ข่าว - News
รัฐบาลวางแผนลดจำนวนข้าราชการพลเรือน: จะช่วยประหยัดเงินได้หรือไม่?
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – รัฐบาลไทยกำลังผลักดันแผนลดจำนวนข้าราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี อ้างอิงรายงานจาก Bangkok Post โครงการนี้เปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ด้วยความสมัครใจ เป้าหมายหลักคือการลดรายจ่ายและปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) ให้ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคนเก่งจะแห่ลาออกไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีศักยภาพ
- การลดขนาดองค์กรควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องประเมินเนื้องานก่อนตัดจำนวนบุคลากรเสมอ
รัฐมนตรีหลายท่านเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายได้ แต่กลุ่มนักวิจารณ์กลับมองต่างออกไป พวกเขาเตือนว่าโครงการนี้อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย
ทำไมต้องเป็นข้าราชการวัย 40 ปี?
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 40 ปีเป็นหลัก ข้าราชการในวัยนี้ยังมีเรี่ยวแรงและเวลาพอที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ดีกว่า
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจเจอปัญหาใหญ่หากต้องเปลี่ยนสายอาชีพ การเริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจสร้างความเครียดได้ รัฐบาลจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขนี้อย่างรอบคอบที่สุด
เจาะลึกสถิติข้าราชการไทย
ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.พ. ระบุว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งหมด 414,088 คน อายุเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 42.14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยกลางคนเป็นส่วนใหญ่
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กลุ่มข้าราชการอายุ 41 ถึง 50 ปี มีจำนวนถึง 121,545 คน ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 30% ของจำนวนแรงงานในระบบราชการทั้งหมด นี่จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่มาก
เทคโนโลยีและ AI คือทางออก?
นายปกรณ์กล่าวว่า โครงการนี้จะเริ่มทดลองกับพนักงานในตำแหน่งธุรการก่อน งานเอกสารหรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ เหล่านี้สามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ไม่ยาก
หากการนำร่องในกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็จะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป การศึกษารายละเอียดทั้งหมดนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานภายในปีงบประมาณ 2027
นักวิชาการเตือน: ระวังปัญหาแทรกซ้อน
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน เขามองว่าโครงการนี้มีแนวคิดที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติต้องระวังให้มาก
เขาอธิบายว่า หากออกแบบเงื่อนไขไม่ดี โครงการนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การพิจารณาว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปคือหัวใจสำคัญของการลดขนาดองค์กรครั้งนี้
ใครบ้างที่จะตัดสินใจลาออก?
นณริฏแบ่งกลุ่มคนที่น่าจะเข้าร่วมโครงการออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคนเก่งและมีประสบการณ์สูง คนกลุ่มนี้มักเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทเอกชนอยู่แล้ว
หากรัฐบาลปล่อยให้คนกลุ่มนี้ลาออกไป ภาครัฐจะสูญเสียมันสมองสำคัญในการบริหารประเทศ การกำหนดนโยบายและการให้บริการประชาชนก็จะขาดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด
ความเสี่ยงของพนักงานธุรการ
กลุ่มที่สองคือพนักงานฝ่ายปฏิบัติการและธุรการทั่วไป การลดตำแหน่งเหล่านี้อาจช่วยลดรายจ่ายได้จริง แต่มันก็อาจผลักภาระไปสู่ส่วนอื่นแทน
พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกรับราชการเพราะต้องการความมั่นคง ไม่ใช่เพราะต้องการความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด หากพวกเขาเกษียณออกไปแล้วตกงาน พวกเขาอาจต้องกลับมาพึ่งพาสวัสดิการรัฐในรูปแบบอื่นแทน
การประหยัดงบประมาณเกิดขึ้นจริงหรือ?
นักวิชาการยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการจ่ายเงินชดเชย การจูงใจให้ข้าราชการยอมทิ้งความมั่นคงต้องใช้เงินก้อนโต หากให้น้อยไปก็ไม่มีใครเข้าร่วมโครงการ
แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยสูงเกินไป การประหยัดงบประมาณในระยะยาวก็อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องศึกษาจุดสมดุลของตัวเลขนี้ให้ดี
ประกันสุขภาพเอกชน: ทางเลือกที่แพงกว่า?
นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการรักษาพยาบาลเดิม แล้วหันไปใช้ระบบประกันสุขภาพของเอกชนแทน ระบบเดิมนั้นมีจุดอ่อนเรื่องการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและการใช้ยาที่เกินความจำเป็น
การใช้บริษัทประกันอาจช่วยตรวจสอบการเคลมเงินได้รัดกุมขึ้น แต่บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร เมื่อข้าราชการอายุมากขึ้น เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
เริ่มที่งาน ไม่ใช่เริ่มที่คน
นณริฏแนะนำว่า การปฏิรูประบบราชการควรเริ่มจากการทบทวนบทบาทของหน่วยงานรัฐเสียก่อน รัฐบาลต้องหาให้เจอก่อนว่างานไหนยังจำเป็นและงานไหนควรถูกตัดทิ้ง
หลังจากนั้นจึงค่อยมากำหนดว่าต้องใช้คนกี่คนในการทำงานเหล่านั้น การตัดคนออกโดยไม่ดูเนื้องานจะทำให้ระบบราชการอ่อนแอ และจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
มุมมองทางการเมือง: ภาวะสมองไหล
สถิตย์ธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน เขาเชื่อว่าโครงการนี้จะดึงดูดคนที่รัฐบาลไม่ควรสูญเสียไปมากที่สุด
คนเก่งมักจะมองเห็นโอกาสในภาคเอกชนและพร้อมที่จะก้าวออกไป ในขณะที่คนซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นมักจะเลือกกอดเก้าอี้ของตัวเองไว้แน่น ผลลัพธ์คือภาครัฐจะเหลือแต่บุคลากรที่มีข้อจำกัดในการทำงาน
วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า
สถิตย์ธรเสนอว่า รัฐบาลควรลดขนาดองค์กรผ่านกระบวนการเกษียณอายุตามปกติ เมื่อมีคนเกษียณ ก็ให้ยุบตำแหน่งนั้นทิ้งและไม่รับคนใหม่เพิ่ม
วิธีนี้จะช่วยให้จำนวนข้าราชการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าและไม่สร้างผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงจนเกินไป
ตัดงบอีเวนต์ดีกว่าตัดคน?
นอกจากประเด็นเรื่องคนแล้ว สถิตย์ธรยังมองว่ารัฐบาลควรไปตรวจสอบงบประมาณส่วนอื่นด้วย โดยเฉพาะงบพัฒนาและโครงการที่ต้องจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาทำงาน
หน่วยงานรัฐหลายแห่งมักจ้างเอกชนมาจัดงานอีเวนต์ ทั้งๆ ที่ข้าราชการในหน่วยงานก็มีความสามารถพอที่จะทำเองได้ การลดรายจ่ายซ้ำซ้อนตรงนี้จะช่วยลดรายจ่ายประเทศได้มหาศาล
อนาคตของระบบราชการไทย
ท้ายที่สุด โครงการนี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ารับราชการอีกต่อไป หากสวัสดิการและความมั่นคงหายไป เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจะหันไปเลือกทำงานเอกชนแทนอย่างแน่นอน
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ระบบราชการไทยจะสูญเสียแรงดึงดูด ภาครัฐจะขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และหน่วยงานต่างๆ จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทำไมรัฐบาลไทยถึงอยากลดจำนวนข้าราชการ?
A: รัฐบาลต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้แทนที่งานเอกสารแบบเดิม เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น
Q: ข้าราชการกลุ่มไหนคือเป้าหมายหลักของโครงการนี้?
A: โครงการนี้เล็งไปที่กลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในตำแหน่งธุรการทั่วไป รัฐบาลเชื่อว่าคนวัย 40 ปียังสามารถปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไปทำงานเอกชนได้
Q: ทำไมนักวิชาการถึงกังวลเกี่ยวกับโครงการเออร์ลี่รีไทร์?
A: ข้อกังวลหลักคือภาวะ “สมองไหล” นักวิชาการกลัวว่าคนเก่งจะรับเงินชดเชยแล้วย้ายไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่พนักงานทั่วไปจะตกงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐแทน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต
ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงราย หลังรัฐบาลวางแผนเวนคืนที่ดินริมแม่น้ำไทรเพื่อป้องกันน้ำท่วม
ข่าว - News
กต.เตือนคนไทยชะลอเที่ยวยุโรป เลี่ยงเหตุประท้วงรุนแรง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ ให้ประชาชนพิจารณาชะลอการเดินทางไปยังทวีปยุโรปในช่วงเวลานี้ คำเตือนดังกล่าวเน้นย้ำถึงประเทศเป้าหมายหลักอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ทางการขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสวัสดิภาพและทรัพย์สินของทุกคน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ยังคงผันแปรอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ประท้วงที่ลุกลามบานปลายในหลายเมืองใหญ่ทั่วทวีป ข่าวระบุว่ามีการจลาจลอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิม ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยวในยุโรปเต็มไปด้วยความเสี่ยง รัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบกำลังเร่งดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อยับยั้งความรุนแรงและควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ
สรุปประเด็นสำคัญ
- กระทรวงการต่างประเทศเตือนคนไทยให้ชะลอทริปไปฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
- สาเหตุหลักเกิดจากเหตุจลาจลรุนแรงและการประท้วงต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิมในหลายเมืองใหญ่
- นักท่องเที่ยวชาวไทยควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม และติดตามประกาศเตือนภัยจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ตึงเครียดในฝรั่งเศสและอิตาลี
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาระบุถึงความน่าเป็นห่วงของเหตุการณ์นี้ ท่านชี้ให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างหนักในหลายเมือง ขณะเดียวกันที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีวาระฉุกเฉินเพื่อรับมือโดยด่วน
นอกจากนี้ การประท้วงยังได้ขยายวงกว้างและเริ่มลุกลามไปยังประเทศสเปนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลีจึงจำเป็นต้องเลื่อนการหารือทวิภาคีกับทางการไทยออกไปอย่างกะทันหัน รัฐบาลอิตาลีต้องการมุ่งเน้นทรัพยากรทั้งหมดไปที่การควบคุมเหตุการณ์จลาจลไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าคนไทยควรตรวจสอบข้อมูลจากทางการ และสถานทูตอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจเดินทางเสมอ
คำแนะนำสำหรับคนไทยที่ต้องเดินทางไปยุโรป
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สำหรับพลเมืองไทยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ กระทรวงการต่างประเทศขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด
ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือสถานที่สาธารณะที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการปะทะ การติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและประกาศของรัฐบาลในประเทศเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การลงทะเบียนข้อมูลการเดินทางกับสถานเอกอัครราชทูตไทยจะช่วยให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน
ทางการไทยยังแนะนำให้ผู้ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางในระยะนี้ หากคุณจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้แล้วแต่สามารถเลื่อนได้ การชะลอทริปออกไปก่อนถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินต้องมาก่อนความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวเสมอ ทางกระทรวงจะยังคงประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะมีการอัปเดตคำแนะนำเพิ่มเติมหากเหตุการณ์ในยุโรปเริ่มคลี่คลายลง
ผลกระทบต่อการทูตและการค้าของไทย
เหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อเนื่องถึงความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอีกด้วย การเลื่อนการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและอิตาลี ทำให้การหารือเรื่องความร่วมมือทางการค้าต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยและอิตาลียังคงมองเห็นโอกาสในการขยายตัวอีกมาก
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว บริษัททัวร์หลายแห่งในประเทศไทยเริ่มได้รับคำขอเลื่อนการเดินทางจากลูกค้าแล้ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยเมื่อต้องเผชิญกับข่าวการประท้วงรายวัน สำนักข่าวและรายงานต่างประเทศ ระบุว่าเหตุการณ์นี้อาจมีความยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและการบินจึงต้องเตรียมแผนสำรอง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ศุลกากรยึดไอโฟน 1,000 เครื่อง สกัดจับลอตใหญ่สุดในรอบปี
ตำรวจพัทยาจับกุม “อาหลี่” ชาวจีนที่ถูกออกหมายแดงในข้อหาพนันมูลค่า 1.5 พันล้านบาท
ข่าว - News
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย
พัทยา – เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นที่แยกโพธิสาร บนถนนพัทยา-นาเกลือ จังหวัดชลบุรี รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถเก๋งและรถคันอื่นๆ หลายคัน รถเหล่านั้นกำลังจอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที พวกเขาเร่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สภาพการจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดอย่างหนักเนื่องจากซากรถขวางถนน
ประเด็นสำคัญ
- รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถที่จอดติดไฟแดงหลายคันที่แยกโพธิสาร พัทยา
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 7 ราย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุ
การช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุ
จากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 7 คน อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่บาดแผลเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง ทีมกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ พวกเขาทำการสอบปากคำพยานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกอย่างละเอียด คุณสามารถติดตามข้อมูลการจราจรและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ แหล่งข่าวท้องถิ่นพัทยา ทางตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
ตำรวจสกัดกั้นขบวนการลักลอบค้าของเถื่อนชาวจีนในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าว - News
งบเยียวยาน้ำท่วมจ่อหมด ปภ. ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.05 หมื่นล้าน
สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ล่าสุดพบว่างบประมาณก้อนแรกที่ได้รับอนุมัติมานั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ต้องเร่งจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างชัดเจน ท่านระบุว่าทางหน่วยงานได้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลจริง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวงเงินเดิมที่ได้รับการจัดสรรมากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
ประเด็นสำคัญ
- งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมก้อนแรก 5,281 ล้านบาท ถูกใช้ไปแล้วกว่า 5,225 ล้านบาท
- ขณะนี้เหลือเงินในกองทุนเพียง 66 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือระยะต่อไป
- ปภ. เตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อขออนุมัติงบเพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท ครอบคลุม 1.48 ล้านครัวเรือน
งบประมาณเดิมเหลือเพียง 66 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 5,281 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ การคำนวณงบประมาณนี้อ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่แต่ละจังหวัดรายงานเข้ามาในระบบอย่างละเอียด ซึ่ง ปภ. ยืนยันว่าไม่สามารถขอวงเงินเกินกว่าข้อมูลความเสียหายที่มีอยู่จริงในขณะนั้นได้ จนถึงปัจจุบันได้มีการประสานงานกับธนาคารอย่างใกล้ชิดเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง
ล่าสุด มีการใช้จ่ายเงินเยียวยาโอนให้ประชาชนไปแล้วถึง 5,225 ล้านบาท ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐ แต่ก็หมายความว่ามีเงินเหลือในระบบเพียง 66 ล้านบาทเท่านั้น จำนวนเงินที่เหลือนี้ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังรอการเยียวยาอีกจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางออกอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การช่วยเหลือไม่หยุดชะงัก
เตรียมเสนอ ครม. ขอวงเงินเพิ่ม 10,508 ล้านบาท
เพื่อแก้ไขปัญหางบประมาณขาดแคลน ปภ. ได้เตรียมแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว นายนิรัตน์ยืนยันว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยจะเสนอขอขยายวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 10,508 ล้านบาท งบประมาณก้อนใหม่นี้จะนำมาจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ทันที
เป้าหมายหลักของการของบเพิ่ม คือการดูแลประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ถึง 1.48 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการรับประกันจากภาครัฐว่าผู้ประสบภัยทุกคนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลืออย่างแน่นอน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือตกหล่นจากระบบการเยียวยาในครั้งนี้
ขั้นตอนการโอนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส
หาก ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 10,508 ล้านบาทตามที่เสนอ ปภ. จะเริ่มกระบวนการทำงานในขั้นต่อไปทันที ทางหน่วยงานจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินให้กับ ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย ระบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ารวดเร็วและสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นไปอย่างราบรื่น
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถอุ่นใจได้ว่า กระบวนการช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ท่านอธิบดี ปภ. ย้ำว่าระบบการทำงานได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาสามารถติดตามข่าวสารจากทางราชการและผู้นำชุมชนได้อย่างใกล้ชิด
ความหวังของชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย
เงินเยียวยาก้อนนี้มีความหมายอย่างมากต่อการฟื้นฟูชีวิตของชาวบ้านในหลายจังหวัด หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือทำมาหากินไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก การได้รับเงินชดเชยจะช่วยให้พวกเขาสามารถซ่อมแซมบ้านเรือนและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้จึงได้เร่งผลักดันงบประมาณให้ผ่านการอนุมัติโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาความต่อเนื่องของความช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัย หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ครัวเรือนกว่า 1.48 ล้านครัวเรือนจะได้รับข่าวดีและได้รับการโอนเงินเข้าบัญชี การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสของกรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้ผ่านพ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กาแฟเชียงราย ดอยช้าง ดอยวาวี ปางขอน ต่างกันยังไง
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
คำเตือน! มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและข่มขู่เด็กนักเรียนผ่านวิดีโอคอล
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
-
สภาพอากาศ - Weather7 days ago
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าว - News4 days ago
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย

