ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงดูดดิสนีย์แลนด์มาตั้งอยู่ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ – รัฐบาลไทยเร่งขับเคลื่อนแนวคิดพัฒนา “สวนสนุกระดับโลก” ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี Disneyland เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ เป้าหมายคือยกระดับการท่องเที่ยว และช่วยผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พูดถึงเรื่องนี้ต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าประเทศไทย “พร้อม” เปิดรับการลงทุนระดับโลก และมีโอกาสกลายเป็นบ้านของ Disneyland แห่งที่ 5 ในเอเชีย
ปัจจุบัน The Walt Disney Company มีสวนสนุกในเอเชีย 4 แห่ง ได้แก่ Tokyo Disneyland และ Tokyo DisneySea ที่ญี่ปุ่น, Hong Kong Disneyland ที่ฮ่องกง, และ Shanghai Disneyland ที่จีน หากเกิดขึ้นในไทย จะเป็นการขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ เพราะภูมิภาคนี้ยังไม่มีสวนสนุก Disney ที่ยืนยันชัดเจน
ภาพใหญ่ของรัฐบาล, ปั้น EEC เป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งปี
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ผลักดันแนวคิดนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนทำให้ EEC ซึ่งครอบคลุมชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ใกล้เคียง กลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวตลอดทั้งปี EEC มีฐานอุตสาหกรรมแข็งแรง และมีโครงการคมนาคมหลายอย่างรองรับอยู่แล้ว รัฐมองว่าพื้นที่นี้ได้เปรียบทั้งทำเลกลางอาเซียน ใกล้ทะเล และมีแผนเชื่อมต่อการเดินทางในอนาคต
นายพิพัฒน์มองว่าโครงการใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา รวมถึงการขยายสนามบินอู่ตะเภา และโครงการ Eastern Aviation City จะเดินต่อได้ยาก หากไม่มีแรงจูงใจที่ดึงคนเดินทางและเม็ดเงินลงทุนได้จริง สวนสนุกที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกจึงถูกวางให้เป็นตัวช่วยสร้างทราฟฟิกนักท่องเที่ยวแบบสม่ำเสมอ เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคุ้มค่าในระยะยาว
นายพิพัฒน์เคยให้เหตุผลว่าไทยมีจุดแข็งด้านบริการ อาหาร และสภาพอากาศที่อยู่ได้ทั้งปี อีกทั้งตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และติดทะเล ซึ่งช่วยเรื่องการเดินทางและการท่องเที่ยว
แนวคิดนี้ยังถูกมองว่าเป็น “โครงการแม่เหล็ก” ที่เดินคู่กับการพัฒนาอื่นในพื้นที่ เช่น แผนสร้างศูนย์กีฬาแห่งชาติขนาดราว 240 เฮกตาร์ ที่มีสนามฟุตบอลมาตรฐานโลกประมาณ 80,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับการแข่งขันระดับนานาชาติและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ส่วนขนาดพื้นที่สวนสนุกมีการพูดถึงหลายระดับ ตั้งแต่ราว 960 ไร่ (ประมาณ 384 เอเคอร์) สำหรับรูปแบบที่เล็กกว่า ไปจนถึงราว 3,000 ไร่ (ประมาณ 1,200 เอเคอร์) สำหรับรูปแบบขนาดใหญ่ และอาจขยายพื้นที่รวมของโครงการได้ถึงราว 5,000 ไร่ (ประมาณ 2,000 เอเคอร์)
พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงรวมถึงโซน EEC Capital City (EECiti) เมืองอัจฉริยะในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี โดยแนวทางที่สื่อสารออกมาคือการเป็นศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับครอบครัว และย้ำว่าไม่มีองค์ประกอบของคาสิโน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ Disney ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน
สิทธิประโยชน์, โมเดลลงทุน และกระแสจากภาคธุรกิจไทย
ฝั่งหน่วยงานรัฐ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EECO) ได้รับมอบหมายให้ศึกษาแนวทางและออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงผู้ประกอบการระดับโลก โดยอาจครอบคลุมเรื่องภาษี การสนับสนุนด้านที่ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกติกาที่เกี่ยวข้องให้ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเชิญ The Walt Disney Company มาลงทุนโดยตรงเป็นลำดับแรก แต่หากยังไม่เกิดขึ้น ก็อาจพิจารณาแนวทางขอสิทธิ์อนุญาต (licensing) เพื่อพัฒนาเป็นสวนสนุกในแบรนด์ Disney ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
กระแสในประเทศเริ่มคึกคัก นายพิพัฒน์ระบุว่ามีกลุ่มธุรกิจไทยติดต่อเข้ามา แสดงความสนใจร่วมลงทุน ด้านบทวิเคราะห์การเงินจาก Longtunman ประเมินมูลค่าโครงการอาจแตะราว 100,000 ล้านบาท (ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมองผลเชิงเศรษฐกิจจากการจ้างงาน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และการเพิ่มจำนวนวันพักในไทย
นายจุฬา สุขมโนปกรณ์ เลขาธิการ สกพอ. ยืนยันว่ามีการวางแผนเชื่อมโครงการสวนสนุกเข้ากับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองน่าอยู่ในพื้นที่ เพื่อเสริมการเดินทางและเพิ่มความน่าสนใจของ EEC ในภาพรวม
ผลต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยว และโจทย์ที่ต้องผ่าน
ผู้สนับสนุนแนวคิดมองว่า หากมี Disneyland ในไทย จะดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวที่มีกำลังใช้จ่ายจากหลายประเทศได้มากขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงยุโรป และตลาดอื่น ๆ สินค้าท่องเที่ยวของไทยก็จะหลากหลายขึ้น ไม่ได้พึ่งแค่ทะเล วัด หรือแหล่งวัฒนธรรม อีกทั้งช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ EEC ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอยู่แล้ว
แนวคิดนี้ยังสอดรับกับทิศทางท่องเที่ยวมูลค่าสูงและยั่งยืน เพราะวางภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวครอบครัว และหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวจากรูปแบบสถานบันเทิงที่พ่วงคาสิโน ซึ่งเคยเป็นหัวข้อถกเถียงในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม โครงการยังมีอุปสรรคที่ต้องจับตา Disney เลือกทำเลต่างประเทศอย่างระมัดระวัง และช่วงหลังมีข่าวการขยายไปที่อื่น เช่น Abu Dhabi ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเงื่อนไขของตลาด โครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากรัฐ และความคุ้มค่าในระยะยาว เป็นตัวตัดสินหลัก ขณะนี้แผนในไทยยังอยู่ขั้นสำรวจและออกแบบ ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ หรือกรอบเวลาที่ชัดเจน
แม้ยังไม่ปักหมุดวันเริ่มโครงการ แต่ท่าทีของรัฐสะท้อนความต้องการดึงการลงทุนด้านความบันเทิงขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากเดินหน้าได้จริง ไทยอาจเพิ่มบทบาทในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวหลักของภูมิภาค และทำให้ชายฝั่งตะวันออกเป็นอีกศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมสวนสนุกระดับโลกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ท่องเที่ยวเชียงรายกำลังเจอทางแยกใหญ่, จะเป็นแค่จุดแวะหรือปลายทางจริงจัง
ข่าวระดับชาติ - National
เรื่องน่าตกใจ! พนักงานประจำรถบัสพบศพเด็กทารก “แรกเกิด” ในถังขยะในห้องน้ำ
พิษณุโลก – เหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นที่พิษณุโลก เมื่อพบศพเด็กทารกชาย “แรกเกิด” ถูกทิ้งไว้ที่ก้นถังขยะในห้องน้ำของรถโดยสารประจำทางสายอุดรธานี-พิษณุโลก การตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่าแม่ของเด็กอาจแท้งบุตรและเสียเลือดมากบนรถก่อนที่จะหนีออกมาด้วยความตกใจ
