ฟุตบอล
วูล์ฟแฮมป์ตันสร้างความตกตะลึงด้วยการเอาชนะแอสตันวิลล่า 2-0 ที่สนามโมลินิวซ์ สเตเดียม
วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์สสร้างเซอร์ไพรส์ในพรีเมียร์ลีกคืนวันศุกร์ หลังเปิดบ้านชนะแอสตัน วิลล่า 2-0 ที่สนามโมลินิวซ์ เกมเวสต์มิดแลนด์ดาร์บี้นัดนี้เจอฝนเทหนักตลอด ทำให้จังหวะการเล่นติดขัดพอสมควร แต่ทีมเจ้าบ้านที่รั้งท้ายตารางยังเล่นแบบมีวินัย และปิดงานได้ตามแผน – รับชมไฮไลท์
ชัยชนะนัดนี้เป็นแค่เกมที่ 2 ของวูล์ฟส์ในลีกฤดูกาล 2025-26 อย่างไรก็ตาม 3 แต้มช่วยดันคะแนนรวมขึ้นเป็น 13 แต้ม และขยับพ้นสถิติคะแนนต่ำสุดที่ไม่น่าจดจำของดาร์บี้ เคาน์ตี้ (11 แต้ม ในฤดูกาล 2007-08) ได้สำเร็จ
ฝั่งแอสตัน วิลล่า ที่ก่อนแข่งอยู่อันดับ 3 เจอความพลาดที่ต้องจดจำ แม้ครองบอลได้มากกว่า แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอ แถมมีช่องว่างให้วูล์ฟส์สวนกลับหลายครั้ง จนสุดท้ายต้องกลับบ้านมือเปล่า และโดนกระทบเป้าหมายลุ้นตั๋วแชมเปียนส์ลีกเต็มๆ
ไฮไลต์เกม, จังหวะสำคัญที่โมลินิวซ์
- ครึ่งแรก: เกมออกมาอึดอัดตั้งแต่ต้น เพราะพื้นลื่นและบอลไหลเร็ว วิลล่าครองบอลมากกว่า แต่สร้างโอกาสแบบจะแจ้งไม่บ่อย ขณะที่วูล์ฟส์ตั้งรับแน่น และรอโต้กลับเป็นระยะ จบ 45 นาทีแรกยัง 0-0
- นาทีที่ 61, ชูเอา โกเมสยิงให้วูล์ฟส์นำ 1-0: ประตูแรกมาจากเกมรุกที่ต่อกันเร็ว แจ็คสัน ชัตชูอาเปิดจากฝั่งขวา อดัม อาร์มสตรองพักบอลเข้าทางให้ชูเอา โกเมส ก่อนมิดฟิลด์ชาวบราซิลกดเต็มข้อจากราว 15 หลา บอลชนคานด้านล่างแล้วเด้งเข้าประตู เอมิเลียโน มาร์ติเนซหมดสิทธิ์เซฟ นี่คือประตูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และเป็นช็อตที่ปลุกทั้งสนามให้ตื่น
- ช่วงท้ายเกม: วิลล่าโหมบุกหนักขึ้นเรื่อยๆ และมีจังหวะเกือบตีไข่แตกด้วย อย่างไรก็ตาม ช็อตหนึ่งของอามาดู โอนาน่าถูกเคลียร์ออกจากเส้นแบบหวุดหวิด ขณะเดียวกันวูล์ฟส์ยังคุมทรงได้ดี และรอจังหวะสวนแบบใจเย็น
- นาทีที่ 90+8, โรดริโก โกเมสปิดกล่อง 2-0: ช่วงทดเจ็บ วิลล่าบุกแล้วเสียบอลกลางทาง วูล์ฟส์สวนกลับแบบ 3 ต่อ 2 ก่อนบอลมาเข้าทางโรดริโก โกเมส ตัวสำรองที่ได้โอกาสในกรอบ เขาหมุนหาช่องแล้วยิงเรียดผ่านมาร์ติเนซเข้าไป กลายเป็นประตูตอกฝาโลง และเรียกเสียงเฮสนั่นจากแฟนเจ้าบ้าน รวมถึงการฉลองสุดมันของกุนซือร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ที่ข้างสนาม
ชัยชนะเกมนี้สะท้อนภาพวูล์ฟส์ที่สู้แบบเป็นทีม แม้มีโอกาสไม่เยอะ แต่เปลี่ยนเป็นประตูได้จริง ส่วนวิลล่าต้องกลับไปทบทวนเรื่องการป้องกันจังหวะสวน และการจบสกอร์ในวันที่เกมไม่เข้าทาง
รายชื่อวูล์ฟแฮมป์ตัน, ตารางคะแนนฟอร์มการเล่นแบบย่อ
วูล์ฟส์มาในแผนเน้นรัดกุม เล่นให้แน่นก่อน แล้วค่อยฉวยโอกาสจากจังหวะเปลี่ยนเกม
