ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อกสังคม! ตำรวจบุกรวบลูกชายวัย 38 ปี คลั่งยา ส่งไลน์ขอมีเพศสัมพันธ์กับแม่แท้ๆ
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – ตำรวจได้จับกุมชายวัย 38 ปี ในชุมชนริมคลองพระโขนง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ หลังจากที่แม่ของเขาได้แจ้งความขอความช่วยเหลือ เนื่องจากลูกชายของเธอคุกคามทางเพศ ลูกชายได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Line ขอมีเพศสัมพันธ์ ทำให้แม่ของเธอหวาดกลัวและไม่ปลอดภัยอย่างมาก จนต้องขอความช่วยเหลือจากชุมชน
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หลังจากที่เพจเฟซบุ๊กของ “กัน จอมพลัง” (นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์) นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดังที่มีผู้ติดตามมากกว่า 10 ล้านคน ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ใจของแม่คนนี้ ภาพหน้าจอข้อความแชทในไลน์ที่ลูกชายส่งมาหาแม่ ถูกนำมาโพสต์ลงในโลกออนไลน์ ซึ่งสร้างความตกใจและสะเทือนใจให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยความโกรธแค้นต่อการกระทำของลูกชาย และในขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจผู้เป็นแม่ที่ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวที่เลวร้ายในบั้นปลายชีวิต
ผู้เป็นแม่ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน่าเวทนาว่า พฤติกรรมของลูกชายเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลัง โดยเฉพาะสายตาที่เขามองมาที่เธอ มันไม่ใช่สายตาที่ลูกควรมองแม่ผู้ให้กำเนิดอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความคุกคาม นอกจากนี้ ลูกชายยังมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง และมักจะมีอาการประสาทหลอน เหมือนได้ยินเสียงคนพูดคุยอยู่คนเดียวตลอดเวลา ซึ่งทำให้คนเป็นแม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวาในบ้านของตัวเอง
อาการหลอนยาและคำอ้างที่ทำลายครอบครัว
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากลัวและอันตรายยิ่งขึ้นไปอีกคือ ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายของเธอเคยไปเดินบอกกับเพื่อนบ้านในละแวกนั้นว่า เขาและแม่เป็น “สามีภรรยา” กัน ไม่ใช่แม่ลูก คำพูดนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่ไม่ปกติอย่างรุนแรงของชายวัย 38 ปีรายนี้ ความหวาดระแวงนี้เองที่ทำให้แม่ตัดสินใจว่าไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว เธอจึงลุกขึ้นมาแจ้งความและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเธอเชื่ออย่างหมดใจว่าหากปล่อยไว้ต่อไป อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายจนเกินจะแก้ไข หรืออาจถึงขั้นเกิดโศกนาฏกรรมในครอบครัวได้
ในระหว่างการสอบปากคำเบื้องต้น ชายคนดังกล่าวได้ให้การยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตัวเองว่า เขาเป็นคนส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ไปหาแม่เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์จริงๆ นอกจากนี้ ตำรวจยังสังเกตเห็นว่าในระหว่างที่ควบคุมตัวขึ้นรถเพื่อนำตัวไปที่สถานีตำรวจ ชายคนนี้ยังมีอาการหลอนยาเสพติดอย่างชัดเจน เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ และบางครั้งก็พูดจาไม่รู้เรื่อง วกไปวนมา ในที่สุดเขาก็ยอมรับสารภาพแบบตรงๆ ว่าเพิ่งจะเสพยาบ้า (Methamphetamine) มาเมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เขาขาดสติและก่อเหตุที่น่าสลดเช่นนี้
การเข้าจับกุมและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
การจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ และหน่วยงานภาคประชาชนอย่างมูลนิธิกันจอมพลัง เพื่อสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงในครอบครัว ทางด้าน พ.ต.อ.ปิยะวัตน์ พัชรนิตยธรรม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดของคดีว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาชายคนนี้ในความผิดฐาน “กระทำการคุกคามทางเพศ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และรบกวนการใช้ชีวิตตามปกติสุขของผู้อื่น”
สำหรับความผิดในข้อหานี้ ตามกฎหมายมีระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ผู้ต้องหายังคงถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดอยู่ที่สถานีตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องรอให้เขาสร่างเมาและหมดฤทธิ์จากยาเสพติดเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง และดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายและรวดเร็วสำหรับผู้อ่าน นี่คือสรุปเหตุการณ์สำคัญทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคดีนี้:
- ใคร: ชายวัย 38 ปี ที่ตกเป็นทาสยาเสพติด และผู้เป็นแม่แท้ๆ ของเขา
- เกิดอะไรขึ้น: ลูกชายส่งข้อความทางไลน์เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์กับแม่ และเดินอ้างกับเพื่อนบ้านว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากัน
- สถานที่: เหตุการณ์จับกุมเกิดขึ้นที่ชุมชนริมคลองพระโขนง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร (โดยมีการแจ้งความที่ สภ.สำโรงใต้)
- เมื่อไหร่: เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เวลา 17.30 น.
- ทำไมจึงถูกจับ: แม่ทนความหวาดกลัวต่อพฤติกรรมคุกคามทางเพศและอาการหลอนยาของลูกไม่ไหว จึงต้องขอความช่วยเหลือเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย
- สาเหตุหลัก: ผู้ต้องหายอมรับว่าเสพยาบ้า ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ขาดความยั้งคิด
- ผลทางกฎหมาย: เบื้องต้นถูกตั้งข้อหาคุกคามทางเพศ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท
ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยร้ายแรงที่คอยกัดกินและทำลายสถาบันครอบครัวในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง กรณีของแม่ลูกคู่นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า ยาเสพติดไม่เพียงแต่ทำลายผู้เสพ แต่มันยังทำร้ายจิตใจและสวัสดิภาพของคนที่รักพวกเขามากที่สุดได้อย่างเลือดเย็น หากใครพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจากยาเสพติด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันเหตุสลดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ข่าวตำรวจที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจในจังหวัดเชียงรายได้ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามพรมแดนขนาดใหญ่
ตำรวจรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ของเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ถูกฆาตกรรม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
โจรมีอาวุธสวมเสื้อฮู้ดก่อเหตุชิงทองมูลค่า 3.5 ล้านบาท
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขึ้นในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อคนร้ายสวมชุดเสื้อฮู้ดสีดำบุกเดี่ยวเข้าไปจี้ร้านทองชื่อดัง คนร้ายใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานและกวาดทองคำน้ำหนักรวมถึง 52 บาทไปอย่างอุกอาจ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นที่มีผู้คนพลุกพล่าน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก ได้รับแจ้งเหตุร้ายจากศูนย์วิทยุ 191 และรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันที ร้านที่เกิดเหตุคือร้านทองบางกอกโกลล์ส สาขาถนนปทุม-สามโคก ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่สังเกตได้ง่าย ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก: คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนจี้ร้านทองในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยใช้เวลาลงมือเพียง 2 นาทีเท่านั้น
- มูลค่าความเสียหาย: คนร้ายกวาดสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ไปทั้งหมด 52 บาท คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียรวมกว่า 3.5 ล้านบาท
- สถานะการสืบสวน: ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง และไล่ล่าตัวคนร้ายที่ยังคงหลบหนีลอยนวล
จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า คนร้ายรายนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำแบบมีฮู้ดเพื่อปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า คนร้ายไม่ได้แสดงอาการรีบร้อนหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับเดินเข้ามาในร้านอย่างใจเย็นและนิ่งเงียบ
เมื่อเข้ามาถึงด้านใน คนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาข่มขู่ ทำให้พนักงานร้านต้องรีบก้มหมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว หลังจากนั้นคนร้ายได้สั่งให้พนักงานลุกขึ้นมา และบังคับให้หยิบสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ส่งให้ การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใจกล้าและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
หลังจากได้ทองคำน้ำหนักรวม 52 บาท คนร้ายก็เก็บปืนและเดินออกจากร้านไปตามปกติ พฤติกรรมนี้ทำให้พนักงานและผู้ที่เห็นเหตุการณ์รู้สึกแปลกใจอย่างมาก คนร้ายไม่ได้วิ่งหนีหรือแสดงอาการลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย

การตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเส้นทางหลบหนี
กล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพจากกล้องระบุเวลาที่คนร้ายเดินเข้ามาในร้านคือ 17.56 น. และเดินออกไปในเวลา 17.58 น. การลงมือครั้งนี้คนร้ายใช้เวลาปฏิบัติการทั้งหมดไม่เกิน 2 นาทีเท่านั้น
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อแกะรอยเส้นทางการหลบหนีอย่างเร่งด่วน พบว่าคนร้ายเดินเท้ามาจากทิศทางของหมู่บ้านกฤษณา และเมื่อก่อเหตุเสร็จก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม
ในขณะนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนร้ายใช้ยานพาหนะชนิดใดในการหลบหนีต่อจากจุดนั้น ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางรอบนอก นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำพยานแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อตีกรอบการค้นหาให้แคบลง

คำให้การของพนักงานและเบาะแสสำคัญ
พนักงานสาวของร้านทองที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าถึงนาทีชีวิตด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นตระหนก เธอระบุว่าคนร้ายพูดจาด้วยสำเนียงภาคกลางอย่างชัดเจน การสั่งการของคนร้ายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นชี้ให้พนักงานหยิบเฉพาะสร้อยทองเส้นใหญ่ๆ เท่านั้น
ของกลางที่คนร้ายได้ไปประกอบด้วย สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 10 บาท จำนวน 2 เส้น สร้อยคอ 5 บาท จำนวน 4 เส้น และสร้อยคอ 4 บาท จำนวน 3 เส้น มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสูญเสียก้อนใหญ่จากการก่อเหตุเพียงชั่วพริบตา
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากร้านทองในพื้นที่ใกล้เคียงและประชาชนทั่วไป หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือมีการนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักดังกล่าวมาขาย ขอให้รีบแจ้งเบาะแสกับทางตำรวจทันที
การยกระดับความปลอดภัยในชุมชน
เหตุการณ์ปล้นทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แม้ว่าทางร้านจะมีกล้องวงจรปิดและระบบสัญญาณเตือนภัย คนร้ายก็ยังสามารถหาช่องโหว่ในการก่อเหตุได้อย่างง่ายดาย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงควรพิจารณาติดตั้งระบบล็อกประตูอัตโนมัติ หรือเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าร้าน การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเหตุร้ายและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน
ความร่วมมือจากชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบพื้นที่ หากทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปัญหาอาชญากรรมในลักษณะนี้ก็จะลดน้อยลง สังคมของเราก็จะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทุกคน
หากคุณต้องการติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติม สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักของการรายงานเหตุการณ์นี้ ตำรวจยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้จงได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจลาวจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 รายในคดีปล้นทองที่เชียงรายแล้ว
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปิดฉากคดีฉาว! ศาลค้านประกัน “อดีตเจ้าอาวาสวัดดัง-สีกาเอ๋” ส่งตัวนอนคุกสระบุรีทันที
อยุธยา – ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ทิดโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ “สีกาเอ๋” ผู้ต้องหาคนสำคัญ ทั้งสองคนถูกตำรวจกองปราบปรามคุมตัวมาฝากขังที่ศาลจังหวัดสระบุรี คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคและศรัทธาของชาวพุทธ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักกับผู้ต้องหาทั้งสองคน ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ศาลได้อนุญาตให้ฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
ประเด็นสำคัญ
- ศาลค้านประกันตัว: ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว “ทิดโชติ” และ “สีกาเอ๋” เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง
- ข้อหาหนัก: ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเบียดบังทรัพย์สินของวัด และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
- ส่งตัวเข้าเรือนจำ: ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีทันที เพื่อป้องกันการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
ศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอย่างรอบคอบ และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นบุคคลตามหมายจับ นอกจากนี้ ข้อหาฟอกเงินที่ทั้งคู่ถูกกล่าวหา มีอัตราโทษตามกฎหมายที่ค่อนข้างสูงมาก
ตำรวจยังต้องดำเนินการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยเฉพาะการแกะรอยเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ศาลจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยตัวไป ผู้ต้องหาอาจเข้าไปยุ่งเหยิงหรือทำลายพยานหลักฐานสำคัญได้
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ศาลตัดสินใจยกคำร้องขอประกันตัว เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสที่สุด
ขั้นตอนต่อไปของคดีเงินทอนวัดพุทไธศวรรย์
หลังจากศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวอดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิททันที ทั้งคู่ถูกส่งตัวเดินทางไปยังเรือนจำจังหวัดสระบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความเคร่งเครียดตลอดการเดินทาง
การขยายผลของตำรวจกองปราบปรามในครั้งนี้ ถือเป็นการกวาดล้างการทุจริตครั้งสำคัญ เจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของวัด
หากพบหลักฐานว่ามีบุคคลใดให้การช่วยเหลือ หรือรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากวัด
ความเชื่อมั่นของสังคมและกระบวนการยุติธรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ในระดับหนึ่ง
หลายฝ่ายหวังว่าคดีนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และสามารถนำทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปกลับคืนมาได้ ทุกสายตาจึงยังคงจับจ้องไปที่การทำงานของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในระยะเวลาฝากขัง 12 วันนี้ ตำรวจจะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด เพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าบทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร
คดีทุจริตที่เกิดขึ้นกับวัดพุทไธศวรรย์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับทุกวัดทั่วประเทศ การบริหารจัดการเงินบริจาคควรต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ประชาชนเองก็ควรติดตามข่าวสาร และช่วยกันสอดส่องดูแลทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา หากพบความผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รวบตัวลุงที่เชียงราย หลังวางแผนใส่ร้ายหลานชายด้วยยาบ้า 400 เม็ด
เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นเงิน 8.7 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่วน! ตำรวจบุกยิงภรรยาดับคาโรงอาหารโรงเรียนอนุบาลชลบุรี เด็ก 44 คนปลอดภัย
ชลบุรี – เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อข้าราชการตำรวจนายหนึ่งใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปก่อเหตุยิงภรรยาของตนเองเสียชีวิตภายในนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับครูและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เคราะห์ดีที่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ทั้งหมดปลอดภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรีบเข้าควบคุมพื้นที่และดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ ทันที
เหตุสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 9 กันยายน ที่โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง ผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองทัศน์ หรือ “หมวดโอ๋” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรบางละมุง ส่วนผู้เสียชีวิตคือภรรยาของเขา นางไพลิน ทองทัศน์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งนี้
ประเด็นสำคัญ
- ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ใช้อาวุธปืนยิงนางไพลิน ภรรยาซึ่งเป็นครู เสียชีวิตในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล
- เด็กนักเรียนจำนวน 44 คนปลอดภัยทั้งหมด ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมพื้นที่เจรจากล่อมผู้ก่อขายนานกว่า 20 ชั่วโมง ก่อนยอมเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา
นาทีระทึกในสถานศึกษาและความปลอดภัยของเด็กนักเรียน
หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นภายในโรงอาหารชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที พวกเขาพบร่างของนางไพลินนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น มีบาดแผลจากกระสุนปืน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหลเพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กเล็กอยู่จำนวนมาก
ครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนช่วยกันพาเด็กนักเรียน 44 ชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว แม้เด็กๆ จะปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย แต่หลายคนต้องขวัญผะวาและร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว ทางจังหวัดจึงสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว พร้อมระดมทีมแพทย์และนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ และผู้ปกครองที่รีบมารับบุตรหลานกลับบ้าน

ปิดล้อมข้ามวันก่อนผู้ก่อเหตุยอมมอบตัว
หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ ร.ต.ต. ทัศพงษ์ ได้ขับรถยนต์เก๋งสีขาวหลบหนีกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักในอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านพักหลังดังกล่าวทันทีเพื่อความปลอดภัยของประชาชนรอบข้าง การเจรจาดำเนินไปอย่างยาวนานข้ามวันข้ามคืนโดยให้ญาติและลูกชายช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
การปิดล้อมกินเวลานานกว่า 20 ชั่วโมงจนกระทั่งช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา ผู้ก่อเหตุจึงยอมเดินออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แต่โดยดี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนหาแรงจูงใจที่แท้จริงอย่างละเอียด เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
ตำรวจทลายเครือข่าย “ปืนผี” ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ
-
ข่าว - News2 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู


