ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่าคนร้ายติดอาวุธ ส่งผลให้โรงเรียน 14 แห่งต้องปิดทำการ
ปทุมธานี, 18 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตำรวจในจังหวัดปทุมธานีเร่งติดตามตัวชายวัยราว 30 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีใช้อาวุธปืนที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงบนมอเตอร์เวย์ในจังหวัดชลบุรี เหตุนี้ทำให้วันนี้มีการสั่งปิดโรงเรียนอย่างน้อย 14 แห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ผู้ต้องสงสัยถูกระบุชื่อว่า “นพรัตน์” (บางแหล่งระบุ นพรัตน์ จินโต หรือใช้ชื่อเล่น “แอล”) และยังหลบหนี โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ใกล้กรุงเทพฯ
เหตุเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่าชายคนดังกล่าวทำร้ายภรรยาระหว่างมีปากเสียงข้างทาง ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงใส่รถกู้ภัยบนทางด่วนมอเตอร์เวย์ แม้เหตุยิงครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นทันที และนำไปสู่การติดตามตัวข้ามจังหวัด
ลำดับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหา
- เย็นวันอาทิตย์ (ชลบุรี) บนมอเตอร์เวย์ 7 ในอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยตรวจสอบรถกระบะที่จอดในจุดเสี่ยงอันตราย คนขับซึ่งภายหลังระบุว่าเป็นนพรัตน์ มีปากเสียงกับภรรยา หรือแฟนสาว (บางรายงานระบุชื่อ “กาญจนา” อายุ 26 ปี) หลังรถกู้ภัยขับออกไป เขาถูกกล่าวหาว่าขับไล่ตาม แล้วใช้อาวุธปืนยิง 2 นัด จนยางรถเสียหาย จากนั้นเขาทิ้งรถกระบะไว้ ซึ่งในรถพบกระสอบใบกระท่อมหลายใบ แล้วพาหญิงที่อยู่ด้วยกันวิ่งหนีเข้าไปในป่าละแวกนั้น
- หลังเกิดเหตุ หญิงผู้ถูกทำร้ายหลบหนีออกมาได้ และเข้าแจ้งความกับตำรวจชลบุรี ต่อมามีรายงานว่าผู้ต้องสงสัยอาจขโมยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเพื่อใช้หลบหนี ระหว่างนั้นหญิงที่อยู่ด้วยถูกบังคับให้หลบซ่อน โดยบางกระแสระบุว่าต้องซ่อนตัวใต้กล่องโฟม
- เคลื่อนตัวเข้าปทุมธานี เจ้าหน้าที่เชื่อว่านพรัตน์หลบหนีไปยังบ้านหลังหนึ่งในอำเภอลาดหลุมแก้ว ระหว่างเข้าตรวจค้น ตำรวจพบอาวุธปืนหลายกระบอกภายในบ้าน จึงเพิ่มความเข้มในการปิดล้อมตรวจสอบพื้นที่
- ข่าวลือข่มขู่และการปิดโรงเรียน เมื่อเริ่มมีข่าวลือว่าผู้ต้องสงสัยอาจข่มขู่จะทำร้ายเด็ก หรือก่อเหตุยิงในโรงเรียน หน่วยงานการศึกษาและตำรวจท้องที่จึงออกคำสั่งเร่งด่วนให้หยุดเรียนเป็นการชั่วคราว โรงเรียนอย่างน้อย 17 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอลาดหลุมแก้ว (บางรายงานรวมพื้นที่ใกล้เคียงฝั่งนนทบุรี) สั่งงดการเรียนการสอนภายในวันเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการและเพจท้องถิ่นบางแห่งยืนยันว่าเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยย้ำว่าไม่ได้เกิดเหตุยิงในโรงเรียนใดๆ แต่ต้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
พ.ต.อ.ดุษฎี นายตำรวจระดับผู้กำกับที่ร่วมปฏิบัติการ ระบุว่ารายงานเรื่องการข่มขู่เด็กเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่ “เรารับเรื่องนี้จริงจังที่สุด ความปลอดภัยของประชาชนมาก่อน ระหว่างเราติดตามตัวผู้ต้องสงสัย” เขากล่าว
การทำงานของตำรวจและการไล่ล่าที่เดินหน้าต่อ
ตำรวจปทุมธานีทำงานร่วมกับตำรวจชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัย ตั้งจุดตรวจและจุดสกัดหลายจุด พร้อมกระจายกำลังค้นหาในพื้นที่ป่าละเมาะ ชุมชน และจุดต้องสงสัยที่คาดว่าใช้หลบซ่อน ขณะเดียวกัน ยังไม่มีรายงานเหตุยิงในสถานศึกษา และยังไม่พบผู้บาดเจ็บจากการปฏิบัติการติดตามตัวครั้งนี้
คดีนี้ยังทำให้คนหันมาพูดถึงเรื่องอาวุธปืนและความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น เพราะต้นเรื่องเริ่มจากการทำร้ายร่างกายผู้หญิงก่อน นอกจากนี้ หลักฐานที่พบในรถกระบะซึ่งมีใบกระท่อมจำนวนมาก อาจทำให้ผู้ต้องสงสัยต้องเจอข้อหาเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับการขนส่งสิ่งผิดกฎหมายด้วย
ผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัว
ผู้ปกครองในอำเภอลาดหลุมแก้วหลายคนบอกว่ารู้สึกโล่งใจที่โรงเรียนปิดทันเวลา แต่ก็ยังเครียดเพราะผู้ต้องสงสัยยังไม่ถูกจับ “ปิดไว้ก่อนก็สบายใจกว่า เด็กต้องมาก่อน” ผู้ปกครองรายหนึ่งให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่น
ทั้งนี้ โรงเรียนคาดว่าจะกลับมาเปิดตามปกติเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว โดยการอัปเดตจะออกจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานจังหวัดเป็นหลัก เจ้าหน้าที่การศึกษาขอให้ประชาชนตั้งสติ ติดตามข่าวจากช่องทางทางการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลือที่ยังตรวจสอบไม่ได้ ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งปิดโรงเรียนในวงกว้างนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
คีย์เวิร์ดสำหรับค้นหา: ปิดโรงเรียนปทุมธานี, ไล่ล่ามือปืนไทย, ปิดโรงเรียนลาดหลุมแก้ว, เหตุยิงมอเตอร์เวย์ชลบุรี, ผู้ต้องสงสัยนพรัตน์, มือปืนหลบหนีปทุมธานี, ข่มขู่โรงเรียนปทุมธานี กุมภาพันธ์ 2569, ตำรวจไล่ล่าผู้ต้องสงสัย, ปิดโรงเรียนฉุกเฉิน นนทบุรี ปทุมธานี
เหตุครั้งนี้สะท้อนว่าเมื่อมีความเสี่ยงเกี่ยวกับอาวุธปืน หน่วยงานรัฐมักเลือกใช้มาตรการป้องกันไว้ก่อน ตำรวจยังขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเบาะแสเกี่ยวกับที่อยู่ของนพรัตน์ ให้รีบแจ้งสถานีตำรวจลาดหลุมแก้วหรือโทรสายด่วนทันที โดยเจ้าหน้าที่จะรายงานความคืบหน้าเมื่อการค้นหาดำเนินไปต่อเนื่อง
กำลังเป็นที่นิยม
โรงแรมสิงห์ปาร์คเชียงรายจัดแสดงโขนกลางแจ้ง โดยมีนักแสดงเยาวชนท้องถิ่นกว่า 200 คน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
กรุงเทพฯ – ศาลอาญาถนนรัชดาภิเศกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายสารรัตน์ รังสิวุฒิพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอม ไซยาไนด์” ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในข้อหาฆาตกรรมพันตำรวจโท นิภา แสนชน หรือ “สารวัตรปู่” ซึ่งถูกวางยาพิษด้วยไซยาไนด์ในจังหวัดนครปฐมเมื่อปี 2566
ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อชิงทรัพย์ และเพื่อปกปิดความผิดเดิม อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาว่าคำให้การบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษจากประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต
คำพิพากษานี้เป็นสำนวนที่สองในคดีของ “แอม ไซยาไนด์” หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลเคยพิพากษาประหารชีวิตในอีกสำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์
ลำดับเหตุการณ์: วางแผนใช้ไซยาไนด์อย่างเป็นขั้นตอน
คดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 1 เมษายน 2566 ในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ตอนนั้นจำเลยอายุ 39 ปี ศาลระบุว่าจำเลยเตรียมสารพิษไซยาไนด์ แล้วนำไปปนในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา รับประทานหรือดื่ม จนเสียชีวิต
จากแนวทางไต่สวนของศาล พบว่าจำเลยเคยยืมเงินผู้ตาย 50,000 บาท และคืนไปแล้วบางส่วน ขณะเดียวกัน ผู้ตายยังพยายามช่วยเหลือสามีเก่าของจำเลยเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งราชการด้วย
ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน ผู้ตายถอนเงินสด 140,000 บาท แต่หลังเสียชีวิต เงินจำนวนนี้หายไป ต่อมาพบว่าในบัญชีของจำเลยมีการฝากเงิน 2 ครั้ง รวม 140,000 บาทพอดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเรื่องพฤติกรรมเล่นพนันออนไลน์อย่างหนักของจำเลย
ศาลยังระบุด้วยว่า จำเลยมีภาระหนี้จากการพนันออนไลน์ระดับหลักสิบล้านบาท รวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อออนไลน์อีกหลายล้านบาท จึงก่อเหตุเพื่อเอาทรัพย์ไปใช้หนี้ พฤติการณ์เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ข้อมูล “แอม ไซยาไนด์” กับข้อสงสัยคดีเสียชีวิตต่อเนื่อง 14 ราย
นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ เป็นอดีตภรรยาของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่จับกุมเธอครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 หลังเกิดคดีเสียชีวิตที่มีข้อสงสัยของคนใกล้ชิด
จากการสอบสวน ตำรวจมองว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีวางยาพิษไซยาไนด์ต่อเนื่อง ช่วงปี 2563 ถึง 2566 รวมอย่างน้อย 14 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ที่ถูกชักชวนลงทุน หรือมีเรื่องกู้ยืมเงิน ก่อนจะพบการปนเปื้อนในอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาแคปซูลสมุนไพรปลอม
- คดีที่มีคำพิพากษาแล้ว
- น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ (ก้อย) เสียชีวิตเดือนเมษายน 2566 ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี (ศาลพิพากษาประหารชีวิต 20 พฤศจิกายน 2567)
- พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (สารวัตรปู) เสียชีวิตที่จังหวัดนครปฐม (ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 20 กุมภาพันธ์ 2569)
- คดีอื่นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ตำรวจยังขยายผลอีกมากกว่า 10 คดี และพบร่องรอยไซยาไนด์ในร่างผู้เสียชีวิตทุกศพตามข้อมูลการสอบสวน
โดยรวมแล้ว เธอถูกแจ้งข้อหามากกว่า 80 ข้อหา ครอบคลุมความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปลอมปนอาหารหรือยา ปลอมเอกสาร และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เสียงจากครอบครัวผู้เสียหาย และกระแสในสังคม
พี่สาวของสารวัตรปู ซึ่งเข้าฟังคำพิพากษา สะท้อนความรู้สึกหดหู่ หลังได้ยินรายละเอียดการวางแผนก่อเหตุ ครอบครัวขอบคุณศาลที่ลงโทษหนัก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อยากให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต เหมือนสำนวนแรก
คดี “แอม ไซยาไนด์” ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจ เพราะรูปแบบการก่อเหตุเงียบและรุนแรง ใช้สารพิษที่ตรวจพบยาก อีกทั้งยังพัวพันกับประเด็นเรื่องเครือข่ายคนใกล้ชิด วงการตำรวจ และการพนันออนไลน์ที่คนจำนวนมากกังวล
สรุปภาพรวม และทิศทางหลังจากนี้
คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำหญิงบางเขน และยังต้องต่อสู้คดีอื่นอีกหลายสำนวน ซึ่งศาลอาจพิจารณาแยกคดีหรือรวมโทษตามขั้นตอน
สังคมยังติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกฝ่ายอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มอลลี่ ไซบีเรียนฮัสกี้จากไปอย่างสงบ หลังสู้จนถึงที่สุด ท่ามกลางพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ภูเก็ต – หญิงคนดังกล่าวถูกจับกุมโดย “ตำรวจไซเบอร์” หลังจากพบว่าซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในภูเก็ต ประเทศไทย คดีนี้เกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 10.617 พันล้านบาท
เวลา 11.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยร่วมแถลงผลปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้
พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ระบุว่า ตำรวจได้รับการประสานจากหน่วยงานความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ให้ช่วยติดตามจับกุม น.ส.โอเล อายุ 42 ปี สัญชาติยูเครน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่สหรัฐฯ ต้องการตัว หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงชาวอเมริกันในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายประมาณ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,617 ล้านบาท
ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ (การฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์) ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ (แผนการหลอกลวงแบบปิรามิด/ปอนซี)” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายของสหรัฐฯ โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีและเดินทางเข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย
ด้าน พ.ต.อ.ธีระ เชื้อสุวรรณ เปิดเผยว่า ชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 ตรวจสอบจนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าไทยช่วงเดือนธันวาคม 2568 และพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต จากนั้นตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต แล้วเข้าตรวจค้นห้องพักก่อนจับกุมตัวได้สำเร็จ
ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป iPad และเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ และขอไปให้การในชั้นศาล
หลังจับกุม ตำรวจควบคุมตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีหน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น FBI, HSI และ USSS ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อดำเนินการตามคำร้องผ่านความร่วมมือด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ (MLAT) และเตรียมขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ภาค 5 จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีออนไลน์ ซึ่งถูกจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารปลอมและถอนเงินสด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ทหารเชียงรายยึดยาบ้า 9 ล้านเม็ดในเชียงแสน
เชียงราย – ทหารเรือจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ออกลาดตระเวนแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ช่วงกลางดึก ก่อนพบรถกระบะคอกเหล็กจอดทิ้งไว้ริมฝั่งในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อตรวจค้นพบกระสอบฟางจำนวนมากซุกซ่อนยาบ้า รวมประมาณ 9,000,000 เม็ด จึงยึดของกลางพร้อมรถไว้ตรวจสอบและขยายผล
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 22.00 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา หลัง น.อ.ภากร มาเนียม ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย มอบหมายให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน จัดกำลังออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามแนวริมแม่น้ำโขง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคดียาเสพติดที่มักใช้เส้นทางแม่น้ำโขงเป็นช่องทางลำเลียง
ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ติดตั้งโครงเหล็กสำหรับบรรทุกสินค้า จอดอยู่บริเวณป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแซว ต.บ้านแซว หมู่ 1 อ.เชียงแสน ลักษณะผิดปกติจึงเข้าตรวจสอบ แต่ไม่พบคนขับ โดยพบว่าเปิดประตูรถทิ้งไว้และคาดว่าหลบหนีไปกับความมืด
เมื่อเปิดตรวจบริเวณกระบะท้าย พบกระสอบฟางบรรจุในถุงพลาสติกสีดำเต็มคัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจดูภายในกระสอบ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแต่ละห่อมีประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมดราว 9,000,000 เม็ด
หลังจากนั้น นรข.เขตเชียงรายได้นำของกลางและรถที่ใช้ขนส่งส่งเก็บรักษาไว้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ทหารในเชียงใหม่สังหารผู้ค้ายาเสพติด 5 ราย และยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 3.5 ล้านเม็ด







