Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

วอชิงตัน ดีซี, 15 มกราคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of State) ประกาศระงับการดำเนินการเกี่ยวกับ วีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป…

Published

on

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

วอชิงตัน ดีซี, 15 มกราคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of State) ประกาศระงับการดำเนินการเกี่ยวกับ วีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป และยังไม่กำหนดวันกลับมาเปิดตามปกติ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางคุมเข้มการย้ายถิ่นของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อลดการรับผู้ที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐเมื่อเข้าไปอยู่ในสหรัฐฯ

รายงานระบุว่าเนื้อหามาจากบันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง Fox News เป็นสื่อแรกที่นำเสนอ โดยคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่กงสุลหยุดพิจารณาวีซ่าผู้อพยพที่นำไปสู่การได้สถานะผู้พำนักถาวร (เช่น กรีนการ์ดจากการสนับสนุนโดยครอบครัว หรือจากการจ้างงาน) ระหว่างที่หน่วยงานทบทวนขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติ (screening and vetting) ใหม่

ทอมมี พิก็อตต์ (Tommy Pigott) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงจะใช้อำนาจที่มีมาอย่างยาวนานในการพิจารณา “ไม่ให้มีสิทธิ” สำหรับผู้สมัครที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นภาระของรัฐ (public charge) ในสหรัฐฯ และอาจใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ พร้อมย้ำว่า การพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจากทั้ง 75 ประเทศจะถูกพักไว้ จนกว่าจะทบทวนกระบวนการให้รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันการเข้าประเทศของผู้ที่คาดว่าจะพึ่งพาสวัสดิการและเงินช่วยเหลือของรัฐ

มาตรการรอบนี้ต่อยอดจากการบังคับใช้กฎ “public charge” ที่ถูกนำกลับมาใช้และขยายความเข้มงวดช่วงปลายปี 2025 เจ้าหน้าที่กงสุลต้องปฏิเสธคำขอวีซ่า หากประเมินว่า ผู้สมัครมีแนวโน้มพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ โดยพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น อายุ สุขภาพ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ฐานะการเงิน ระดับการศึกษา และความเสี่ยงที่จะต้องใช้การรักษาพยาบาลระยะยาว ฝ่ายสหรัฐฯ ยังอ้างความกังวลเรื่องการทุจริตสวัสดิการ โดยยกกรณีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับชาวโซมาเลียในรัฐมินนิโซตาเป็นตัวอย่าง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึง<a href=ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย" width="1021" height="1021" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/615828677_1536183508517366_1539839099223782847_n.jpg 526w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/615828677_1536183508517366_1539839099223782847_n-300x300.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/615828677_1536183508517366_1539839099223782847_n-150x150.jpg 150w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/01/615828677_1536183508517366_1539839099223782847_n-80x80.jpg 80w" sizes="(max-width: 1021px) 100vw, 1021px" />

รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระงับวีซ่าผู้อพยพ

รายชื่อประเทศทั้ง 75 ประเทศครอบคลุมหลายภูมิภาค ทั้งแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ได้แก่ Afghanistan, Albania, Algeria, Antigua and Barbuda, Armenia, Azerbaijan, Bahamas, Bangladesh, Barbados, Belarus, Belize, Bhutan, Bosnia, Brazil, Burma (Myanmar), Cambodia, Cameroon, Cape Verde, Colombia, Cote d’Ivoire, