ซื้อชาวอินเดียมักเลือกห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า
ชาวยุโรป รัสเซีย และผู้ซื้อจากกลุ่มประเทศ CIS ยังคงเป็นฐานตลาดสำคัญ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนจากการเดินทางมาพักผ่อนชั่วคราวเป็นการพำนักระยะยาวหรือย้ายถิ่นฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศในประเทศต้นทาง
ผู้ซื้อมีอายุน้อยลงด้วย กลุ่ม Digital Nomads ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และผู้ทำงานทางไกลที่มีรายได้สูงเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้เป็นทั้งที่พักอาศัยและสถานที่ทำงาน
2. รูปแบบอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ได้รับความสนใจ
คอนโดและวิลล่าแบบ Branded Residences ที่มีบริการในระดับโรงแรม 5 ดาวได้รับความนิยม เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริหารจัดการและบริการหลังการขาย
โครงการที่เน้นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิด Eco & Health-conscious ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน
วิลล่าตากอากาศระดับราคา 30 ถึง 50 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่ได้รับการตอบรับดีจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ใช้สอยมากและรองรับครอบครัว
พื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตก เช่น บางเทา เชิงทะเล และกมลา มีที่ดินสำหรับพัฒนาเหลือน้อยลงและราคาสูงขึ้น ผู้พัฒนาและผู้ซื้อจึงเริ่มขยับไปยังพื้นที่รอบนอกที่มีความสงบมากกว่า เช่น ถลางตอนบน ศรีสุนทร ไม้ขาว ป่าคลอก และฉลอง
การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตในระยะต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงข่ายถนน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับการเดินทางของผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว
ตลาดอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูงมีแนวโน้มสร้าง Rental Yield ประมาณ 6% ถึง 8% ต่อปี
ประวัติ ดร.โสภณ พรโชคชัย
ดร.โสภณ พรโชคชัยมีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน และได้รับเชิญให้บรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ที่ผ่านมา ดร.โสภณเคยเป็นที่ปรึกษาให้ ESCAP, UN-Habitat, World Bank และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาที่ดินและที่อยู่อาศัยจาก Asian Institute of Technology หรือ AIT นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินจาก LRTI, Lincoln Institute of Land Policy และหลักสูตรการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก Katholieke Universiteit Leuven ประเทศเบลเยียม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคม FIABCI ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าและนายหน้าแห่งประเทศไทย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมผู้ซื้อบ้าน
นอกจากนี้ยังเป็นผู้แทนสมาคม International Association of Assessing Officers ในประเทศไทย เป็นสมาชิก Global Valuation Forum ของ The Appraisal Foundation ประเทศสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
ผลงานวิจัยและงานสำคัญของ ดร.โสภณ ได้แก่ การสำรวจพบชุมชนแออัด 1,020 แห่งในปี 2528 การพัฒนาแบบจำลอง CAMA หรือ Computer Assisted Mass Appraisal สำหรับประเมินค่าทรัพย์สินในปี 2533 การพยากรณ์จำนวนบ้านว่าง 300,000 หน่วยได้อย่างถูกต้องในปี 2538 และ 2541 การศึกษาการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติในปี 2543 และการพัฒนาแบบจำลองประเมินมูลค่าที่ดินในปี 2545
นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการวางมาตรฐานวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินของเวียดนามให้กระทรวงการคลังเวียดนามในปี 2549 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังอินโดนีเซียในปี 2551 ทำโครงการเวนคืนของธนาคารโลกในกรุงจาการ์ตาในปี 2553 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังกัมพูชาในปี 2555 สำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์อาเซียนและศึกษานครทั่วโลกในปี 2558 ให้คำปรึกษาโครงการย้ายสวนสัตว์กรุงเทพฯ ในปี 2562 ประเมินค่าเขื่อน 28 แห่งในประเทศลาวในปี 2567 และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียในปี 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน: กำแพงกั้นน้ำในท่าขี้เหล็กพังถล่ม กระแสน้ำเชี่ยวกรากทะลักเข้าท่วมเมืองชายแดน
สุดทน! ท้องถิ่นแม่สายแจ้งจับตาเฒ่า รื้อบิ๊กแบ็กกั้นน้ำซ้ำซาก หวั่นทำทั้งเมืองจมบาดาล
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoทหารลุยซ่อมพนังกั้นน้ำแม่สาย ป้องกันท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเร่งสางคดีสลด! กลุ่มเด็กชายรุมล่วงละเมิด ด.ญ. 7 ขวบเชียงราย
-
ข่าว - News6 days agoกบง. หั่นราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร เริ่มวันนี้
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoแพทย์จากเชียงรายจ่ายเงินดาวน์ 250,000 บาท ในคดีอุบัติเหตุรถชนที่มีผู้เสียชีวิต


