ฟุตบอล
เชลซีสะดุดคาบ้าน! ลีดส์ ยูไนเต็ด ฮึดไล่เจ๊า 2-2 ชวดแต้มลุ้นท็อปโฟร์
ค่ำคืนที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เกมเหมือนจะเป็นของเชลซีเต็มๆ ทีมของ ลิอัม โรเซนิเออร์ เกือบคว้าชัยในลีกเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน และมีโอกาสขยับขึ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ด้วย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เมื่อลีดส์ ยูไนเต็ดที่กำลังมั่นใจ ไล่จากตาม 0-2 กลับมาเสมอ 2-2 ทำให้ “สิงห์บลู” ทำแต้มหล่นแบบน่าเสียดาย
เชลซีออกสตาร์ตได้ดี ครองบอลมากกว่าและเจาะได้ต่อเนื่อง นาทีที่ 24 โคล พาลเมอร์ แทงทะลุช่องให้ โจเอา เปดรู หลุดเดี่ยว ก่อนยกบอลข้ามหัวคาร์ล ดาร์โลว์เข้าไปอย่างเหนือชั้น เจ้าถิ่นนำ 1-0 แบบสมเหตุสมผล – ชมไฮไลท์
จบครึ่งแรก เชลซีดูคุมเกมได้ชัด ลีดส์แทบไม่ค่อยมีจังหวะจบสกอร์ใส่โรเบิร์ต ซานเชซ
ครึ่งหลังเชลซีมาได้เพิ่ม นาทีที่ 58 ผู้ตัดสินให้จุดโทษหลังเปดรูโดน แจกา บิโจล เบียดล้มในเขตโทษ พาลเมอร์รับหน้าที่สังหาร ยิงเรียดไปมุมขวาล่างไม่พลาด สกอร์เป็น 2-0 บรรยากาศในสนามเหมือนชัยชนะกำลังอยู่แค่เอื้อม
แต่ลีดส์ไม่ยอมง่ายๆ นาทีที่ 67 ทีมเยือนได้จุดโทษคืน เมื่อ โมอิเซส ไกเซโด ไปทำฟาวล์ เจย์เดน โบเกิล ในกรอบเขตโทษ ลุคัส นเมชา ยิงเข้ามุมซ้ายอย่างเฉียบคม ไล่มา 2-1
จากนั้นอีก 6 นาที เกมก็กลับมาเท่ากัน นาทีที่ 73 แนวรับเชลซีมีพลาดจังหวะสำคัญ เปิดทางให้ โนอาห์ โอกาฟอร์ ตัวสำรองของลีดส์ หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบตาข่ายเป็น 2-2 ทำเอาสแตมฟอร์ด บริดจ์เงียบลงทันที ขณะที่แฟนทีมเยือนฉลองกันสุดเสียง
ท้ายเกมเชลซีเร่งหาประตูชัย ช่วงทดเจ็บ โจเรล ฮาโต้ เปิดบอลโค้งให้เปดรูโหม่ง แต่บอลชนคานเต็มๆ ต่อด้วยโอกาสทองของพาลเมอร์จากจังหวะเปิดต่ำเข้ามาหน้าประตู เขายิงข้ามคานจากระยะใกล้มากแบบไม่น่าเชื่อ กลายเป็นช็อตที่แฟนบอลพูดถึงกันทั้งเกม
หลังจบเกม ลิอัม โรเซนิเออร์ ให้สัมภาษณ์ว่า “เราน่าเก็บชัยชนะได้ เราเริ่มเกมดีมาก แต่เราเสียประตูจากจุดโทษ และมีข้อผิดพลาดในแนวรับจนเสียแต้ม พาลเมอร์พลาดโอกาสท้ายเกมก็จริง แต่เขาคือนักเตะระดับท็อป เราไม่โทษใคร นี่คือฟุตบอล เราต้องเรียนรู้และไปต่อ”
ฝั่ง แดเนียล ฟาร์เก้ กุนซือลีดส์พอใจกับหนึ่งแต้ม “กลับมาจากตามหลังสองประตูที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ไม่ใช่เรื่องง่าย นักเตะสู้กันสุดใจ แต้มนี้สำคัญมากกับเป้าหมายหนีโซนตกชั้นของเรา”
สรุปผลการแข่งขันและไฮไลท์สำคัญ
- เชลซีคุมบอลและสร้างโอกาสได้เยอะ แต่จบไม่เด็ดขาด
- ลีดส์อาศัยจุดโทษและความผิดพลาดคู่แข่ง กลับมามีแต้ม
- VAR มีบทบาทกับจุดโทษทั้งสองฝั่ง แต่ไม่มีดราม่าใหญ่
- เชลซีอดขยับขึ้นอันดับ 4 หลังแมนยูฯ เสมอเวสต์แฮม
ตารางนักเตะเชลซี (ตัวจริงและเปลี่ยนตัวหลัก พร้อมบทบาท)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | โรเบิร์ต ซานเชซ | มีเซฟสำคัญ แต่ช่วยไม่ได้กับ 2 ประตู |
| กองหลัง | มาร์ค คูคูเรญ่า (ออก) → โจเรล ฮาโต้ | เปลี่ยนครึ่งหลัง ฮาโต้เติมเกมและสร้างโอกาส |
| กองหลัง | เวสลีย์ โฟฟานา | โดยรวมแน่น แต่มีส่วนกับจังหวะเสียประตูตีเสมอ |
| กองหลัง | เทรโวห์ ชาโลบาห์ | อ่านเกมดี แต่แผงหลังหลุดสมาธิช่วงสำคัญ |
| กองหลัง | ริซ เจมส์ | จ่ายบอลดี แต่จังหวะเข้าพื้นที่อันตรายมีไม่มาก |
| กองกลาง | โมอิเซส ไกเซโด | เสียจุดโทษและโดนใบเหลือง |
| กองกลาง | เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ | คุมจังหวะและเชื่อมเกมได้ดี |
| ปีกขวา | โคล พาลเมอร์ | ยิงจุดโทษ 1 ประตู แต่พลาดโอกาสทองท้ายเกม |
| ปีกซ้าย | เอสเตวอง วิลเลียน | มีส่วนกับการขึ้นเกม แต่จังหวะจบยังไม่คม |
| กองหน้า | โจเอา เปดรู | ยิง 1 ประตู เรียกจุดโทษ เกือบเป็นฮีโร่ช่วงท้าย |
| กองหน้า | นิโคลัส แจ็คสัน | ลงมาเพิ่มมิติในแดนหน้า |
เชลซีมีเพิ่มเป็น 44 คะแนน จาก 26 นัด รั้งอันดับ 5 ชั่วคราว
ตารางนักเตะลีดส์ ยูไนเต็ด (ตัวจริงและเปลี่ยนตัวหลัก พร้อมบทบาท)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | คาร์ล ดาร์โลว์ | เจองานหนัก เซฟหลายครั้งแต่เสีย 2 ประตู |
| กองหลัง | แจกา บิโจล | เสียจุดโทษให้เชลซี |
| กองหลัง | โจ ราดซินสกี้ | ช่วยเกมรับดี โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรก |
| กองหลัง | เบน คริสเตนเซ่น | อ่านเกมรับและซ้อนตำแหน่งได้ดี |
| แบ็กขวา | เจย์เดน โบเกิล | เรียกจุดโทษให้ทีม จุดเปลี่ยนสำคัญของเกม |
| กองกลาง | อิลลาน เมซลิเยร์ | ทำหน้าที่กลางสนามได้เนียน คุมจังหวะช่วยทีม |
| กองกลาง | อาร์เซน ซัคก้า | ช่วยต่อบอลและพาเกมรุกเดินหน้า |
| ปีก | ลุคัส นเมชา | ยิงจุดโทษไล่คืน เป็นคีย์แมนของการคัมแบ็ก |
| ปีก | ดาเนียล เจมส์ | ลงมาเพิ่มความเร็วและช่วยไล่เพรส |
| กองหน้า | โจเอล พิโร่ | ลงมาช่วยเก็บบอลและกดดันแนวรับ |
| กองหน้า | โนอาห์ โอกาฟอร์ | ตัวสำรองซูเปอร์ซับ ยิงประตูตีเสมอ 2-2 |
ลีดส์เก็บเพิ่มเป็น 30 คะแนน ขึ้นมาอยู่อันดับ 15 ปลอดภัยขึ้นจากโซนตกชั้น
เกมนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเชลซี แม้จะเล่นดีแต่การเสียสมาธิเพียงชั่วครู่ก็ทำให้เสียแต้มสำคัญ ส่วนลีดส์แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ ภายใต้แดเนียล ฟาร์เก้ พวกเขายังมีลุ้นรอดพ้นตกชั้นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เวสต์แฮม vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ประตูของเชโก้ทำให้สถิติชนะรวดของคาร์ริคต้องหยุดลง
ฟุตบอล
เวสต์แฮม vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ประตูของเชโก้ทำให้สถิติชนะรวดของคาร์ริคต้องหยุดลง
ลอนดอน สเตเดี้ยม – ศึกพรีเมียร์ลีกคืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จบลงแบบเจ็บปวดสำหรับเจ้าถิ่น เมื่อเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ทั้งที่นำอยู่เกือบทั้งครึ่งหลัง โทมัส โซเช็คโขกให้ขุนค้อนขึ้นนำ แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+6 เบนจามิน เซสโก้ ตัวสำรองของทีมเยือน ซัดตีเสมอพาปีศาจแดงรอดพ้นความพ่ายแพ้ไปได้
เกมนี้บรรยากาศในสนามเดือดตั้งแต่เริ่ม เวสต์แฮมต้องการแต้มเพื่อหนีโซนอันตราย ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของไมเคิล คาร์ริค กำลังมั่นใจ หวังเดินหน้าต่อด้วยผลงานที่ดีต่อเนื่อง – ชมไฮไลท์
ครึ่งแรก: เปิดเกมแลกกัน แต่ยังไม่คมพอ
เริ่มเกมมา ทั้งสองทีมเล่นเร็วและกล้าเข้าทำ เวสต์แฮมอาศัยเสียงเชียร์ในบ้าน เดินหน้ากดดันผ่านจารอด โบเว่น และคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ที่พยายามหาช่องเข้าพื้นที่อันตรายหลายครั้ง แต่แนวรับแมนยูยังยืนตำแหน่งแน่น ปิดทางจบสกอร์ได้ดี
ฝั่งผู้มาเยือนก็มีจังหวะโต้กลับและลูกนิ่งให้ลุ้นเหมือนกัน จอชัว เซอร์กซี กับคาเซมิโร่ช่วยกันคุมจังหวะแดนกลาง ทำให้เกมไม่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม โอกาสจะแจ้งยังไม่มากพอจะเปลี่ยนเป็นประตู จบครึ่งแรกเสมอ 0-0
ครึ่งหลัง: โซเช็คพาเฮก่อน แต่เซสโก้ยิงดับฝันเจ้าถิ่น
กลับมาครึ่งหลังได้ไม่นาน เวสต์แฮมมาได้ประตูขึ้นนำ นาทีที่ 50 โจชัว เซอร์กซีเปิดบอลจากริมเส้นไปถึงโทมัส โซเช็ค ก่อนเจ้าตัวโหม่งเข้าเสาแรกอย่างเฉียบขาด สกอร์ขยับเป็น 1-0 เรียกเสียงเฮลั่นลอนดอน สเตเดี้ยม และยังเป็นอีกหนึ่งประตูสำคัญในสถิติการยิงของมิดฟิลด์ชาวเช็กในพรีเมียร์ลีก
หลังจากนำแล้ว เวสต์แฮมเลือกถอยลงมาตั้งรับให้แน่น เน้นปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ และรอจังหวะสวนกลับ แมนยูครองบอลมากกว่า (ราว 65%) แต่จังหวะเข้าทำยังติด ๆ ขัด ๆ ไมเคิล คาร์ริคแก้เกมช่วงท้าย ส่งเบนจามิน เซสโก้ลงมาเพิ่มความอันตรายในแดนหน้า
ความกดดันสะสมเรื่อย ๆ ก่อนจะระเบิดเป็นประตูในช่วงสุดท้าย นาทีที่ 90+6 เซสโก้ได้บอลจากจังหวะเปิดเข้ามาของเพื่อนร่วมทีม แล้ววอลเลย์เน้น ๆ ส่งบอลพุ่งเสียบเสาไกลแบบหมดจด เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ที่ทำให้แมนยูได้แต้มสำคัญกลับออกไป และยังไม่แพ้ต่อเนื่องภายใต้การคุมทีมของคาร์ริค
สรุปเกม: ขุนค้อนช้ำใจ ปีศาจแดงได้หายใจโล่งขึ้น
ผลเสมอนัดนี้ทำให้เวสต์แฮมยังต้องลุ้นหนักในกลุ่มหนีตกชั้น เพราะแต้มที่ควรได้ 3 คะแนนหลุดมือไปในวินาทีสุดท้าย ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเกาะกลุ่มบนของตารางได้ต่อ แม้จะพลาดโอกาสเก็บชัยชนะเพื่อทำแต้มทิ้งห่าง
หลังเกม นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือเวสต์แฮมพูดแบบตรงไปตรงมาว่า “เราน่าจะได้ 3 แต้ม แต่ฟุตบอลมันโหด ประตูช่วงทดเจ็บแบบนี้มันเจ็บจริง ๆ”
ส่วนไมเคิล คาร์ริคยกเครดิตให้ผู้ทำประตูว่า “มันเป็นการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม เซสโก้ช่วยทีมไว้ได้”
รายชื่อผู้เล่นเวสต์แฮม ยูไนเต็ด (ตัวจริงและตัวเปลี่ยนหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| GK | ฮิวมานน์ | |
| DF | แอรอน วาน-บิสซาก้า | |
| DF | แอ็กเซล ดิสาสี | |
| DF | คอนสแตนติโนส มาฟโรปานอส | |
| DF | ดิอุฟ | เปลี่ยนออก น.79 (สการ์เลส) |
| MF | โทมัส โซเช็ค | ทำประตู น.50 |
| MF | เอแดร์สัน | |
| FW | จารอด โบเว่น | แอสซิสต์ |
| FW | คริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ | |
| FW | อื่น ๆ |
(หมายเหตุ: ตารางนี้สรุปผู้เล่นหลักจากรายงานการแข่งขัน)
รายชื่อผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ตัวจริงและตัวเปลี่ยนหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| GK | เซนเน่ ลัมเมนส์ | |
| DF | ดิโอโก้ ดาโลต์ | ได้ใบเหลือง |
| DF | ลูก้า ดิสาสี | |
| DF | แฮร์รี่ แม็กไกวร์ | |
| MF | คาเซมิโร่ | |
| MF | ค็อบบี้ ไมนู | |
| MF | เบรียน เอ็มเบวโม | แอสซิสต์ |
| FW | จอชัว เซอร์กซี | |
| FW | เบนจามิน เซสโก้ | ทำประตู น.90+6 (ตัวสำรอง) |
| FW | อื่น ๆ |
(หมายเหตุ: เซสโก้ลงมาจากม้านั่งสำรองและเปลี่ยนรูปเกมช่วงท้าย)
บทสรุปและสิ่งที่ต้องจับตา
เกมนี้สะท้อนชัดว่าเวสต์แฮมยังมีปัญหาเรื่องการปิดเกม เมื่อขึ้นนำแล้วแต่รักษาสกอร์ไม่ได้จนจบ ส่วนแมนยูยังมีจุดเด่นเรื่องความพยายาม และไม่ยอมปล่อยเกมหลุดมือแม้เหลือเวลาไม่กี่นาที นัดถัดไป ขุนค้อนต้องรีบเรียกความมั่นใจกลับมาให้เร็วที่สุด ขณะที่ปีศาจแดงยังเดินหน้าลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกแซงลิเวอร์พูล 2-1 พรีเมียร์ลีก, ดราม่าท้ายเกมที่แอนฟิลด์
ฟุตบอลไทย
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกแซงลิเวอร์พูล 2-1 พรีเมียร์ลีก, ดราม่าท้ายเกมที่แอนฟิลด์
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยชนะครั้งสำคัญเหนือลิเวอร์พูล 2-1 ที่แอนฟิลด์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 โดยพลิกเกมในช่วงท้ายเกม ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ตามหลังอยู่ก่อนหมดเวลาเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังหาทางคว้าสามแต้มสำคัญและรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้ เนื่องจากอาร์เซนอลขึ้นนำไปก่อน ผลการแข่งขันนี้ทำให้ซิตี้ลดช่องว่างคะแนนเหลือ 6 คะแนน และเพิ่มพลังใหม่ให้กับการแข่งขันในช่วงท้ายฤดูกาล
ภาพรวมเกม
ครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นกันรัดกุม ลิเวอร์พูลใช้ความได้เปรียบในบ้านกดดันเป็นช่วงๆ ส่วนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังเน้นครองบอลและคุมจังหวะตามถนัด โอกาสมีทั้งสองฝั่ง แต่ยังไม่มีใครเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ จบ 45 นาทีแรก 0-0 โดยผู้รักษาประตูทั้งคู่มีเซฟสำคัญช่วยทีมไว้
กลับมาครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลเร่งเครื่องมากขึ้น และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 74 จาก โดมินิก โซบอสซ์ลาย ที่ปั่นฟรีคิกเสียบเสาอย่างสวยงาม ทำให้บรรยากาศในแอนฟิลด์คึกคักทันที ลิเวอร์พูลนำ 1-0 และภาพรวมดูเหมือนจะคุมเกมได้อยู่
แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ปล่อยให้เกมหลุดมือ พวกเขาตามตีเสมอได้ในนาทีที่ 84 เมื่อ แบร์นาร์โด ซิลวา วอลเลย์จังหวะสำคัญจากบอลที่ เออร์ลิง ฮาลันด์ มีส่วนในจังหวะต่อเนื่อง ส่งบอลพุ่งเข้ามุม สกอร์กลับมาเป็น 1-1
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+3 ลิเวอร์พูลเสียจุดโทษ หลัง อลิสซง เบ็คเกอร์ ทำฟาวล์ มาเตอุส นูเนส ในเขตโทษ และเป็น เออร์ลิง ฮาลันด์ รับหน้าที่สังหาร ยิงเข้าไปแบบนิ่งๆ ให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงนำ 2-1 พร้อมปิดเกมคว้าแต้มกลับออกไป
ช่วงท้ายยังมีจังหวะวุ่นวายเพิ่ม เมื่อมีประตูของลิเวอร์พูลถูกยกเลิกหลัง VAR ตรวจสอบ และ โซบอสซ์ลาย โดนใบแดง ทำให้เจ้าบ้านจบเกมด้วยผู้เล่น 10 คน
เหตุการณ์สำคัญในเกม
- นาทีที่ 74: โดมินิก โซบอสซ์ลาย ซัดฟรีคิกเสียบเสา ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0
- นาทีที่ 84: แบร์นาร์โด ซิลวา วอลเลย์จังหวะสำคัญ ตีเสมอ 1-1
- นาทีที่ 90+3: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้จุดโทษจากจังหวะอลิสซงฟาวล์นูเนส, เออร์ลิง ฮาลันด์ ยิงเข้าไป แซงนำ 2-1
- ช่วงท้ายเกม: ประตูของลิเวอร์พูลถูกริบคืนหลัง VAR เช็ก และ โซบอสซ์ลาย ถูกไล่ออก
เกมนี้ถูกพูดถึงหนักมาก เพราะรูปเกมสูสีและมีจุดเปลี่ยนในช่วงสุดท้าย ทำให้แฟนบอลลุ้นกันถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ
สถิติทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 2 |
| ประตูที่เสีย | 1 |
| การครองบอล (%) | 58 |
| การยิงทั้งหมด | 14 |
| การยิงเข้ากรอบ | 6 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 512 (88%) |
| ใบเหลือง | 3 |
| ใบแดง | 0 |
| ผู้เล่นเด่น | เออร์ลิง ฮาลันด์ (1 ประตู), แบร์นาร์โด ซิลวา (1 ประตู) |
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงให้เห็นชัดว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะตามหลังช่วงท้าย แต่ยังเดินหน้าหาประตูจนพลิกกลับมาชนะได้
สถิติทีมลิเวอร์พูล
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 1 |
| ประตูที่เสีย | 2 |
| การครองบอล (%) | 42 |
| การยิงทั้งหมด | 12 |
| การยิงเข้ากรอบ | 5 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 398 (82%) |
| ใบเหลือง | 4 |
| ใบแดง | 1 (โซบอสซ์ลาย) |
| ผู้เล่นเด่น | โดมินิก โซบอสซ์ลาย (1 ประตู) |
ลิเวอร์พูลทำได้ดีในภาพรวม โดยเฉพาะหลังจากขึ้นนำ แต่ความผิดพลาดช่วงท้ายเกมทำให้เสียแต้มไปแบบน่าเสียดาย แถมยังต้องเล่น 10 คนในช่วงท้ายอีกด้วย
สรุปผลและผลต่อการลุ้นแชมป์
ชัยชนะนัดนี้ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์อย่างจริงจังต่อไป และการบุกชนะที่แอนฟิลด์ก็เพิ่มความมั่นใจให้ทีมไม่น้อย ขณะที่ลิเวอร์พูลเจ็บหนักจากการเสียประตูท้ายเกม รวมถึงดราม่าจาก VAR และใบแดงที่ทำให้บทสรุปยิ่งขมขึ้น
พรีเมียร์ลีกยังคงเป็นลีกที่เปลี่ยนได้ทุกนาที และเกมนี้ก็ย้ำชัดว่า ถ้าเผลอแค่ช่วงสั้นๆ ผลลัพธ์อาจพลิกได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ดอัด สเปอร์ส 2-0 คว้าชัย 4 นัดติด
ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ดอัด สเปอร์ส 2-0 คว้าชัย 4 นัดติด
ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี ไมเคิล แคร์ริค ทำหน้าที่กุนซือชั่วคราว เดินหน้าเก็บสามแต้มสำคัญ หลังเอาชนะ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 2-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 25 ส่งให้ “ปีศาจแดง” ชนะต่อเนื่องเป็นนัดที่ 4 ยึดอันดับ 4 แบบแน่น ๆ และตามหลังอันดับ 2 แค่ 3 คะแนน
เกมนี้เตะในช่วงเวลาพิเศษ เพราะเป็นวันถัดจากการรำลึกครบรอบ 68 ปี โศกนาฏกรรมมิวนิก แฟนบอลเจ้าถิ่นร่วมกันทำให้บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยความหมาย ก่อนที่ทีมจะตอบแทนด้วยฟอร์มที่ดุดัน โดยเฉพาะครึ่งหลังที่คุมเกมได้ชัดเจนกว่า
จังหวะที่ทำให้เกมเปลี่ยน: โรเมโรโดนแดง
ช่วงต้นเกมสูสีกันพอสมควร สเปอร์สของ โธมัส แฟรงค์ พยายามครองบอลและขึ้นเกมรุกเป็นระยะ แต่สถานการณ์เปลี่ยนทันทีในนาทีที่ 29 เมื่อ คริสเตียน โรเมโร กัปตันทีมสเปอร์ส โดนใบแดงโดยตรงจากจังหวะยกเท้าสูงใส่ คาเซมิโร แบบอันตราย ทำให้ทีมเยือนต้องเล่น 10 คนยาว ๆ
หลังเสียคน สเปอร์สดูเสียทรง เกมรับเริ่มหลวม และยูไนเต็ดก็เพิ่มแรงกดดันต่อเนื่อง

L
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 38: ไบรอัน เอ็มเบวโม ยิงให้แมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุมที่ซ้อมกันมา บอลโดนสกัดออกมาเข้าทางก่อนเอ็มเบวโมกดแบบไม่จับส่งบอลเข้าไปอย่างคมกริบ
- ครึ่งหลัง ยูไนเต็ดคุมจังหวะได้มากกว่า อามาด ดิอัลโล และ มาเตอุส คุนญา เคยส่งบอลเข้าไปแล้ว แต่ถูกจับล้ำหน้า ทีมยังบุกต่อแบบไม่ผ่อน
- นาทีที่ 81: บรูโน แฟร์นันเดส บวกสกอร์ที่สองจากจังหวะเข้าชาร์จแถวเสาไกล รับบอลครอสจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0
- จิโอวานนี่ วิคาริโอ นายทวารสเปอร์ส เซฟช่วยทีมไว้หลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะรับมือโหม่งของคาเซมิโรในครึ่งแรก แต่สุดท้ายต้านไม่อยู่
หลังเหลือผู้เล่นน้อยกว่า สเปอร์สแทบหาจังหวะจบแบบจะแจ้งไม่ได้ และยังคงไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกตลอดปี 2026 จนถึงตอนนี้ ทำให้แรงกดดันที่มีต่อโธมัส แฟรงค์เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
รายชื่อผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ตัวจริงและคนสำคัญ)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | (ไม่ระบุในรายงานหลัก) | – |
| กองหลัง | ดิโอโก ดาโลต์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, ลุค ชอว์ | เกมรับแน่น เล่นแข็งแกร่ง |
| กองกลาง | คาเซมิโร, ค็อบบี้ ไมนู, อามาด ดิอัลโล, บรูโน แฟร์นันเดส | บรูโนทำประตูตอกย้ำชัยชนะ |
| กองหน้า | มาเตอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มเบวโม | เอ็มเบวโมยิงปลดล็อกเกม |
(ไลน์อัพตามรายงาน: ลัมเมนส์, ดาโลต์, แม็กไกวร์, มาร์ติเนซ, ชอว์, คาเซมิโร, ไมนู, อามาด, แฟร์นันเดส, คุนญา, เอ็มเบวโม)
รายชื่อผู้เล่นท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (ตัวจริงและเปลี่ยนตัว)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | วิคาริโอ | เซฟหลายครั้ง แต่เสีย 2 ประตู |
| กองหลัง | เกรย์, โรเมโร (โดนไล่ออก น.29), ฟาน เดอ เวน, อูโดกี (เปลี่ยน ซูซ่า น.55) | ใบแดงทำเกมเปลี่ยนทันที |
| กองกลาง | ปาลินญา (เปลี่ยน บิสซูม่า น.80), ซาร์, กัลลาเกอร์ (เปลี่ยน โคโล มูอานี น.80) | เสียสมดุลหลังเหลือ 10 คน |
| กองหน้า | โอโดแบร์ (เปลี่ยน ดรากูซิน น.32), ไซมอนส์, โซลันเก้ (เปลี่ยน เทล น.80) | โอกาสจบสกอร์น้อย |
สรุปภาพรวมและทิศทางต่อไป
สามแต้มเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของแคร์ริคมั่นใจมากขึ้น เห็นภาพการเล่นเป็นระบบชัดขึ้น ทั้งการใช้ลูกตั้งเตะและการลงโทษความผิดพลาดของคู่แข่งในช่วงสำคัญ
ฝั่งท็อตแนมต้องรีบจัดการปัญหา โดยเฉพาะเรื่องวินัยในเกม ใบแดงของโรเมโรที่เป็นใบที่สองของซีซันยิ่งทำให้ทีมเป๋ และการรอชัยชนะนัดแรกของปี 2026 ก็ยังต้องรอต่อไป หากยังแก้ไม่ตก โอกาสหลุดจากกลุ่มหัวตารางก็มีสูง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แมนฯ ซิตี้ อัดนิวคาสเซิล 3-1 ลิ่วชิงคาราบาว คัพ ดวลอาร์เซนอล
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ด่านชายแดนเชียงรายปะทะกับผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ได้ 300 กิโลกรัม
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
เชียงรายยกระดับด่านแม่สายให้เป็นประตูการค้าแม่น้ำโขง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ชาวเยอรมันถูกจับกุมฐานพ่นสีข้อความ “ช่วยกาซา” ทั่วเกาะพะงัน
-
ข่าวการเมือง6 days ago
“วิสาร” ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์การระดมทุนที่ไม่โปร่งใสเพื่อซื้อเสียง และเตือนชาวบ้านเชียงรายอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวแก่คนแปลกหน้า