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | ผลงานเด่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| GK | โชเซ่ ซา | รับบอลนิ่งแม้ฝนแรง | มีเซฟสำคัญช่วงท้าย |
| กองหลัง | แจ็คสัน ชัตชูอา | แอสซิสต์ประตูแรก | เติมเกมขวาได้ดี |
| กองหลัง | เยอร์ซอน มอสเกร่า | เข้าบอลเด็ดขาด | บล็อกสำคัญช่วงท้าย |
| กองหลัง | ซานติอาโก บูเอโน่ | ยืนตำแหน่งแน่น | เล่นเรียบง่าย |
| กองหลัง | โตติ | ลูกกลางอากาศเด่น | ช่วยคุมพื้นที่ |
| กองหลัง | ฮูโก้ บูเอโน่ | ทำงานเกมรับ | ปิดทางริมเส้น |
| กองกลาง | อ็องเดร | เล่นแน่น, ถูกเปลี่ยนออกท้ายเกม (แองเจิล โกเมสลงแทน) | คุมจังหวะได้ดี |
| กองกลาง | ชูเอา โกเมส | ยิงประตู (น.61) | ลุ้นแมนออฟเดอะแมตช์ |
| กองกลาง | มาเตอุส เบลการ์ด | เติมเกมช่วยรุก, ถูกเปลี่ยน (อาโรโคดาเร่ น.81) | วิ่งไม่มีหมด |
| กองหน้า | ฮวัง ฮีชาน (หรือ มาเน่) | มีส่วนร่วมในจังหวะต่อบอล | อ้างอิงตามรายงาน |
| กองหน้า | อดัม อาร์มสตรอง | พักบอลให้ประตูแรก | สัมผัสดีมาก |
| ตัวสำรอง | โรดริโก โกเมส | ยิงประตู (น.90+8) | ลงมาเปลี่ยนเกม |
โดยรวมแล้ว วูล์ฟส์ยิงไม่เยอะ แต่คม และจัดการโอกาสที่มีได้ครบ
รายชื่อแอสตัน วิลล่า, ตารางคะแนนฟอร์มการเล่นแบบย่อ
วิลล่าภายใต้การคุมทีมของอูไน เอเมรี่คุมเกมได้หลายช่วง แต่จังหวะสุดท้ายไม่ชัด และโดนลงโทษจากความผิดพลาดตอนเสียทรง
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | ผลงานเด่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| GK | เอมิเลียโน มาร์ติเนซ | ทำอะไรไม่ได้กับ 2 ประตู | ออกบอลพอใช้ |
| กองหลัง | หลายราย (เช่น คอนซ่า, ตอร์เรส) | รับมือบอลครอสลำบาก | โดนเจาะริมเส้น |
| กองกลาง | อามาดู โอนาน่า | มีช็อตเกือบได้ประตู | เกมปะทะดี |
| กองกลาง | รอสส์ บาร์คลีย์ (สำรอง) | ลงมาแล้วไม่ช่วยพลิกเกม | มีจังหวะพลาดก่อนเสียประตูท้ายเกม |
| กองหน้า | โอลลี่ วัตกินส์ (อ้างอิง) | ได้บอลน้อย | เงียบกว่าปกติ |
| ตัวสำรองอื่นๆ | เปลี่ยนแล้วเกมไม่ดีขึ้น | เจาะแนวรับไม่เข้า |
แม้จะครองบอลเหนือกว่า แต่สภาพฝนและพื้นสนามทำให้เกมรุกของวิลล่าติดขัด โดยเฉพาะตอนต้องเร่งจังหวะ
หลังเกม, คำพูดและผลกระทบต่ออันดับ
ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ชื่นชมลูกทีมเรื่องความทุ่มเท และพูดติดตลกหลังจบเกมว่า เกมที่ทีมชนะในลีกปีนี้ ผู้จัดการทีมทั้งสองฝั่งมักหายไปจากข้างสนาม (สื่อถึงจังหวะฉลองกันสุดตัว) ชัยชนะครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้วูล์ฟส์ในเส้นทางหนีตกชั้น
ด้านอูไน เอเมรี่ยอมรับว่าทีมพลาดโอกาสสำคัญ และเกมนี้ทำให้การลุ้นท็อปโฟร์สะดุด แต่เขายังย้ำว่าทุกอย่างยังอยู่ในมือของทีม ก่อนเข้าสู่โปรแกรมต่อไปที่กดดันขึ้นเรื่อยๆ
ค่ำคืนฝนกระหน่ำที่โมลินิวซ์จบลงด้วยเรื่องเล่าของทีมรองบ่อนแบบเต็มๆ และเป็นอีกเกมที่แฟนพรีเมียร์ลีกน่าจะจำไปอีกนานในฤดูกาล 2025-26
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรอัล มาดริด เอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก
ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว เกมนี้เสียงเชียร์ดังตลอด 90 นาที เมื่อเรอัล มาดริดเปิดบ้านชนะเบนฟิก้า 2-1 ในเลกสองรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 รวมผลสองนัด “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 3-1 โดย วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นคนยิงประตูชัยช่วงท้ายเกม ในนาที 80 – รับชมไฮไลท์
นัดนี้มีเรื่องให้พูดหลายมุม ทั้งรายชื่อที่ขาดหายของผู้เล่นตัวหลัก และบรรยากาศต่อเนื่องจากเกมแรกที่ลิสบอนซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการเหยียดผิวต่อวินิซิอุส อย่างไรก็ตาม มาดริดยังคุมสติได้ดี และหาทางกลับมาเก็บชัยชนะตามเป้า
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 14: เบนฟิก้าบุกนำก่อนจากเกมสวนกลับ ราฟา ซิลวา จบสกอร์เฉียบคมให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 (รวมสองนัด 1-1)
- นาทีที่ 16: มาดริดตอบโต้ทันที ออเรเลียง ชูอาเมนี กดไกลด้วยขวา บอลพุ่งเสียบเสาไกลเป็น 1-1 (รวมสองนัด 2-1) โดย เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ทำแอสซิสต์
- ช่วงครึ่งแรก: รูปเกมออกมาสูสี เบนฟิก้ารับแน่นและรอจังหวะสวน ส่วนมาดริดครองบอลมากกว่า แต่จังหวะจบยังไม่ต่อเนื่อง
- นาทีที่ 80: จังหวะชี้ขาดมาถึง วินิซิอุส จูเนียร์ รับบอลจากบัลเบร์เด้ ลากตัดเข้าใน แล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเด็ดขาด มาดริดแซงนำ 2-1 (รวมสองนัด 3-1)
- ท้ายเกม: เบนฟิก้าเร่งเกมหวังตีเสมอ แต่แนวรับมาดริดยังยืนระยะได้ดี สุดท้ายเจ้าถิ่นปิดงาน เก็บตั๋วรอบ 16 ทีมได้สำเร็จ
วินิซิอุสที่ทำประตูได้ทั้งสองนัด (เลกแรกยิง 1-0) กลายเป็นตัวเด่นของซีรีส์นี้ เขายังเล่นด้วยความมุ่งมั่น แม้บางจังหวะจะเจอเสียงโห่จากฝั่งทีมเยือนก็ตาม
สถิติฝั่งเรอัล มาดริด (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ติบอต์ กูร์กตัวส์ | 90 | – | – | 85 | เซฟช่วยทีมหลายครั้ง |
| DF | ดานิ การ์บาฆัล | 90 | 0 | 0 | 88 | เกมรับแน่น อ่านเกมดี |
| DF | อันโตนิโอ รือดิเกอร์ | 90 | 0 | 0 | 92 | คุมแนวรับและดวลลูกกลางอากาศ |
| MF | เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ | 90 | 0 | 2 | 90 | ทำสองแอสซิสต์สำคัญ |
| MF | ออเรเลียง ชูอาเมนี | 90 | 1 | 0 | 87 | ยิงตีเสมอเปลี่ยนโมเมนตัม |
| FW | วินิซิอุส จูเนียร์ | 90 | 1 | 0 | 82 | คนยิงประตูชัย |
| FW | อาร์ดา กุลเลอร์ | 75 | 0 | 0 | 85 | เคยมีจังหวะได้ประตูแต่ไม่เป็นผลหลังเช็ก VAR |
(สถิติโดยประมาณจากรายงานแมตช์ มาดริดครองบอลราว 60% ยิงเข้ากรอบ 5 ครั้ง)
สถิติฝั่งเบนฟิก้า (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ผู้รักษาประตูหลัก | 90 | – | – | 80 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยให้เกมสูสี |
| DF | นักเตะแนวรับหลัก | 90 | 0 | 0 | 85 | รับแน่นช่วงต้นเกม |
| MF | ราฟา ซิลวา | 85 | 1 | 0 | 82 | ยิงประตูขึ้นนำ แต่ถูกเปลี่ยนตัว |
| MF | เลอันโดร บาร์เรiro | 90 | 0 | 0 | 88 | ช่วยคุมจังหวะกลางสนาม |
| FW | วานเจลิส ปาฟลิดิส | 70 | 0 | 0 | 75 | มีส่วนกับเกมรุก แต่จบไม่คม |
(สถิติโดยประมาณ เบนฟิก้าครองบอลน้อยกว่า ยิงเข้ากรอบ 3 ครั้ง และมีโอกาสดีช่วงต้นเกม)
วิเคราะห์หลังเกม: มาดริดผ่านได้ตามเป้า แต่ยังมีจุดต้องแก้
แม้ผลออกมาชนะ แต่มาดริดไม่ได้ไหลลื่นตลอดเกม เพราะไม่มีทั้ง เกียง มัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม (จากอาการบาดเจ็บและโทษแบน) ทำให้เกมรุกขาดความคมในบางช่วง อย่างไรก็ตาม แดนกลางอย่างบัลเบร์เด้และชูอาเมนียืนระยะได้ดี และช่วยพาทีมกลับมาได้จริง ส่วนวินิซิอุสยังเป็นตัวทีเด็ดที่คู่แข่งต้องระวังเสมอ
ขณะที่เบนฟิก้า ภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ (ตามข่าวบางส่วน) ทำผลงานได้น่าชื่นชม โดยเฉพาะครึ่งแรกที่ออกนำและทำให้เกมตึงมือ แต่เมื่อเสียประตูช่วงท้าย ทีมก็ไล่ไม่ทัน และต้องยุติเส้นทางในรายการนี้
ต่อจากนี้เรอัล มาดริดต้องรอผลจับสลากรอบ 16 ทีม ซึ่งอาจเจองานหนักอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงอย่างนั้น ชัยชนะนัดนี้ก็ย้ำชัดว่า มาดริดยังมีหัวใจของทีมใหญ่ และยังเอาตัวรอดในคืนที่กดดันได้เสมอ
(บทความนี้สรุปเกมเรอัล มาดริด พบ เบนฟิก้า จบที่ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง)
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
ฟุตบอล
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ของเอ็ดดี้ ฮาว เดินหน้าต่อในฟุตบอลยุโรปตามเป้าหมาย หลังเลกแรกบุกไปถล่มคาราบัก 6-1 ที่อาเซอร์ไบจาน ก่อนกลับมาเก็บชัยที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค 3-2 ในคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ส่งผลให้สกอร์รวมสองนัดเป็น 9-3 และตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในรายการนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 – รับชมไฮไลท์
แม้จะถือความได้เปรียบจากเลกแรกแบบชัดเจน แต่นัดนี้ไม่ได้ง่ายไปทั้งหมด เพราะคาราบักเร่งเครื่องในครึ่งหลังและยิงได้สองลูก ทำให้เกมกลับมามีจังหวะให้ลุ้นตลอดช่วงท้าย ขณะเดียวกัน แฟนบอลกว่า 52,000 คนในสนามก็ได้เห็นนิวคาสเซิลเริ่มเกมได้ดุดัน และยังคุมสถานการณ์ได้จนจบ
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 4: นิวคาสเซิลขึ้นนำ 1-0, แซนโดร โตนาลี ตามซ้ำจังหวะที่วิลเลียม โอซูล่า ยิงติดเซฟ นายด่านคาราบักปัดออกมาเข้าทางพอดี สกอร์รวมขยับเป็น 7-1
- นาทีที่ 6: เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0, โจเอลินตัน ส่งบอลเข้าประตูจากเกมรุกต่อเนื่อง ทำให้ช่วง 6 นาทีแรกของเกมเร้าใจมาก สกอร์รวมเป็น 8-1
- นาทีที่ 50: คาราบักไล่มา 2-1, คามิโล ดูราน ยิงตีไข่แตกให้ทีมเยือน สกอร์รวมเป็น 8-2
- นาทีที่ 52: นิวคาสเซิลตอบโต้ทันทีเป็น 3-1, สเวน บอตมัน โหม่งจากลูกเตะมุมของเคียแรน ทริปเปียร์ สกอร์รวมหนีเป็น 9-2
- นาทีที่ 57: คาราบักไล่มาอีกเป็น 3-2, เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ ซ้ำจุดโทษที่อารอน แรมส์เดล ปัดออกมาเข้าทาง แล้วปิดงานไม่พลาด
หลังพักครึ่ง นิวคาสเซิลผ่อนจังหวะลงบ้างตามรูปเกมที่นำอยู่มาก แต่คาราบักยังเดินหน้ากดดันและสร้างโอกาสได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เจ้าถิ่นยังประคองเกมไว้ได้ดี และไม่ปล่อยให้สกอร์รวมสั่นคลอน
สถิติเด่นของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| แซนโดร โตนาลี | กองกลาง | 1 ประตู | ยิงให้ทีมออกนำตั้งแต่นาทีที่ 4 |
| โจเอลินตัน | กองกลาง | 1 ประตู | บวกสกอร์เพิ่มในนาทีที่ 6 |
| สเวน บอตมัน | กองหลัง | 1 ประตู | โหม่งจากลูกเตะมุม |
| วิลเลียม โอซูล่า | กองหน้า | – | มีส่วนสร้างจังหวะสำคัญหลายครั้ง |
| เคียแรน ทริปเปียร์ | แบ็กขวา | 1 แอสซิสต์ | เปิดมุมให้บอตมันทำประตู |
| อารอน แรมส์เดล | ผู้รักษาประตู | – | เซฟจุดโทษได้ แต่โดนซ้ำ |
โดยรวมแล้วนิวคาสเซิลครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่ยังมีจังหวะหลุดในเกมรับบางช่วง โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เสียสองประตู ทำให้ทีมต้องเร่งกลับมาคุมเกมให้แน่นขึ้น
สถิติเด่นของคาราบัก เอฟเค
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| คามิโล ดูราน | กองหน้า | 1 ประตู | ยิงให้ทีมไล่มาในครึ่งหลัง |
| เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ | กองกลาง/กองหน้า | 1 ประตู | ซ้ำจุดโทษที่ถูกปัด |
| มาเตอุส โคชัลสกี | ผู้รักษาประตู | – | มีจังหวะเซฟหลายครั้ง แต่โดนเร็วช่วงต้นเกม |
| ยานโควิช | – | – | ยิงจุดโทษแต่ติดเซฟ |
ถึงจะแพ้ แต่คาราบักทำให้เกมกลับมาสนุก โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่กล้าเล่น กล้ากดดัน และยิงได้ถึงสองประตูจนแฟนทีมเยือนยังพอมีมุมให้ภูมิใจ
ฮาวพอใจผลงาน แต่ย้ำต้องลดความพลาด
หลังจบเกม เอ็ดดี้ ฮาว ชื่นชมภาพรวมของทีม เพราะลูกทีมยังเล่นจริงจังแม้นำห่างจากเลกแรก อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าต้องจัดการรายละเอียดในเกมรับให้ดีกว่านี้ หลังเสียประตูสองลูกในช่วงที่ทีมเริ่มผ่อนเกม
จากนี้นิวคาสเซิลต้องรอจับสลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายในวันศุกร์ โดยมีโอกาสเจอทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนาหรือเชลซี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็เป็นอีกบททดสอบที่แฟนบอลอยากเห็น
การผ่านเข้ารอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสโมสร และช่วยตอกย้ำว่าทีมชุดนี้มีคุณภาพพอจะไปต่อในเวทียุโรป ทำให้แฟนๆ “แม็กพายส์” มีความหวังกับเส้นทางในฤดูกาลนี้มากขึ้นอีกขั้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
เอฟเวอร์ตันเปิดบ้านต้อนรับ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่สนามฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม เกมสูสีกันตลอด 90 นาที ก่อนที่ทีมเยือนจะเฉือนชนะไป 1-0 จากประตูของเบนจามิน เชสโก้ ตัวสำรอง ในนาทีที่ 71 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทีมของไมเคิล คาร์ริค ชนะติดต่อกัน 5 จาก 6 นัดหลังสุด และขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ของตารางคะแนน – ชมไฮไลท์การแข่งขัน
รูปเกม: แน่นทั้งคู่ โอกาสมีแต่จบไม่คม
ช่วงครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม เอฟเวอร์ตันพยายามเพรสซิงสูงเพื่อกดดันตั้งแต่แดนบน ขณะที่แมนยูยืนเกมรับเป็นระเบียบและรอจังหวะสวนกลับ ทำให้ 45 นาทีแรกยังไม่มีประตู แม้ทั้งสองฝั่งจะมีโอกาสลุ้นอยู่บ้าง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ
กลับมาครึ่งหลัง เอฟเวอร์ตันเริ่มเปิดเกมมากขึ้นเพื่อเอาประตูนำ อย่างไรก็ตาม แมนยูอ่านทางได้และใช้จังหวะสวนกลับเร็วเล่นงาน จนกลายเป็นประตูตัดสินในนาทีที่ 71
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาที 71 แมนยูขึ้นนำ 0-1: จังหวะสวนกลับ มาเตอุส คุนยา วางบอลยาวทะลุแนวรับให้ ไบรอัน เอ็มเบวโม หลุดเข้าไปก่อนจ่ายต่อให้ เบนจามิน เซสโก้ ที่เติมมาปิดงานไม่พลาด ส่งบอลผ่านมือ จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไป
- ช่วงท้ายเกม เอฟเวอร์ตันเกือบตีเสมอ แต่ลูกยิงของ เจมส์ การ์เนอร์ และจังหวะเข้าทำอีกหลายครั้งยังติดเซฟผู้รักษาประตูแมนยู
- ด้านแมนยูเองก็เกือบได้ประตูที่สองจากเคาน์เตอร์แอทแทค แต่แนวรับเจ้าบ้านช่วยกันเคลียร์ออกจากเส้นได้ทัน
- แม้เอฟเวอร์ตันจะครองบอลมากกว่าเล็กน้อย แต่แมนยูทำได้ดีกว่าในจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก และจบสกอร์ได้เฉียบกว่า
สำหรับเซสโก้ นี่คืออีกหนึ่งเกมที่เขาลงมาเปลี่ยนสถานการณ์ได้ทันที และยังเป็นประตูที่ 3 ใน 4 นัดหลังสุดที่เขาทำได้ในฐานะตัวสำรอง ช่วยให้คาร์ริคพาทีมเดินหน้าต่อด้วยฟอร์มไร้พ่าย
สถิติทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 42% |
| ยิงทั้งหมด | 9 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 3 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 78% |
| ฟาวล์ | 12 ครั้ง |
| การเตะมุม | 4 ครั้ง |
| การเซฟ | 4 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 0.85 |
| ผู้ทำประตู | เบนจามิน เซสโก้ (71′) |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | เบนจามิน เซสโก้ / ไบรอัน เอ็มเบวโม |
ภาพรวมแล้ว แมนยูเล่นอย่างมีวินัย รอจังหวะให้คู่แข่งพลาด และใช้ความเร็วเกมรุกสร้างความต่างได้ในช่วงสำคัญ
สถิติทีมเอฟเวอร์ตัน
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 58% |
| ยิงทั้งหมด | 12 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 82% |
| ฟาวล์ | 10 ครั้ง |
| การเตะมุม | 6 ครั้ง |
| การเซฟ | 2 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 1.12 |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | จอร์แดน พิกฟอร์ด / เจมส์ การ์เนอร์ |
เอฟเวอร์ตันมีโอกาสมากกว่าและขึ้นเกมได้ต่อเนื่องในหลายช่วง แต่ยังมีปัญหาเดิมคือจบสกอร์ไม่เด็ดขาด อีกทั้งเสียประตูจากจังหวะโดนสวนกลับตอนดันเกมสูง
ผลหลังเกม: แมนยูยึดท็อปโฟร์ต่อ เอฟเวอร์ตันยังต้องเร่งแต้ม
สามแต้มเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทิ้งแต้มเชลซี และยึดอันดับ 4 ได้ชัดขึ้น ส่งผลให้การลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้าดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ภายใต้การคุมทีมของไมเคิล คาร์ริค ที่กระแสเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องโอกาสได้คุมทีมแบบถาวร
ส่วนเอฟเวอร์ตันยังอยู่โซนกลางตาราง แต่ยังต้องรีบเก็บแต้มเพื่อหนีพื้นที่อันตราย แม้ภาพรวมในบ้านจะทำได้ดี ทว่าเรื่องความคมหน้าปากประตูก็ยังเป็นจุดที่ต้องแก้
เกมนี้เป็นอีกนัดที่บอกชัดว่าพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 เข้มข้นจริง ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอลเอาชนะท็อตแนม 4-1 ในศึกดาร์บี้แมตช์แห่งลอนดอนเหนือ
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวสารภาพขโมยทองคำหนัก 26 บาท
-
ข่าวระดับชาติ - National4 days ago
สัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุการตายของเสือ 72 ตัว และเกรงว่าจะมีการปกปิดความจริง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจประกาศดำเนินการปราบปรามการเมาแล้วขับทั่วประเทศ













