ข่าว - News
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ประกาศระเบียบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับพาวเวอร์แบงค์บนเครื่องบิน
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกระเบียบใหม่เกี่ยวกับการนำพาวเวอร์แบงค์หรือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขึ้นเครื่องบิน ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เดินทางมาและกลับจากประเทศไทย
มาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางการบินให้สูงที่สุด สาเหตุหลักของระเบียบใหม่นี้มาจากการเกิดเหตุการณ์พาวเวอร์แบงค์ร้อนจัด ไฟไหม้ และระเบิดบนเครื่องบินหลายครั้ง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ระเบียบใหม่นี้ครอบคลุมถึงข้อจำกัดด้านความจุ การห้ามบรรจุในห้องเก็บสัมภาระ และที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงค์ระหว่างเที่ยวบินอย่างเด็ดขาด
กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มาจากบทเรียนสำคัญที่วงการการบินต้องรับมือ แม้ว่าการพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะกลายเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน แต่ความปลอดภัยบนที่สูงหลายหมื่นฟุตนั้นต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
ย้อนรอยเหตุระทึก: พาวเวอร์แบงค์ระเบิดบนเที่ยวบินไทย
หากพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ CAAT ต้องตื่นตัวและนำมาตรการคุมเข้มมาใช้อย่างจริงจัง คงต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริงบนเที่ยวบินในประเทศไทย หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับคนไทยคือ เหตุการณ์พาวเวอร์แบงค์ของผู้โดยสารเกิดควันและไฟลุกไหม้กลางอากาศบนเครื่องบินของสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia) เที่ยวบินที่ FD3188 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา
เที่ยวบินดังกล่าวออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยมีผู้โดยสารเต็มลำถึง 186 ชีวิต หลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียงประมาณ 30 นาที จู่ๆ ก็เกิดไฟลุกโชนและมีควันโขมงขึ้นบริเวณที่นั่งผู้โดยสารตรงกลางลำเครื่อง สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนบนเครื่องบินอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้รับการฝึกฝนด้านความปลอดภัยมาเป็นอย่างดี จึงสามารถนำถังดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้สำเร็จภายในเวลาเพียง 2 นาที เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย แต่มันได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “แบตเตอรี่สำรอง” คือวัตถุอันตรายที่อาจแฝงตัวมากับผู้โดยสารทุกคนได้ทุกเมื่อ
กฎระเบียบใหม่ของ CAAT สำหรับพาวเวอร์แบงค์มีอะไรบ้าง??
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย CAAT จึงได้ร่วมมือกับสายการบินต่างๆ กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยอ้างอิงหลักสากลจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยมีกฎเหล็กที่ผู้โดยสารทุกคนต้องท่องจำและปฏิบัติตาม ดังนี้
- ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่องเด็ดขาด: พาวเวอร์แบงค์ทุกชนิด ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม จะต้องนำติดตัวขึ้นห้องโดยสารในฐานะสัมภาระพกพา (Carry-on Baggage) เท่านั้น ห้ามใส่ในกระเป๋าเดินทางที่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage)
- พกความจุไม่เกิน 20,000 mAh ผ่านได้ฉลุย: หากพาวเวอร์แบงค์มีความจุไม่เกิน 100 Wh (Watt-Hour) หรือประมาณ 20,000 mAh ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ (บางสายการบินอาจจำกัดจำนวนไม่เกิน 20 ชิ้นต่อคน)
- ความจุ 20,000 – 32,000 mAh ต้องขออนุญาต: สำหรับพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุระหว่าง 101 – 160 Wh หรือประมาณ 20,000 – 32,000 mAh สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ แต่ถูกจำกัดให้พกได้ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน และต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่สายการบินก่อน
- ความจุเกิน 32,000 mAh ห้ามนำขึ้นเครื่อง: หากพาวเวอร์แบงค์มีความจุเกิน 160 Wh หรือ 32,000 mAh รวมถึงพาวเวอร์แบงค์ที่ตัวหนังสือลบเลือนจนไม่สามารถอ่านปริมาณความจุได้ชัดเจน จะถูกปฏิเสธไม่ให้นำขึ้นเครื่องบินในทุกกรณี
- ห้ามชาร์จและใช้งานระหว่างเที่ยวบิน: นี่คือกฎใหม่ที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยขั้นสูงสุด ผู้โดยสารห้ามนำพาวเวอร์แบงค์ออกมาชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ในระหว่างที่อยู่บนเครื่องบินเด็ดขาด และห้ามเก็บพาวเวอร์แบงค์ไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตหากเกิดเหตุผิดปกติ
ทำไมถึงห้ามโหลดพาวเวอร์แบงค์ใต้ท้องเครื่องบิน?
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกฎหมายถึงบังคับให้เราต้องถือพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องไปด้วย แทนที่จะโหลดทิ้งไว้ในกระเป๋าใบใหญ่ให้จบเรื่อง คำตอบที่แท้จริงคือเรื่องของ “การควบคุมเพลิง”
แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ที่อยู่ในพาวเวอร์แบงค์นั้น มีคุณสมบัติในการกักเก็บพลังงานได้สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไวต่ออุณหภูมิและการกระแทกสูงเช่นกัน หากเกิดการลัดวงจร แบตเตอรี่เหล่านี้สามารถเข้าสู่สภาวะที่ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดควัน ประกายไฟ หรือถึงขั้นระเบิด
ลองจินตนาการดูว่า หากเหตุการณ์ไฟลุกไหม้นี้เกิดขึ้นในห้องสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน ซึ่งเต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางจำนวนมากและไม่มีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ ไฟอาจลุกลามอย่างรวดเร็วจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างของเครื่องบิน และเป็นอันตรายต่อชีวิตของทุกคน แต่ในทางกลับกัน หากพาวเวอร์แบงค์เกิดไฟลุกไหม้ในห้องโดยสาร ผู้โดยสารและลูกเรือจะมองเห็นได้ทันที และลูกเรือที่มีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อม จะสามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ไฟจะลุกลาม
คำแนะนำสำหรับนักเดินทางก่อนจัดกระเป๋า
เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาต่อรองที่จุดตรวจค้น หรือเสี่ยงต่อการถูกยึดพาวเวอร์แบงค์ราคาแพง นี่คือคำแนะนำง่ายๆ ที่คุณควรทำก่อนออกเดินทางเสมอ
- สำรวจพาวเวอร์แบงค์ของตัวเอง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลขระบุความจุ (mAh หรือ Wh) บนพาวเวอร์แบงค์ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน หากตัวหนังสือลบเลือนไปแล้ว แนะนำให้ซื้อใหม่ดีกว่า เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีสิทธิ์ยึดได้ทันที
- เลือกใช้ของแท้มีมาตรฐาน: หลีกเลี่ยงพาวเวอร์แบงค์ราคาถูกที่ไม่มีการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือแบรนด์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะมักใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพและเสี่ยงต่อการลัดวงจรได้ง่าย
- ตรวจสอบสภาพก่อนบิน: หากพบว่าพาวเวอร์แบงค์มีอาการบวม ร้าว หรือมีรอยไหม้ อย่าฝืนนำไปใช้งานเด็ดขาด ให้ทิ้งอย่างถูกวิธีทันที
- จัดเก็บอย่างปลอดภัย: เมื่อนำพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่อง ควรเก็บไว้ในกระเป๋าใบเล็กที่วางไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้า หรือในจุดที่มองเห็นและหยิบจับได้ง่าย เพื่อความปลอดภัยและง่ายต่อการสังเกต
การเดินทางทางอากาศถือเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดรูปแบบหนึ่งในโลก และการที่ กพท. (CAAT) รวมถึงสายการบินต่างๆ ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ก็เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยนี้ไว้ให้ดีที่สุด การให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จึงไม่ใช่แค่การปกป้องตัวเราเอง แต่ยังเป็นการรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมเดินทางอีกหลายร้อยชีวิตบนเที่ยวบินเดียวกันอีกด้วย
ข่าวไทยยอดนิยม
การบินไทยขยับราคาตั๋ว 10-15% รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง, สายการบินไทยรายอื่นเริ่มปรับตาม
โปรโมชั่นสุดคุ้ม! เวียดเจ็ท ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ลดราคาตั๋วเครื่องบิน 30%
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับยาไอซ์น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ลักลอบขนยาไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ
เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดน้ำท่วมกำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้ายรถกระบะเพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร
รวบแก๊งโจ๋หญิงกำแพงเพชร รุมทำร้ายเด็ก 13 มอบตัวแล้ว
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายบุกค้นบ้านร้าง พบเยาวชนเสพยาเสพติด

