ข่าว - News
ญี่ปุ่นขึ้นค่าวีซ่าท่องเที่ยวเป็น 15,000 เยน เริ่ม 1 ก.ค. 2026
โตเกียว – ข่าวนี้ส่งผลกระทบต่อหลายคนที่วางแผนจะเดินทางไปญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าอย่างมีนัยสำคัญเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี หากคุณจำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายใหม่นี้อาจสูงกว่าที่คุณคาดไว้มาก และช่วงเวลาในการยื่นขอวีซ่าจะมีความสำคัญพอๆ กับงบประมาณการเดินทางของคุณ
ประเด็นสำคัญ:
- มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569
- ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าครั้งเดียวเพิ่มขึ้นจาก 3,000 เยน เป็น 15,000 เยน
- ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าหลายครั้งเพิ่มขึ้นจาก 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน
- ผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าควรตรวจสอบวันนัดหมายและประเภทวีซ่าที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
ถ้าคุณอยู่ในสหรัฐแต่ถือพาสปอร์ตประเทศที่ต้องขอวีซ่า ข่าวนี้ควรอยู่ในลิสต์เรื่องด่วนก่อนจองทริป ส่วนต่างไม่กี่วัน อาจทำให้จ่ายต่างกันหลายหมื่นเยนได้ง่ายๆ
ค่าวีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่นใหม่มีอะไรเปลี่ยนบ้าง
ภาพรวมเปลี่ยนชัดและแรงมาก ตาม รายงานของ The Japan Times ญี่ปุ่นจะขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยใช้กับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป สำหรับสายท่องเที่ยว จุดที่ต้องดูมีอยู่สองแบบ คือ วีซ่าเข้าเมืองครั้งเดียว และวีซ่าแบบหลายครั้ง
ตารางนี้ช่วยให้เห็นความต่างได้ทันที
| ประเภทวีซ่า | ราคาเดิม | ราคาใหม่ | เริ่มใช้ |
|---|---|---|---|
| เข้าเมืองครั้งเดียว | 3,000 เยน | 15,000 เยน | 1 กรกฎาคม 2026 |
| หลายครั้ง | 6,000 เยน | 30,000 เยน | 1 กรกฎาคม 2026 |
สรุปง่ายๆ คือทั้งสองแบบขึ้น 5 เท่า เหมือนกัน ดังนั้นคนที่ยังใช้ตัวเลขเก่าวางงบเที่ยวอยู่ ควรรีบอัปเดตทันที
จาก 3,000 เยนเป็น 15,000 เยนสำหรับวีซ่าเข้าเมืองครั้งเดียว
คนที่ได้รับผลเต็มๆ คือผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวแบบเข้าเมืองครั้งเดียว ซึ่งเป็นแบบที่นักท่องเที่ยวใช้บ่อยที่สุด หากทริปของคุณเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งเดียวแล้วกลับ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มอีก 12,000 เยนต่อคน
ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับตั๋วเครื่องบิน แต่พอคูณเป็นครอบครัว ค่าใช้จ่ายจะขยับทันที เช่น 4 คนที่ต้องขอวีซ่าทุกคน จะจ่ายเพิ่มรวม 48,000 เยน เงินก้อนนี้อาจเท่ากับค่าที่พักหนึ่งคืนในโตเกียว หรือค่าเดินทางระหว่างเมืองได้เลย
อีกจุดที่สำคัญคือ วันยื่นคำขอ ไม่ใช่วันเดินทาง ถ้าคุณมีไฟลต์ในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม แต่ยื่นวีซ่าก่อนวันมีผล คุณยังมีโอกาสจ่ายอัตราเดิมได้
วีซ่าแบบหลายครั้งก็ปรับขึ้นเป็น 30,000 เยน
วีซ่าแบบหลายครั้งเหมาะกับคนที่มีแผนเข้าญี่ปุ่นบ่อย เช่น เดินทางท่องเที่ยวหลายรอบในปีเดียว ไปเยี่ยมครอบครัว หรือมีทริปต่อเนื่องที่ต้องเข้าออกญี่ปุ่นมากกว่าหนึ่งครั้ง ค่าใหม่ที่ 30,000 เยนจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังคุมงบทั้งปี
แม้ค่าธรรมเนียมจะสูงขึ้น แต่สำหรับบางคน วีซ่าหลายครั้งยังคุ้มกว่า เพราะไม่ต้องยื่นใหม่ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความคุ้มจะเกิดก็ต่อเมื่อรูปแบบเดินทางของคุณตรงกับเงื่อนไขจริง ถ้ายื่นแบบหลายครั้งทั้งที่ใช้ครั้งเดียว สุดท้ายคุณอาจจ่ายเกินจำเป็นตั้งแต่ต้น
ทำไมญี่ปุ่นถึงขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยวตอนนี้
เหตุผลหลักมาจากเศรษฐกิจ ไม่ใช่การปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ข้อมูลล่าสุดระบุไปในทางเดียวกันว่า ญี่ปุ่นมองว่าค่าธรรมเนียมเดิมต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับต้นทุนวันนี้ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าเงินเยนที่เปลี่ยนไป ข่าวจาก NHK World ก็ย้ำประเด็นเดียวกันว่า การขึ้นราคานี้เกิดหลังจากใช้อัตราเดิมมานานมาก
เมื่อมองในมุมหน่วยงานรัฐ เหตุผลนี้เข้าใจได้ไม่ยาก งานวีซ่าไม่ได้มีแค่แปะสติกเกอร์ลงพาสปอร์ต แต่มีการตรวจเอกสาร ยืนยันข้อมูล และจัดการคำขอจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายเดิมที่ค้างอยู่กับตัวเลขเก่า จึงไม่สอดคล้องกับภาระงานในปัจจุบัน
ค่าธรรมเนียมเดิมไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 1978
ปี 1978 ห่างจากวันนี้เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว แค่จุดนี้ก็อธิบายได้มากพอว่าทำไมการขึ้นราคาครั้งนี้ถึงถูกจับตาเป็นพิเศษ ค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่างในโลกเปลี่ยนไปหลายรอบ แต่ค่าธรรมเนียมวีซ่าของญี่ปุ่นยังคงเดิมมานานผิดปกติ
เพราะฉะนั้น การปรับครั้งนี้จึงไม่ใช่การขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นการรีเซ็ตราคาให้ใกล้กับสภาพจริงมากขึ้น สำหรับผู้เดินทาง สิ่งสำคัญคืออย่ามองว่าเป็นข่าวไกลตัว ถ้าคุณยังต้องใช้วีซ่าท่องเที่ยว ตัวเลขใหม่มีผลกับงบทริปทันที
รัฐบาลมองว่าค่าใหม่ช่วยรับมือจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นกำลังรับผู้เดินทางต่างชาติจำนวนมากกว่าช่วงก่อนหน้า ภาระงานฝั่งวีซ่าจึงมากขึ้นตามไปด้วย ค่าธรรมเนียมที่เก็บเพิ่มอาจช่วยชดเชยต้นทุนงานรับคำขอและการจัดการผู้เดินทางได้ดีขึ้น
การขึ้นค่าวีซ่าครั้งนี้เป็นการปรับตามต้นทุน ไม่ใช่สัญญาณว่าญี่ปุ่นจะลดความสำคัญของการท่องเที่ยว
สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าจะกระทบการเข้าประเทศยากขึ้นไหม คำตอบตอนนี้คือข่าวชี้ไปที่เรื่องราคาเป็นหลัก ไม่ได้ชี้ไปที่การเปลี่ยนนโยบายท่องเที่ยวแบบแข็งขึ้น
ถ้าจะไปญี่ปุ่น ควรวางแผนยังไงเพื่อไม่เสียเงินเกินจำเป็น
ส่วนต่าง 12,000 เยนต่อคนสำหรับวีซ่าครั้งเดียว และ 24,000 เยนสำหรับวีซ่าหลายครั้ง ทำให้การวางเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเอกสารของคุณพร้อมแล้ว การยื่นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 อาจช่วยประหยัดเงินได้ชัดเจน
แต่ความเร็วอย่างเดียวไม่พอ เพราะถ้ายื่นแบบรีบๆ แล้วเอกสารไม่ครบ คุณอาจต้องแก้ไขจนหลุดไปใช้อัตราใหม่แทน ดังนั้น ขั้นตอนที่ดีที่สุดคือเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อน แล้วค่อยจองคิวยื่น
ยื่นก่อน 1 กรกฎาคม 2026 ยังจ่ายอัตราเดิมได้
จุดที่คนพลาดบ่อยคือดูวันบิน แต่ลืมดูวันยื่นคำขอ ข่าวสรุปจาก สรุปอัตราใหม่และวันเริ่มใช้ ระบุชัดว่าอัตราใหม่ใช้กับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป
ถ้าคุณเดินทางหลังจากนั้น แต่ยื่นทันก่อนวันมีผล ก็ยังมีโอกาสจ่ายราคาเดิม อย่างไรก็ตาม แต่ละสถานทูตหรือศูนย์รับคำร้องอาจมีขั้นตอนนัดหมายและชำระเงินต่างกันเล็กน้อย จึงควรตรวจประกาศของจุดยื่นที่คุณใช้โดยตรงก่อนทุกครั้ง
เช็กเอกสารและประเภทวีซ่าให้ตรงกับแผนเดินทาง
อย่าคิดว่าเลือกวีซ่าแบบไหนก็ได้แล้วค่อยไปแก้ทีหลัง ถ้าแผนของคุณมีการออกจากญี่ปุ่นแล้วกลับเข้าอีกครั้ง วีซ่าเข้าเมืองครั้งเดียวอาจไม่พอ และถ้ายื่นผิดประเภท คุณอาจเสียทั้งเวลาและค่าธรรมเนียมซ้ำ
นอกจากนี้ ควรตรวจให้ครบว่าเอกสารการเงิน แผนเดินทาง รูปถ่าย และข้อมูลพาสปอร์ตตรงกันทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐแต่ไม่ได้ถือพาสปอร์ตสหรัฐ ควรดูเงื่อนไขตามสัญชาติของตัวเอง ไม่ใช่ดูตามประเทศที่พำนักอย่างเดียว
สรุปสุดท้าย
ค่าวีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่นกำลังขึ้นแรง เริ่มใช้กับคำขอที่ยื่นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 วีซ่าเข้าเมืองครั้งเดียวจะเป็น 15,000 เยน และวีซ่าหลายครั้งจะเป็น 30,000 เยน ซึ่งเป็นการปรับครั้งใหญ่ครั้งแรกนับจากปี 1978
คนที่ได้รับผลคือผู้เดินทางที่ยังต้องขอ วีซ่าท่องเที่ยว ก่อนเข้าญี่ปุ่น ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือเช็กประเภทวีซ่า วันนัดยื่น และความพร้อมของเอกสารให้เร็วที่สุด เพราะตั๋วเครื่องบินอาจเลื่อนแผนได้ แต่วันที่ยื่นวีซ่ามักเปลี่ยนราคาไม่ได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่จับกุมชาวอังกฤษที่ต้องการตัวในข้อหาลักทรัพย์และอยู่เกินกำหนดวีซ่า
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับยาไอซ์น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ลักลอบขนยาไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ

เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดน้ำท่วมกำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้ายรถกระบะเพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร
รวบแก๊งโจ๋หญิงกำแพงเพชร รุมทำร้ายเด็ก 13 มอบตัวแล้ว
-
ข่าวกีฬา Sports5 days ago
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย

