ข่าวอาชญากรรม - Crime
แก๊งอันธพาลรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมในลำปาง!! แม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาววัย 15 ปี
ลำปาง – เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงนำโดย “ซ้อเนย” รุมทำร้ายร่างกายจนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย จังหวัดลำปาง สาเหตุหลักมาจากความหึงหวงที่เพื่อนชายเข้ามาพูดคุยกับผู้เสียหาย ล่าสุดผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวต้องบินด่วนจากกรุงเทพฯ เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด โดยยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุดเพื่อความปลอดภัยของลูก
ความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อนางบี (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ ต้องรีบเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เพื่อมาทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาว เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณกลางดึก
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แม่ของผู้เสียหายเปิดเผยว่า หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่ลูกสาวถูกทำร้ายจนสลบคาที่ เธอรู้สึกตกใจและหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของลูกอย่างมาก จึงตัดสินใจพาลูกเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองลำปาง ทันที เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก: เด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และรุมทำร้ายจนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณถนนใกล้ห้างโลตัส สบตุ๋ย จังหวัดลำปาง
- ผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ: แก๊งก่อเหตุนำโดย น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือ “ซ้อเนย” ลงมืออย่างอุกอาจเพราะหึงหวงที่เพื่อนชายของตนเองมาพูดคุยแสดงความสนใจผู้เสียหาย
- การทวงความยุติธรรม: แม่ของผู้เสียหายบินตรงจากกรุงเทพฯ เพื่อเข้าแจ้งความเอาผิด โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวถูกตามมาทำร้ายซ้ำ
เหตุการณ์อันน่าตกใจนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้เสียหายกำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงกลางคืนพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชั้น ม.5 จำนวน 2 คน หลังจากเลิกทำงานพิเศษล่วงเวลาและแวะเติมน้ำมันที่บริเวณสามแยกโรงน้ำแข็งเมืองลำปาง เมื่อขี่รถผ่านซอยใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย กลุ่มวัยรุ่นหญิงประมาณ 4 คนได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาประกบอย่างกระชั้นชิด
เด็กหญิงวัย 15 ปี ระบุว่าหนึ่งในผู้ก่อเหตุคือ น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือที่วัยรุ่นในพื้นที่รู้จักกันในฉายา “ซ้อเนย” พร้อมด้วยเพื่อนอีกคนที่ชื่อแคท ทั้งสองคนได้ตรงเข้ามารุมตบ เตะ และกระทืบผู้เสียหายอย่างรุนแรงแบบไม่ยั้งมือ การทำร้ายร่างกายดำเนินไปจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส หมดสติ และมีอาการชักเกร็งลงไปกองกับพื้น ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพากันหลบหนีไปในความมืด

พยานถูกข่มขู่และแรงจูงใจในการก่อเหตุ
เพื่อนนักเรียนชั้น ม.5 ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า เธอเห็นการกระทำอันป่าเถื่อนทั้งหมด และพยายามจะเข้าไปห้ามปรามเพื่อช่วยรุ่นน้อง แต่กลับถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุข่มขู่และสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว หลังจากกลุ่มคนร้ายหนีไป เธอจึงตั้งสติและรีบพาผู้เสียหายซ้อนท้ายจักรยานยนต์กลับบ้านที่อำเภอเกาะคาทันที
ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลำปาง แต่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายซ้ำ จึงไม่กล้าเดินทางไปตรวจรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามาจากปัญหาความหึงหวงส่วนตัว หลังจากมีเพื่อนชายเข้ามาพูดคุยหรือแสดงความสนใจในตัวผู้เสียหาย ทำให้ “ซ้อเนย” เกิดความไม่พอใจอย่างหนัก จึงนัดแนะพรรคพวกมาก่อเหตุดังกล่าว
นอกเหนือจากบาดแผลทางร่างกายที่รุนแรงจนถึงขั้นหมดสติและชักเกร็งแล้ว สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือผลกระทบทางจิตใจของผู้เสียหาย การถูกรุมทำร้ายในที่สาธารณะโดยกลุ่มคนที่อายุมากกว่า สร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างมหาศาล เด็กวัยเพียง 15 ปีต้องเผชิญกับความหวาดผวาและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความกลัวนี้รุนแรงถึงขั้นที่ผู้เสียหายไม่กล้าเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
บาดแผลที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) ได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาจิตใจ แม่ของผู้เสียหายได้แสดงให้เห็นถึงความรักและความเข้มแข็ง ด้วยการบินข้ามจังหวัดมาปกป้องลูกสาวทันทีที่ทราบเรื่อง ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการช่วยให้ผู้เสียหายรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
ข้อหาที่ผู้ก่อเหตุอาจได้รับและกระบวนการทางกฎหมาย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง ทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว โดยพบว่า น.ส.เนย มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ตำบลชมพู อำเภอเมืองลำปาง ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง และติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองรายมาสอบปากคำ การกระทำของ น.ส.เนย และพวก ถือเป็นความผิดร้ายแรงทางอาญา ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
ในมุมมองทางกฎหมาย ผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญกับข้อหาหนักหลายกระทง ความผิดแรกคือการร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หากผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่าบาดแผลมีความรุนแรงมาก ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การข่มขู่พยานที่พยายามเข้าช่วยเหลือยังอาจมีความผิดฐานข่มขู่บังคับจิตใจผู้อื่นอีกด้วย การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดจะช่วยเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมและป้องกันการลอกเลียนแบบ
คดีของแก๊ง “ซ้อเนย” เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นไทย ปัจจุบันเยาวชนหลายคนมักใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา และเลือกที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อกลั่นแกล้งหรือทำร้ายผู้อื่น การกระทำเหล่านี้มักถูกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอและส่งต่อในโลกออนไลน์ ซึ่งยิ่งเป็นการทำร้ายผู้เหยื่อซ้ำเติมในพื้นที่ดิจิทัล ปัญหานี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อสังคมออนไลน์ สภาพแวดล้อมที่เติบโตมา รวมถึงการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์
ปัญหาความรุนแรงในวัยรุ่นไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หลายครั้งที่เยาวชนผู้ก่อเหตุมักคิดว่าตนเองมีพรรคพวกเยอะ หรือเป็นที่รู้จักในพื้นที่ จึงกล้าลงมือทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เหมือนดั่งกรณีของ “ซ้อเนย” ที่มีฉายาเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นลำปาง สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาใส่ใจ และหาทางป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
เพื่อเป็นการปกป้องบุตรหลานจากเหตุการณ์เลวร้าย พ่อแม่ผู้ปกครองควรเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศภายในบ้านที่อบอุ่นและเปิดกว้าง ให้เด็กกล้าพูดคุยและปรึกษาปัญหาทุกเรื่องโดยไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน หมั่นสังเกตความผิดปกติทั้งทางร่างกาย เช่น รอยฟกช้ำตามตัว และความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น การเก็บตัว ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความหวาดระแวงผิดปกติ
หากพบว่าบุตรหลานตกเป็นเหยื่อความรุนแรง พ่อแม่ต้องเป็นที่พึ่งพิงหลักและรีบให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด ต้องพาเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด การปล่อยผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไป อาจทำให้ผู้กระทำผิดได้ใจและไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่น ดังที่แม่ของผู้เสียหายในคดีนี้ได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้เพื่อความยุติธรรมของลูกสาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
ชายอายุ 21 ปี ถูกจับกุมในจังหวัดลำปาง ในข้อหาปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอและหลอกลวงประชาชนเป็นเงินกว่า 200,000 บาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายคนหนึ่งถูกจับกุมในคดีทำให้ทารกอายุ 4 เดือนจมน้ำเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
อยุธยา – เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา บุกจับกุมตัวนายเฉลิมชัย หรือเหน่ง อายุ 36 ปี ชายคนสนิทของแม่เด็ก หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีการเสียชีวิตปริศนาของเด็กทารกวัย 4 เดือน โดยผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายอย่างชัดเจน
จากการเค้นสอบสวนอย่างเข้มข้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนแอบพายเรือไปอุ้มเด็กออกจากบ้านพักกลางดึก แต่เกิดอุบัติเหตุทำเด็กร่วงหลุดมือจมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถอ่านรายงานข่าวต้นทางเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวไทยรัฐออนไลน์
ประเด็นสำคัญ• ผู้ต้องหาคือ ชายคนสนิทของแม่ รับสารภาพว่าแอบพายเรือมาอุ้มเด็กวัย 4 เดือนกลางดึก ก่อนทำร่วงหลุดมือตกน้ำเสียชีวิต • ผลการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในตัวนายเหน่ง โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเรือพลาสติกสีส้มและไม้พายของกลางไปตรวจพิสูจน์ • ตำรวจ สภ.บางปะอิน แจ้งข้อหาหนักดำเนินคดีตามกฎหมาย ท่ามกลางบรรยากาศการทำแผนสุดเดือดจากทางญาติและแม่เด็ก |
เปิดคำสารภาพสิ้นไส้: อ้างเอ็นดูเด็ก พลาดพลั้งทำหลุดมือ
นายเหน่งเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนคบหาดูใจอยู่กับแม่ของเด็ก แต่ยายของเด็กตั้งแง่กีดกันความรัก ทำให้ตนต้องแอบพายเรือลัดเลาะตามคลองบ้านเลนมาหาอยู่เป็นประจำในยามค่ำคืน
ผู้ต้องหาอ้างว่า ตนรักและเอ็นดูเด็กทารกคนนี้มาก และเคยเอ่ยปากขอเด็กมาเลี้ยงดูแต่ทางแม่ไม่ยินยอม ในคืนเกิดเหตุตนจึงลอบเข้าไปอุ้มเด็กออกจากมุ้งขณะที่คนในบ้านหลับสนิท สามารถตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ได้ที่ ข้อมูลอำเภอบางปะอิน
ทว่าระหว่างที่กำลังอุ้มเด็กพาดบ่าเพื่อก้าวลงเรือพลาสติกสีส้ม เด็กกลับลื่นพลัดตกลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ตนจึงตัดสินใจพายเรือหนีกลับบ้านโดยไม่บอกใคร
บรรยากาศทำแผนประกอบคำรับสารภาพสุดตึงเครียด
ต่อมา พ.ต.อ.พิภพ นาพุทรา ผกก.สภ.บางปะอิน ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่คุมตัวนายเหน่งลงเรือเพื่อไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดเกิดเหตุ ติดตามแนวทางปฏิบัติงานได้ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านพักที่เกิดเหตุ มารดาของเด็กทารกที่อยู่ในอาการโศกเศร้าได้ปรี่ตรงเข้าหานายเหน่งพร้อมตะโกนด่าทอด้วยความแค้น จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบกันตัวเพื่อความปลอดภัย
นายเหน่งได้ยกมือไหว้ขอโทษครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายเด็กแม้แต่น้อย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวขึ้นรถตู้เพื่อนำไปฝากขังดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปาฏิหาริย์! มช. ทำคลอด แฝด 4 แท้ธรรมชาติ รอดปลอดภัยทุกคน
ศุลกากรเชียงรายยึดเงินสด 3.5 ล้านบาท ที่ด่านแม่สาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หน่วยเฉพาะกิจชายแดนจังหวัดเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 20 ล้านเม็ด
เชียงราย — กองกำลังผาเมืองเปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนืออย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจสอบของกลางยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 4 ล้านเม็ด หลังเปิดฉากยิงปะทะกับกลุ่มคาราวานลักลอบลำเลียงยาเสพติดในเขตป่าเขาบ้านผาแตก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
การปะทะเกิดขึ้นกลางดึกเมื่อทหารร้อย ม.3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ตรวจพบกลุ่มติดอาวุธลอบขนกระสอบฟางข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอตรวจค้น กลุ่มคนร้ายกลับเปิดฉากยิงอาวุธปืนเข้าใส่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้ทหารต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่ขบวนการจะทิ้งกระสอบฟางบรรจุยาบ้า 16 ใบไว้ในแนวป่าแล้วล่าถอยหนีไป
สรุปประเด็นสำคัญ• ยึดยาบ้ามหาศาล: กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นยาบ้าสะสมกว่า 18.4 ล้านเม็ด และไอซ์ 120 กก. ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนของปีงบประมาณใหม่ • ปะทะเดือดชายแดน: เกิดเหตุปะทะกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด 4 ครั้ง ส่งผลให้คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตรวม 3 ราย • จุดเพ่งเล็งแม่สาย: เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าล็อตใหญ่ล่าสุด 4 ล้านเม็ด บริเวณบ้านผาแตก อำเภอแม่สาย หลังคาราวานคนร้ายยิงเปิดทางหนี |
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ตุลาคม พลตรีสาธิตย์ ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอกสุทธิ์เขตต์ ศรีนิลทิน รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วยพันเอกบัณฑิต ชาวกัณหา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แม่สาย เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางสีรุ้งดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลังจำนวน 16 ใบ ซุกซ่อนยาบ้ารวมกว่า 4,000,000 เม็ด ซึ่งกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดวางแผนลักลอบลำเลียงเข้ามาพักในหมู่บ้านแนวตะเข็บชายแดน เพื่อเตรียมกระจายส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศตามคำสั่งของเครือข่ายรายใหญ่
คำสั่งเข้มงวดสกัดกั้นยาเสพติดตลอด 24 ชั่วโมง
พันเอกสุทธิเขต เปิดเผยว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ รายงานสถิติผลการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าสามารถสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดได้มากถึง 26 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 ราย เกิดการปะทะติดอาวุธ 4 ครั้ง และมีคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต 3 ศพ
สรุปยอดจับกุมสะสม: ยาบ้าทะลุ 18 ล้านเม็ด เชียงรายครองสถิติสูงสุด
ยอดตรวจยึดของกลางรวมประกอบด้วย ยาบ้า 18,470,529 เม็ด, ยาไอซ์ 120 กิโลกรัม, ฝิ่นดิบ 102.4 กิโลกรัม และคีตามีนอีก 139 กิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว มีการสกัดกั้นได้ถึง 9 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย ปะทะ 2 ครั้ง และยึดยาบ้าได้มากถึง 13,385,605 เม็ด
กองทัพภาคที่ 3 และฝ่ายปกครองยืนยันจะเดินหน้ากดดันขบวนการค้ายาเสพตามแนวป่าเขาชายแดนไทย-เมียนมาอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติไม่ให้ทะลักเข้ามาทำลายความมั่นคงและเศรษฐกิจของสังคมไทยในทุกมิติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเปิด Life Artist Exhibition โชว์งานผ้าดันเที่ยว
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อกวัดอ่างทอง พระบวช 24 พรรษา ผูกคอมรณภาพปริศนา
กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้นที่วัดอ่างทองในช่วงปลายเทศกาลเข้าพรรษา ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพระภิกษุรูปหนึ่งเสียชีวิตกะทันหันภายในที่พักของท่าน เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและเศร้าโศกแก่ฆราวาสและพระภิกษุรูปอื่นๆ ในวัด ตำรวจและทีมแพทย์นิติเวชได้เดินทางมาตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตในทันที
เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม ทางด้าน พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ สิงพา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุด่วน จึงได้ประสานแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลกำแพงเพชรและอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างกำแพงเพชรธรรมสถานรุดไปยังวัดอ่างทอง หมู่ 1 บ้านปากอ่าง ต.อ่างทอง จุดเกิดเหตุเป็นกุฏิไม้ติดกับศาลาการเปรียญ ซึ่งพบร่างของพระภิกษุใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับไม้แปกุฏิในสภาพกึ่งยืนกึ่งนั่งย่อเข่า
ประเด็นสำคัญ• พบศพพระสมบุญ ใบพะออม อายุ 57 ปี บวชมานาน 24 พรรษา มรณภาพในกุฏิไม้ โดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย • โยมพ่อวัย 76 ปีติดต่อลูกชายไม่ได้ จึงขึ้นไปเรียกพร้อมพระลูกวัดก่อนพังประตูพบร่างผูกคอติดกับไม้แป • สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความเครียดปัญหาสุขภาพระบบทางเดินหายใจ ประกอบกับความวิตกกังวลเรื่องลี้ลับหลังเผาตอไม้ |
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดภายในที่เกิดเหตุ พบว่าผู้เสียชีวิตคือ พระสมบุญ ใบพะออม หรือฉายา ปภสฺสโร อายุ 57 ปี โดยสภาพศพไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย และข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องยังคงวางเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือการรื้อค้นทรัพย์สินใดๆ ภายในกุฏิไม้หลังดังกล่าว
สอบถามพระลูกวัดผู้เห็นเหตุการณ์คนแรกเล่าว่า โยมพ่อของพระสมบุญได้เดินทางมาตามหาลูกชายที่วัดเนื่องจากโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ทั้งสองจึงช่วยกันขึ้นไปเรียกที่หน้าประตูกุฏิแต่กลับไม่มีเสียงขานรับหรือสัญญาณตอบกลับใดๆ ออกมา ทุกคนจึงตัดสินใจช่วยกันพังประตูเข้าไป ก่อนที่โยมพ่อจะสังเกตเห็นร่างของพระลูกชายผูกคออยู่บริเวณมุมห้องและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่
ทางด้าน นายอัครพล ใบพะออม อายุ 76 ปี ซึ่งเป็นโยมพ่อของพระสมบุญ ได้เปิดเผยข้อมูลด้วยน้ำตาและความอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยระบุว่าพระลูกชายได้อุทิศตนในร่มกาสาวพัสตร์บวชเรียนมาอย่างยาวนานถึง 24 พรรษา และมีอุปนิสัยร่าเริงเป็นมิตรกับทุกคน อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือมีปัญหากระทบกระทั่งกับใครในชุมชนวัดแห่งนี้แม้แต่ครั้งเดียว
ปมปริศนาความเครียดและลางบอกเหตุก่อนมรณภาพ
อย่างไรก็ตาม โยมพ่อได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อไม่นานมานี้ พระสมบุญได้ไปทำการเผาตอไม้ต้นหนึ่งภายในบริเวณวัด หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พระลูกชายเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนเงียบขรึม มีสีหน้าหมองคล้ำและมักบ่นว่ารู้สึกเหมือนมีคนคอยติดตามเอาชีวิตตลอดเวลา แม้ว่าจะมีหมอดูทักเตือนให้รีบทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ด แต่พระสมบุญก็ยังไม่ได้มีโอกาสประกอบพิธีดังกล่าวแต่อย่างใด
ในส่วนของวันก่อนเกิดเหตุ โยมพ่อยังคงเดินทางมาร่วมทำบุญวันออกพรรษาตามประเพณีและได้นัดหมายกับพระลูกชายไว้ล่วงหน้า โดยตกลงกันว่าจะมาช่วยกางร่มให้ในพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะช่วงเช้า แต่วันรุ่งขึ้นกลับไม่เห็นพระสมบุญลงมารับบิณฑบาต จนกระทั่งรอถึงช่วงเย็นด้วยความเป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบที่กุฏิและพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต
ขณะเดียวกันกลุ่มญาติโยมและพระลูกวัดต่างให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เมื่อวันก่อนพระสมบุญยังคงขึ้นแสดงธรรมเทศนามหาชาติกัณฑ์ที่สองตามหน้าที่ ทว่าในขณะแสดงธรรมนั้นมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ช่วงเย็นจะยังคงลงมากวาดลานวัดตามกิจวัตรสงฆ์ แต่พอถึงเช้าวันถัดไปก็ไม่ปรากฏตัวในพิธีตักบาตรเทโว และพบว่าจานภัตตาหารที่นำมาถวายไว้หน้ากุฏิยังคงวางอยู่โดยไม่ได้เปิดฉัน
สรุปแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชสันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากภาวะความเครียดสะสมจากปัญหาสุขภาพทางกาย โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคปอด ซึ่งพระสมบุญเคยบ่นกับคนใกล้ชิดว่ามีอาการเหนื่อยหอบอยู่เป็นประจำ บวกกับความวิตกกังวลทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนจะมาปองร้ายหลังจากเผาตอไม้ จึงอาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตลง
ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้ทำการบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุไว้อย่างครบถ้วน พร้อมส่งมอบร่างของพระสมบุญให้ทีมแพทย์นำไปชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการอีกครั้งเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด ก่อนจะอนุญาตให้ทางครอบครัวรับร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีของครอบครัวต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับกุมหลังก่อเหตุทารุณกรรมลูกสุนัขอย่างน่าตกใจ
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


