Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าว - News

รัฐบาลทุ่ม 5 แสนล้าน ผุดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กู้วิกฤตพลังงานแพง ดีเดย์ 1 มิ.ย. นี้

กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน…

Published

on

ไทยช่วยไทย พลัส

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน ราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ค่าครองชีพของพวกเราเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้เตรียมงบประมาณก้อนใหญ่ถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (Thai Help Thai Plus) ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าโครงการนี้คืออะไร จะช่วยเหลือพวกเราได้อย่างไรบ้าง และเราต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับสิทธิ์นี้ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมาครับ

ทำไมเราถึงต้องมีมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส”?

ปัญหาใหญ่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือ “ของแพง” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็แพงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดต้องปรับตัวตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และแน่นอนว่าประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลักก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน

ผลกระทบหลักๆ ที่คนไทยกำลังเจอ:

  • ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง: การเติมน้ำมันแต่ละครั้งใช้เงินมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการเดินทางไปทำงานหรือส่งของเพิ่มขึ้น
  • ค่าไฟฟ้า: เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้บิลค่าไฟรายเดือนของเราปรับตัวสูงตาม
  • ราคาสินค้าอาหาร: ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องปรับขึ้นราคาอาหารและของใช้จำเป็น

ด้วยภาระที่หนักอึ้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเบาะรองรับและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

เจาะลึกงบ 5 แสนล้านบาท: เงินก้อนนี้จะไปอยู่ที่ไหนบ้าง?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เงินจำนวนมหาศาลถึง 500,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและถึงมือประชาชนจริงๆ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้แบ่งสัดส่วนการช่วยเหลือออกเป็นหลายส่วน เพื่อให้ครอบคลุมทุกปัญหา ดังนี้ครับ:

1. การลดหย่อนค่าพลังงานโดยตรง (ค่าไฟและค่าน้ำมัน)

นี่คือปัญหาที่เร่งด่วนที่สุด รัฐบาลจะใช้เงินส่วนหนึ่งเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทไม่ให้พุ่งสูงเกินไป และจะมีมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้บิลค่าไฟในช่วงหน้าร้อนและช่วงวิกฤตินี้ไม่ทำร้ายเงินในกระเป๋าจนเกินไป

2. เงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อย

เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดต้องลำบาก จะมีการจัดสรรเงินช่วยเหลือเข้าสู่ระบบโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันหรือบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลัง

3. การต่อลมหายใจให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SME)

ธุรกิจขนาดเล็กและร้านอาหารคือเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจไทย เมื่อต้นทุนวัตถุดิบและก๊าซหุงต้มแพงขึ้น โครงการนี้จึงเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษและการพักชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนและไม่ต้องปิดกิจการหนีวิกฤติ

4. การตรึงราคาสินค้าจำเป็น

รัฐบาลจะทำงานร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อช่วยอุดหนุนต้นทุนบางส่วน แลกกับการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา และไข่ไก่ เพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงจนประชาชนรับไม่ไหว

ใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้?

เป้าหมายของ “ไทยช่วยไทย พลัส” คือการช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่:

  • ผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง: ซึ่งจะมีการวัดจากฐานข้อมูลเดิมของรัฐบาล รวมถึงเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนใหม่สำหรับผู้ที่เพิ่งตกงานหรือรายได้ลดลง
  • เกษตรกร: ที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าปุ๋ยและค่าน้ำมันเพื่อการเกษตรที่แพงขึ้น
  • ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และพ่อค้าแม่ค้า: ที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องและได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ข้อควรระวัง: รัฐบาลเน้นย้ำว่าระบบการคัดกรองครั้งนี้จะมีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งตรงไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และป้องกันการสวมสิทธิ์

เตรียมตัวให้พร้อม: ดีเดย์ 1 มิถุนายน นี้!

เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและไม่ตกหล่น นี่คือสิ่งที่คุณสามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ตอนนี้ครับ:

  1. ตรวจสอบข้อมูลของตนเอง: ตรวจสอบว่าแอปพลิเคชันรับเงินของรัฐ (เช่น แอปเป๋าตัง) หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของคุณยังใช้งานได้ปกติหรือไม่ และอัปเดตข้อมูลส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน
  2. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: รอฟังประกาศข้อกำหนดที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดการลงทะเบียนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม
  3. เตรียมเอกสารพื้นฐาน: สำหรับพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ประกอบการ ควรเตรียมเอกสารรายรับรายจ่ายและใบทะเบียนพาณิชย์ให้พร้อม เผื่อในกรณีที่ต้องใช้ยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  4. ระวังมิจฉาชีพ: ทุกครั้งที่มีโครงการรัฐ มักจะมีมิจฉาชีพส่งลิงก์ปลอมหรือ SMS หลอกลวงมาเสมอ จำไว้ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้กดเพื่อรับเงินโดยตรง หากสงสัยให้สอบถามสายด่วนของหน่วยงานรัฐเท่านั้น ตรวจสอบเตือนภัยข่าวปลอมได้ที่กระทรวงดิจิทัลฯ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: โครงการนี้จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ?

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายท่านมองว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็น “ยาแรง” ที่จำเป็นในเวลานี้ การอัดฉีดเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบ จะช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนไม่ให้หดตัวรุนแรง ซึ่งหากปล่อยให้ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจในภาพรวมจะชะงักงัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนระยะยาวในการจัดการกับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ควบคู่ไปกับการเยียวยาด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงพอที่จะรับมือกับวิกฤติโลกในอนาคต อ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย

บทสรุป: ก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเราไปอีกระยะหนึ่ง มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ถือเป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพวกเราทุกคน

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการวางแผนการเงินในครอบครัวอย่างรอบคอบ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และใช้สิทธิ์ความช่วยเหลือจากภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้พายุเศรษฐกิจครั้งนี้จะหนักหนา แต่หากเรามีการเตรียมพร้อมและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอนครับ

อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ 1 มิถุนายนนี้นะครับ!

ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย

รถตู้โรงเรียนเชียงใหม่ชนต้นไม้ ส่งผลให้นักเรียน 15 คนและคนขับได้รับบาดเจ็บ

อุบัติเหตุรถชนประสานงาในจังหวัดพิษณุโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย

นักท่องเที่ยวไทยแห่เที่ยวเชียงราย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตึงตัวในปี 2026

 

Continue Reading

ข่าว - News

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

ปราจีนบุรี – เกิดอุบัติเหตุสุดสลดขึ้นอีกครั้งบนเส้นทางที่ได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อรถบรรทุกพ่วงที่บรรทุกยางพาราอัดแท่งเสียหลักพลิกคว่ำบนทางหลวงหมายเลข 304 ในพื้นที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เหตุการณ์นี้ทำให้ไฟลุกท่วมรถอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนขับถูกไฟคลอกเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าภายในซากรถ อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณทางลงเขาที่คดเคี้ยวและลาดชัน

ประเด็นสำคัญ

  • รถบรรทุกยางพาราเกิดระบบเบรกขัดข้องขณะลงเขา ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำและเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง
  • คนขับรถถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่งผลให้การจราจรฝั่งมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ติดขัดอย่างหนัก
  • จุดเกิดเหตุคือทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งเป็นเส้นทางลาดชันที่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากมาแล้วหลายครั้ง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรวังขอนแดง พบว่าสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากระบบเบรกขัดข้อง รถพ่วงคันนี้กำลังเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาเพื่อมุ่งหน้าไปอำเภอกบินทร์บุรี เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 209 ซึ่งเป็นทางโค้งลาดชัน รถได้สูญเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์ น้ำหนักบรรทุกที่มากทำให้รถไถลและพลิกคว่ำในที่สุด

สาเหตุหลักจากระบบเบรกขัดข้อง

หลังจากรถพลิกคว่ำไปกระแทกกับแผงกั้นคอนกรีตเกาะกลางถนน ประกายไฟได้ลุกลามไปติดสินค้าในรถ ยางพาราอัดแท่งที่บรรทุกมานั้นเป็นวัสดุที่ติดไฟง่ายมาก จึงทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เปลวไฟลุกโชนอย่างรวดเร็วและมีควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างความตกใจให้กับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ นักผจญเพลิง และหน่วยกู้ภัยทางหลวงได้รีบเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในการฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง หลังจากไฟดับลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างไฮดรอลิกเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา สภาพศพถูกไฟคลอกอย่างหนักจนไม่สามารถระบุตัวตนหรือเพศได้ทันที และถูกส่งไปยังโรงพยาบาลนาดีเพื่อชันสูตรต่อไป

เหตุการณ์นี้ทำให้ช่องทางจราจรฝั่งมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานครถูกปิดกั้นทั้งหมด รถยนต์ต้องจอดติดสะสมยาวเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรตลอดช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทางหลวงต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเคลื่อนย้ายซากรถและทำความสะอาดคราบน้ำมันบนพื้นถนน จนกระทั่งช่วงสายจึงสามารถเปิดช่องทางจราจรได้หนึ่งช่องทาง

ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงกิโลเมตรที่ 208-210 ในอำเภอนาดี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ถนนช่วงนี้เป็นทางลาดชันยาวและมีโค้งอันตรายหลายจุด ผู้ขับขี่รถบรรทุกที่ไม่ชำนาญทางมักจะใช้เบรกมากเกินไปจนทำให้เบรกไหม้และสูญเสียการควบคุม ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง

ถนนเส้นนี้เคยเป็นสถานที่เกิดเหตุสลดมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2025 รถบัสทัศนศึกษาจากจังหวัดบึงกาฬเกิดเบรกแตกและพุ่งตกถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 คน และบาดเจ็บ 30 คน นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนพุ่งชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน และบาดเจ็บอีก 45 คน

นักดำน้ำเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้หลังจากรถบรรทุกพ่วงเกิดไฟไหม้เนื่องจากอุบัติเหตุ

คำแนะนำสำหรับการขับขี่บนทางลาดชัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ซ้ำอีก ผู้ขับขี่รถบรรทุกหนักควรปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เกียร์ต่ำเมื่อขับลงเขาเพื่อช่วยชะลอความเร็วของรถ การหลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกแช่เป็นเวลานานจะช่วยป้องกันปัญหาเบรกไหม้หรือเบรกแตกได้ นอกจากนี้ การตรวจสอบสภาพรถก่อนการเดินทางไกลถือเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

จากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนเส้นทางนี้ เช่น การขยายทางหนีฉุกเฉิน (Runaway truck ramp) หรือการเพิ่มป้ายเตือนขนาดใหญ่ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ใช้ถนน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้ที่ Bangkok Post เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่มาโดยตรง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายสกัดรถบรรทุกพ่วงบรรทุกยาไอซ์ 300 กิโลกรัม

อุบัติเหตุรถบรรทุกร้ายแรงเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 8 ราย

Continue Reading

ข่าว - News

รัฐบาลวางแผนลดจำนวนข้าราชการพลเรือน: จะช่วยประหยัดเงินได้หรือไม่?

Published

on

แผนการอันกล้าหาญของไทยในการลดขนาดข้าราชการพลเรือน: จะได้ผลหรือไม่?

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – รัฐบาลไทยกำลังผลักดันแผนลดจำนวนข้าราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี อ้างอิงรายงานจาก Bangkok Post โครงการนี้เปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ด้วยความสมัครใจ เป้าหมายหลักคือการลดรายจ่ายและปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยขึ้น

ประเด็นสำคัญ 

  • รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) ให้ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคนเก่งจะแห่ลาออกไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีศักยภาพ
  • การลดขนาดองค์กรควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องประเมินเนื้องานก่อนตัดจำนวนบุคลากรเสมอ

รัฐมนตรีหลายท่านเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายได้ แต่กลุ่มนักวิจารณ์กลับมองต่างออกไป พวกเขาเตือนว่าโครงการนี้อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย

ทำไมต้องเป็นข้าราชการวัย 40 ปี?

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 40 ปีเป็นหลัก ข้าราชการในวัยนี้ยังมีเรี่ยวแรงและเวลาพอที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ดีกว่า

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจเจอปัญหาใหญ่หากต้องเปลี่ยนสายอาชีพ การเริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจสร้างความเครียดได้ รัฐบาลจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขนี้อย่างรอบคอบที่สุด

เจาะลึกสถิติข้าราชการไทย

ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.พ. ระบุว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งหมด 414,088 คน อายุเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 42.14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยกลางคนเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กลุ่มข้าราชการอายุ 41 ถึง 50 ปี มีจำนวนถึง 121,545 คน ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 30% ของจำนวนแรงงานในระบบราชการทั้งหมด นี่จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่มาก

เทคโนโลยีและ AI คือทางออก?

นายปกรณ์กล่าวว่า โครงการนี้จะเริ่มทดลองกับพนักงานในตำแหน่งธุรการก่อน งานเอกสารหรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ เหล่านี้สามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ไม่ยาก

หากการนำร่องในกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็จะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป การศึกษารายละเอียดทั้งหมดนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานภายในปีงบประมาณ 2027

นักวิชาการเตือน: ระวังปัญหาแทรกซ้อน

นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน เขามองว่าโครงการนี้มีแนวคิดที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติต้องระวังให้มาก

เขาอธิบายว่า หากออกแบบเงื่อนไขไม่ดี โครงการนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การพิจารณาว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปคือหัวใจสำคัญของการลดขนาดองค์กรครั้งนี้

ใครบ้างที่จะตัดสินใจลาออก?

นณริฏแบ่งกลุ่มคนที่น่าจะเข้าร่วมโครงการออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคนเก่งและมีประสบการณ์สูง คนกลุ่มนี้มักเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทเอกชนอยู่แล้ว

หากรัฐบาลปล่อยให้คนกลุ่มนี้ลาออกไป ภาครัฐจะสูญเสียมันสมองสำคัญในการบริหารประเทศ การกำหนดนโยบายและการให้บริการประชาชนก็จะขาดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเสี่ยงของพนักงานธุรการ

กลุ่มที่สองคือพนักงานฝ่ายปฏิบัติการและธุรการทั่วไป การลดตำแหน่งเหล่านี้อาจช่วยลดรายจ่ายได้จริง แต่มันก็อาจผลักภาระไปสู่ส่วนอื่นแทน

พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกรับราชการเพราะต้องการความมั่นคง ไม่ใช่เพราะต้องการความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด หากพวกเขาเกษียณออกไปแล้วตกงาน พวกเขาอาจต้องกลับมาพึ่งพาสวัสดิการรัฐในรูปแบบอื่นแทน

การประหยัดงบประมาณเกิดขึ้นจริงหรือ?

นักวิชาการยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการจ่ายเงินชดเชย การจูงใจให้ข้าราชการยอมทิ้งความมั่นคงต้องใช้เงินก้อนโต หากให้น้อยไปก็ไม่มีใครเข้าร่วมโครงการ

แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยสูงเกินไป การประหยัดงบประมาณในระยะยาวก็อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องศึกษาจุดสมดุลของตัวเลขนี้ให้ดี

ประกันสุขภาพเอกชน: ทางเลือกที่แพงกว่า?

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการรักษาพยาบาลเดิม แล้วหันไปใช้ระบบประกันสุขภาพของเอกชนแทน ระบบเดิมนั้นมีจุดอ่อนเรื่องการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและการใช้ยาที่เกินความจำเป็น

การใช้บริษัทประกันอาจช่วยตรวจสอบการเคลมเงินได้รัดกุมขึ้น แต่บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร เมื่อข้าราชการอายุมากขึ้น เบี้ยประกันก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

เริ่มที่งาน ไม่ใช่เริ่มที่คน

นณริฏแนะนำว่า การปฏิรูประบบราชการควรเริ่มจากการทบทวนบทบาทของหน่วยงานรัฐเสียก่อน รัฐบาลต้องหาให้เจอก่อนว่างานไหนยังจำเป็นและงานไหนควรถูกตัดทิ้ง

หลังจากนั้นจึงค่อยมากำหนดว่าต้องใช้คนกี่คนในการทำงานเหล่านั้น การตัดคนออกโดยไม่ดูเนื้องานจะทำให้ระบบราชการอ่อนแอ และจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

มุมมองทางการเมือง: ภาวะสมองไหล

สถิตย์ธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน เขาเชื่อว่าโครงการนี้จะดึงดูดคนที่รัฐบาลไม่ควรสูญเสียไปมากที่สุด

คนเก่งมักจะมองเห็นโอกาสในภาคเอกชนและพร้อมที่จะก้าวออกไป ในขณะที่คนซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นมักจะเลือกกอดเก้าอี้ของตัวเองไว้แน่น ผลลัพธ์คือภาครัฐจะเหลือแต่บุคลากรที่มีข้อจำกัดในการทำงาน

วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า

สถิตย์ธรเสนอว่า รัฐบาลควรลดขนาดองค์กรผ่านกระบวนการเกษียณอายุตามปกติ เมื่อมีคนเกษียณ ก็ให้ยุบตำแหน่งนั้นทิ้งและไม่รับคนใหม่เพิ่ม

วิธีนี้จะช่วยให้จำนวนข้าราชการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าและไม่สร้างผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงจนเกินไป

ตัดงบอีเวนต์ดีกว่าตัดคน?

นอกจากประเด็นเรื่องคนแล้ว สถิตย์ธรยังมองว่ารัฐบาลควรไปตรวจสอบงบประมาณส่วนอื่นด้วย โดยเฉพาะงบพัฒนาและโครงการที่ต้องจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาทำงาน

หน่วยงานรัฐหลายแห่งมักจ้างเอกชนมาจัดงานอีเวนต์ ทั้งๆ ที่ข้าราชการในหน่วยงานก็มีความสามารถพอที่จะทำเองได้ การลดรายจ่ายซ้ำซ้อนตรงนี้จะช่วยลดรายจ่ายประเทศได้มหาศาล

อนาคตของระบบราชการไทย

ท้ายที่สุด โครงการนี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ารับราชการอีกต่อไป หากสวัสดิการและความมั่นคงหายไป เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจะหันไปเลือกทำงานเอกชนแทนอย่างแน่นอน

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ระบบราชการไทยจะสูญเสียแรงดึงดูด ภาครัฐจะขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และหน่วยงานต่างๆ จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ทำไมรัฐบาลไทยถึงอยากลดจำนวนข้าราชการ?

A: รัฐบาลต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้แทนที่งานเอกสารแบบเดิม เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น

Q: ข้าราชการกลุ่มไหนคือเป้าหมายหลักของโครงการนี้?

A: โครงการนี้เล็งไปที่กลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในตำแหน่งธุรการทั่วไป รัฐบาลเชื่อว่าคนวัย 40 ปียังสามารถปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไปทำงานเอกชนได้

Q: ทำไมนักวิชาการถึงกังวลเกี่ยวกับโครงการเออร์ลี่รีไทร์?

A: ข้อกังวลหลักคือภาวะ “สมองไหล” นักวิชาการกลัวว่าคนเก่งจะรับเงินชดเชยแล้วย้ายไปทำงานเอกชน ทิ้งให้ระบบราชการขาดแคลนคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่พนักงานทั่วไปจะตกงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐแทน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดเชียงราย หลังรัฐบาลวางแผนเวนคืนที่ดินริมแม่น้ำไทรเพื่อป้องกันน้ำท่วม

 

Continue Reading

ข่าว - News

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

Rebecca Kim

Published

on

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้บ้านของตายายคู่หนึ่งในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 ย่านเขตธนบุรี เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทั้งสองท่านเสียชีวิตพร้อมกับแมวที่เลี้ยงไว้อีกถึง 73 ตัว สองตายายเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ใจบุญที่รับเลี้ยงแมวกว่า 100 ตัวในบ้านหลังนี้ เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 05:59 น. และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วในเวลา 06:05 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานอย่างเต็มกำลัง และสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จในเวลา 06:14 น. แต่ด้วยความรวดเร็วของไฟและควันพิษที่หนาแน่น ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงาน

ประเด็นสำคัญ

  • ตายายสองท่านและแมวอีก 73 ตัว เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในเขตธนบุรีช่วงเช้าตรู่
  • พบแมวรอดชีวิต 19 ตัว โดย 2 ตัวถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์อย่างเร่งด่วน
  • แมวอีก 17 ตัวถูกส่งไปยังศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) เพื่อรอผู้ใจบุญมารับอุปการะต่อไป

หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้สงบลง พวกเขาได้ค้นพบแมวที่รอดชีวิตจากกองเพลิงจำนวน 19 ตัว สภาพของพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ได้รีบนำแมว 2 ตัวที่มีอาการบาดเจ็บส่งไปยังโรงพยาบาลสัตว์เพื่อรับการรักษาทันที ส่วนแมวที่เหลืออีก 17 ตัวได้รับการดูแลเบื้องต้นเป็นอย่างดี

สำนักงานเขตธนบุรีได้รับหน้าที่ดูแลแมวทั้ง 17 ตัวนี้เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นและฟื้นฟูสภาพจิตใจ จากนั้นในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 12:00 น. เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายพวกมันอย่างปลอดภัย แมวทั้งหมดถูกส่งตัวไปยัง ศูนย์ควบคุมสุนัขและแมวประเวศ (Prawet Dog and Cat Shelter) เพื่อรอการอุปการะต่อไป

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบความเสียหายอย่างใกล้ชิด ท่านลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. การทำงานร่วมกันครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตธนบุรี และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะใช้เวลาเพียง 6 นาทีในการเดินทางมาถึง แต่ไฟก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็วมาก ท่านผู้ว่าฯ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ท่านยังได้กล่าวเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

เปิดรับผู้ใจบุญ มอบชีวิตใหม่ให้แมวน้อย

ตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครกำลังเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อหาบ้านใหม่ที่อบอุ่นให้กับแมวที่รอดชีวิตทั้ง 17 ตัว แมวเหล่านี้รอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายมาได้ และต้องการความรักความเอาใจใส่ ศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) จึงขอเชิญชวนผู้ที่รักสัตว์มาร่วมกันให้โอกาสพวกมัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะมอบชีวิตใหม่ให้กับแมวเหล่านี้ สามารถติดต่อทางศูนย์ฯ ได้โดยตรงในช่วงวันและเวลาราชการ การรับอุปการะสัตว์ที่ผ่านเรื่องราวสะเทือนใจ จะช่วยเยียวยาจิตใจของพวกมันได้เป็นอย่างดี เราหวังว่าน้องแมวทุกตัวจะได้พบกับครอบครัวใหม่ที่รักและดูแลพวกมันตลอดไป

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

การป้องกันอัคคีภัยในบ้านพักอาศัย

เหตุการณ์สลดครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญ ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในบ้านมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบสายไฟเก่าและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไฟไหม้ หากพบว่ามีอุปกรณ์ใดชำรุด ควรเปลี่ยนหรือซ่อมแซมทันที

นอกจากนี้ การติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถเตือนภัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ การเตรียมพร้อมและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก เราทุกคนสามารถช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ เริ่มต้นจากบ้านของเราเอง

เรื่องน่าเศร้า! ไฟไหม้บ้านคู่สามีภรรยาสูงอายุจนเสียชีวิต พร้อมกับแมวอีก 73 ตัว กำลังเร่งหาผู้ใจดีรับเลี้ยงแมวที่รอดชีวิต

ความร่วมมือของชุมชนในยามวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ เรามักจะได้เห็นน้ำใจของคนในชุมชนที่ช่วยเหลือกันเสมอ เพื่อนบ้านและผู้เห็นเหตุการณ์ต่างพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ แม้สถานการณ์จะเลวร้าย แต่ความมีน้ำใจนี้คือสิ่งที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของทุกคน

หน่วยงานภาครัฐเองก็ทำงานอย่างหนัก ทั้งในการดับเพลิงและการช่วยเหลือสัตว์ที่รอดชีวิต ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้เราดูแลกันและกันให้ดียิ่งขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

โศกนาฏกรรมในกรุงเทพฯ!! เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่ผับลาดพร้าว คร่าชีวิต 27 ราย

ตำรวจไซเบอร์ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 50,000 เครื่องและเงินสดจำนวนมากจากบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

ตำรวจใช้รอยสักเพื่อระบุตัวตนศพที่เน่าเปื่อยซึ่งพบในนาข้าว
ข่าวอาชญากรรม - Crime10 hours ago

ตำรวจใช้รอยสักเพื่อระบุตัวตนศพที่เน่าเปื่อยซึ่งพบในนาข้าว

โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน
เชียงราย - Chiang Rai News11 hours ago

โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภูเขาห่างไกลของเชียงรายกำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน

เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี "Young Talents Music Competition 2026"
เชียงราย - Chiang Rai News11 hours ago

เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดนตรี “Young Talents Music Competition 2026”

บการในแม่สายต่างยินดี!! ตำรวจเร่งปราบปรามรถแท็กซี่ผิดกฎหมายของเมียนมาร์ ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติ
เชียงราย - Chiang Rai News12 hours ago

บรรดาผู้ประกอบการในแม่สายต่างยินดี!! ตำรวจเร่งปราบปรามรถแท็กซี่ผิดกฎหมายของเมียนมาร์ ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติ

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026
เชียงราย - Chiang Rai News12 hours ago

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว!! ฝึกอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครท้องถิ่นสำหรับปี 2026

โรงเรียนบ้านดอยหลาน บีพีพี จังหวัดเชียงราย ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์กีฬาใหม่
เชียงราย - Chiang Rai News12 hours ago

โรงเรียนบ้านดอยหลาน บีพีพี จังหวัดเชียงราย ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์กีฬาใหม่

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
ข่าวระดับชาติ - National13 hours ago

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เจ้าหน้าที่เร่งเฝ้าระวังความเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำเชียงราย
สุขภาพและการแพทย์ Health13 hours ago

เจ้าหน้าที่เร่งเฝ้าระวังความเสี่ยงสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำเชียงราย

เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 day ago

เหลือเชื่อ! วัยรุ่นจุดไฟเผาร้านอาหารที่อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 100 เมตร

สลด! ตำรวจขับรถพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูก แม่เสียชีวิต ลูกเจ็บสาหัส
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 days ago

สลด! ตำรวจขับรถพุ่งชนจักรยานยนต์ 3 แม่ลูก แม่เสียชีวิต ลูกเจ็บสาหัส

การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง

น่าตกใจ! ชายคนหนึ่งจากจังหวัดพะเยา เมาสารเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งกลางดึก
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

น่าตกใจ! ชายคนหนึ่งจากจังหวัดพะเยา เมาสารเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งกลางดึก

เครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง
ข่าว - News3 weeks ago

เครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง

นักกีฬายิงปืนเยาวชนเชียงรายครองความยิ่งใหญ่ในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ
ข่าวกีฬา Sports4 weeks ago

นักกีฬายิงปืนเยาวชนเชียงรายครองความยิ่งใหญ่ในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมบนท้องถนน: วัยรุ่นผู้ต้องสงสัย 3 คนเข้ามอบตัวแล้ว
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมบนท้องถนน: วัยรุ่นผู้ต้องสงสัย 3 คนเข้ามอบตัวแล้ว

ทหารเชียงรายบุกเข้าตรวจค้นแหล่งซ่อนยาเสพติดในป่า ยึดยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ฝิ่น และเมทแอมเฟตามีน
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ทหารเชียงรายบุกเข้าตรวจค้นแหล่งซ่อนยาเสพติดในป่า ยึดยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ฝิ่น และเมทแอมเฟตามีน

าหนังคาเขา! ชายวัย 55 ปี ถูกจับในข้อหาขโมยสายล่อฟ้าจากระบบประปาของหมู่บ้านในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

จับได้คาหนังคาเขา! ชายวัย 55 ปี ถูกจับในข้อหาขโมยสายล่อฟ้าจากระบบประปาของหมู่บ้านในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

ปฏิบัติการขุดบิตคอยน์ใต้ดินถูกทลายในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 weeks ago

ปฏิบัติการขุดบิตคอยน์ใต้ดินถูกทลายในภาคเหนือของประเทศไทย

ปิดคดีสลดพัทยา! หนุ่มออสซี่รับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างทำไปเพื่อป้องกันตัว
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

ปิดคดีสลดพัทยา! หนุ่มออสซี่รับสารภาพ ฆ่าสาว 17 ยัดกระเป๋า อ้างทำไปเพื่อป้องกันตัว

ภัยเงียบสายปาร์ตี้! ป.ป.ส. เตือนระวัง "โคเคนสีชมพู" ยาเสพติดมรณะระบาดผับบาร์
สุขภาพและการแพทย์ Health4 weeks ago

ภัยเงียบสายปาร์ตี้! ป.ป.ส. เตือนระวัง “โคเคนสีชมพู” ยาเสพติดมรณะระบาดผับบาร์

Download Our App

Trending