ช่วงสายวันที่ 25 ก.พ. 2569 พ.ต.ท.สมหมาย รักป้อม สว.(สอบสวน) สภ.วังทอง รับแจ้งจากโรงจอดรถทัวร์ในพื้นที่หมู่ 3 บ้านดงข่อย ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ว่าพบศพเด็กทารกอยู่ในถังขยะภายในห้องน้ำบนรถทัวร์ที่จอดอยู่ในโรงจอด
หลังรับแจ้ง ตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ บุญเยี่ยม รอง ผกก.สส.สภ.วังทอง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา และแพทย์เวรโรงพยาบาลวังทอง เข้าตรวจสอบทันที
เมื่อไปถึง พบศพทารกเพศชายอยู่ก้นถังขยะในห้องน้ำบนรถทัวร์ โดยยังมีสายสะดือและรกติดอยู่ เจ้าหน้าที่ประเมินว่าเสียชีวิตมาไม่นาน และจะส่งร่างไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด
ด้านคนขับรถทัวร์ให้ข้อมูลว่า รถคันดังกล่าววิ่งเส้นทางอุดรธานี ผ่านหลายจุดรับส่งผู้โดยสาร ได้แก่ อุดรธานี, บขส.เมืองหนองบัวลำภู, อ.นากลาง, อ.เอราวัณ, อ.วังสะพุง, บขส.เลย และมาสิ้นสุดที่ จ.พิษณุโลก หลังส่งผู้โดยสารที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 และจุดสุดท้ายที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ในตัวเมืองพิษณุโลก รถจึงกลับไปจอดที่โรงจอดช่วงประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 24 ก.พ. 2569
ขณะที่พนักงานประจำรถซึ่งเป็นผู้พบศพ เล่าว่า เช้าวันนี้เธอขึ้นไปเตรียมทำความสะอาดรถเพื่อออกวิ่งรอบ 11.00 น. ระหว่างยกถังขยะจากห้องน้ำลงมา เธอสังเกตว่าถังมีน้ำหนักผิดปกติ พอเปิดดูจึงพบร่างทารกอยู่ด้านใน ทำให้ตกใจและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
นอกจากนี้ เธอยังจำได้ว่า ระหว่างการเดินทางก่อนหน้านี้ มีผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งท่าทางน่าสงสัย รูปร่างผอมสูง สวมกางเกงยีนส์ และดูคล้ายคนไม่สบาย นอนอยู่บริเวณเบาะด้านหลังใกล้ห้องน้ำ ก่อนจะลงจากรถที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ในตัวเมืองพิษณุโลก
เบื้องต้นตำรวจและแพทย์เวรประเมินว่า ทารกน่าจะมีอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน เพราะร่างกายและอวัยวะค่อนข้างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลชันสูตรเพื่อยืนยันว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนดแล้วเสียชีวิตเอง หรือมีเหตุอื่นเกี่ยวข้อง
ตอนนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อมูลเส้นทางผู้โดยสาร กล้องวงจรปิด และหลักฐานต่าง ๆ เพื่อหาตัวแม่เด็กมาสอบปากคำ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 ริกเตอร์ในประเทศเมียนมาร์ ห่างจากแม่สาย จังหวัดเชียงราย 494 กิโลเมตร
ข่าวระดับชาติ - National
แรงกดดันจากแก๊งมิจฉาชีพทำให้เด็กหญิงวัย 14 ปี กระโดดลงมาจากชั้น 5 ของโรงเรีย
ชลบุรี – เด็กหญิงวัย 14 ปี อาการสาหัส หลังพลัดตกจากอาคารเรียนในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เธอเริ่มมีอาการเครียดสะสมหลังจากถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินและข่มขู่ว่าจะเรียกเงินเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายทางออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญ
ชลบุรี เหตุสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เด็กนักเรียนหญิงอายุ 14 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเป็นนักกีฬาของโรงเรียน พลัดตกจากหน้าต่างห้องน้ำชั้น 5 ของอาคารเรียน จนบาดเจ็บสาหัส
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือทันที ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา รายงานอาการพบแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ขาทั้งสองข้าง กระดูกเสียหาย และมีรอยฟกช้ำหลายจุดตามร่างกาย
พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม ระบุว่า เมื่อตรวจจุดเกิดเหตุ พบหน้าต่างระบายอากาศชั้น 5 เปิดอยู่ ภายในห้องน้ำมีรอยรองเท้าบนชักโครกและผนัง นอกจากนี้ยังพบคอมเพรสเซอร์แอร์ชั้นล่างบุบจากแรงกระแทก เบื้องต้นคาดว่าเด็กนักเรียนปีนขึ้นไปก่อนเกิดเหตุพลัดตก
ปมเครียดสะสม หลังถูกคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่
เพื่อนนักเรียนที่ฝึกซ้อมกีฬาอยู่กลุ่มเดียวกันให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ก่อนเกิดเหตุ น้อง (นามสมมติ) ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมประมาณ 3,600 บาท โดยมิจฉาชีพมักอ้างตัวเป็นตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ แล้วใช้โทรศัพท์และ Line กดดันให้โอนเพิ่มอีก 2,000 บาท
ที่น่ากังวลคือ ผู้ก่อเหตุหลอกลวงยังขู่ด้วยคำพูดรุนแรงว่า หากไม่โอนจะถูกฟ้อง และอาจโดนปรับสูงถึง 100,000-120,000 บาท ทำให้น้องเกิดความกลัวอย่างหนัก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสังเกตว่าน้องเครียดมากขึ้น และพยายามยืมเงินเพื่อนคนละ 300-700 บาท เพื่อเอาไปโอนให้มิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อใกล้เกิดเหตุ น้องยังขอยืมเงินเพิ่มอีก แต่ไม่มีใครช่วยได้ ความกดดันจึงยิ่งสะสมและนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้
ตำรวจแจ้งว่า ขณะนี้เด็กนักเรียนยังอาการหนัก จึงยังให้ปากคำไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะเดินหน้าติดตามกลุ่มมิจฉาชีพ โดยตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเบอร์โทรที่ใช้ติดต่อหลอกลวง
คอลเซ็นเตอร์ยังระบาดหนัก เด็กและผู้สูงอายุถูกเล็งเป็นพิเศษ
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการโกงออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Centre หรือ AOC 1441) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุยังตกเป็นเป้าหมายหลักของคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เพราะมักเชื่อข้อมูลที่ถูกสร้างให้ดูน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไปแก๊งเหล่านี้จะอ้างว่าเป็นตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ จากนั้นค่อยข่มขู่เรื่องคดี เช่น อ้างว่ามีคดีติดตัว หรือจะถูกดำเนินคดีอาญา หากไม่รีบโอนเงินตามที่สั่ง
รูปแบบที่พบบ่อย เช่น
- โทรอ้างเป็นตำรวจ บอกว่าบัตรประชาชนหรือบัญชีธนาคารถูกนำไปใช้ในคดีผิดกฎหมาย
- ส่งลิงก์หรือข้อความทาง Line ให้กดตรวจสอบข้อมูล หรือให้โอนเงินเพื่อ “เคลียร์” เรื่อง
- ขู่ค่าปรับสูงมาก ระดับหลักแสนบาท หากไม่จ่ายจะถูกจับหรือยึดทรัพย์
- ใช้แอปยอดนิยมเป็นช่องทางกดดัน เพื่อเร่งให้โอนเงินอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก AOC ระบุว่า ช่วงปลายปี 2568 มีการรับแจ้งคดีกว่า 7,000 เคส และความเสียหายรวมระดับหลายร้อยล้านบาทต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยความเสียหายต่อวันสูงถึง 58 ล้านบาท
ข้อควรระวังจากผู้ปกครอง และแนวทางรับมือเมื่อถูกหลอก
แม่ของเด็กนักเรียนให้สัมภาษณ์ด้วยความเสียใจ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับเด็กคนอื่น
ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและเยาวชนควรระวังเป็นพิเศษเมื่อมีคนแปลกหน้าติดต่อเรื่องเงิน ทรัพย์สิน หรือคดีความ หากเริ่มสงสัยว่าเข้าข่ายถูกหลอก ให้ทำตามนี้ทันที
- โทรแจ้ง AOC 1441 เพื่อขอช่วยเหลือเรื่องการระงับบัญชีและติดตามคดี (ตลอด 24 ชั่วโมง)
- อย่าโอนเงิน และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ต่อให้ปลายสายอ้างเป็นหน่วยงานใดก็ตาม
- รีบแจ้งตำรวจหรือผู้ปกครอง หากถูกข่มขู่หรือกดดันต่อเนื่อง
- ตรวจสอบเบอร์โทรและบัญชีปลายทาง ผ่านช่องทางทางการเท่านั้น
- ติดตั้งเครื่องมือแจ้งเตือนภัย จากหน่วยงานรัฐ เช่น thaipoliceonline.com
เหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า ภัยออนไลน์ไม่ได้เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กและเยาวชนก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และอาจกระทบทั้งจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง ดังนั้นโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนควรช่วยกันสร้างความรู้เท่าทันกลโกง และให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อเริ่มผิดปกติ
ตำรวจยืนยันว่าจะสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่โรงเรียนและชุมชนกำลังประคองด้านจิตใจให้ครอบครัวและเพื่อนนักเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
กรุงเทพฯ – ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” เพื่อส่งเสริมการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและสมัครใจ รวมถึงการดูแลที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนแคมเปญนี้ หลังข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้ว่าในปี 2568 (2025) ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำกว่า 500,000 คนเป็นปีที่สองติดกัน และเป็นตัวเลขต่ำสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 (1949)
อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี: ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางชัดขึ้น
ก่อนหน้านี้ไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิน 1 ล้านคนต่อปี แต่ตอนนี้ตัวเลขลดลงจนต่ำกว่า 500,000 คนต่อปีมาหลายปีแล้ว
- ปี 2567 (2024): เด็กเกิดใหม่ 462,240 คน (ลดลงจาก 519,000 คนในปี 2566)
- ปี 2568 (2025): เด็กเกิดใหม่ 416,000 คน (ต่ำสุดในรอบ 75 ปี)
- อัตราส่วนเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate, TFR): ลดลงมาอยู่ราว 0.87-1.2 คนต่อผู้หญิง 1 คน (ต่ำกว่าอัตราทดแทนประชากร 2.1 คนมาก)
- จำนวนผู้เสียชีวิต: สูงกว่าจำนวนเกิดหลายปีติดกัน เช่น ปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ทำให้ประชากรลดลงสุทธิ
เมื่อเกิดน้อยลงและคนอายุยืนขึ้น ประเทศไทยจึงเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) เพราะประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% แล้ว อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงเหลือราว 30-40 ล้านคน จากปัจจุบันประมาณ 66 ล้านคน
ทำไมคนไทยมีลูกน้อยลง: ปัจจัยหลักที่เจอร่วมกัน
หลายเหตุผลซ้อนกันจนทำให้คนจำนวนมากชะลอการมีลูก หรือเลือกไม่มีก็มี โดยปัจจัยที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่
- ค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะบ้าน ค่าเรียน และค่าเลี้ยงดู
- ผู้หญิงทำงานมากขึ้น จึงเลื่อนการมีลูกออกไป
- ค่านิยมเปลี่ยน โดยเฉพาะในเมือง ครอบครัวมักมีลูก 1-2 คน หรือไม่มีเลย
- ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงงาน และภาระดูแลคนในบ้าน
- ระบบช่วยเหลือครอบครัวยังไม่พอ เช่น ศูนย์เด็กเล็กที่คุณภาพดีและราคาเข้าถึงได้
ผลกระทบก็เริ่มชัดขึ้นตามมา แรงงานลดลง ภาระประกันสังคมและบำนาญหนักขึ้น เศรษฐกิจโตช้าลง และการแข่งขันของประเทศยากกว่าเดิม
“ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ปรับโฟกัสไปที่ความปลอดภัยและการดูแลจริง
แคมเปญ “Every Birth Matters” พยายามขยับจากการชวนให้มีลูกแบบเดิมๆ ไปสู่การทำให้การตั้งครรภ์และการมีลูก “เกิดได้อย่างมีคุณภาพ” โดยวางหลักสำคัญไว้ 3 เรื่อง
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องปลอดภัย: เพิ่มการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอดในโรงพยาบาลรัฐแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และขยายคลินิกภาวะเจริญพันธุ์ให้เข้าถึงง่ายขึ้น
- ทุกการตั้งครรภ์ต้องสมัครใจ: เคารพสิทธิผู้หญิงและคู่รัก ไม่บังคับ แต่ให้ข้อมูลและทางเลือกครบ
- ทุกการเกิดต้องได้แรงหนุนเต็มที่: ตั้งแต่เงินอุดหนุน สวัสดิการลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตร ศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงการปรับกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว
กรมอนามัยระบุว่าโครงการนี้จะทำงานร่วมหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน เพื่อช่วยกันทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเริ่มต้นครอบครัวมากขึ้น
มาตรการสำคัญภายใต้แคมเปญ
ในภาพรวม แคมเปญนี้พูดถึงมาตรการที่จับต้องได้หลายด้าน เช่น
- ขยายสิทธิลาคลอดและลาเลี้ยงบุตรให้ทั้งพ่อและแม่ รวมถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยวและ LGBTQ+
- สนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยากผ่านบัตรทอง (Universal Coverage)
- เพิ่มศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีใกล้ที่ทำงานและในชุมชน
- เงินอุดหนุนรายเดือนสำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก (เช่น 600-2,000 บาท ขึ้นกับนโยบายพรรคการเมือง)
- ปรับนโยบายที่อยู่อาศัยและภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
- ทำสื่อรณรงค์ร่วมกับ influencer เพื่อคุยเรื่องการมีลูกอย่างตรงไปตรงมา และลดแรงกดดันทางสังคม
แม้ไทยเคยมีแคมเปญอย่าง “Give Birth Great World” (เกิดดีมีโลกดี) มาก่อนและยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ครั้งนี้ “Every Birth Matters” เลือกเน้นคุณภาพของการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดู มากกว่าการเร่งจำนวนเกิดอย่างเดียว
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและเสียงจากคนทั่วไป
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องทำแบบยาวๆ และต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น ขณะเดียวกัน ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนกว่า 71% เห็นว่าอัตราการเกิดต่ำเป็นวิกฤตระดับประเทศ แต่มีเพียงราว 35-44% ที่พร้อมสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการมีลูก ถ้ารัฐยังไม่จัดการเรื่องค่าครองชีพและความไม่เท่าเทียมทางเพศให้ดีพอ
อีกด้านหนึ่ง หลายพรรคการเมืองเริ่มแข่งกันเสนอแนวทางก่อนการเลือกตั้ง ตั้งแต่นโยบายจับคู่รัฐ (state matchmaking) จากพรรคเล็ก ไปจนถึงข้อเสนอเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจากพรรคใหญ่ เพื่อดึงฐานเสียงกลุ่มครอบครัว
ประเทศไทยต่อจากนี้: เสี่ยงขึ้น หรือจัดการได้ทัน
ถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบเดิม ประเทศอาจเจอปัญหาแรงงานขาด การพึ่งพาผู้อพยพมากขึ้น และภาระสวัสดิการที่หนักกว่าเดิม แต่ถ้า “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” ทำได้จริง ไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นการปรับระบบให้เหมาะกับชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ภาครัฐย้ำชัดว่า การมีลูกไม่ใช่หน้าที่ของใคร แต่เป็น “ทางเลือก” ที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อให้ทุกการเกิดมีความหมายและมีคุณภาพจริงๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุรีรัมย์ ชายอายุ 19 ปีถูกจับกุมในข้อหาวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ระเบิดมือ” ในวันวาเลนไทน์
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวสารภาพขโมยทองคำหนัก 26 บาท
-
ข่าวระดับชาติ - National4 days ago
สัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุการตายของเสือ 72 ตัว และเกรงว่าจะมีการปกปิดความจริง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจประกาศดำเนินการปราบปรามการเมาแล้วขับทั่วประเทศ



