เชียงราย - Chiang Rai News
UNIDO และ JICA ส่งทีมงานไปเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
เชียงราย – วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขอย่างรุนแรงกำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย">ภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากมลพิษข้ามพรมแดนกำลังทำลายชุมชนท้องถิ่น สารเคมีที่เป็นพิษจากโครงการเหมืองแร่ของต่างชาติและควันหนาทึบจากการเผาไหม้ทางการเกษตรกำลังปกคลุมเมืองและแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ชาวบ้านระบุว่าพวกเขารู้สึกถูกละเลยจากทางการ ในขณะที่สุขภาพและเศรษฐกิจในท้องถิ่นกำลังพังทลายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การปนเปื้อนของแหล่งน้ำสำคัญในภาคเหนือได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้าน กลุ่มภาคประชาสังคม และพระสงฆ์กว่า 600 คน ได้เข้าร่วม “การเดินเพื่อสันติภาพ” ระยะทาง 68 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน ผู้เดินขบวนเดินเป็นเวลาหกวันจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังศาลาว่าการจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญ
- เชียงรายเผชิญความเสี่ยงจากโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
- รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมมลพิษประสาน UNIDO และ JICA เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
- ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรวจพบค่าดัชนีโลหะหนักในบางจุดสูงกว่าผลสำรวจครั้งก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการ
- พื้นที่เกษตรในระบบชลประทานลุ่มน้ำสายกว่า 60,500 ไร่ อาจได้รับผลกระทบหากพบการปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตราย
- เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีรับฟังผลกระทบและหารือการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา
- พรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อขอให้ตรวจสอบกิจกรรมเหมืองแร่ที่อาจเกี่ยวข้องกับต้นเหตุของมลพิษ
จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่กระทบทั้งคุณภาพน้ำ สุขภาพประชาชน การเกษตร และวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำ หลังมีรายงานการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งรัฐบาล นักวิชาการ เครือข่ายประชาชน องค์กรระหว่างประเทศ และฝ่ายการเมือง เพราะต้นเหตุของปัญหาอาจอยู่เหนือเขตแดนไทย ขณะที่ผลกระทบเกิดขึ้นกับชุมชนและพื้นที่เกษตรในจังหวัดเชียงรายโดยตรง
ภายในไม่กี่วัน รัฐบาลประกาศความร่วมมือกับ UNIDO และ JICA นักวิชาการเปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้น เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีสาธารณะ และพรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานทูตจีน ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องใช้ทั้งข้อมูลวิทยาศาสตร์ มาตรการภายในประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ
รัฐบาลประสาน UNIDO และ JICA พัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งแก้ปัญหาโลหะหนักในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน
กรมควบคุมมลพิษจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำที่มีข้อมูลต่อเนื่องและตรวจสอบได้
ความร่วมมือในระยะแรกครอบคลุมการจัดทำแผนบริหารจัดการสารหนู การสนับสนุนชุดตรวจคุณภาพน้ำ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รวมถึงคนในชุมชน นอกจากนี้ยังมีแผนติดตั้งระบบกรองสารหนูสำหรับประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกใช้น้ำที่สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น
คณะผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 โดยจะหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มวางแผนดำเนินงานในพื้นที่
รัฐบาลยังเตรียมจัดโครงการฝึกอบรมร่วมระหว่างไทย เมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายใต้กรอบ Third Country Training Program โครงการนี้จะช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและตะกอนดิน รวมถึงสร้างเครือข่ายติดตามคุณภาพน้ำในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
นักวิชาการชี้ว่าต้องตรวจสอบถึงต้นเหตุของปัญหา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร เผยแพร่ข้อสังเกตต่อบทบาทของ UNIDO และ JICA โดยกล่าวถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นด้านการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อจำกัดของหน่วยงานไทยในการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน และบทบาทของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลก
มุมมองดังกล่าวชี้ว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพียงการตรวจวัดน้ำหรือบำบัดน้ำในพื้นที่ปลายทาง รัฐควรตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ โครงสร้างการกำกับดูแลเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนโยบาย
การจัดการปัญหาข้ามพรมแดนต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับการประสานงานทางการทูตและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะการแก้ไขเฉพาะปลายทางอาจช่วยลดความเสี่ยงได้เพียงชั่วคราว หากยังไม่มีมาตรการควบคุมที่แหล่งกำเนิด
เครือข่ายประชาชนเตรียมจัดเวทีรับฟังผลกระทบ
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เตรียมจัดเวทีเสวนาเรื่อง “สถานการณ์ปัญหาแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนและผลกระทบ” ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมอาคารพระรัตนปัญญาญาณ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เวทีนี้เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีนักวิชาการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชาวประมง เกษตรกรลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย รวมถึงประชาชนในอำเภอเชียงของเข้าร่วม
หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของจังหวัดเชียงราย ผู้จัดงานเชิญผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเข้ารับฟังความคิดเห็น ก่อนรวบรวมข้อเสนอส่งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
เครือข่ายประชาชนยังส่งหนังสือเชิญกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ สถานเอกอัครราชทูตจีน และสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อให้รับทราบข้อกังวลจากคนในพื้นที่
ตามข้อมูลของผู้จัดงาน ปัญหาการปนเปื้อนกระทบประชาชนในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 70,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 210,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผลกระทบอาจขยายไปไกลกว่าพื้นที่ริมแม่น้ำโดยตรง
ผลตรวจเบื้องต้นทำให้พื้นที่เกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจคุณภาพน้ำบริเวณระบบชลประทานแม่สาย
ทีมวิจัยใช้ชุดตรวจคุณภาพน้ำ หรือ Test Kit หลังได้รับข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงจากโลหะหนัก ผลตรวจเบื้องต้นพบว่า น้ำบางจุดในตำบลแม่สายมิตรภาพมีค่าการตรวจวัดโลหะหนักประมาณ 0.10 มิลลิกรัมต่อลิตร
ค่าดังกล่าวสูงกว่าผลตรวจในแม่น้ำสายก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยพบค่าสูงสุดประมาณ 0.055 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ผลจาก Test Kit ยังเป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น ทีมวิจัยจึงส่งตัวอย่างน้ำเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม และคาดว่าจะทราบผลยืนยันภายในหนึ่งสัปดาห์
หากห้องปฏิบัติการยืนยันว่าค่าการปนเปื้อนสูงขึ้นจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องทบทวนการใช้น้ำจากระบบชลประทานในลุ่มน้ำสาย โดยเฉพาะในฤดูเพาะปลูกที่เกษตรกรจำนวนมากต้องพึ่งพาน้ำจากคลองส่งน้ำ
นักวิจัยเสนอให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า ทีมวิจัยเลือกลงพื้นที่ในจุดและช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง แทนการตรวจตามรอบเวลาทั่วไปของหน่วยงาน เพราะวิธีนี้ช่วยเพิ่มโอกาสพบความผิดปกติของคุณภาพน้ำได้เร็วขึ้น
โลหะหนักในลำน้ำอาจเปลี่ยนแปลงตามปริมาณฝน การไหลของน้ำ และลักษณะทางธรณีวิทยา จึงไม่สามารถคาดเดาได้แน่ชัดว่าจะพบการปนเปื้อนเมื่อใดหรือบริเวณใด
ทีมวิจัยจึงเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง หากพบว่าน้ำมีสี กลิ่น หรือลักษณะผิดปกติ ควรเก็บตัวอย่างส่งตรวจโดยเร็ว ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้หน่วยงานประเมินความเสี่ยงและออกมาตรการควบคุมได้ทันเวลา
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System เป็นเครื่องมือที่ช่วยติดตามปัญหามลพิษในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กิจกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ การมีข้อมูลต่อเนื่องยังช่วยแยกแยะได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำเกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือกระจายไปตามลำน้ำ
ชลประทานรอผลแล็บก่อนกำหนดมาตรการ
นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย กล่าวว่า หน่วยงานยังไม่ได้รับรายงานผลตรวจอย่างเป็นทางการ และไม่มีห้องปฏิบัติการสำหรับวิเคราะห์โลหะหนักโดยตรง
ปัจจุบัน ก่อนนำน้ำจากแม่น้ำสายเข้าสู่คลองส่งน้ำ โครงการชลประทานจะพักน้ำเพื่อให้ตะกอนตกก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่เกษตร หากผลจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่ามีโลหะหนักในระดับที่กระทบต่อความปลอดภัย หน่วยงานจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เพาะปลูก
หน่วยงานยังต้องใช้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเป็นข้อมูลหลัก ก่อนตัดสินใจว่าจะจำกัดการใช้น้ำ ปรับวิธีบริหารจัดการคลองส่งน้ำ หรือออกมาตรการอื่นในพื้นที่
พื้นที่เกษตรกว่า 60,500 ไร่ต้องติดตามความเสี่ยง
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวว่า หากนักวิจัยหรือหน่วยงานภายนอกพบแนวโน้มการปนเปื้อน โครงการชลประทานสามารถเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกลางได้ทันที
หากตรวจพบสารพิษในระดับที่ส่งผลกระทบ หน่วยงานต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สารปนเปื้อนเข้าสู่พื้นที่เกษตร
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย UNIDO และรัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มด้วยการจัดทำ Risk Mapping หรือแผนที่ความเสี่ยง เพื่อระบุพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบและใช้วางแผนฟื้นฟูในระยะยาว หลังจากนั้นจึงพิจารณาพัฒนาระบบกรองน้ำ จัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโลหะหนักในพื้นที่ และศึกษาวิธีจัดการตะกอนปนเปื้อน
ข้อมูลจากโครงการชลประทานระบุว่า คลองส่งน้ำสายหลัก RC1, RC2 และ RC3 ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ครอบคลุมพื้นที่เกษตรรวมกว่า 60,500 ไร่ ใน 5 ตำบลของอำเภอแม่สาย ได้แก่
- ตำบลแม่สาย
- ตำบลศรีเมืองชุม
- ตำบลโป่งผา
- ตำบลเวียงพางคำ
- ตำบลเกาะช้าง
หากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ผลกระทบอาจเกิดกับผลผลิต ต้นทุนการเพาะปลูก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แผนที่ความเสี่ยงจึงต้องใช้เพื่อกำหนดจุดตรวจ ลำดับการฟื้นฟู และวิธีบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ
แม้รัฐบาลเริ่มดำเนินงานด้านเทคนิคและประสานความร่วมมือกับต่างประเทศแล้ว แต่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช. เห็นว่าการดำเนินงานยังไม่ทันกับขนาดของปัญหา
กป.อพช. จึงออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่การหารือกับรัฐบาลจีนอย่างจริงจัง
ในจดหมายระบุว่า โลหะหนักในลำน้ำกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย ลุ่มน้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง กป.อพช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยและเมียนมาจะมีกลไกความร่วมมือตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 แต่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่การหารือระหว่างหน่วยงานของสองประเทศยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เป็นรูปธรรม
เครือข่ายเสนอให้รัฐบาลกำหนดปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นนโยบายระดับชาติ พร้อมตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับน้ำ อาหาร รายได้ของชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ข้อมูลภาคประชาชนสะท้อนค่าใช้จ่ายและรายได้ที่หายไป
กป.อพช. อ้างผลสำรวจว่า พบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงพบสารหนูในตะกอนบางจุดของแม่น้ำโขงสูงกว่าค่าปลอดภัยหลายเท่า
ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า ประชาชนราวร้อยละ 70 ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ละครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 2,600 บาทต่อเดือน ขณะที่ร้อยละ 63 สูญเสียรายได้จากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ เช่น การประมง การท่องเที่ยว และการเกษตร
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ กป.อพช. ใช้ประกอบจดหมายเปิดผนึกและข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่วนหน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ จึงต้องรอผลยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้กำหนดมาตรการอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรัฐบาล นักวิชาการ และประชาชนมีจุดร่วมกันว่า ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว ไทยต้องประสานประเทศต้นทางและประเทศที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำที่ตรวจสอบได้ให้ประชาชนรับทราบ
พรรคประชาชนยื่นข้อมูลต่อสถานทูตจีน
ในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคประชาชน นำโดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
คณะดังกล่าวยื่นหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน เพื่อให้รัฐบาลจีนรับทราบสถานการณ์และนำข้อมูลไปตรวจสอบหน่วยงานหรือบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ต้นทาง
พรรคประชาชนระบุว่า การแก้ปัญหาต้องตรวจสอบตั้งแต่จุดกำเนิด จึงแนบผลตรวจน้ำและตะกอนดิน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงพิกัดเหมือง 2,676 จุดจากฐานข้อมูลของ Stimson Center ข้อมูลชุดนี้อาจช่วยให้รัฐบาลจีนตรวจสอบว่าบริษัทหรือหน่วยงานของจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ใด และใช้กฎหมายภายในประเทศกำกับดูแลผู้ประกอบการได้
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า การยื่นหนังสือไม่ได้มีเป้าหมายกล่าวโทษประเทศใด แต่ต้องการให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานแร่ร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
เขายังเสนอข้อมูลด้านเทคนิคว่า การบำบัดน้ำเสียตั้งแต่ต้นทางมีต้นทุนต่ำกว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศหลังเกิดการปนเปื้อนหลายร้อยเท่า การควบคุมมลพิษที่แหล่งกำเนิดจึงช่วยลดทั้งความเสียหายและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
หลังการหารือ พรรคประชาชนเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยรับหนังสือและจะส่งข้อมูลต่อรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่ง เพื่อพิจารณาตามกระบวนการของทางการจีน
แม่น้ำกกกำลังทดสอบความร่วมมือข้ามพรมแดน
การเคลื่อนไหวในเดือนกรกฎาคม 2569 แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา เพราะหลายฝ่ายเดินหน้าพร้อมกัน รัฐบาลเร่งประสาน UNIDO และ JICA เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง นักวิจัยติดตามคุณภาพน้ำด้วยการตรวจภาคสนามและห้องปฏิบัติการ เครือข่ายประชาชนเปิดพื้นที่รับฟังผลกระทบ ส่วนพรรคประชาชนใช้ช่องทางการทูตนำข้อมูลไปยังรัฐบาลจีน
แต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต่างกัน ขณะที่เป้าหมายร่วมคือการได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ควบคุมความเสี่ยงให้เร็ว และผลักดันให้มีการแก้ปัญหาที่ต้นทาง การดำเนินงานยังต้องมีการเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณะ รับฟังชุมชน และกำหนดมาตรการที่ช่วยคนซึ่งได้รับผลกระทบในระหว่างรอการแก้ไขระยะยาว
การลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม รวมถึงเวทีประชาชนวันที่ 19 กรกฎาคม จะช่วยให้เห็นข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิจัย และผู้ใช้น้ำในพื้นที่มากขึ้น ผลที่ได้อาจนำไปใช้กำหนดแนวทางตรวจน้ำ ระบบกรองน้ำ การจัดการพื้นที่เกษตร และการย้ายแหล่งน้ำดิบของจังหวัดเชียงราย
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามคือผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ แผนที่พื้นที่เสี่ยง มาตรการใช้น้ำเพื่อการเกษตร และแผนความร่วมมือกับประเทศต้นทาง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าชุมชนจะป้องกันสุขภาพและรายได้ของตัวเองได้อย่างไรในระยะต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
วิกฤตแม่น้ำกก: “ฆาตกรเงียบ” สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
พลิกโฉม “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดโลก: ดันเกษตรมูลค่าสูงด้วยกล้าพันธุ์พรีเมียม
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายแล้ว">เชียงราย – เชียงรายกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางกาแฟระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งผลักดันนโยบายยกระดับกาแฟเชียงรายสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการใช้กล้าพันธุ์คุณภาพสูงเพื่อรับมือตลาดกาแฟพิเศษที่กำลังเติบโต โครงการนี้ตามรายงานของ เดลินิวส์ ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังมุ่งเน้นความยั่งยืนอีกด้วย
ประเด็นสำคัญ
- เป้าหมายหลัก: ดันกาแฟเชียงรายสู่ตลาด Specialty Coffee ระดับโลก ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่และต้นกล้าคุณภาพสูง
- พื้นที่ยุทธศาสตร์: เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 55,000 ไร่ โดยมีแหล่งชื่อดังระดับสากลอย่าง ดอยช้าง ดอยวาวี และดอยตุง
- การสนับสนุนปี 2569: รัฐบาลเดินหน้าแจกจ่ายกล้าพันธุ์กาแฟกว่า 445,800 ต้นทั่วภาคเหนือ โดยพื้นที่เชียงรายได้รับ 127,000 ต้น
น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ เชียงรายคือแหล่งผลิตกาแฟอาราบิก้าที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย พื้นที่แห่งนี้มีภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาสินค้าเกษตร
แต่เกษตรกรไทยยังคงต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและต้นทุนการผลิตที่ขยับสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดโลกยังต้องการสินค้าที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งหาทางออกเพื่อรับมือกับเรื่องนี้
กระทรวงเกษตรฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟแบบครบวงจร รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรใช้กล้าพันธุ์ที่แข็งแรงและเหมาะกับพื้นที่ ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการแปรรูป ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟไทยแข่งขันได้
เน้นคุณภาพ ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม
การพัฒนากาแฟในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การเร่งเพิ่มปริมาณผลผลิตอีกต่อไป ตลาดโลกต้องการกาแฟที่มีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และมีคุณภาพที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งจึงเป็นเรื่องจำเป็น
ที่สำคัญคือการเติบโตนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เกษตรกรต้องใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ไม่บุกรุกทำลายป่า และงดการเผาป่าโดยเด็ดขาด แนวทางนี้จะช่วยให้กาแฟไทยได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลเสริมที่น่าสนใจ ปัจจุบันเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟมากกว่า 55,415 ไร่ แหล่งปลูกสำคัญอย่างดอยช้าง ดอยวาวี และดอยตุง ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องรสชาติที่ยอดเยี่ยม
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การเลือกกล้าพันธุ์ การดูแลสวน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการแปลง จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างชัดเจน
เป้าหมายสำคัญคือการตอบสนองความต้องการของตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้แข็งแกร่ง
ก้าวต่อไปของกาแฟไทยในตลาดโลก
ในปี 2569 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดเตรียมกล้าพันธุ์กาแฟคุณภาพสูงไว้สนับสนุนเกษตรกร รัฐบาลเตรียมแจกจ่ายกล้าพันธุ์รวม 445,800 ต้น ให้กับเกษตรกรใน 7 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อทดแทนต้นเก่าที่ทรุดโทรม
สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงราย จะได้รับโควตากล้าพันธุ์ทั้งหมด 127,000 ต้น แบ่งเป็นอาราบิก้า 112,000 ต้น และโรบัสต้า 15,000 ต้น โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพลิกโฉมวงการกาแฟไทย
ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับกาแฟที่มีรสชาติซับซ้อนและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ กาแฟเชียงรายมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะเจาะตลาดกลุ่มนี้
รัฐบาลจึงเน้นย้ำเรื่องการสร้างจุดขายให้กาแฟแต่ละดอย การบอกเล่าที่มาของเมล็ดกาแฟ วิถีชีวิตของเกษตรกร และการผลิตที่รักษ์โลก จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างมหาศาล กาแฟไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ในตลาดสากลอย่างแท้จริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ก.ธ.จ. เชียงราย ลุยตรวจ 3 บิ๊กโปรเจกต์ 52 ล้านบาท ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สรวย
ดอยสะเคน จังหวัดเชียงราย กำลังพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญ
เชียงราย - Chiang Rai News
ดอยสะเคน จังหวัดเชียงราย กำลังพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญ
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายแล้ว">เชียงราย – เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดเชียงราย (ก.ธ.จ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการใหญ่ของจังหวัด โดยมีเป้าหมายหลักที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนดอยสะเก็น นายวัง นอรัตน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ได้นำทีมงานตรวจสอบการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ทางด้านนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้มอบหมายให้นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรี เป็นตัวแทนต้อนรับคณะทำงาน การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์เรียนรู้พันธุ์ไม้เมืองหนาว
ในการตรวจสอบครั้งนี้ ทีมผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายได้ร่วมให้ข้อมูลอย่างละเอียด นายอิทธิพล สุนทรสีมะ และว่าที่ร้อยตรีบุญฤทธิ์ อายุยืน ได้รายงานความคืบหน้าของงานก่อสร้าง ปัจจุบันทีมช่างกำลังเร่งสร้างอาคารจัดแสดงพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้เสร็จตามกำหนด เมื่อโครงการนี้สร้างเสร็จ อาคารแห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ที่สำคัญของเชียงราย
ประเด็นสำคัญ
- ก.ธ.จ.เชียงราย ลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ดอยสะเก็นเพื่อติดตามการสร้างแลนด์มาร์คพรรณไม้เมืองหนาวแห่งใหม่
- โครงการกำลังเร่งสร้างอาคารจัดแสดง เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ทันสมัย
- เป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างอาชีพให้คนในชุมชนอย่างยั่งยืน
โครงการดอยสะเก็นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผ่านการวางแผนมาอย่างรัดกุม คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดได้ให้ความเห็นชอบโครงการนี้มาตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังถูกคัดเลือกให้เป็นโครงการบูรณาการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 อีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นสามารถอ่านได้ที่ เว็บไซต์เทศบาลนครเชียงราย
เป้าหมายหลักของการพัฒนาคือการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ นอกจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชนดอยสะเก็น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากจะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นครแห่งสีสันและเทศกาลตลอดทั้งปี
การสร้างศูนย์เรียนรู้ดอยสะเก็นถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเมืองเชียงราย โครงการนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์หลักของจังหวัดอย่างสมบูรณ์แบบ วิสัยทัศน์ที่ว่าคือการมุ่งสู่การเป็น “นครเชียงราย นครแห่งสีสันและเทศกาลตลอดทั้งปี” ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ในอนาคต พื้นที่ดอยสะเก็นจะเป็นมากกว่าแค่สวนสาธารณะหรือศูนย์เรียนรู้ทั่วไป สถานที่นี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก สิ่งนี้จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และส่งเสริมให้ท้องถิ่นเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป
พรรณไม้เมืองหนาวกับโอกาสใหม่
ศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่นี้จะรวบรวมพรรณไม้หายากที่เติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความงามของดอกไม้และพืชพรรณต่างๆ อย่างใกล้ชิด การจัดแสดงพรรณไม้เหล่านี้ยังเป็นแหล่งความรู้ชั้นดีสำหรับเยาวชนและผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์
นอกจากนี้ การออกแบบอาคารจัดแสดงยังคำนึงถึงความกลมกลืนกับธรรมชาติรอบข้าง ดอยสะเก็นจึงยังคงรักษาสภาพแวดล้อมเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกฝ่ายต่างหวังว่าแลนด์มาร์คแห่งนี้จะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้ และสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนที่มาเยือน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ก.ธ.จ. เชียงราย ลุยตรวจ 3 บิ๊กโปรเจกต์ 52 ล้านบาท ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สรวย
GLO เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ Gen Z ในเชียงราย ต่อสู้กับกลโกงการพนันออนไลน์
เชียงราย - Chiang Rai News
ก.ธ.จ. เชียงราย ลุยตรวจ 3 บิ๊กโปรเจกต์ 52 ล้านบาท ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สรวย
ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายแล้ว">เชียงราย – การตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดเชียงราย (ก.ธ.จ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการพัฒนาในอำเภอแม่สรวย การทำงานครั้งนี้นำทีมโดย นายธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธาน ก.ธ.จ. เชียงราย พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา พวกเขาได้เข้าไปติดตาม 3 โครงการก่อสร้างใหญ่ประจำปีงบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด
โครงการเหล่านี้มีมูลค่ารวมสูงกว่า 52 ล้านบาท จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เป้าหมายหลักคือการทำให้มั่นใจว่า ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส และสร้างตามมาตรฐานที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังเป็นการเร่งรัดให้งานเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา เพื่อให้พี่น้องชาวแม่สรวยได้รับประโยชน์สูงสุด คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของ ก.ธ.จ. ได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
ประเด็นสำคัญ
- ตรวจสอบงบ 52 ล้านบาท: ก.ธ.จ. เชียงราย ลงพื้นที่อำเภอแม่สรวยอย่างจริงจัง เพื่อสอดส่อง 3 โครงการก่อสร้างหลักของรัฐ
- เน้นความโปร่งใส: มุ่งหวังป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และกระตุ้นให้ผู้รับเหมาทำงานเสร็จตรงตามแผนงาน
- ยกระดับคุณภาพชีวิต: โครงการครอบคลุมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาคารที่ว่าการอำเภอ และอาคารเรียนต้านแผ่นดินไหว
โครงการแรกที่ทีมงานเข้าไปสอดส่องคือ การก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านหนองผ่า หมู่ที่ 9 ตำบลแม่สรวย โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 7,153,400 บาท โดยมีเทศบาลตำบลเวียงสรวยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง
เป้าหมายของศูนย์แห่งนี้ คือการสร้างสถานที่เรียนรู้ที่ทันสมัยและปลอดภัยสำหรับเด็กปฐมวัย เมื่อสร้างเสร็จจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในชุมชนได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกหลานชาวแม่สรวย ให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพและสมวัย
โฉมใหม่อาคารที่ว่าการอำเภอแม่สรวย
โครงการที่สองคือ การก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอแม่สรวยแห่งใหม่ โครงการนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 29,087,000 บาท โดยมีที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงรายเป็นหน่วยงานดำเนินการหลัก อาคารหลังใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้มีความกว้างขวาง และสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม
จุดประสงค์หลักคือการรองรับพี่น้องประชาชน ที่เดินทางมาติดต่อราชการในแต่ละวันให้ดียิ่งขึ้น การยกระดับสถานที่ทำงานของรัฐครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ตรงจุด
อาคารเรียนต้านแผ่นดินไหวสุดปลอดภัย
โครงการสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างอาคารเรียน 212 ล./57-ข สำหรับเขตแผ่นดินไหว อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแม่สรวย โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 15,213,600 บาท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการนี้ ติดตามข่าวสารการศึกษาเพิ่มเติมได้ทาง กระทรวงศึกษาธิการ
อาคารเรียนนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว โครงการนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้เต็มที่ว่า เด็ก ๆ จะได้นั่งเรียนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด
การลงพื้นที่ของ ก.ธ.จ. เชียงราย ครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการสำคัญ ในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ชาวอำเภอแม่สรวย ได้เข้าใช้ประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
GLO เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ Gen Z ในเชียงราย ต่อสู้กับกลโกงการพนันออนไลน์
รองนายกฯ ลุยเชียงราย! เร่งซ่อมแซม “ฝายทุ่งหลวง” เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2026
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
การฉ้อโกงบัตรประจำตัวประชาชนเชียงราย: เจ้าหน้าที่เตือนชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนแม่สาย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กระทรวงคมนาคมได้ตรวจสอบและกำลังเร่งแก้ไขจุดกลับรถอันตรายในเชียงของ จังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
จับกุมขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ บริเวณชายแดนเชียงราย-เมียนมาร์
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai7 days ago
ปะทะกันบนภูเขาในจังหวัดเชียงราย: ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้หนึ่งล้านเม็ด








