ข่าว - News
อุบัติเหตุรถชนประสานงาในจังหวัดพิษณุโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
พิษณุโลก -เกิดอุบัติเหตุหมู่สุดสลดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 บนทางหลวงหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก-สุโขทัย) บริเวณพื้นที่หมู่ 3 ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยรถกระบะของแม่ค้าชาวอำเภอพรหมพิรามได้เสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน…
พิษณุโลก -เกิดอุบัติเหตุหมู่สุดสลดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 บนทางหลวงหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก-สุโขทัย) บริเวณพื้นที่หมู่ 3 ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยรถกระบะของแม่ค้าชาวอำเภอพรหมพิรามได้เสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน ไปชนเข้ากับรถยนต์อีกสองคันที่กำลังวิ่งสวนทางมา เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดการณ์ว่า สาเหตุหลักน่าจะมาจากสภาพถนนที่ลื่นเนื่องจากฝนตก หรืออาจเกิดจากคนขับมีอาการหลับในขณะเดินทางไปค้าขายที่ตลาดเช้า
ภายหลังจากได้รับแจ้งเหตุ ร.ต.อ.นิพนธ์ สุทธหลวง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเร่งด่วน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก MGR Online ในจุดเกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อ Toyota Revo รุ่น 4 ประตู สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียนสุโขทัย สภาพด้านหน้าของตัวรถพังยับเยินเสียหายหนักไปจนถึงบริเวณห้องเครื่อง
เมื่อตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงกับตัวรถกระบะคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นางประเสริฐ ศรีคูณ อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นชาวอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก นางประเสริฐมีอาชีพเป็นแม่ค้าและกำลังขับรถเดินทางไปขายของที่ตลาดเช้าศาลปู่ดำในจังหวัดสุโขทัย สภาพศพมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้า อีกทั้งแขนและขาหักทั้งสองข้าง
ผู้บาดเจ็บและความเสียหายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากรถกระบะของผู้เสียชีวิตแล้ว ในบริเวณจุดเกิดเหตุยังพบรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกพุ่งชนอีกสองคัน ซึ่งเป็นรถที่กำลังวิ่งสวนทางมาในเลนปกติ ได้แก่:
- รถกระบะ Isuzu D-max สีขาว (ทะเบียนสุโขทัย): เป็นรถที่ต่อเติมคอกด้านหลังสำหรับใช้ในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร ภายในรถมีผู้โดยสารรวมทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วยคนขับซึ่งเป็นผู้ชาย 1 คน และผู้โดยสารหญิงอีก 2 คน ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้รีบปฐมพยาบาลและนำตัวส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพิษณุเวชจำนวน 2 ราย และส่งไปยังโรงพยาบาลพุทธชินราชอีก 1 รายอย่างเร่งด่วน
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า BYD สีขาว (ทะเบียนพิษณุโลก): รถคันนี้จอดอยู่ห่างจากจุดปะทะหลักออกไปประมาณ 500 เมตร จากการตรวจสอบพบรอยเฉี่ยวชนบริเวณด้านหน้ารถทางฝั่งคนขับ แต่ถือเป็นความโชคดีที่ผู้ขับขี่รถเก๋งไฟฟ้าคันนี้ปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

สรุปสาเหตุและข้อสันนิษฐานเบื้องต้น
จากการสอบสวนพยานและรวบรวมหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะขับรถกระบะมาด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เมื่อวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งอาจมีสภาพแวดล้อมที่ฝนตกลงมา ทำให้พื้นผิวการจราจรเปียกลื่น รถจึงเกิดสูญเสียการควบคุม ส่งผลให้ตัวรถเสียหลักและพุ่งทะยานข้ามเกาะกลางถนนไปเฉี่ยวชนกับรถเก๋งไฟฟ้า BYD ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปชนประสานงากับรถกระบะ Isuzu ที่กำลังขนผักมาอย่างเต็มแรง
นอกจากปัญหาเรื่องสภาพถนนลื่นแล้ว อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานที่มีความเป็นไปได้คือ ผู้ขับขี่อาจเกิดอาการหลับในเฉียบพลัน เนื่องจากอาชีพแม่ค้าต้องตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปค้าขายเป็นประจำ ซึ่งมักทำให้ร่างกายอ่อนล้าและพักผ่อนไม่เพียงพอ

ในขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิปราสาทบุญสถานได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างของผู้เสียชีวิต ส่งไปยังแผนกนิติเวชของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนที่จะอนุญาตให้ทางครอบครัวมารับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา
เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางที่มีฝนตก ถนนลื่น หรือผู้ที่ต้องขับรถในช่วงเช้ามืด ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ใช้ความเร็วที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อนจับพวงมาลัย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนน
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
พิษณุโลก ชายถูกจับกุมฐานจุดไฟป่าเพื่อเฝ้าดูเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าปฏิบัติงาน
เชียงใหม่พบจุดเกิดไฟป่าใหม่ 83 จุด ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง
คนงานชาวเมียนมาร์ 4 คนถูกจับกุมในจังหวัดเชียงรายในข้อหาฆาตกรรมนายจ้าง
ข่าว - News
กต.เตือนคนไทยชะลอเที่ยวยุโรป เลี่ยงเหตุประท้วงรุนแรง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ ให้ประชาชนพิจารณาชะลอการเดินทางไปยังทวีปยุโรปในช่วงเวลานี้ คำเตือนดังกล่าวเน้นย้ำถึงประเทศเป้าหมายหลักอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ทางการขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสวัสดิภาพและทรัพย์สินของทุกคน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ยังคงผันแปรอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ประท้วงที่ลุกลามบานปลายในหลายเมืองใหญ่ทั่วทวีป ข่าวระบุว่ามีการจลาจลอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิม ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยวในยุโรปเต็มไปด้วยความเสี่ยง รัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบกำลังเร่งดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อยับยั้งความรุนแรงและควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ
สรุปประเด็นสำคัญ
- กระทรวงการต่างประเทศเตือนคนไทยให้ชะลอทริปไปฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
- สาเหตุหลักเกิดจากเหตุจลาจลรุนแรงและการประท้วงต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิมในหลายเมืองใหญ่
- นักท่องเที่ยวชาวไทยควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม และติดตามประกาศเตือนภัยจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ตึงเครียดในฝรั่งเศสและอิตาลี
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาระบุถึงความน่าเป็นห่วงของเหตุการณ์นี้ ท่านชี้ให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างหนักในหลายเมือง ขณะเดียวกันที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีวาระฉุกเฉินเพื่อรับมือโดยด่วน
นอกจากนี้ การประท้วงยังได้ขยายวงกว้างและเริ่มลุกลามไปยังประเทศสเปนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลีจึงจำเป็นต้องเลื่อนการหารือทวิภาคีกับทางการไทยออกไปอย่างกะทันหัน รัฐบาลอิตาลีต้องการมุ่งเน้นทรัพยากรทั้งหมดไปที่การควบคุมเหตุการณ์จลาจลไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าคนไทยควรตรวจสอบข้อมูลจากทางการ และสถานทูตอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจเดินทางเสมอ
คำแนะนำสำหรับคนไทยที่ต้องเดินทางไปยุโรป
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สำหรับพลเมืองไทยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ กระทรวงการต่างประเทศขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด
ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือสถานที่สาธารณะที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการปะทะ การติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและประกาศของรัฐบาลในประเทศเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การลงทะเบียนข้อมูลการเดินทางกับสถานเอกอัครราชทูตไทยจะช่วยให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน
ทางการไทยยังแนะนำให้ผู้ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางในระยะนี้ หากคุณจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้แล้วแต่สามารถเลื่อนได้ การชะลอทริปออกไปก่อนถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินต้องมาก่อนความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวเสมอ ทางกระทรวงจะยังคงประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะมีการอัปเดตคำแนะนำเพิ่มเติมหากเหตุการณ์ในยุโรปเริ่มคลี่คลายลง
ผลกระทบต่อการทูตและการค้าของไทย
เหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อเนื่องถึงความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอีกด้วย การเลื่อนการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและอิตาลี ทำให้การหารือเรื่องความร่วมมือทางการค้าต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยและอิตาลียังคงมองเห็นโอกาสในการขยายตัวอีกมาก
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว บริษัททัวร์หลายแห่งในประเทศไทยเริ่มได้รับคำขอเลื่อนการเดินทางจากลูกค้าแล้ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยเมื่อต้องเผชิญกับข่าวการประท้วงรายวัน สำนักข่าวและรายงานต่างประเทศ ระบุว่าเหตุการณ์นี้อาจมีความยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและการบินจึงต้องเตรียมแผนสำรอง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ศุลกากรยึดไอโฟน 1,000 เครื่อง สกัดจับลอตใหญ่สุดในรอบปี
ตำรวจพัทยาจับกุม “อาหลี่” ชาวจีนที่ถูกออกหมายแดงในข้อหาพนันมูลค่า 1.5 พันล้านบาท
ข่าว - News
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย
ตำรวจพัทยาจับกุม "อาหลี่" ชาวจีนที่ถูกออกหมายแดงในข้อหาพนันมูลค่า 1.5 พันล้านบาท">พัทยา – เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นที่แยกโพธิสาร บนถนนพัทยา-นาเกลือ จังหวัดชลบุรี รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถเก๋งและรถคันอื่นๆ หลายคัน รถเหล่านั้นกำลังจอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที พวกเขาเร่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สภาพการจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดอย่างหนักเนื่องจากซากรถขวางถนน
ประเด็นสำคัญ
- รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถที่จอดติดไฟแดงหลายคันที่แยกโพธิสาร พัทยา
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 7 ราย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุ
การช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุ
จากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 7 คน อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่บาดแผลเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง ทีมกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ พวกเขาทำการสอบปากคำพยานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกอย่างละเอียด คุณสามารถติดตามข้อมูลการจราจรและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ แหล่งข่าวท้องถิ่นพัทยา ทางตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
ตำรวจสกัดกั้นขบวนการลักลอบค้าของเถื่อนชาวจีนในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าว - News
งบเยียวยาน้ำท่วมจ่อหมด ปภ. ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.05 หมื่นล้าน
สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ล่าสุดพบว่างบประมาณก้อนแรกที่ได้รับอนุมัติมานั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ต้องเร่งจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างชัดเจน ท่านระบุว่าทางหน่วยงานได้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลจริง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวงเงินเดิมที่ได้รับการจัดสรรมากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
ประเด็นสำคัญ
- งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมก้อนแรก 5,281 ล้านบาท ถูกใช้ไปแล้วกว่า 5,225 ล้านบาท
- ขณะนี้เหลือเงินในกองทุนเพียง 66 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือระยะต่อไป
- ปภ. เตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อขออนุมัติงบเพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท ครอบคลุม 1.48 ล้านครัวเรือน
งบประมาณเดิมเหลือเพียง 66 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 5,281 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ การคำนวณงบประมาณนี้อ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่แต่ละจังหวัดรายงานเข้ามาในระบบอย่างละเอียด ซึ่ง ปภ. ยืนยันว่าไม่สามารถขอวงเงินเกินกว่าข้อมูลความเสียหายที่มีอยู่จริงในขณะนั้นได้ จนถึงปัจจุบันได้มีการประสานงานกับธนาคารอย่างใกล้ชิดเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง
ล่าสุด มีการใช้จ่ายเงินเยียวยาโอนให้ประชาชนไปแล้วถึง 5,225 ล้านบาท ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐ แต่ก็หมายความว่ามีเงินเหลือในระบบเพียง 66 ล้านบาทเท่านั้น จำนวนเงินที่เหลือนี้ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังรอการเยียวยาอีกจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางออกอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การช่วยเหลือไม่หยุดชะงัก
เตรียมเสนอ ครม. ขอวงเงินเพิ่ม 10,508 ล้านบาท
เพื่อแก้ไขปัญหางบประมาณขาดแคลน ปภ. ได้เตรียมแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว นายนิรัตน์ยืนยันว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยจะเสนอขอขยายวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 10,508 ล้านบาท งบประมาณก้อนใหม่นี้จะนำมาจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ทันที
เป้าหมายหลักของการของบเพิ่ม คือการดูแลประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ถึง 1.48 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการรับประกันจากภาครัฐว่าผู้ประสบภัยทุกคนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลืออย่างแน่นอน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือตกหล่นจากระบบการเยียวยาในครั้งนี้
ขั้นตอนการโอนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส
หาก ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 10,508 ล้านบาทตามที่เสนอ ปภ. จะเริ่มกระบวนการทำงานในขั้นต่อไปทันที ทางหน่วยงานจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินให้กับ ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย ระบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ารวดเร็วและสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นไปอย่างราบรื่น
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถอุ่นใจได้ว่า กระบวนการช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ท่านอธิบดี ปภ. ย้ำว่าระบบการทำงานได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาสามารถติดตามข่าวสารจากทางราชการและผู้นำชุมชนได้อย่างใกล้ชิด
ความหวังของชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย
เงินเยียวยาก้อนนี้มีความหมายอย่างมากต่อการฟื้นฟูชีวิตของชาวบ้านในหลายจังหวัด หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือทำมาหากินไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก การได้รับเงินชดเชยจะช่วยให้พวกเขาสามารถซ่อมแซมบ้านเรือนและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้จึงได้เร่งผลักดันงบประมาณให้ผ่านการอนุมัติโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาความต่อเนื่องของความช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัย หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ครัวเรือนกว่า 1.48 ล้านครัวเรือนจะได้รับข่าวดีและได้รับการโอนเงินเข้าบัญชี การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสของกรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้ผ่านพ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กาแฟเชียงราย ดอยช้าง ดอยวาวี ปางขอน ต่างกันยังไง
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 days ago
คำเตือน! มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและข่มขู่เด็กนักเรียนผ่านวิดีโอคอล
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
-
สภาพอากาศ - Weather6 days ago
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าว - News4 days ago
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย

