ข่าว - News
รัฐบาลทุ่ม 5 แสนล้าน ผุดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กู้วิกฤตพลังงานแพง ดีเดย์ 1 มิ.ย. นี้
กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน…
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน ราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ค่าครองชีพของพวกเราเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้เตรียมงบประมาณก้อนใหญ่ถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (Thai Help Thai Plus) ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าโครงการนี้คืออะไร จะช่วยเหลือพวกเราได้อย่างไรบ้าง และเราต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับสิทธิ์นี้ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมาครับ
ทำไมเราถึงต้องมีมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส”?
ปัญหาใหญ่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือ “ของแพง” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็แพงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดต้องปรับตัวตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และแน่นอนว่าประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลักก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน
ผลกระทบหลักๆ ที่คนไทยกำลังเจอ:
- ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง: การเติมน้ำมันแต่ละครั้งใช้เงินมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการเดินทางไปทำงานหรือส่งของเพิ่มขึ้น
- ค่าไฟฟ้า: เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้บิลค่าไฟรายเดือนของเราปรับตัวสูงตาม
- ราคาสินค้าอาหาร: ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องปรับขึ้นราคาอาหารและของใช้จำเป็น
ด้วยภาระที่หนักอึ้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเบาะรองรับและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
เจาะลึกงบ 5 แสนล้านบาท: เงินก้อนนี้จะไปอยู่ที่ไหนบ้าง?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า เงินจำนวนมหาศาลถึง 500,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและถึงมือประชาชนจริงๆ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้แบ่งสัดส่วนการช่วยเหลือออกเป็นหลายส่วน เพื่อให้ครอบคลุมทุกปัญหา ดังนี้ครับ:
1. การลดหย่อนค่าพลังงานโดยตรง (ค่าไฟและค่าน้ำมัน)
นี่คือปัญหาที่เร่งด่วนที่สุด รัฐบาลจะใช้เงินส่วนหนึ่งเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทไม่ให้พุ่งสูงเกินไป และจะมีมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้บิลค่าไฟในช่วงหน้าร้อนและช่วงวิกฤตินี้ไม่ทำร้ายเงินในกระเป๋าจนเกินไป
2. เงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อย
เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดต้องลำบาก จะมีการจัดสรรเงินช่วยเหลือเข้าสู่ระบบโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันหรือบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลัง
3. การต่อลมหายใจให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SME)
ธุรกิจขนาดเล็กและร้านอาหารคือเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจไทย เมื่อต้นทุนวัตถุดิบและก๊าซหุงต้มแพงขึ้น โครงการนี้จึงเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษและการพักชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนและไม่ต้องปิดกิจการหนีวิกฤติ
4. การตรึงราคาสินค้าจำเป็น
รัฐบาลจะทำงานร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อช่วยอุดหนุนต้นทุนบางส่วน แลกกับการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา และไข่ไก่ เพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงจนประชาชนรับไม่ไหว
ใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้?
เป้าหมายของ “ไทยช่วยไทย พลัส” คือการช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่:
- ผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง: ซึ่งจะมีการวัดจากฐานข้อมูลเดิมของรัฐบาล รวมถึงเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนใหม่สำหรับผู้ที่เพิ่งตกงานหรือรายได้ลดลง
- เกษตรกร: ที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าปุ๋ยและค่าน้ำมันเพื่อการเกษตรที่แพงขึ้น
- ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และพ่อค้าแม่ค้า: ที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องและได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
ข้อควรระวัง: รัฐบาลเน้นย้ำว่าระบบการคัดกรองครั้งนี้จะมีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งตรงไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และป้องกันการสวมสิทธิ์
เตรียมตัวให้พร้อม: ดีเดย์ 1 มิถุนายน นี้!
เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและไม่ตกหล่น นี่คือสิ่งที่คุณสามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ตอนนี้ครับ:
- ตรวจสอบข้อมูลของตนเอง: ตรวจสอบว่าแอปพลิเคชันรับเงินของรัฐ (เช่น แอปเป๋าตัง) หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของคุณยังใช้งานได้ปกติหรือไม่ และอัปเดตข้อมูลส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: รอฟังประกาศข้อกำหนดที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดการลงทะเบียนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม
- เตรียมเอกสารพื้นฐาน: สำหรับพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ประกอบการ ควรเตรียมเอกสารรายรับรายจ่ายและใบทะเบียนพาณิชย์ให้พร้อม เผื่อในกรณีที่ต้องใช้ยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
- ระวังมิจฉาชีพ: ทุกครั้งที่มีโครงการรัฐ มักจะมีมิจฉาชีพส่งลิงก์ปลอมหรือ SMS หลอกลวงมาเสมอ จำไว้ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้กดเพื่อรับเงินโดยตรง หากสงสัยให้สอบถามสายด่วนของหน่วยงานรัฐเท่านั้น ตรวจสอบเตือนภัยข่าวปลอมได้ที่กระทรวงดิจิทัลฯ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: โครงการนี้จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ?
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายท่านมองว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็น “ยาแรง” ที่จำเป็นในเวลานี้ การอัดฉีดเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบ จะช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนไม่ให้หดตัวรุนแรง ซึ่งหากปล่อยให้ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจในภาพรวมจะชะงักงัน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนระยะยาวในการจัดการกับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ควบคู่ไปกับการเยียวยาด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงพอที่จะรับมือกับวิกฤติโลกในอนาคต อ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย
บทสรุป: ก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน
สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเราไปอีกระยะหนึ่ง มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ถือเป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพวกเราทุกคน
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการวางแผนการเงินในครอบครัวอย่างรอบคอบ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และใช้สิทธิ์ความช่วยเหลือจากภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้พายุเศรษฐกิจครั้งนี้จะหนักหนา แต่หากเรามีการเตรียมพร้อมและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอนครับ
อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ 1 มิถุนายนนี้นะครับ!
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
รถตู้โรงเรียนเชียงใหม่ชนต้นไม้ ส่งผลให้นักเรียน 15 คนและคนขับได้รับบาดเจ็บ
อุบัติเหตุรถชนประสานงาในจังหวัดพิษณุโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
นักท่องเที่ยวไทยแห่เที่ยวเชียงราย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตึงตัวในปี 2026
ข่าว - News
กต.เตือนคนไทยชะลอเที่ยวยุโรป เลี่ยงเหตุประท้วงรุนแรง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ ให้ประชาชนพิจารณาชะลอการเดินทางไปยังทวีปยุโรปในช่วงเวลานี้ คำเตือนดังกล่าวเน้นย้ำถึงประเทศเป้าหมายหลักอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ทางการขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสวัสดิภาพและทรัพย์สินของทุกคน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ยังคงผันแปรอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ประท้วงที่ลุกลามบานปลายในหลายเมืองใหญ่ทั่วทวีป ข่าวระบุว่ามีการจลาจลอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิม ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยวในยุโรปเต็มไปด้วยความเสี่ยง รัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบกำลังเร่งดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อยับยั้งความรุนแรงและควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ
สรุปประเด็นสำคัญ
- กระทรวงการต่างประเทศเตือนคนไทยให้ชะลอทริปไปฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
- สาเหตุหลักเกิดจากเหตุจลาจลรุนแรงและการประท้วงต่อเนื่องโดยกลุ่มมุสลิมในหลายเมืองใหญ่
- นักท่องเที่ยวชาวไทยควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม และติดตามประกาศเตือนภัยจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ตึงเครียดในฝรั่งเศสและอิตาลี
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาระบุถึงความน่าเป็นห่วงของเหตุการณ์นี้ ท่านชี้ให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างหนักในหลายเมือง ขณะเดียวกันที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีวาระฉุกเฉินเพื่อรับมือโดยด่วน
นอกจากนี้ การประท้วงยังได้ขยายวงกว้างและเริ่มลุกลามไปยังประเทศสเปนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลีจึงจำเป็นต้องเลื่อนการหารือทวิภาคีกับทางการไทยออกไปอย่างกะทันหัน รัฐบาลอิตาลีต้องการมุ่งเน้นทรัพยากรทั้งหมดไปที่การควบคุมเหตุการณ์จลาจลไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าคนไทยควรตรวจสอบข้อมูลจากทางการ และสถานทูตอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจเดินทางเสมอ
คำแนะนำสำหรับคนไทยที่ต้องเดินทางไปยุโรป
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – สำหรับพลเมืองไทยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ กระทรวงการต่างประเทศขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด
ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือสถานที่สาธารณะที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการปะทะ การติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและประกาศของรัฐบาลในประเทศเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การลงทะเบียนข้อมูลการเดินทางกับสถานเอกอัครราชทูตไทยจะช่วยให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน
ทางการไทยยังแนะนำให้ผู้ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางในระยะนี้ หากคุณจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้แล้วแต่สามารถเลื่อนได้ การชะลอทริปออกไปก่อนถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินต้องมาก่อนความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวเสมอ ทางกระทรวงจะยังคงประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะมีการอัปเดตคำแนะนำเพิ่มเติมหากเหตุการณ์ในยุโรปเริ่มคลี่คลายลง
ผลกระทบต่อการทูตและการค้าของไทย
เหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อเนื่องถึงความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอีกด้วย การเลื่อนการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและอิตาลี ทำให้การหารือเรื่องความร่วมมือทางการค้าต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยและอิตาลียังคงมองเห็นโอกาสในการขยายตัวอีกมาก
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว บริษัททัวร์หลายแห่งในประเทศไทยเริ่มได้รับคำขอเลื่อนการเดินทางจากลูกค้าแล้ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยเมื่อต้องเผชิญกับข่าวการประท้วงรายวัน สำนักข่าวและรายงานต่างประเทศ ระบุว่าเหตุการณ์นี้อาจมีความยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและการบินจึงต้องเตรียมแผนสำรอง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ศุลกากรยึดไอโฟน 1,000 เครื่อง สกัดจับลอตใหญ่สุดในรอบปี
ตำรวจพัทยาจับกุม “อาหลี่” ชาวจีนที่ถูกออกหมายแดงในข้อหาพนันมูลค่า 1.5 พันล้านบาท
ข่าว - News
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย
พัทยา – เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นที่แยกโพธิสาร บนถนนพัทยา-นาเกลือ จังหวัดชลบุรี รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถเก๋งและรถคันอื่นๆ หลายคัน รถเหล่านั้นกำลังจอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที พวกเขาเร่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สภาพการจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดอย่างหนักเนื่องจากซากรถขวางถนน
ประเด็นสำคัญ
- รถเอสยูวีสีดำพุ่งชนรถที่จอดติดไฟแดงหลายคันที่แยกโพธิสาร พัทยา
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 7 ราย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุ
การช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุ
จากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 7 คน อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่บาดแผลเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง ทีมกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ พวกเขาทำการสอบปากคำพยานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกอย่างละเอียด คุณสามารถติดตามข้อมูลการจราจรและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ แหล่งข่าวท้องถิ่นพัทยา ทางตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
ตำรวจสกัดกั้นขบวนการลักลอบค้าของเถื่อนชาวจีนในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าว - News
งบเยียวยาน้ำท่วมจ่อหมด ปภ. ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.05 หมื่นล้าน
สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ล่าสุดพบว่างบประมาณก้อนแรกที่ได้รับอนุมัติมานั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ต้องเร่งจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างชัดเจน ท่านระบุว่าทางหน่วยงานได้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลจริง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวงเงินเดิมที่ได้รับการจัดสรรมากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
ประเด็นสำคัญ
- งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมก้อนแรก 5,281 ล้านบาท ถูกใช้ไปแล้วกว่า 5,225 ล้านบาท
- ขณะนี้เหลือเงินในกองทุนเพียง 66 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือระยะต่อไป
- ปภ. เตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อขออนุมัติงบเพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท ครอบคลุม 1.48 ล้านครัวเรือน
งบประมาณเดิมเหลือเพียง 66 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 5,281 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ การคำนวณงบประมาณนี้อ้างอิงจากข้อมูลความเสียหายที่แต่ละจังหวัดรายงานเข้ามาในระบบอย่างละเอียด ซึ่ง ปภ. ยืนยันว่าไม่สามารถขอวงเงินเกินกว่าข้อมูลความเสียหายที่มีอยู่จริงในขณะนั้นได้ จนถึงปัจจุบันได้มีการประสานงานกับธนาคารอย่างใกล้ชิดเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง
ล่าสุด มีการใช้จ่ายเงินเยียวยาโอนให้ประชาชนไปแล้วถึง 5,225 ล้านบาท ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐ แต่ก็หมายความว่ามีเงินเหลือในระบบเพียง 66 ล้านบาทเท่านั้น จำนวนเงินที่เหลือนี้ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังรอการเยียวยาอีกจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางออกอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การช่วยเหลือไม่หยุดชะงัก
เตรียมเสนอ ครม. ขอวงเงินเพิ่ม 10,508 ล้านบาท
เพื่อแก้ไขปัญหางบประมาณขาดแคลน ปภ. ได้เตรียมแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว นายนิรัตน์ยืนยันว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยจะเสนอขอขยายวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 10,508 ล้านบาท งบประมาณก้อนใหม่นี้จะนำมาจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ทันที
เป้าหมายหลักของการของบเพิ่ม คือการดูแลประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ถึง 1.48 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการรับประกันจากภาครัฐว่าผู้ประสบภัยทุกคนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลืออย่างแน่นอน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือตกหล่นจากระบบการเยียวยาในครั้งนี้
ขั้นตอนการโอนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส
หาก ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 10,508 ล้านบาทตามที่เสนอ ปภ. จะเริ่มกระบวนการทำงานในขั้นต่อไปทันที ทางหน่วยงานจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินให้กับ ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย ระบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ารวดเร็วและสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นไปอย่างราบรื่น
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถอุ่นใจได้ว่า กระบวนการช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ท่านอธิบดี ปภ. ย้ำว่าระบบการทำงานได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาสามารถติดตามข่าวสารจากทางราชการและผู้นำชุมชนได้อย่างใกล้ชิด
ความหวังของชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย
เงินเยียวยาก้อนนี้มีความหมายอย่างมากต่อการฟื้นฟูชีวิตของชาวบ้านในหลายจังหวัด หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือทำมาหากินไปกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก การได้รับเงินชดเชยจะช่วยให้พวกเขาสามารถซ่อมแซมบ้านเรือนและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้จึงได้เร่งผลักดันงบประมาณให้ผ่านการอนุมัติโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาความต่อเนื่องของความช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัย หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ครัวเรือนกว่า 1.48 ล้านครัวเรือนจะได้รับข่าวดีและได้รับการโอนเงินเข้าบัญชี การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสของกรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้ผ่านพ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กาแฟเชียงราย ดอยช้าง ดอยวาวี ปางขอน ต่างกันยังไง
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 days ago
คำเตือน! มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและข่มขู่เด็กนักเรียนผ่านวิดีโอคอล
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
-
สภาพอากาศ - Weather6 days ago
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้
-
ข่าว - News4 days ago
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย

