ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าชาวอินเดียที่สนามบินสุวรรณภูมิ
กรุงเทพฯ – เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่คุ้มครองสัตว์ป่าจับกุมนายนาวิน กุมาร อายุ 38 ปี หลังจากพบสัตว์ป่ามีชีวิต 13 ตัว ซึ่งรวมถึงลิงแลงเกอร์ ลิงชะนี และเต่าหายาก ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขา เขาอาจต้องรับโทษหนักตามกฎหมายไทย
ผู้ต้องหาคือ นายนาวีน กุมาร อายุ 38 ปี สัญชาติอินเดีย เขาเตรียมเดินทางด้วยสายการบินไทยแอร์เวย์ส ไปยังเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ระหว่างตรวจคัดกรอง เจ้าหน้าที่พบภาพเอกซเรย์ของกระเป๋าเดินทางสีเทาแบบมีล้อมีจุดผิดสังเกต จึงเปิดตรวจละเอียดทันที
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบสัตว์ป่ามีชีวิตรวม 15 ตัว ถูกซ่อนในตะกร้าพลาสติกและถุงผ้า ปะปนมากับของใช้ส่วนตัว รายการที่พบ ได้แก่
- ลิงลางูร์ (langur) 1 ตัว
- กิบบอน (gibbon) 1 ตัว
- เต่าพูลู (Pulu turtles) และเต่าน้ำจืดหายากชนิดอื่น ๆ รวม 13 ตัว
แม้สัตว์ทั้งหมดจะยังมีชีวิต แต่การขนส่งทำอย่างไม่เหมาะสม ทำให้เสี่ยงบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ง่าย อีกทั้งยังอาจกระทบต่อสุขภาพสาธารณะ เจ้าหน้าที่จึงยึดสัตว์ไว้เป็นของกลาง และส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจชนิดพันธุ์ ประเมินสุขภาพ และจัดการดูแลตามขั้นตอน
ข้อหาที่ผู้ต้องหาถูกแจ้ง
คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลายกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับนายนาวีน กุมาร ในข้อหาหลัก ๆ ดังนี้
- พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งใช้ควบคุมการครอบครองและการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมถึงชนิดพันธุ์ในบัญชี CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) เช่น
- ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
- พยายามส่งออกหรือนำสัตว์ป่าคุ้มครองออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
- พระราชบัญญัติศุลกากร ในฐานลักลอบนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร
- พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เพราะการเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านโรคระบาด
สำหรับโทษนั้นถือว่าหนัก โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่เพิ่มความเข้มงวดเพื่อสกัดอาชญากรรมสัตว์ป่า โทษอาจถึง จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนสัตว์ รวมถึงสถานะในบัญชี CITES ซึ่งสัตว์อย่างลิงลางูร์และกิบบอนหลายชนิดถูกคุ้มครองในระดับสูง ขณะที่เต่าหายากหลายชนิดก็อยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์
ภาพรวมปัญหาลักลอบค้าสัตว์ป่าในไทย
ไทยถูกมองว่าเป็นจุดสำคัญของเส้นทางค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ เช่น สุวรรณภูมิและดอนเมือง อีกทั้งยังมีแนวพรมแดนติดหลายประเทศ ทำให้ถูกใช้เป็นจุดผ่านไปยังตลาดปลายทาง เช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย
ธุรกิจผิดกฎหมายนี้มีมูลค่าสูงระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในภาพรวมทั่วโลก สัตว์ที่มักถูกลักลอบได้แก่ ลิงหลายชนิด เต่า งาช้าง และสัตว์ป่าอื่น ๆ เพื่อนำไปเป็นอาหาร ยา สัตว์เลี้ยง หรือใช้ในการแสดง อย่างไรก็ตาม การจับจากธรรมชาติและการขนส่งที่โหดร้ายทำให้สัตว์จำนวนมากตายระหว่างทาง ผลที่ตามมาคือประชากรสัตว์ลดลงเร็ว และระบบนิเวศเสียสมดุล
ช่วงหลัง ๆ ยังพบคดีที่สนามบินสุวรรณภูมิบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความพยายามนำลิงแสม ลิงอุรังอุตัง หรือเต่าหายากออกนอกประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าปัญหายังไม่จบ และผู้กระทำผิดยังพยายามหาช่องทางใหม่อยู่เสมอ
ไทยรับมืออย่างไรกับการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
ภาครัฐ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าเข้มงวดมากขึ้นเพื่อสกัดการลักลอบค้าสัตว์ป่า แนวทางสำคัญที่ใช้ ได้แก่
- เพิ่มความเข้มของจุดตรวจสัตว์ป่า ที่สนามบินและด่านชายแดน พร้อมใช้เครื่องเอกซเรย์และอุปกรณ์ตรวจจับที่ละเอียดขึ้น
- ทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เช่น ศุลกากร ตำรวจสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น INTERPOL, ASEAN-WEN และ CITES Secretariat
- ยกระดับกฎหมายและบทลงโทษ โดย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพิ่มโทษจำคุกและค่าปรับ รวมถึงครอบคลุมสัตว์ต่างถิ่นในบัญชี CITES
- ดูแลสัตว์ป่าที่ตรวจยึดได้ ส่งต่อศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าเพื่อฟื้นฟู บำบัด และพิจารณาปล่อยคืนธรรมชาติเมื่อพร้อม
- รณรงค์ลดความต้องการซื้อขาย ผ่านการสื่อสารสาธารณะ และการทำงานร่วมกับ NGOs เช่น TRAFFIC และ WWF เพื่อให้คนลดการบริโภคและใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า
ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 หน่วยงานรัฐยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อรับมือกับรูปแบบการลักลอบที่ซับซ้อนมากขึ้น
คดีของนายนาวีน กุมาร เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ไทยในการปกป้องสัตว์ป่า และส่งสัญญาณชัดว่าไทยไม่ใช่ช่องทางง่ายสำหรับขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ
หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่เดินหน้าสอบสวนต่อเพื่อขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันสัตว์ทั้ง 15 ตัวได้รับการดูแลเบื้องต้น และจะเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันชนิดพันธุ์ รวมถึงการตรวจ DNA ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารในจังหวัดเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ดที่ฝังไว้ในนาข้าว
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
กรุงเทพฯ – ศาลอาญาถนนรัชดาภิเศกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายสารรัตน์ รังสิวุฒิพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอม ไซยาไนด์” ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในข้อหาฆาตกรรมพันตำรวจโท นิภา แสนชน หรือ “สารวัตรปู่” ซึ่งถูกวางยาพิษด้วยไซยาไนด์ในจังหวัดนครปฐมเมื่อปี 2566
ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อชิงทรัพย์ และเพื่อปกปิดความผิดเดิม อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาว่าคำให้การบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษจากประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต
คำพิพากษานี้เป็นสำนวนที่สองในคดีของ “แอม ไซยาไนด์” หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลเคยพิพากษาประหารชีวิตในอีกสำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์
ลำดับเหตุการณ์: วางแผนใช้ไซยาไนด์อย่างเป็นขั้นตอน
คดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 1 เมษายน 2566 ในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ตอนนั้นจำเลยอายุ 39 ปี ศาลระบุว่าจำเลยเตรียมสารพิษไซยาไนด์ แล้วนำไปปนในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา รับประทานหรือดื่ม จนเสียชีวิต
จากแนวทางไต่สวนของศาล พบว่าจำเลยเคยยืมเงินผู้ตาย 50,000 บาท และคืนไปแล้วบางส่วน ขณะเดียวกัน ผู้ตายยังพยายามช่วยเหลือสามีเก่าของจำเลยเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งราชการด้วย
ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน ผู้ตายถอนเงินสด 140,000 บาท แต่หลังเสียชีวิต เงินจำนวนนี้หายไป ต่อมาพบว่าในบัญชีของจำเลยมีการฝากเงิน 2 ครั้ง รวม 140,000 บาทพอดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเรื่องพฤติกรรมเล่นพนันออนไลน์อย่างหนักของจำเลย
ศาลยังระบุด้วยว่า จำเลยมีภาระหนี้จากการพนันออนไลน์ระดับหลักสิบล้านบาท รวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อออนไลน์อีกหลายล้านบาท จึงก่อเหตุเพื่อเอาทรัพย์ไปใช้หนี้ พฤติการณ์เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ข้อมูล “แอม ไซยาไนด์” กับข้อสงสัยคดีเสียชีวิตต่อเนื่อง 14 ราย
นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ เป็นอดีตภรรยาของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่จับกุมเธอครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 หลังเกิดคดีเสียชีวิตที่มีข้อสงสัยของคนใกล้ชิด
จากการสอบสวน ตำรวจมองว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีวางยาพิษไซยาไนด์ต่อเนื่อง ช่วงปี 2563 ถึง 2566 รวมอย่างน้อย 14 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ที่ถูกชักชวนลงทุน หรือมีเรื่องกู้ยืมเงิน ก่อนจะพบการปนเปื้อนในอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาแคปซูลสมุนไพรปลอม
- คดีที่มีคำพิพากษาแล้ว
- น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ (ก้อย) เสียชีวิตเดือนเมษายน 2566 ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี (ศาลพิพากษาประหารชีวิต 20 พฤศจิกายน 2567)
- พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (สารวัตรปู) เสียชีวิตที่จังหวัดนครปฐม (ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 20 กุมภาพันธ์ 2569)
- คดีอื่นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ตำรวจยังขยายผลอีกมากกว่า 10 คดี และพบร่องรอยไซยาไนด์ในร่างผู้เสียชีวิตทุกศพตามข้อมูลการสอบสวน
โดยรวมแล้ว เธอถูกแจ้งข้อหามากกว่า 80 ข้อหา ครอบคลุมความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปลอมปนอาหารหรือยา ปลอมเอกสาร และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เสียงจากครอบครัวผู้เสียหาย และกระแสในสังคม
พี่สาวของสารวัตรปู ซึ่งเข้าฟังคำพิพากษา สะท้อนความรู้สึกหดหู่ หลังได้ยินรายละเอียดการวางแผนก่อเหตุ ครอบครัวขอบคุณศาลที่ลงโทษหนัก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อยากให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต เหมือนสำนวนแรก
คดี “แอม ไซยาไนด์” ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจ เพราะรูปแบบการก่อเหตุเงียบและรุนแรง ใช้สารพิษที่ตรวจพบยาก อีกทั้งยังพัวพันกับประเด็นเรื่องเครือข่ายคนใกล้ชิด วงการตำรวจ และการพนันออนไลน์ที่คนจำนวนมากกังวล
สรุปภาพรวม และทิศทางหลังจากนี้
คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำหญิงบางเขน และยังต้องต่อสู้คดีอื่นอีกหลายสำนวน ซึ่งศาลอาจพิจารณาแยกคดีหรือรวมโทษตามขั้นตอน
สังคมยังติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกฝ่ายอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มอลลี่ ไซบีเรียนฮัสกี้จากไปอย่างสงบ หลังสู้จนถึงที่สุด ท่ามกลางพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ภูเก็ต – หญิงคนดังกล่าวถูกจับกุมโดย “ตำรวจไซเบอร์” หลังจากพบว่าซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในภูเก็ต ประเทศไทย คดีนี้เกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 10.617 พันล้านบาท
เวลา 11.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยร่วมแถลงผลปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้
พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ระบุว่า ตำรวจได้รับการประสานจากหน่วยงานความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ให้ช่วยติดตามจับกุม น.ส.โอเล อายุ 42 ปี สัญชาติยูเครน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่สหรัฐฯ ต้องการตัว หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงชาวอเมริกันในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายประมาณ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,617 ล้านบาท
ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ (การฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์) ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ (แผนการหลอกลวงแบบปิรามิด/ปอนซี)” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายของสหรัฐฯ โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีและเดินทางเข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย
ด้าน พ.ต.อ.ธีระ เชื้อสุวรรณ เปิดเผยว่า ชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 ตรวจสอบจนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าไทยช่วงเดือนธันวาคม 2568 และพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต จากนั้นตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต แล้วเข้าตรวจค้นห้องพักก่อนจับกุมตัวได้สำเร็จ
ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป iPad และเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ และขอไปให้การในชั้นศาล
หลังจับกุม ตำรวจควบคุมตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีหน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น FBI, HSI และ USSS ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อดำเนินการตามคำร้องผ่านความร่วมมือด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ (MLAT) และเตรียมขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ภาค 5 จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีออนไลน์ ซึ่งถูกจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารปลอมและถอนเงินสด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ทหารเชียงรายยึดยาบ้า 9 ล้านเม็ดในเชียงแสน
เชียงราย – ทหารเรือจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ออกลาดตระเวนแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ช่วงกลางดึก ก่อนพบรถกระบะคอกเหล็กจอดทิ้งไว้ริมฝั่งในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อตรวจค้นพบกระสอบฟางจำนวนมากซุกซ่อนยาบ้า รวมประมาณ 9,000,000 เม็ด จึงยึดของกลางพร้อมรถไว้ตรวจสอบและขยายผล
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 22.00 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา หลัง น.อ.ภากร มาเนียม ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย มอบหมายให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน จัดกำลังออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามแนวริมแม่น้ำโขง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคดียาเสพติดที่มักใช้เส้นทางแม่น้ำโขงเป็นช่องทางลำเลียง
ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ติดตั้งโครงเหล็กสำหรับบรรทุกสินค้า จอดอยู่บริเวณป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแซว ต.บ้านแซว หมู่ 1 อ.เชียงแสน ลักษณะผิดปกติจึงเข้าตรวจสอบ แต่ไม่พบคนขับ โดยพบว่าเปิดประตูรถทิ้งไว้และคาดว่าหลบหนีไปกับความมืด
เมื่อเปิดตรวจบริเวณกระบะท้าย พบกระสอบฟางบรรจุในถุงพลาสติกสีดำเต็มคัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจดูภายในกระสอบ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแต่ละห่อมีประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมดราว 9,000,000 เม็ด
หลังจากนั้น นรข.เขตเชียงรายได้นำของกลางและรถที่ใช้ขนส่งส่งเก็บรักษาไว้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ทหารในเชียงใหม่สังหารผู้ค้ายาเสพติด 5 ราย และยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 3.5 ล้านเม็ด








