เชียงราย - Chiang Rai News
ท่องเที่ยวเชียงรายกำลังเจอทางแยกใหญ่, จะเป็นแค่จุดแวะหรือปลายทางจริงจัง
เชียงราย – ยังมีอากาศเย็นและหมอกยามเช้าริมแม่น้ำกกเหมือนเดิม แต่ข้อมูลท่องเที่ยวรอบใหม่จากทั้งไทยและต่างประเทศกำลังกดดันหนัก ตัวเลขรายได้, จำนวนนักท่องเที่ยว, และเสียงสะท้อนบนออนไลน์ชี้ไปทางเดียวกันว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ…
เชียงราย – ยังมีอากาศเย็นและหมอกยามเช้าริมแม่น้ำกกเหมือนเดิม แต่ข้อมูลท่องเที่ยวรอบใหม่จากทั้งไทยและต่างประเทศกำลังกดดันหนัก ตัวเลขรายได้, จำนวนนักท่องเที่ยว, และเสียงสะท้อนบนออนไลน์ชี้ไปทางเดียวกันว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ
ถ้ายังขายแค่วิวและภาพสวย ๆ ต่อไป มีโอกาสสูงที่นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงรายจะถูกมองเป็น “แวะแล้วไป” มากกว่า “มาแล้วอยู่” สิ่งที่ทำให้คนยอมอยู่ต่อคือประสบการณ์ที่วางแผนดี, เรื่องเล่าที่ชัด, และทริปที่รู้สึกคุ้มจนอยากกลับมาอีก ตามรายงานของ
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang
เนื้อหานี้สรุปภาพจากสถิติล่าสุด, แนวทางระดับประเทศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และบทเรียนจากเสียงคนเที่ยวในจังหวัดอื่น ๆ เป้าหมายคือทำให้เห็นว่า “ท่องเที่ยวขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” สำคัญกับเชียงรายยังไง, และทำไมแค่จุดถ่ายรูปสวยอาจไม่พอแล้ว
หลายคนเรียกเชียงรายว่า “เหนือสุด” เหมือนเป็นปลายทางสุดท้ายของเส้นทาง แต่ในความจริง เชียงรายอยู่ตรงจุดตัดสำคัญของภูมิภาค ถ้าวางตำแหน่งดี ๆ ก็มีโอกาสเป็นฐานท่องเที่ยว, การค้า, และวัฒนธรรมได้
เชียงรายเชื่อมไทยกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และเส้นทางไปจีนตอนใต้ มีทั้งสินค้า, เงินลงทุน, และผู้คนเดินทางผ่านอยู่ตลอด จังหวัดจะได้ประโยชน์มากขึ้นถ้าจัดบทบาทของตัวเองให้ชัด
จากเมืองชายแดนที่ดูไกลตัว สู่ทางผ่านทางเศรษฐกิจ เชียงรายอยู่บน North-South Economic Corridor ที่ทำให้เงิน, สินค้า, และไอเดียเคลื่อนที่ตลอดเวลา
เชียงรายก็ไม่ได้เงียบ มีงานศิลปะ, ดนตรี, กีฬา, และกิจกรรมวัฒนธรรมที่ดึงทั้งนักท่องเที่ยวและคนทำงานสร้างสรรค์ ทุกครั้งที่มีอีเวนต์ใหญ่ การใช้จ่ายกระจายไปที่โรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านค้า, และบริการต่าง ๆ จังหวัดมีโอกาสเป็นที่นัดพบของคนทำงานศิลป์และคนคิด แล้วส่งต่อแรงบันดาลใจออกไปที่อื่น
คำว่า “ฮับ” ไม่ได้หมายถึงดึงคนเข้ามาอย่างเดียว แต่หมายถึงการส่งต่อโอกาสด้วย เชียงรายกำลังเพิ่มความแข็งแรงด้านการศึกษา, บริการสุขภาพ, และเกษตรเทค ตั้งใจขยับจากเศรษฐกิจฐานเกษตรไปสู่บริการและเมืองที่รองรับพื้นที่รอบข้างมากขึ้น
เที่ยวเชียงราย">ท่องเที่ยวเชียงราย" width="1280" height="800" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/blog.7เชียงราย.4.jpg 1280w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/blog.7เชียงราย.4-300x188.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/blog.7เชียงราย.4-1024x640.jpg 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/blog.7เชียงราย.4-768x480.jpg 768w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />
ทิศทางท่องเที่ยวไทยเริ่มเน้นคุณภาพมากกว่าจำนวนคน
ระดับประเทศ ททท. คาดว่าในปี 2026 รายได้ท่องเที่ยวรวมอาจกลับไปแถว 3 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้จากต่างชาติราว 2 ล้านล้านบาท และจากคนไทยเที่ยวในประเทศราว 1 ล้านล้านบาท
เป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 36.7 ล้านคน เพิ่มจากประมาณการปี 2025 ที่ 32.8 ถึง 32.97 ล้านคน ส่วนเที่ยวในประเทศตั้งไว้ 208 ล้านทริป เพิ่มจาก 202 ล้านทริปในปีก่อน
แม้จำนวนคนอาจยังไม่เท่าจุดสูงสุดก่อนโควิดที่ 39.9 ล้านคน แต่แนวคิดเปลี่ยนชัด คือ Value over Volume เน้นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายดี และต้องการประสบการณ์ที่มีคุณภาพ
แนวนี้สะท้อนในแผนอย่าง Amazing 5 Economy และกลยุทธ์ 6S ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมองหาประสบการณ์เฉพาะทาง เช่น
- Wellness Economy และ Life Economy (สุขภาพ, เวลเนส, ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์)
- Sub-Culture Economy (สายเฉพาะทาง, คนชอบหนัง, สายกีฬา, Yacht & Cruise, และ Night Economy)
- การยกระดับ Smart Experience, Story to Tell, Sustainable Tourism, และ Safety & Security
การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์อย่าง Expedia Group เพื่อทำ “Intelligence Hub” เป็นสัญญาณชัดว่าการตัดสินใจด้านท่องเที่ยวจะยืนบนข้อมูลมากขึ้น และแรงกระเพื่อมนี้มาถึงทุกจังหวัด รวมถึงเชียงราย
ตัวเลขเที่ยวในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2025, เชียงรายอยู่ตรงไหน
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่าใน พฤศจิกายน 2025
- การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 16.81 ล้านทริป ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบปีก่อน (-0.39%)
- รายได้ท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 99,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.18% สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น
แยกตามจังหวัด
- กรุงเทพฯ นำทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว (2.86 ล้านคน) และรายได้ (23,446 ล้านบาท)
- เชียงใหม่ อันดับ 4 ด้านจำนวนผู้เยือน (943,449 คน) และอันดับ 3 ด้านรายได้ (7,735 ล้านบาท)
- เชียงรายไม่ติด Top 5 ด้านจำนวนผู้เยือน แต่ขึ้นมาเป็น อันดับ 4 ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย ที่ 4,449 ล้านบาท
แยกตามภูมิภาค
- ภาคเหนือมีนักท่องเที่ยวไทย 3,662,046 คน สร้างรายได้ 18,413 ล้านบาท
- ภาคกลางและตะวันตกนำด้านปริมาณคนเที่ยว ขณะที่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียวทำรายได้เกิน 23,000 ล้านบาท
สำหรับเชียงราย ข้อสรุปที่จับต้องได้คือ จังหวัดทำรายได้ต่อคนค่อนข้างดีอยู่แล้ว พอแนวโน้มตลาดไปทาง “ทริปคุณภาพ” จังหวัดที่ออกแบบประสบการณ์เก่ง และทำสินค้าเที่ยวให้ชัด จะได้เปรียบ

เชียงรายสวยจริง, แต่ยังเสี่ยงเป็นเมืองแวะครั้งเดียว
ข้อมูลปี 2025 ของกรมการท่องเที่ยวระบุว่า เชียงรายต้อนรับผู้เยือน 5,755,778 คน อยู่อันดับ 15 ของประเทศ และอันดับ 2 ของภาคเหนือ รองจากเชียงใหม่ที่มากกว่า 10.6 ล้านคน
ตัวเลขดูดี แต่ภาพเรื่อง “การกลับมาเที่ยวซ้ำ” ยังไม่แรงเท่าที่ควร โพสต์สำรวจจากเพจท่องเที่ยว Go Went Go (5 กันยายน 2024) จัดให้เชียงรายอยู่อันดับ 13 ในจังหวัดที่คนไทยอยากกลับไปซ้ำ ขณะที่หลายจังหวัดภาคเหนือทำอันดับได้ดีกว่า เช่น น่าน, เชียงใหม่, ลำปาง, และเลย
ผลสำรวจของ Agoda ปี 2024 ช่วยอธิบายพฤติกรรม
- 74% ของนักท่องเที่ยวไทย “กลับไปที่เดิม” ซ้ำได้
- 54% กลับไป 1 ถึง 3 ครั้งใน 10 ปี และ 17% กลับมากกว่า 10 ครั้ง
- เหตุผลหลักคือกิจกรรมและความท้าทาย (32%), อาหารอร่อย (23%), และศิลปะวัฒนธรรม (20%)
- ปัจจัยที่ทำให้กลับไปซ้ำคือเดินทางสะดวก (53%), อาหารท้องถิ่นอร่อย (49%), ปลอดภัยและสะอาด (42%), ทำเลสะดวก (38%), และช้อปปิ้ง (30%)
เชียงรายมีแต้มต่อชัด ทั้งธรรมชาติ, วัฒนธรรม, และแหล่งศิลปะร่วมสมัยที่เป็นที่รู้จักอย่างวัดร่องขุ่นและสามเหลี่ยมทองคำ ช่องว่างคือทำยังไงให้แต้มต่อเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลชัด ๆ ที่คนอยากอยู่ค้างคืน, อยู่หลายวัน, และกลับมาอีก
ปัญหาเชิงโครงสร้าง, วัดผลคนละแบบจนไปกันคนละทาง
เสียงสะท้อนที่เจอบ่อยในเชียงรายคือ ภาครัฐและเอกชนยังไม่มี KPI ร่วมกัน ฝั่งรัฐมักมองความสำเร็จจากจำนวนผู้มาเยือนหรือภาพรวมผลกระทบเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการต้องเจอความจริงรายวัน เช่น อัตราเข้าพัก, รายได้ต่อห้อง, และยอดใช้จ่ายที่ร้านอาหาร ร้านค้า หรือกิจกรรมท่องเที่ยว
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยพักฐานที่เชียงใหม่ แล้วมาเชียงรายแบบเช้าไปเย็นกลับ บางคนจ่ายทริปเหมารถส่วนตัวไปกลับราว 5,000 บาท แล้วยังไม่ค้างคืน นี่สะท้อนว่าเชียงรายอาจยังขาดกิจกรรมช่วงค่ำ, แพ็กเกจที่ต่อยอดได้, หรือ “กิจกรรมที่พลาดไม่ได้” ที่ทำให้การนอนค้างดูเป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่า
ถนนดีและการเดินทางสะดวกเป็นดาบสองคม มันทำให้มาเชียงรายง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ “กลับวันเดียว” ง่ายขึ้นด้วย ถ้าไม่มีการจัดเส้นทางและชุดทริปให้ชวนค้างคืน ความสะดวกจะกลายเป็นแรงต้านโดยไม่รู้ตัว

โปรโมตกระชั้น, คนอยากมาแต่หาข้อมูลไม่ทัน
เชียงรายมีงานใหญ่ตามฤดูกาล เช่น Chiang Rai Flower Festival และ ASEAN Flora Expo ที่เคยประเมินว่าจะสร้างเงินสะพัดมากกว่า 50 ล้านบาท และขยายจัดถึง 18 กุมภาพันธ์ 2026 พร้อมกิจกรรมอย่างดนตรีพื้นบ้านและดอกไม้หน้าหนาวที่เชียงรายบีช
แต่เสียงจากธุรกิจท่องเที่ยวสะท้อนแพตเทิร์นเดิม คือการโปรโมตมักเริ่มใกล้งานเกินไป จังหวัดยังไม่มีปฏิทินกิจกรรมแบบ 6 ถึง 12 เดือนที่สื่อสารชัดและต่อเนื่อง นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ วางแผนเที่ยวล่วงหน้านาน ถ้าหาข้อมูลงานไม่เจอเร็วพอ เขาก็เลือกจุดหมายที่วางแผนง่ายกว่า
ในทางกลับกัน เชียงใหม่มีงานวิ่ง, ดนตรี, เทศกาล, และโปรแกรมสร้างสรรค์หมุนทั้งปี ความสม่ำเสมอทำให้คน “นึกถึงก่อน” ส่วนเชียงรายมักถูกมองเป็นตัวเลือกเสริมเมื่อมีเวลาเหลือ
ทุกวันนี้ความสนใจเกิดบนออนไลน์ แต่การเคลื่อนไหวของบางกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงรายยังดูเบาบาง ทำให้การนัดหมายและการประสานงานยิ่งยากขึ้น และเมื่อคนเห็นข้อมูลส่วนใหญ่จากเพจภาครัฐอย่าง ททท. สำนักงานเชียงรายเป็นหลัก ก็เกิดคำถามง่าย ๆ ว่า เสียงของผู้ประกอบการและชุมชนที่ควรช่วยกันเล่าเรื่องอยู่ไหน
ตัวอย่างที่คนพื้นที่พูดถึง เช่น
- เพจสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย โพสต์ล่าสุด 1 ตุลาคม 2025
- เพจสมาคมโรงแรมเชียงราย มีความเคลื่อนไหวช่วงต้นปี 2026
- เพจสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ (17 จังหวัด) หยุดอัปเดตช่วงตุลาคม 2025
- หลายเพจท่องเที่ยวชุมชนมีการสื่อสารไม่ต่อเนื่อง
ความเงียบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่มักสะท้อนว่าแผนร่วมยังไม่แข็ง, ไม่มีศูนย์กลางสื่อสาร, และใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจน้อย แต่ละกลุ่มทำของตัวเอง ขณะที่ตลาดเดินไปไกลเรื่อย ๆ

บทเรียนจากดําเนินสะดวก, รีวิวลบกระจายไวและแก้ยาก
กรณีรีวิวด้านลบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตลาดน้ำดําเนินสะดวกแพร่กระจายอย่างกว้าง คำบ่นที่เจอบ่อยคือค่าเรือแพงเกินจริง, เน้นขายของที่ระลึกมากกว่าประสบการณ์, และพฤติกรรมไม่เป็นธรรมของคนกลางหรือผู้ให้บริการ
เรื่องนี้ถูกหยิบไปพูดต่อจนเป็นกระแส และกลายเป็นสัญญาณเตือนว่าเมื่อคนรู้สึกโดนเอาเปรียบ ความเสียหายจะวิ่งไวมาก และนักท่องเที่ยวก็พร้อมเปลี่ยนไปประเทศอื่น เช่น เวียดนาม
สำหรับเชียงรายที่อยากได้กลุ่มคุณภาพ บทเรียนชัดมาก ราคาต้องตรงไปตรงมา บริการต้องไว้ใจได้ ในยุคที่คนตัดสินกันจากรีวิว ประสบการณ์แย่ไม่กี่ครั้งทำลายความเชื่อมั่นที่สะสมมาหลายปีได้ทันที
เชียงรายไม่ได้แข่งแค่จังหวัดข้าง ๆ แต่แข่งทั้งภูมิภาค
ท่องเที่ยวไม่ได้โตลอย ๆ บนฟ้า รายงานเศรษฐกิจสะท้อนความไม่แน่นอนของการค้าโลก ตั้งแต่มาตรการภาษีสหรัฐฯ ในยุค Donald Trump ที่กระทบหลายประเทศ ไปจนถึงความตึงเครียดระหว่างประเทศและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในอาเซียนจึงมองหา “กันชน” ทางเศรษฐกิจเพิ่ม
ท่องเที่ยวคือการส่งออกบริการ สร้างงานและกระจายรายได้ไปที่อาหาร, เดินทาง, และธุรกิจสร้างสรรค์ World Travel & Tourism Council เคยรายงานว่าท่องเที่ยวคิดเป็นราว 14% ของ GDP ไทย และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อ โดยท่องเที่ยวโลกถูกคาดว่าจะขยายไปใกล้ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035
The Business Times ยังรายงานว่าเอเชียแปซิฟิกอาจมีสัดส่วนราว 50% ของการเติบโตด้านการเดินทางทั่วโลก ข้อมูลจาก Expedia Group ชี้ว่าเที่ยวข้ามประเทศในอาเซียนเพิ่มจาก 37% ในปี 2019 เป็น 45% ในปี 2024 คนเริ่มมองอาเซียนเป็นโซนเดียวที่เชื่อมกันมากขึ้น
แปลว่าเชียงรายไม่ได้แข่งแค่เชียงใหม่หรือน่าน แต่ต้องแข่งกับปลายทางในลาว, เวียดนาม, และเมียนมาด้วย ที่ต่างก็พยายามดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวชุดเดียวกัน

เชียงรายต้องขยับสู่ “ท่องเที่ยวขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” แบบทำได้จริง
จากตัวเลขและแนวโน้มที่เห็น ชียงรายควรปรับวิธีทำงานให้ใช้ข้อมูลนำทางมากขึ้น และมี 4 เรื่องที่ควรทำก่อน
1) ตั้งศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวระดับจังหวัด (Tourism Data Hub)
เชียงรายควรมีหน่วยกลางที่รวมข้อมูลจากรัฐ, ธุรกิจ, และชุมชน เช่น จำนวนคืนที่พัก, เส้นทางที่คนเลือกจริง, ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป, สัดส่วนการกลับมาเที่ยวซ้ำ และข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจได้
ศูนย์นี้ควรเชื่อมกับข้อมูลของ ททท. และถ้าเป็นไปได้ควรมีอินไซต์จากแพลตฟอร์มอย่าง Agoda หรือ Expedia ที่สะท้อนพฤติกรรมค้นหาและการจองจริง
2) ทำ KPI ร่วมที่ไม่จบแค่ “นับหัว”
อย่าวัดความสำเร็จแค่จำนวนคนเข้าเมือง ควรเพิ่มตัวชี้วัดที่สะท้อน “มูลค่าจริง” เช่น
- จำนวนคืนเฉลี่ยต่อทริป
- ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน
- สัดส่วนผู้มาเยือนซ้ำ
- คะแนนความพึงพอใจจากรีวิวและแบบสำรวจ
3) ออกแบบทริปให้อยู่ได้นานขึ้น, และประกาศปฏิทิน 6 ถึง 12 เดือน
ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน เพื่อจัดแพ็กเกจที่จองง่าย เช่น “3 คืน 4 อำเภอ” ผสมจุดหลักกับจุดรองที่คนยังไม่แน่น เติมเส้นทางอาหาร, เส้นทางกาแฟ, และเส้นทางศิลปะร่วมสมัยให้เป็นรูปธรรม
จากนั้นประกาศปฏิทินกิจกรรมให้ชัดล่วงหน้า 6 ถึง 12 เดือน และจัดให้ต่อเนื่องทั้งปี ให้สอดคล้องกับแนวทางอีเวนต์ตลอดปีของ ททท.
4) เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มท่องเที่ยวเฉพาะทาง
แนว Sub-Culture ของ ททท. สะท้อนว่าตลาดมีจริง ทั้งสายกีฬา, ดนตรี, คนรักหนัง, และสายศรัทธา เชียงรายมีฐานวัฒนธรรมแข็งพอจะจัดงานเฉพาะทาง เช่น สัปดาห์ศิลปะร่วมสมัย, งานดนตรีบนดอย, หรือเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ที่โยงกับเทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อพักใจและดูแลตัวเอง
งานแบบนี้จะไปได้ไกลขึ้น ถ้ามีคนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบ ไม่ใช่พึ่งโครงสร้างเดิมอย่างเดียว
ทำเชียงรายให้เป็นเมืองที่คน “กลับมาอีก”
พฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นว่าเชียงรายทำรายได้จากการเที่ยวในประเทศได้จริง ตัวเลข 4,449 ล้านบาทในเดือนเดียว สะท้อนกำลังใช้จ่ายที่ดีแล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้คน “ค้างคืนมากขึ้น” และ “กลับมาเที่ยวซ้ำมากขึ้น”
กลยุทธ์ระดับประเทศอย่าง Value over Volume, Amazing 5 Economy, และ 6S เปิดช่องให้เชียงรายโตในตลาดคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเวลเนส, อีเวนต์เฉพาะทาง, Night Economy, หรือโมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ทำให้รายได้กระจาย
แต่การขยับจะช้า ถ้าปัญหาเดิมยังอยู่เหมือนเดิม เช่น
- ภาครัฐกับเอกชนไปคนละทาง
- สมาคมและเครือข่ายท่องเที่ยวเงียบในออนไลน์
- ไม่มี KPI ร่วมกัน
- ใช้ข้อมูลน้อยในการวางแผน
- โปรโมตงานใกล้เกินไป
- คนรุ่นใหม่มีพื้นที่น้อยในการนำเสนอไอเดีย
นักท่องเที่ยววันนี้อยากได้ทริปที่เล่าต่อได้ ไม่ใช่แค่รูปสวย เชียงรายมีของดีอยู่แล้วทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะ งานต่อจากนี้คือเชื่อมทุกชิ้นให้เป็น “เรื่องเดียวกัน” แล้วทำให้เที่ยวได้หลายอำเภอ หลายฤดู และเหมาะกับหลายกลุ่ม
เมื่อคนในพื้นที่คิดแผนร่วมกัน ใช้ข้อมูลจริง สื่อสารล่วงหน้า และทำงานกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เชียงรายจะไม่ใช่เมืองทางผ่าน แต่จะเป็นเมืองที่คนตั้งใจมา อยู่ให้นาน และกลับมาอีกครั้ง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายสิงห์ปาร์ค เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2025
เชียงราย - Chiang Rai News
แพทย์เชียงรายถูกตั้งข้อหาเพิ่มจากอุบัติเหตุรถชนที่ทำให้มีนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย
เชียงราย – เกิดความคืบหน้าสำคัญในคดีอุบัติเหตุสะเทือนใจชาวจังหวัดเชียงราย เมื่อตำรวจได้เรียกตัวอาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมารับทราบข้อหาเพิ่มเติม เขาคือผู้ขับรถยนต์ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย
อุบัติเหตุอันน่าเศร้าครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณทางแยกนางแล ซึ่งเป็นจุดที่มักมีรถพลุกพล่าน การชนอย่างรุนแรงทำให้นักศึกษาเสียชีวิตทันทีสองราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งราย ล่าสุดทางผู้ก่อเหตุได้เดินทางมายอมรับผิดทุกข้อกล่าวหาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจแจ้งข้อหาหนักเพิ่ม: อาจารย์แพทย์ผู้ก่อเหตุถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกสองข้อหา ทำให้ขณะนี้มีข้อหารวมเป็นห้าข้อหา
- ผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพ: ผู้ขับขี่รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมดและให้การรับสารภาพผิดตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่ปฏิเสธ
- นัดเจรจาเยียวยาผู้สูญเสีย: เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนัดหมายเจรจาค่าสินไหมทดแทนกับครอบครัวผู้เสียหายในวันที่ 15 กันยายนนี้
เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ร้อยตำรวจโท ภาณุวัฒน์ อาจสูงเนิน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้เรียกตัวผู้ขับขี่มารับทราบข้อหาเพิ่มเติม การดำเนินการนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏชัดเจนในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งมั่นที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่
ข้อหาใหม่ที่ถูกแจ้งเพิ่มคือความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น อีกข้อหาคือความผิดฐานขับรถโดยไม่ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม การแจ้งข้อหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายแพทย์ กมล ราชคม อาจารย์แพทย์ผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเองที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ เขาให้การรับสารภาพและยอมรับผิดในทุกข้อหาที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เขายังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชนในขณะนี้
สรุปข้อกล่าวหาและผลกระทบทางกฎหมาย
การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในครั้งนี้ทำให้อาจารย์แพทย์รายนี้ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาทางอาญารวมทั้งหมดถึงห้าข้อหา ข้อหาเดิมประกอบด้วยการขับรถโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและการทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งล้วนเป็นข้อหาที่มีบทลงโทษรุนแรงตามกฎหมายจราจรของไทย
คดีนี้ได้รับความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เนื่องจากทั้งผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายต่างเป็นสมาชิกในประชาคมมหาวิทยาลัยเดียวกัน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาที่สุด การรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ศาลพิจารณาเพื่อลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทุกฝ่ายต่างหวังว่าคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนให้เคารพกฎจราจร
นอกเหนือจากการดำเนินคดีทางอาญาตามกฎหมายแล้ว กระบวนการเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสียก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน พนักงานสอบสวนได้กำหนดวันนัดหมายเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายระหว่างสองฝ่ายแล้ว การพูดคุยเบื้องต้นจะมีขึ้นในวันที่ 15 กันยายน เวลาบ่ายโมงตรง
การเจรจาค่าสินไหมทดแทนครั้งนี้จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย โดยตัวแทนครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งสามครอบครัวจะเดินทางมาร่วมพูดคุย การชดเชยเงินอาจไม่สามารถลบล้างความสูญเสียได้ แต่ก็ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบเบื้องต้นที่ควรทำ
บทเรียนสำคัญจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
สังคมและชาวเน็ตต่างเฝ้ารอผลการเจรจาและหวังว่าครอบครัวผู้สูญเสียจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมที่สุด อุบัติเหตุครั้งนี้ตอกย้ำให้พวกเราเห็นถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการขับรถประมาทและฝ่าฝืนกฎจราจร ทุกชีวิตมีคุณค่าและไม่ควรต้องมาจบลงก่อนวัยอันควรด้วยเหตุผลเช่นนี้
เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทางแยกนางแลครั้งนี้ ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างจริงจัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ชะลอความเร็วเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง การป้องกันล่วงหน้าย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดความสูญเสียไปแล้ว
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาและชุมชนควรเร่งรณรงค์เรื่องจิตสำนึกในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น หากทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โศกนาฏกรรมลักษณะนี้ก็จะลดน้อยลง สังคมไทยต้องการความร่วมมือจากทุกคนเพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเรา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปปร.30 ผนึกกำลังเชียงรายและดอยช้าง ทลายวิกฤตฝุ่น PM2.5 สู่ระดับประเทศ
พระสงฆ์ 3 รูปถูกจับกุมที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย หลังจากพบว่ามีการเสพยาเสพติดนกุฏิ
เชียงราย - Chiang Rai News
ปปร.30 ผนึกกำลังเชียงรายและดอยช้าง ทลายวิกฤตฝุ่น PM2.5 สู่ระดับประเทศ
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ 30 หรือ ปปร.30 ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาหมอกควันและวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง พวกเขาได้เปิดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อผลักดันมาตรการลดและงดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากระดับชุมชน ขยายผลไปสู่นโยบายระดับประเทศ การทำงานร่วมกันครั้งนี้มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนเพื่อสุขภาพของทุกคน
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะนักศึกษา ปปร.30 ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พวกเขาได้รับฟังรายงาน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง การลงพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 12 ถึง 13 กันยายน ช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเชียงรายได้อย่างตรงจุด
ประเด็นสำคัญ
- คณะ ปปร.30 จับมือกับจังหวัดเชียงราย ผลักดันมาตรการลดการเผาและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม
- เกิดการลงนาม MOU ร่วมกับแบรนด์กาแฟดอยช้างและกลุ่มเกษตรกร เพื่อดึงภาคเอกชนและชุมชนมาร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม
- โครงการนี้ตั้งเป้าสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับชาติ และสนับสนุนไทยสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม OECD

ผนึกกำลังดอยช้างและชุมชน ขยายผลสู่ความร่วมมือระดับชาติ
คณะทำงาน ปปร.30 ชุดนี้ประกอบไปด้วยตัวแทนผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ กระบวนการยุติธรรม ภาคการเมือง และผู้นำธุรกิจ นำทีมโดยนายศุภชัย ยอดแก้ว ร่วมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนจากศาลปกครอง นอกจากการทำงานร่วมกับภาครัฐแล้ว กลุ่มนักศึกษายังได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับผู้บริหารบริษัทกาแฟดอยช้างและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงภาคธุรกิจและชุมชนเข้ามาเป็นกำลังหลักในการดูแลสภาพอากาศร่วมกัน
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการนี้ คือการยกระดับการทำงานจากระดับพื้นที่ไปสู่การสร้างการรับรู้ของประชาชนทั้งประเทศ (National Awareness & People Participation) การจัดการปัญหาหมอกควันจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐอีกต่อไป ทุกภาคส่วนจะต้องหันมาร่วมมือกันลดต้นตอของการเกิดฝุ่นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคตอย่างเต็มภาคภูมิ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และ RSV กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศไทย
กฟก.เชียงราย ลุยช่วยเกษตรกร ปลดหนี้เร่งด่วนสหกรณ์แม่สรวยเกือบ 2 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News
กฟก.เชียงราย ลุยช่วยเกษตรกร ปลดหนี้เร่งด่วนสหกรณ์แม่สรวยเกือบ 2 ล้านบาท
นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย">เชียงราย – ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานเกษตร เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จังหวัดเชียงราย จึงได้เร่งจัดประชุมเพื่อหาทางออก นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงาน กฟก. เชียงราย ได้เป็นประธานชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือ งานนี้จัดขึ้นที่สำนักงาน กฟก. เชียงราย ณ ศาลากลางจังหวัด ชั้น 1 เป้าหมายเพื่อเตรียมชำระหนี้แทนเกษตรกรประจำปีงบประมาณ 2569 (เพิ่มเติม)
การช่วยเหลือครั้งนี้เน้นไปที่กลุ่มหนี้เร่งด่วน โดยเฉพาะกรณีที่กำลังจะถูกบังคับคดีและขายทอดตลาดที่ดินทำกิน เจ้าหน้าที่ได้อธิบายขั้นตอนอย่างเป็นกันเอง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้อง ทางหน่วยงานต้องการให้การจัดการหนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงแผนการใช้ชีวิตหลังจากหนี้หมดไป เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถตั้งตัวได้ใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- กฟก.เชียงราย อนุมัติงบ 1,968,822 บาท เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกรกรณีเร่งด่วน 1 ราย
- เป้าหมายหลักคือการระงับการบังคับคดีและขายทอดตลาดของลูกค้าสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด
- หน่วยงานเน้นย้ำเรื่องการฟื้นฟูอาชีพหลังปลดหนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน
เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน พร้อมสร้างอาชีพใหม่
สำหรับงบประมาณที่ได้รับมานี้ จะนำไปใช้จัดการหนี้ของสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ ซึ่งในรอบนี้คือ สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด การช่วยเหลือครอบคลุมถึงกรณีที่มีการใช้หลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน จำนวนเงินเกือบ 2 ล้านบาทนี้จะช่วยพลิกชีวิตเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความเครียด และที่สำคัญที่สุดคือการช่วยรักษาที่ดินทำกินอันเป็นมรดกของครอบครัวเอาไว้ได้
สำนักงาน กฟก. เชียงราย ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พวกเขายังคงทำงานหนักเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ หลังจากจัดการหนี้เรียบร้อยแล้ว เกษตรกรจะถูกดึงเข้าสู่กระบวนการส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในลักษณะนี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรต้องกลับไปสู่วงจรหนี้ซ้ำอีกในอนาคต
พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ต้องลังเลที่จะขอคำปรึกษา คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้หนี้ได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือสามารถโทรศัพท์ไปพูดคุยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 053-150156 โดยสามารถติดต่อได้ในวันและเวลาราชการ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย
รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด
-
ข่าว - News2 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู


