Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เชียงราย - Chiang Rai News

จังหวัดเชียงรายประกาศห้ามเผาสิ่งของเป็นเวลา 86 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม

เชียงรายเดินหน้ามาตรการห้ามเผา 86 วัน รับมือฝุ่น PM2.5 ชูอากาศดีเพื่อสุขภาพและท่องเที่ยว

Rebecca Kim

Published

on

จังหวัดเชียงรายประกาศห้ามเผาสิ่งของเป็นเวลา 86 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม

เชียงราย –  บรรยากาศในห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายวันนั้นเหมือนการประชุมช่วงหน้าแล้งทั่วไป แต่สารที่ย้ำชัดคือเรื่องใหญ่กว่าการดับไฟ เพราะเชียงรายกำลังสู้เพื่ออากาศที่คนในพื้นที่ต้องหายใจทุกวัน เมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดนที่เจอหมอกควันซ้ำๆ จนกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะช่วงอากาศนิ่งที่ฝุ่นสะสมง่าย

นายชูชีพ พงษ์ไชย ยาบ้าอีกราย">เชียงราย">จังหวัดเชียงราย">ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการเข้มงวดงดเผาในที่โล่ง เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ปี 2569 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการร่วมประชุม

แกนของปีนี้คือ “ยกระดับ” จากการขอความร่วมมือไปสู่คำสั่งที่ชัดเจน จังหวัดแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ

  • ระยะที่ 1 (1 ม.ค. ถึง 13 ก.พ.) เน้นขอความร่วมมือ ลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ ใช้วิธีไถกลบ ทำปุ๋ย จัดการเศษวัสดุ และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง
  • ระยะที่ 2 (14 ก.พ. ถึง 10 พ.ค.) ช่วงวิกฤตรวม 86 วัน ออกคำสั่งห้ามเผาทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร เศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

ผู้ว่าฯ ย้ำว่า งานป้องกันไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะการสื่อสารให้คนเข้าใจเหตุผลและทำตามจริง เพื่อให้อากาศปลอดภัยขึ้นสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวและรายได้ของชุมชน เป้าหมายคือให้คนเชียงรายและนักท่องเที่ยวได้หายใจในอากาศที่ดีขึ้นร่วมกัน

ตั้งเป้าชัด ลดจุดความร้อน และลดวันค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

มาตรการห้ามเผาครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้ “เรียบร้อย” อย่างเดียว จังหวัดตั้งเป้าผลลัพธ์ไว้ชัดเจน คือ ลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

คำว่า “เกินมาตรฐาน” อิงเกณฑ์ PM2.5 ของประเทศไทยตามที่กรมควบคุมมลพิษเผยแพร่ โดยค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดังนั้นการลดวันเกินมาตรฐานจึงหมายถึงลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ทำตัวเลขให้ดูดี

แต่ในทางปฏิบัติ ความท้าทายของเชียงรายไม่ได้มีแค่การหยุดเผาในจังหวัด เพราะพื้นที่เป็นแอ่งล้อมเขา และยังมีควันข้ามแดนที่ควบคุมได้จำกัด ทำให้การทำให้มาตรการเห็นผลจริงต้องเข้มและต่อเนื่อง

ข้อมูลบทเรียนจาก “รายงานการวิเคราะห์พลวัตจุดความร้อนและการจัดการวิกฤตหมอกควัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2568” ถูกนำมาใช้เป็นฐานคิดสำคัญของปี 2569 ประเด็นที่เห็นชัดคือ จำนวนจุดความร้อนลดลงมาก แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงไม่มากเท่าที่ควร

รายงานระบุว่า ช่วงฤดูไฟป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 8 พฤษภาคม ปี 2568 จุดความร้อนสะสมลดจาก 3,885 จุด (ปี 2567) เหลือ 611 จุด ลดลงร้อยละ 84.3 แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงเพียงร้อยละ 16.33 จาก 62,521 ไร่ เหลือ 52,311 ไร่ นั่นสะท้อนว่าการจุดไฟอาจน้อยลง แต่ไฟแต่ละครั้งลุกลามหนักขึ้น หรือดับไม่ทัน

เมื่อมองในเชิงนโยบาย บทเรียนนี้เตือนว่าใช้ “จำนวนจุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดอย่างเดียวไม่พอ ไฟที่เริ่มจากจุดเล็กอาจขยายวงกว้างก่อนเจ้าหน้าที่เข้าถึง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูง ป่าลึก และแนวรอยต่อเกษตรที่เข้ายาก

ดาวเทียมช่วยสั่งการเร็วขึ้น แต่ยังต้องแก้ที่เชื้อเพลิงและการเข้าถึงพื้นที่

การเฝ้าระวังจุดความร้อนของไทยอาศัยข้อมูลดาวเทียมที่หน่วยงานรัฐใช้ต่อเนื่อง โดย GISTDA มีข้อมูลจากหลายระบบ รวมถึง VIIRS ที่มีความละเอียดประมาณ 375 เมตร ซึ่งใช้กันแพร่หลายในการติดตามและวิเคราะห์พื้นที่ นอกจากนี้เอกสารวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตรก็อธิบายการใช้ข้อมูลดาวเทียมและระบบตรวจจับความร้อนเพื่อช่วยดูแลพื้นที่เกษตรและติดตามการเผา

อย่างไรก็ดี ตัวเลขปี 2568 บอกชัดว่า ต่อให้ตรวจพบเร็วขึ้น แต่ถ้าเข้าพื้นที่ช้า หรือมีเชื้อเพลิงสะสมมาก ไฟเพียงครั้งเดียวก็สร้างความเสียหายได้มาก ปี 2569 จึงเน้นทั้งคำสั่งห้ามเผา และการจัดการเชื้อเพลิงด้วยทางเลือกที่ทำได้จริง เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย จัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงควบคุมขยะและวัชพืชไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟ

ต่อให้ควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้นบางช่วง เชียงรายยังต้องเจอความเสี่ยงจากหมอกควันข้ามแดนจากพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน อำเภอชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของมักได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น

อีกเรื่องที่หนีไม่พ้นคือภูมิประเทศที่ทำให้มลพิษค้างในอากาศง่าย ช่วงหน้าแล้งภาคเหนือมักเกิดอุณหภูมิผกผัน อากาศอุ่นปิดทับอากาศเย็นด้านล่าง ฝุ่นจึงลอยออกยาก เมื่อควันในพื้นที่รวมกับควันข้ามแดน ค่าฝุ่นอาจพุ่งขึ้นได้แม้จุดความร้อนไม่สูงมาก นี่เป็นเหตุผลที่จังหวัดสื่อสารเรื่อง “ห้ามเผา” ควบคู่กับ “สุขภาพ” และ “ท่องเที่ยว” เพื่อให้คนเห็นภาพและร่วมมือจริงในระดับครัวเรือน

ดูแลสุขภาพควบคู่ ห้องปลอดฝุ่นและการป้องกันในวันวิกฤต

ด้านสาธารณสุขเป็นอีกเสาที่ช่วยลดความเสี่ยงในวันที่ค่าฝุ่นสูง ข้อมูลระบุว่าจังหวัดมีห้องปลอดฝุ่นในหน่วยบริการและพื้นที่สาธารณะรวม 903 แห่ง ขณะที่กรมอนามัยมีแนวทางจัดห้องปลอดฝุ่นแบบเป็นระบบ เช่น ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ลดช่องรั่ว ทำความสะอาดแบบเช็ดถู และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มฝุ่น

เมื่อเดินทั้งสองทางพร้อมกัน ภาพของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ “สั่งห้ามแล้วจบ” แต่เป็นการลดต้นเหตุ พร้อมมีมาตรการรองรับเพื่อให้คนใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนัก

สำหรับเชียงราย คุณภาพอากาศไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันสะท้อนภาพลักษณ์เมือง และส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวโดยตรง จากนั้นก็ไปถึงรายได้ของร้านค้า ที่พัก โฮมสเตย์ คนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวในหลายอำเภอ

จังหวัดพยายามสื่อสารให้เข้าใจง่ายว่า ช่วงนี้การลดควันและงดเผา คือการดูแลคนในบ้านและคนมาเยือน ถ้ามาตรการ 86 วันทำให้อากาศดีขึ้นจริง เมืองได้ประโยชน์ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ คนในพื้นที่จะกระทบก่อน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

โจทย์ใหญ่ของการห้ามเผา คือการบังคับใช้ที่เป็นธรรม และทางเลือกของเกษตรกร

การห้ามเผาแบบเด็ดขาดจะเกิดผลได้ ต้องทำให้คนมีทางเลือกพอจะทำตาม เพราะในภาคเกษตร การเผามักถูกมองว่าเร็วและต้นทุนต่ำ ปี 2569 จึงผลักดันทางเลือก เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย และจัดการวัชพืชให้เหมาะสม

อีกด้านคือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และทำควบคู่กับการสื่อสารแบบเข้าใจคน เพื่อลดแรงปะทะระหว่างรัฐกับชุมชน การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และมาตรการเชิงรุกตามที่ระบุไว้ จึงเป็นจุดที่จะบอกได้ว่าเชียงรายคุมสถานการณ์ได้มากแค่ไหนในช่วง 86 วันนี้

มาตรการปี 2569 ของเชียงรายคือการต่อยอดจากบทเรียนปี 2568 ที่ชี้ว่า ลดจุดความร้อนได้มาก ไม่ได้แปลว่าความเสียหายจะลดตามเสมอ ปีนี้จังหวัดเลือกเดินทางที่เข้มขึ้น ด้วยคำสั่งห้ามเผาทุกชนิด 86 วัน ตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน พร้อมเสริมการสื่อสาร ทางเลือกจัดการเชื้อเพลิง และการดูแลสุขภาพผ่านห้องปลอดฝุ่น

เป้าหมายปลายทางไม่ใช่แค่ตัวเลขบนรายงาน แต่คือทำให้วันธรรมดาของคนเชียงรายกลับมาหายใจได้เต็มปอด และทำให้เมืองกลางหุบเขาและชายแดนมีความเชื่อมั่นพอจะต้อนรับผู้มาเยือนได้ โดยไม่ต้องคอยลุ้นว่าท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาเมื่อไร

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน

เชียงราย - Chiang Rai News

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

Rebecca Kim

Published

on

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ

ประเด็นสำคัญ  

  • กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
  • เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
  • ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว

ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่

การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน

นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที

การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย

ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร

การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

 

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

Naree Srisuk

Published

on

เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว

เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญ

  • ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
  • เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
  • เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี

ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง

ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม

คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน

งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

 

Continue Reading

เชียงราย - Chiang Rai News

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

Naree Srisuk

Published

on

ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

ยาบ้าอีกราย">เชียงรายนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม

การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก

ประเด็นสำคัญ

  • โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
  • นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
  • กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน

หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ

ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้

หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย

ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด

ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย

การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว

กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ

สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล

โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว

การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ

ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย

การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending