ข่าวอาชญากรรม - Crime
ระทึกกลางเมืองลำปาง! หนุ่มเมาค้างซิ่งเก๋งชนยับ แอลกอฮอล์พุ่งทะลุ 300 เกือบสลดหมู่
ลำปาง – อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากความประมาทและเมาแล้วขับยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อชายวัย 47 ปี ดื่มฉลองกับเพื่อนข้ามคืนจนขาดสติ ขับรถยนต์เก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์กลางถนน ก่อนเสียหลักพุ่งทะลุเข้าไปในอาคารพาณิชย์และร้านค้าข้างทางจนพังยับเยิน งานนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหามคนขับลงจากรถ และเมื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก็ต้องตกตะลึง เพราะตัวเลขพุ่งสูงกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
อ้างอิงข้อมูลจากรายงานข่าวของ MGR Online เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยศูนย์วิทยุ 191 ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์และร้านค้า บริเวณใกล้สี่แยกทางเข้าบ้านพระบาทหนองหมู ถนนพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจึงรีบลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือทันที
ลำดับเหตุการณ์: จากวงเหล้าสู่ซากปรักหักพัง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายปิยะ ชายวัย 47 ปี ชาวตำบลพิชัย เขาได้ไปร่วมวงดื่มสังสรรค์กับเพื่อนที่บ้านพักในซอย 5/4 ถนนพระบาท ตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ และนั่งดื่มต่อเนื่องยาวนานจนถึงช่วงสายของอีกวัน เมื่อถึงเวลาเลิกรา นายปิยะพยายามขับรถยนต์โตโยต้า สีขาว เพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เมาหนักมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตามลำดับดังนี้:
- จุดชนที่ 1: ขณะที่กำลังเลี้ยวออกจากปากซอย รถได้พุ่งชนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Click ที่ขับมาตามปกติ จนรถล้มและผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บ กู้ภัยต้องรีบปฐมพยาบาล
- จุดชนที่ 2: แทนที่รถจะหยุด ผู้เห็นเหตุการณ์คาดว่าคนขับน่าจะตกใจและพยายามเหยียบเบรก แต่ด้วยความเมาไร้สติ จึงพลาดไปเหยียบคันเร่งจนสุด รถเก๋งจึงพุ่งข้ามถนน และหักหลบเข้าไปชนกับร้านค้าที่ตั้งอยู่ริมทางอย่างรุนแรง

รอดตายปาฏิหาริย์: นาทีเฉียดตายของเจ้าของร้าน
บริเวณที่รถพุ่งเข้าไปชนคืออาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ซึ่งเปิดเป็นร้านตัดเสื้อผ้าชื่อ “ไดสึเกะ” และด้านหน้ามีซุ้มขายชานมไต้หวันตั้งอยู่ สภาพหลังเกิดเหตุคือรถเก๋งพุ่งเข้าไปคาอยู่ในซุ้มชานมจนพังราบ
คุณก้อยและคุณโอ๋ เจ้าของร้านชานมไต้หวัน เปิดเผยด้วยความตื่นตระหนกว่า พวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะปกติแล้วในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ทั้งคู่จะต้องยืนเตรียมของอยู่ในซุ้มแล้ว แต่วันนั้นโชคดีที่ออกไปซื้อของข้างนอกพอดี หากอยู่ในซุ้มตามปกติ คงต้องได้รับอันตรายถึงขั้นสาหัสอย่างแน่นอน
“ข้าวของในร้านเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ อุปกรณ์ชงชา หรือกระจกหน้าร้าน รวมมูลค่าความเสียหายน่าจะเกือบแสนบาท ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะกลับมาเปิดร้านได้อีกเมื่อไหร่ รายได้ก็หายไปหมด” เจ้าของร้านชานมกล่าว พร้อมฝากเตือนสติว่า “ถ้าเมาก็ไม่ควรขับรถ เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้น มันกระทบกับคนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย”
นอกจากร้านชานมแล้ว ร้านตัดเสื้อของลุงวิโรจน์ วัย 69 ปี ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ลุงวิโรจน์เล่าว่า ตอนเกิดเหตุตนเองไปงานศพที่จังหวัดลำพูน พอเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาบอกข่าว ก็รีบเดินทางกลับมาดูทันที และพบว่าผนังหน้าร้านพังเสียหายจากการถูกซุ้มชานมไถลมากระแทก
ลุงวิโรจน์ได้ให้ข้อคิดเตือนใจว่า “แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่คุณขาดสติ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเมาแล้วขับ มันไม่คุ้มเลยกับความเสียหายที่ตามมา”

จับตาสภาพคนขับ: แอลกอฮอล์พุ่งปรี๊ด
ภาพที่สร้างความตกใจให้กับผู้พบเห็นคือ สภาพของนายปิยะ (ผู้ก่อเหตุ) ที่นั่งคอพับอยู่ในเบาะคนขับ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือเดินลงจากรถได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันหิ้วปีกและพยุงตัวเขาออกมานั่งพักที่เก้าอี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบ “ขวดเหล้า” อยู่ในรถอีกด้วย
เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดผ่านเครื่องเป่า ก็พบตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะพุ่งสูงกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปหลายเท่าตัว สภาพนี้ถือว่าเมามายรุนแรงจนสูญเสียการควบคุมร่างกายและสติอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชิ้นใหญ่สำหรับผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ การสังสรรค์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมคือสิ่งสำคัญที่สุด การเมาแล้วขับไม่เพียงแต่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง แต่ยังนำพาความเดือดร้อนไปสู่ผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน
ล่าสุด ผู้เสียหายทั้ง 3 ราย ได้แก่ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และเจ้าของร้านค้าทั้ง 2 ร้าน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปางเรียบร้อยแล้ว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและดำเนินคดีกับคนขับรถเก๋งรายนี้ให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย
ข่าวลำปางอื่นๆ
เจ้าของร้านอาหารลำปางเข้ามอบตัวตำรวจหลังฆ่าเพื่อนบ้าน: ศาลปฏิเสธการประกันตัว
ชายหนุ่มจากลำปางได้ออกมาเรียกร้องต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าเขาถูกทหารลากลงจากเวทีการแสดงและถูกทำร้ายจนหมดสติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมแล้ว! ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนที่ต่อยหน้าผู้หญิง โดยอ้างว่าโมโหจัด
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – ตำรวจรวบตัวแล้วสำหรับวัยรุ่นชายอายุ 19 ปีที่ก่อเหตุระทึกขวัญกลางถนนบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ชายคนดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและทุบกระจกรถยนต์ของหญิงสาววัย 27 ปีอย่างเกรี้ยวกราด เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ใช้ถนนอย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นชกเข้าที่ใบหน้าของผู้เสียหายจนฟกช้ำอย่างเห็นได้ชัด
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากความเข้าใจผิดและการใช้ความรุนแรงบนท้องถนน ผู้เสียหายเล่าว่าเธอเพียงแค่บีบแตรเตือนสั้นๆ ขณะที่รถจักรยานยนต์พยายามเบรกกะทันหันเพื่อกลับรถในจุดที่เลยทางกลับรถมาแล้ว สิ่งนี้ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงและขับรถไล่ตามมาก่อเหตุดังกล่าวกลางถนน
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจจับกุมชายวัย 19 ปี: ผู้ก่อเหตุทุบรถและทำร้ายร่างกายหญิงสาววัย 27 ปี บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ถูกตำรวจเชิญตัวมาสอบสวนแล้ว
- สาเหตุจากเสียงแตร: หญิงสาวบีบแตรเตือนสั้นๆ ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่พอใจ กระโดดทุบกระจกรถและชกเบ้าตาอย่างรุนแรง
- อ้างไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิง: ผู้ก่อเหตุอ้างว่าถูกรถเก๋งเฉี่ยวชนก่อน และอ้างว่าหากรู้แต่แรกว่าเป็นผู้หญิงจะไม่ลงมือทำร้ายเด็ดขาด
นาทีระทึกกลางห้าแยกลาดพร้าว
เมื่อการจราจรติดขัดจนรถไม่สามารถขยับได้ ชายหนุ่มคนนี้ได้เดินตรงเข้ามาที่รถของผู้เสียหายทันที เขากระชากประตูและทุบกระจกฝั่งคนขับพร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง แม้ว่าผู้เสียหายจะพยายามยกมือไหว้ขอโทษจากในรถแล้ว แต่เขากลับยิ่งโมโหและกระโดดขึ้นไปกระทืบกระจกหน้ารถจนแตกร้าวเสียหายหนัก
ด้วยความตกใจกลัวและทำอะไรไม่ถูก ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเปิดประตูรถออกมาเพื่อหวังจะพูดคุยเจรจาและขอโทษอีกครั้ง แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อคู่กรณีไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ เขาตัดสินใจชกเข้าที่บริเวณเบ้าตาซ้ายของเธออย่างแรงจนเกิดรอยเขียวช้ำ หลังจากระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว เขาก็ได้หลบหนีไปจากจุดเกิดเหตุทันที
พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางหลบหนี แม้ว่าในตอนแรกจะตามตัวได้ยากเพราะผู้ก่อเหตุสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า และรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามเชิญตัวมาสอบปากคำได้สำเร็จ ตามรายงานข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์
คำให้การและประวัติที่ไม่ธรรมดา
นายณัฐนนท์ ผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี ได้ให้การกับตำรวจว่า ตนเองถูกผู้เสียหายขับรถเฉี่ยวชนก่อน แต่คู่กรณีไม่ยอมจอดรถลงมาพูดคุย เขาพยายามขี่รถตามและเรียกแล้วแต่ไม่เป็นผล จึงทำให้เกิดความโมโหอย่างมากจนขาดสติและก่อเหตุดังกล่าวขึ้น
เขายอมรับผิดและอ้างว่ารู้สึกสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าถ้ารู้แต่แรกว่าคนขับเป็นผู้หญิงก็คงจะไม่ทำร้ายร่างกายแบบนั้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชายคนนี้เคยก่อเหตุใช้หินขว้างกระจกรถยนต์จนแตกมาแล้วถึงสองครั้งในพื้นที่อื่น เพียงเพราะความไม่พอใจที่ถูกบีบแตรใส่
ทางด้านผู้เสียหายวัย 27 ปียืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เธอระบุชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับเพียงแค่กระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นการขอโทษอย่างแน่นอน เธอมองว่าการกระทำรุนแรงเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครบนท้องถนน และหากมีการเฉี่ยวชนกันจริงตามที่คู่กรณีอ้าง เธอก็พร้อมที่จะรับผิดชอบความเสียหายในส่วนนั้นตามความเป็นจริง
พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ตำรวจเตรียมพิจารณาแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์ พร้อมทั้งเตรียมตรวจสอบสารเสพติดและระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ก่อเหตุด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า
ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หญิงอายุ 27 ปี แจ้งความกับตำรวจหลังจากถูกชกเข้าที่ใบหน้า
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – เหตุการณ์ระทึกขวัญบนท้องถนนกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ล่าสุดเกิดเหตุชายขี่รถจักรยานยนต์ทำร้ายร่างกายผู้หญิงอายุ 27 ปี เธอเป็นคนขับรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส บริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดยมีสาเหตุเพียงแค่เธอพยายามบีบแตรเตือนเท่านั้น
ความคืบหน้าล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนได้ทำงานอย่างหนัก จนตอนนี้สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด ทางตำรวจยืนยันว่าจะต้องนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทางกฎหมายให้เร็วที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจรู้ตัวคนร้ายที่ขี่จักรยานยนต์ทุบรถและทำร้ายสาวขับรถฮอนด้าแจ๊สแล้ว
- พบประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุพฤติกรรมรุนแรงแบบเดียวกันในหลายพื้นที่
- รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุถูกขายต่อแบบ “โอนลอย” มาแล้วถึง 3 ทอด
การตามล่าตัวคนร้ายเริ่มต้นจากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ทีมชุดสืบสวนได้ไล่เรียงเส้นทางหลบหนีจนพบเบาะแสสำคัญของรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ตาม การทำงานของตำรวจกลับพบอุปสรรคเล็กน้อยจากระบบการซื้อขายยานพาหนะ
จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า รถจักรยานยนต์คันนี้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาแล้วถึง 3 ทอด การซื้อขายทั้งหมดเป็นรูปแบบการโอนลอย ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง ทำให้การตามหาตัวผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ ทางตำรวจได้เรียกตัวเจ้าของรถตามเอกสารมาให้ผู้เสียหายชี้ตัวแล้ว แต่ผู้เสียหายยืนยันชัดเจนว่าผู้ชายคนดังกล่าวไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้ายเธอ ทางตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม และเตรียมให้ผู้เสียหายชี้ภาพยืนยันตัวผู้ก่อเหตุตัวจริงอีกครั้ง
แฉประวัติภัยสังคม ก่อเหตุซ้ำซาก
ข้อมูลจากชุดสืบสวนเปิดเผยให้เห็นถึงความอันตรายของผู้ก่อเหตุรายนี้ เขามีพื้นเพเป็นคนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ที่น่าตกใจคือเขาไม่ได้ก่อเหตุรุนแรงบนถนนลักษณะนี้เป็นครั้งแรก
ตำรวจพบว่าชายคนนี้มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงบนท้องถนนลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เขาถือเป็นภัยสังคมที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน การปล่อยตัวไว้อาจทำให้มีเหยื่อรายต่อไปเกิดขึ้นได้
ขณะนี้ชุดสืบสวนจากสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ประสานงานร่วมกับทีมสืบนครบาล 2 อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างสุดความสามารถ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก ผู้จัดการออนไลน์
ปัญหาการโอนลอย และถนนหัวร้อน
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่สองเรื่องในสังคมไทยอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือปัญหาความรุนแรงบนท้องถนนที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ การบีบแตรเพื่อความปลอดภัยกลับกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทำร้ายร่างกายที่รุนแรง
เรื่องที่สองคือช่องโหว่ของการซื้อขายรถยนต์และจักรยานยนต์แบบโอนลอย การไม่เปลี่ยนชื่อให้ถูกต้อง ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้รถเหล่านี้เป็นเครื่องมือหลบหนีความผิดได้ เพราะตำรวจจะแกะรอยตามตัวได้ยากกว่าปกติ
ทางเจ้าหน้าที่จึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ทำธุรกรรมซื้อขายรถอย่างถูกต้องเสมอ นอกจากนี้ หากพบเจอเหตุการณ์รุนแรงบนถนน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
วิธีรับมือเมื่อเจอคนหัวร้อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่า หากคุณต้องเผชิญหน้ากับคนขับรถที่มีอารมณ์รุนแรง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการควบคุมสติ อย่าพยายามตอบโต้หรือแสดงท่าทีท้าทายกลับไปเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย
ให้คุณปิดกระจกและล็อกประตูรถทุกบานทันที หากเป็นไปได้ควรขับรถไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด อย่าจอดรถลงไปเจรจาด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง
การติดตั้งกล้องหน้ารถเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรมี ภาพจากกล้องจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ตำรวจสามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น เหมือนกับกรณีของหญิงสาวรายนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายพบยาบ้า 280,000 เม็ดซ่อนอยู่ในลำโพงรถบรรทุก
ชาวต่างชาติ 11 คนที่หลบหนีแก๊งมิจฉาชีพถูกจับกุมขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชาวต่างชาติ 11 คนที่หลบหนีแก๊งมิจฉาชีพถูกจับกุมขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย
จังหวัดตาก – เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยสนธิกำลังรวบตัวชาวต่างชาติ 11 คน ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากได้รับเบาะแสว่ามีการแอบข้ามพรมแดนผ่านแม่น้ำเมย
กลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าวได้หลบซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยของชาวบ้านในตำบลแม่กาษา เจ้าหน้าที่คาดว่าพวกเขาอาจหลบหนีมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้เข้าควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย
สรุปประเด็นสำคัญ
- จับกุมชาวต่างด้าว 11 คน จาก 7 สัญชาติ ทั้งจากทวีปเอเชียและแอฟริกา ที่ลักลอบข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาในไทย
- พบผู้ต้องหาซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย คาดว่าหนีขบวนการหลอกลวงออนไลน์">หลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) จากฝั่งเมียวดี
- การปะทะและสู้รบในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดการลักลอบข้ามแดนเพื่อหนีภัยอันตราย
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ถูกจับกุมมาจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก พวกเขารวมตัวกันเพื่อหลบหนีข้ามพรมแดน โดยมีทั้งหมด 7 สัญชาติ ซึ่งแบ่งเป็นชาวจีน 4 คน อินเดีย 2 คน ปากีสถาน 1 คน และเวียดนาม 1 คน
นอกจากกลุ่มชาวเอเชียแล้ว ยังมีชาวแอฟริกันอีก 3 คน ประกอบด้วยชาวไนจีเรีย เคนยา และผู้ที่มาจากประเทศในแอฟริกาอีก 1 คน ทุกคนไม่มีเอกสารประจำตัวหรือหลักฐานการเดินทางที่ถูกกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมตัวไว้ตามระเบียบ
การลักลอบข้ามแดนผ่านแม่น้ำเมยมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เนื่องจากแม่น้ำมีขนาดแคบและตื้นเขินในบางฤดูกาล ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถเดินข้ามมายังฝั่งไทยได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลจากการลาดตระเวน
หนีสแกมเมอร์และภัยสงคราม
สาเหตุหลักที่ชาวต่างชาติกลุ่มนี้หลบหนีเข้ามา คาดว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือเครือข่ายสแกมเมอร์ พื้นที่ฝั่งเมียวดีของเมียนมาขึ้นชื่อเรื่องการเป็นฐานที่ตั้งของธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ เมื่อพวกเขาทนสภาพการทำงานไม่ได้จึงต้องหาทางหนีเอาตัวรอด
นอกจากเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว สถานการณ์ความตึงเครียดในเมียนมาก็มีส่วนสำคัญ มีรายงานการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อย การสู้รบที่รุนแรงทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้คนตัดสินใจอพยพข้ามฝั่ง
การปราบปรามของเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองตาก ได้ทำงานร่วมกับทหารชุดเฉพาะกิจราชมนูอย่างใกล้ชิด การสนธิกำลังครั้งนี้ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย และรวบตัวผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดถูกส่งตัวดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน พ.ศ. 2565 (2022) ทางการไทยยังคงรักษาการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำลังขยายการสืบสวนเพื่อระบุและจับกุมเครือข่ายผู้ลักลอบค้ามนุษย์
การหลั่งไหลของกลุ่มลักลอบเข้าเมือง สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนแม่สอด ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากไม่ทราบประวัติที่แท้จริงของบุคคลแปลกหน้าเหล่านี้
กลุ่มคนเหล่านี้มักใช้พื้นที่ทางการเกษตรที่ห่างไกลเป็นที่ซ่อนตัว ทำให้เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยต้องเพิ่มความระมัดระวัง หน่วยงานภาครัฐจึงขอความร่วมมือจากประชาชน ให้ช่วยแจ้งเบาะแสทันทีที่พบเห็นบุคคลต้องสงสัย เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชาวต่างชาติถูกจับกุมที่เกาะสมุย หลังขับ SUV สุดระทึก
AIS ยกระดับเทศกาลโคมไฟลำพูนด้วยเทคโนโลยี 5G
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 days ago
คำเตือน! มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและข่มขู่เด็กนักเรียนผ่านวิดีโอคอล
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
-
สภาพอากาศ - Weather6 days ago
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าว - News4 days ago
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย

