เชียงราย - Chiang Rai News
UNIDO และ JICA ส่งทีมงานไปเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
เชียงราย – วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขอย่างรุนแรงกำลังเกิดขึ้นทั่วจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยได้รับคำเตือนให้เตรียมรับมือฝนตกหนัก">ภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากมลพิษข้ามพรมแดนกำลังทำลายชุมชนท้องถิ่น สารเคมีที่เป็นพิษจากโครงการเหมืองแร่ของต่างชาติและควันหนาทึบจากการเผาไหม้ทางการเกษตรกำลังปกคลุมเมืองและแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ชาวบ้านระบุว่าพวกเขารู้สึกถูกละเลยจากทางการ ในขณะที่สุขภาพและเศรษฐกิจในท้องถิ่นกำลังพังทลายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การปนเปื้อนของแหล่งน้ำสำคัญในภาคเหนือได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้าน กลุ่มภาคประชาสังคม และพระสงฆ์กว่า 600 คน ได้เข้าร่วม “การเดินเพื่อสันติภาพ” ระยะทาง 68 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน ผู้เดินขบวนเดินเป็นเวลาหกวันจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังศาลาว่าการจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญ
- เชียงรายเผชิญความเสี่ยงจากโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
- รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมมลพิษประสาน UNIDO และ JICA เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
- ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรวจพบค่าดัชนีโลหะหนักในบางจุดสูงกว่าผลสำรวจครั้งก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการ
- พื้นที่เกษตรในระบบชลประทานลุ่มน้ำสายกว่า 60,500 ไร่ อาจได้รับผลกระทบหากพบการปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตราย
- เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีรับฟังผลกระทบและหารือการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา
- พรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อขอให้ตรวจสอบกิจกรรมเหมืองแร่ที่อาจเกี่ยวข้องกับต้นเหตุของมลพิษ
จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่กระทบทั้งคุณภาพน้ำ สุขภาพประชาชน การเกษตร และวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำ หลังมีรายงานการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งรัฐบาล นักวิชาการ เครือข่ายประชาชน องค์กรระหว่างประเทศ และฝ่ายการเมือง เพราะต้นเหตุของปัญหาอาจอยู่เหนือเขตแดนไทย ขณะที่ผลกระทบเกิดขึ้นกับชุมชนและพื้นที่เกษตรในจังหวัดเชียงรายโดยตรง
ภายในไม่กี่วัน รัฐบาลประกาศความร่วมมือกับ UNIDO และ JICA นักวิชาการเปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้น เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีสาธารณะ และพรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานทูตจีน ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องใช้ทั้งข้อมูลวิทยาศาสตร์ มาตรการภายในประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ
รัฐบาลประสาน UNIDO และ JICA พัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งแก้ปัญหาโลหะหนักในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน
กรมควบคุมมลพิษจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำที่มีข้อมูลต่อเนื่องและตรวจสอบได้
ความร่วมมือในระยะแรกครอบคลุมการจัดทำแผนบริหารจัดการสารหนู การสนับสนุนชุดตรวจคุณภาพน้ำ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รวมถึงคนในชุมชน นอกจากนี้ยังมีแผนติดตั้งระบบกรองสารหนูสำหรับประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกใช้น้ำที่สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น
คณะผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 โดยจะหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มวางแผนดำเนินงานในพื้นที่
รัฐบาลยังเตรียมจัดโครงการฝึกอบรมร่วมระหว่างไทย เมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายใต้กรอบ Third Country Training Program โครงการนี้จะช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและตะกอนดิน รวมถึงสร้างเครือข่ายติดตามคุณภาพน้ำในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
นักวิชาการชี้ว่าต้องตรวจสอบถึงต้นเหตุของปัญหา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร เผยแพร่ข้อสังเกตต่อบทบาทของ UNIDO และ JICA โดยกล่าวถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นด้านการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อจำกัดของหน่วยงานไทยในการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน และบทบาทของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลก
มุมมองดังกล่าวชี้ว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพียงการตรวจวัดน้ำหรือบำบัดน้ำในพื้นที่ปลายทาง รัฐควรตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ โครงสร้างการกำกับดูแลเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนโยบาย
การจัดการปัญหาข้ามพรมแดนต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับการประสานงานทางการทูตและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะการแก้ไขเฉพาะปลายทางอาจช่วยลดความเสี่ยงได้เพียงชั่วคราว หากยังไม่มีมาตรการควบคุมที่แหล่งกำเนิด
เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีรับฟังผลกระทบ
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เตรียมจัดเวทีเสวนาเรื่อง “สถานการณ์ปัญหาแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนและผลกระทบ” ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมอาคารพระรัตนปัญญาญาณ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เวทีนี้เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีนักวิชาการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชาวประมง เกษตรกรลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย รวมถึงประชาชนในอำเภอเชียงของเข้าร่วม
หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของจังหวัดเชียงราย ผู้จัดงานเชิญผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเข้ารับฟังความคิดเห็น ก่อนรวบรวมข้อเสนอส่งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
เครือข่ายประชาชนยังส่งหนังสือเชิญกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ สถานเอกอัครราชทูตจีน และสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อให้รับทราบข้อกังวลจากคนในพื้นที่
ตามข้อมูลของผู้จัดงาน ปัญหาการปนเปื้อนกระทบประชาชนในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 70,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 210,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผลกระทบอาจขยายไปไกลกว่าพื้นที่ริมแม่น้ำโดยตรง
ผลตรวจเบื้องต้นทำให้พื้นที่เกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจคุณภาพน้ำบริเวณระบบชลประทานแม่สาย
ทีมวิจัยใช้ชุดตรวจคุณภาพน้ำ หรือ Test Kit หลังได้รับข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงจากโลหะหนัก ผลตรวจเบื้องต้นพบว่า น้ำบางจุดในตำบลแม่สายมิตรภาพมีค่าการตรวจวัดโลหะหนักประมาณ 0.10 มิลลิกรัมต่อลิตร
ค่าดังกล่าวสูงกว่าผลตรวจในแม่น้ำสายก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยพบค่าสูงสุดประมาณ 0.055 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ผลจาก Test Kit ยังเป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น ทีมวิจัยจึงส่งตัวอย่างน้ำเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม และคาดว่าจะทราบผลยืนยันภายในหนึ่งสัปดาห์
หากห้องปฏิบัติการยืนยันว่าค่าการปนเปื้อนสูงขึ้นจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องทบทวนการใช้น้ำจากระบบชลประทานในลุ่มน้ำสาย โดยเฉพาะในฤดูเพาะปลูกที่เกษตรกรจำนวนมากต้องพึ่งพาน้ำจากคลองส่งน้ำ
นักวิจัยเสนอให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า ทีมวิจัยเลือกลงพื้นที่ในจุดและช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง แทนการตรวจตามรอบเวลาทั่วไปของหน่วยงาน เพราะวิธีนี้ช่วยเพิ่มโอกาสพบความผิดปกติของคุณภาพน้ำได้เร็วขึ้น
โลหะหนักในลำน้ำอาจเปลี่ยนแปลงตามปริมาณฝน การไหลของน้ำ และลักษณะทางธรณีวิทยา จึงไม่สามารถคาดเดาได้แน่ชัดว่าจะพบการปนเปื้อนเมื่อใดหรือบริเวณใด
ทีมวิจัยจึงเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง หากพบว่าน้ำมีสี กลิ่น หรือลักษณะผิดปกติ ควรเก็บตัวอย่างส่งตรวจโดยเร็ว ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้หน่วยงานประเมินความเสี่ยงและออกมาตรการควบคุมได้ทันเวลา
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System เป็นเครื่องมือที่ช่วยติดตามปัญหามลพิษในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กิจกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ การมีข้อมูลต่อเนื่องยังช่วยแยกแยะได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำเกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือกระจายไปตามลำน้ำ
ชลประทานรอผลแล็บก่อนกำหนดมาตรการ
นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย กล่าวว่า หน่วยงานยังไม่ได้รับรายงานผลตรวจอย่างเป็นทางการ และไม่มีห้องปฏิบัติการสำหรับวิเคราะห์โลหะหนักโดยตรง
ปัจจุบัน ก่อนนำน้ำจากแม่น้ำสายเข้าสู่คลองส่งน้ำ โครงการชลประทานจะพักน้ำเพื่อให้ตะกอนตกก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่เกษตร หากผลจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่ามีโลหะหนักในระดับที่กระทบต่อความปลอดภัย หน่วยงานจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เพาะปลูก
หน่วยงานยังต้องใช้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเป็นข้อมูลหลัก ก่อนตัดสินใจว่าจะจำกัดการใช้น้ำ ปรับวิธีบริหารจัดการคลองส่งน้ำ หรือออกมาตรการอื่นในพื้นที่
พื้นที่เกษตรกว่า 60,500 ไร่ต้องติดตามความเสี่ยง
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวว่า หากนักวิจัยหรือหน่วยงานภายนอกพบแนวโน้มการปนเปื้อน โครงการชลประทานสามารถเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกลางได้ทันที
หากตรวจพบสารพิษในระดับที่ส่งผลกระทบ หน่วยงานต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สารปนเปื้อนเข้าสู่พื้นที่เกษตร
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย UNIDO และรัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มด้วยการจัดทำ Risk Mapping หรือแผนที่ความเสี่ยง เพื่อระบุพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบและใช้วางแผนฟื้นฟูในระยะยาว หลังจากนั้นจึงพิจารณาพัฒนาระบบกรองน้ำ จัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโลหะหนักในพื้นที่ และศึกษาวิธีจัดการตะกอนปนเปื้อน
ข้อมูลจากโครงการชลประทานระบุว่า คลองส่งน้ำสายหลัก RC1, RC2 และ RC3 ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ครอบคลุมพื้นที่เกษตรรวมกว่า 60,500 ไร่ ใน 5 ตำบลของอำเภอแม่สาย ได้แก่
- ตำบลแม่สาย
- ตำบลศรีเมืองชุม
- ตำบลโป่งผา
- ตำบลเวียงพางคำ
- ตำบลเกาะช้าง
หากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ผลกระทบอาจเกิดกับผลผลิต ต้นทุนการเพาะปลูก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แผนที่ความเสี่ยงจึงต้องใช้เพื่อกำหนดจุดตรวจ ลำดับการฟื้นฟู และวิธีบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ
แม้รัฐบาลเริ่มดำเนินงานด้านเทคนิคและประสานความร่วมมือกับต่างประเทศแล้ว แต่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช. เห็นว่าการดำเนินงานยังไม่ทันกับขนาดของปัญหา
กป.อพช. จึงออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่การหารือกับรัฐบาลจีนอย่างจริงจัง
ในจดหมายระบุว่า โลหะหนักในลำน้ำกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย ลุ่มน้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง กป.อพช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยและเมียนมาจะมีกลไกความร่วมมือตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 แต่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่การหารือระหว่างหน่วยงานของสองประเทศยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เป็นรูปธรรม
เครือข่ายเสนอให้รัฐบาลกำหนดปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นนโยบายระดับชาติ พร้อมตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับน้ำ อาหาร รายได้ของชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ข้อมูลภาคประชาชนสะท้อนค่าใช้จ่ายและรายได้ที่หายไป
กป.อพช. อ้างผลสำรวจว่า พบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงพบสารหนูในตะกอนบางจุดของแม่น้ำโขงสูงกว่าค่าปลอดภัยหลายเท่า
ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า ประชาชนราวร้อยละ 70 ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ละครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 2,600 บาทต่อเดือน ขณะที่ร้อยละ 63 สูญเสียรายได้จากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ เช่น การประมง การท่องเที่ยว และการเกษตร
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ กป.อพช. ใช้ประกอบจดหมายเปิดผนึกและข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่วนหน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ จึงต้องรอผลยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้กำหนดมาตรการอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรัฐบาล นักวิชาการ และประชาชนมีจุดร่วมกันว่า ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว ไทยต้องประสานประเทศต้นทางและประเทศที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำที่ตรวจสอบได้ให้ประชาชนรับทราบ
พรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานทูตจีน
ในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคประชาชน นำโดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
คณะดังกล่าวยื่นหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน เพื่อให้รัฐบาลจีนรับทราบสถานการณ์และนำข้อมูลไปตรวจสอบหน่วยงานหรือบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ต้นทาง
พรรคประชาชนระบุว่า การแก้ปัญหาต้องตรวจสอบตั้งแต่จุดกำเนิด จึงแนบผลตรวจน้ำและตะกอนดิน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงพิกัดเหมือง 2,676 จุดจากฐานข้อมูลของ Stimson Center ข้อมูลชุดนี้อาจช่วยให้รัฐบาลจีนตรวจสอบว่าบริษัทหรือหน่วยงานของจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ใด และใช้กฎหมายภายในประเทศกำกับดูแลผู้ประกอบการได้
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า การยื่นหนังสือไม่ได้มีเป้าหมายกล่าวโทษประเทศใด แต่ต้องการให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานแร่ร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
เขายังเสนอข้อมูลด้านเทคนิคว่า การบำบัดน้ำเสียตั้งแต่ต้นทางมีต้นทุนต่ำกว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศหลังเกิดการปนเปื้อนหลายร้อยเท่า การควบคุมมลพิษที่แหล่งกำเนิดจึงช่วยลดทั้งความเสียหายและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
หลังการหารือ พรรคประชาชนเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยรับหนังสือและจะส่งข้อมูลต่อรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่ง เพื่อพิจารณาตามกระบวนการของทางการจีน
แม่น้ำกกกำลังทดสอบความร่วมมือข้ามพรมแดน
การเคลื่อนไหวในเดือนกรกฎาคม 2569 แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา เพราะหลายฝ่ายเดินหน้าพร้อมกัน รัฐบาลเร่งประสาน UNIDO และ JICA เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง นักวิจัยติดตามคุณภาพน้ำด้วยการตรวจภาคสนามและห้องปฏิบัติการ เครือข่ายประชาชนเปิดพื้นที่รับฟังผลกระทบ ส่วนพรรคประชาชนใช้ช่องทางการทูตนำข้อมูลไปยังรัฐบาลจีน
แต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต่างกัน ขณะที่เป้าหมายร่วมคือการได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ควบคุมความเสี่ยงให้เร็ว และผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ต้นทาง การดำเนินงานยังต้องมีการเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณะ รับฟังชุมชน และกำหนดมาตรการที่ช่วยคนซึ่งได้รับผลกระทบในระหว่างรอการแก้ไขระยะยาว
การลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม รวมถึงเวทีประชาชนวันที่ 19 กรกฎาคม จะช่วยให้เห็นข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิจัย และผู้ใช้น้ำในพื้นที่มากขึ้น ผลที่ได้อาจนำไปใช้กำหนดแนวทางตรวจน้ำ ระบบกรองน้ำ การจัดการพื้นที่เกษตร และการย้ายแหล่งน้ำดิบของจังหวัดเชียงราย
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามคือผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ แผนที่พื้นที่เสี่ยง มาตรการใช้น้ำเพื่อการเกษตร และแผนความร่วมมือกับประเทศต้นทาง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าชุมชนจะป้องกันสุขภาพและรายได้ของตัวเองได้อย่างไรในระยะต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
วิกฤตแม่น้ำกก: “ฆาตกรเงียบ” สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
ภัยคุกคามจากน้ำท่วมในแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำใกล้ถึงระดับวิกฤตแล้ว
เชียงราย – วันที่ 7 กันยายน 2569 สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายกลับมาน่าเป็นห่วงและตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ข้อมูลจากสถานีโทรมาตรในฝั่งประเทศเมียนมารายงานตัวเลขที่น่าตกใจ ปริมาณน้ำฝนที่สถานีบ้านโจตาดา ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอแม่สายไปประมาณ 25 กิโลเมตร พุ่งสูงถึง 89.4 มิลลิเมตรในช่วงเช้า ระดับน้ำในพื้นที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 77.41 ของความจุ ทำให้หลายฝ่ายต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับมวลน้ำระลอกใหม่
บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 สถานการณ์ยิ่งวิกฤติมากขึ้น ปริมาณน้ำฝนวัดได้สูงถึง 102.44 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าตลิ่งจะรับไหว โชคดีที่ฝั่งไทยยังคงมีแนวกั้นน้ำช่วยป้องกันไว้ ทำให้น้ำยังไม่ล้นเข้ามา แต่น่าเสียดายที่ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา แนวบิ๊กแบ็คต้านทานกระแสน้ำไม่ไหว ทำให้น้ำล้นทะลักเข้าท่วมชุมชนฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญ:
- ฝนตกหนักทำให้น้ำแม่น้ำสายพุ่งสูงใกล้จุดวิกฤติที่ 4.30 เมตร ล่าสุดแตะระดับ 4.07 เมตรแล้ว
- แนวป้องกันบิ๊กแบ็คฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา พังทลาย ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน
- พบรอยรั่วที่ถุงบิ๊กแบ็คฝั่งไทย ชุมชนเกาะทราย ตรงจุดที่เจ้าหน้าที่เคยเตือนชายสูงวัยที่ชอบแอบรื้อแนวกั้น
ส่วนฝั่งไทยก็เกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจอย่างชุมชนเกาะทราย หมู่ 7 อำเภอแม่สาย เจ้าหน้าที่พบว่าถุงบิ๊กแบ็คที่วางป้องกันน้ำริมอาคารโรงแรมมีรอยรั่วและรูโหว่ขนาดใหญ่หลายจุด รอยรั่วเหล่านี้ทำให้น้ำทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชนเกาะทราย และกำลังไหลเข้าไปยังเขตชั้นในทางฝั่งตะวันออกอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างต้องรีบตื่นขึ้นมาขนของขึ้นที่สูงกันอย่างยากลำบาก
เรื่องที่น่าตกใจคือ จุดที่น้ำรั่วเข้ามานี้เป็นจุดเดียวกับที่เคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้ นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เคยลงพื้นที่ไปเจรจาและตักเตือนชายสูงวัยคนหนึ่งมาแล้วถึง 3-4 ครั้ง ชายคนดังกล่าวมักจะมีพฤติกรรมแอบรื้อแนวบิ๊กแบ็คออก เพียงเพื่อต้องการจะเดินเข้าไปในอาคารได้สะดวกขึ้น โดยครั้งล่าสุดที่เจ้าหน้าที่เข้าไปเตือนอย่างจริงจังคือเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ยังเกิดรูโหว่จนน้ำทะลักเข้ามาได้อีกจนได้
จังหวัดเชียงราย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำใกล้ถึงระดับวิกฤตแล้ว" width="2048" height="1536" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/798047081_1726951059437869_1419280619196321491_n.jpg 2048w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/798047081_1726951059437869_1419280619196321491_n-300x225.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/798047081_1726951059437869_1419280619196321491_n-1024x768.jpg 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/798047081_1726951059437869_1419280619196321491_n-768x576.jpg 768w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/798047081_1726951059437869_1419280619196321491_n-1536x1152.jpg 1536w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" />
ระดับน้ำจ่อแตะเส้นวิกฤติ เฝ้าระวังสูงสุด
นายวรายุทธ ค่อมบุญ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ระดับน้ำในแม่น้ำสายบริเวณบ้านถ้ำผาจม ตำบลเวียงพางคำ วัดได้ที่ความลึกประมาณ 4.07 เมตร ซึ่งถือว่าสูงมากและกระแสน้ำไหลเชี่ยวจัด ระดับน้ำวิกฤติที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เต็มรูปแบบคือ 4.30 เมตร นั่นหมายความว่าตอนนี้เหลืออีกเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นก็จะถึงจุดอันตรายแล้ว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งมือซ่อมแซมแนวกั้นน้ำและอุดรอยรั่วที่เสียหายอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำให้เตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา หากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจต้องมีการอพยพ คุณสามารถติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ การเตรียมตัวล่วงหน้าและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับภัยธรรมชาติในเวลานี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
จังหวัดเชียงรายเปิดตัวโครงการสะพานลอยแม่เขาตม มูลค่า 329 ล้านบาท
อุบัติเหตุชนแล้วหนีในจังหวัดเชียงราย: ครอบครัวผู้เสียหายเสนอเงินรางวัล 100,000 บาท
เชียงราย - Chiang Rai News
จังหวัดเชียงรายเปิดตัวโครงการสะพานลอยแม่เขาตม มูลค่า 329 ล้านบาท
น้ำท่วมในแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำใกล้ถึงระดับวิกฤตแล้ว">เชียงราย – กรมทางหลวงชนบทเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดเชียงราย เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดที่สะสมมานาน ล่าสุดได้ผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกแม่ข้าวต้ม บนถนนสาย ชร.1023 ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานได้จัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ข้าวต้ม โดยมีนายชินกรณ์ บั้งเงิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นำทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
โครงการก่อสร้างนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของพื้นที่ โดยมีงบประมาณสนับสนุนสูงถึง 329,784,000 บาท ทางโครงการได้ตกลงว่าจ้าง บริษัท ธนะวงศ์กรุ๊ป จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างหลัก สัญญาการทำงานได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 16 มกราคม 2572 การเปิดเวทีพูดคุยครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย
ประเด็นสำคัญ
- โครงการสะพานข้ามแยกแม่ข้าวต้มใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 329 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2572
- มีการลงนาม “ข้อตกลงคุณธรรม” เพื่อรับประกันความโปร่งใส โดยเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมตรวจสอบการทำงานได้ทุกขั้นตอน
- เป้าหมายหลักของโครงการคือการแก้ปัญหาจราจรติดขัด ช่วยให้การเดินทางในเมืองเชียงรายรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานก่อสร้างทั่วไป คือการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสอย่างสูงสุด ภายในงานประชุมได้มีการจัดทำ “บันทึกข้อตกลงคุณธรรม” ขึ้นระหว่างสามฝ่ายหลัก ฝ่ายแรกคือบริษัทผู้รับจ้างที่ให้คำมั่นว่าจะทำงานตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด พวกเขาต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย จัดการจราจรระหว่างการทำงาน และลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด ฝ่ายที่สองคือประชาชนในพื้นที่ที่จะเข้ามาเป็นหูเป็นตา ช่วยติดตามและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสม

อบต.แม่ข้าวต้ม หนุนเต็มที่เพื่อประโยชน์ชุมชน
สำหรับฝ่ายที่สามคือ กรมทางหลวงชนบท ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลการก่อสร้างทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎระเบียบ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการนี้จะช่วยให้โครงการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน ว่างบประมาณแผ่นดินจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า
ทางด้านองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ข้าวต้ม ก็พร้อมให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างนี้อย่างเต็มที่ นายชินกรณ์ บั้งเงิน ยืนยันว่าทางชุมชนยินดีให้ความร่วมมือภายใต้หลักการมีส่วนร่วม การให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น จะช่วยป้องกันปัญหาข้อขัดแย้งในอนาคต ทำให้การทำงานสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
เมื่อสะพานข้ามแยกแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเดินทางในจังหวัดเชียงราย ผู้ใช้รถใช้ถนนจะสามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาคอขวดบริเวณทางแยกได้อย่างชะงัด นับเป็นโครงการพัฒนาที่ไม่ได้เน้นแค่ความเจริญทางวัตถุ แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและรักษามาตรฐานการทำงานที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจแม่สายบุกยึดคีตามีนล็อตใหญ่ 410 กิโลกรัม ซุกป่าชายแดนเชียงราย
วิกฤตแม่น้ำโขง: เมื่อเชียงรายเสี่ยงกลายเป็นอ่างรับมลพิษจากเขื่อนยักษ์ขนาบหัวท้าย
เชียงราย - Chiang Rai News
จบดราม่า! ผู้โพสต์ข้อความพาดพิงตำรวจจราจร สภ.บ้านดู่ เข้ากราบขอโทษ พร้อมรับปากไม่ทำซ้ำ
น้ำท่วมในแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำใกล้ถึงระดับวิกฤตแล้ว">เชียงราย – เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย กรณีมีบุคคลโพสต์ข้อความพาดพิงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดู่ ข้อความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ดูแลการจราจรและความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดที่มีรถสัญจรหนาแน่นตลอดทั้งวัน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล่าสุดเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้จบลงด้วยความเข้าใจอันดี เมื่อผู้โพสต์ตัดสินใจเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ด้วยตัวเอง ชายคนดังกล่าวได้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่อเจ้าพนักงานอย่างเป็นทางการ เขายอมรับว่าทำไปเพราะความอารมณ์ชั่ววูบและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมรับปากอย่างหนักแน่นว่าจะระมัดระวังและไม่ให้เกิดเหตุการณ์พาดพิงในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ
- เกิดกระแสดราม่า: มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์โพสต์ข้อความเชิงลบ พาดพิงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดู่ ขณะกำลังดูแลการจราจร
- จบด้วยความเข้าใจ: เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผู้โพสต์ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อกล่าวขอโทษ และสัญญาว่าจะไม่ทำพฤติกรรมนี้อีก
- ตำรวจเปิดกว้าง: เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนสอบถามข้อมูลโดยตรง หากมีข้อสงสัย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดบนโลกออนไลน์
บทเรียนจากโลกโซเชียลสู่การแก้ปัญหาในโลกความจริง
พื้นที่ตำบลบ้านดู่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีชุมชนหนาแน่น ทำให้การจราจรในบางช่วงเวลาค่อนข้างติดขัด การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในวันนั้น เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุ แน่นอนว่าการใช้ถนนในชั่วโมงเร่งด่วนมักทำให้ผู้ขับขี่เกิดความหงุดหงิดได้ง่าย จนบางครั้งนำไปสู่การพิมพ์ข้อความระบายอารมณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การโพสต์ข้อความที่กระทบกระทั่งเจ้าพนักงาน ย่อมส่งผลเสียต่อความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานเสมอ
เมื่อผู้โพสต์ได้พูดคุยอย่างเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ พวกเขาก็เข้าใจถึงข้อจำกัดและเจตนาที่แท้จริงของตำรวจในการรักษาความปลอดภัย บรรยากาศระหว่างการสนทนาเป็นไปอย่างประนีประนอมและเป็นมิตร
สภ.บ้านดู่ ย้ำชัด พร้อมเปิดรับฟังทุกปัญหาของประชาชน
ทางด้านตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดู่ ได้ออกมากล่าวขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ ที่ให้ความสำคัญและเข้าใจความเหนื่อยยากของการทำงาน พวกเขายืนยันว่าตำรวจคือที่พึ่งของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น หากใครมีข้อสงสัยหรือรู้สึกไม่เข้าใจเกี่ยวกับการตั้งจุดตรวจหรือจัดการจราจร เจ้าหน้าที่ทุกคนยินดีให้คำอธิบายอย่างตรงไปตรงมาเสมอ
นอกจากนี้ ทางสถานีตำรวจยังขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคน ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง การตั้งคำถามสามารถทำได้ แต่ควรประสานงานหรือสอบถามกับเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องที่สุด หากชุมชนและเจ้าหน้าที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ สังคมในพื้นที่ก็จะปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจแม่สายบุกยึดคีตามีนล็อตใหญ่ 410 กิโลกรัม ซุกป่าชายแดนเชียงราย
ระทึกขวัญ! อดีตผัวหึงโหด ขับเก๋งพุ่งชนท้าย จยย. อดีตเมีย ลากไกล 200 เมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoเหตุการณ์สุดสยอง! นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
-
ข่าวกีฬา Sports5 days agoเชียงรายเปิดฉากกีฬา “เจียงฮายสัมพันธ์ 69” ชูแนวคิด รู้อะไรไม่สู้รู้จักกัน
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเดือดชายแดน! ตำรวจเชียงรายไล่ล่าระทึก สกัดจับแก๊งขนยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoกองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย


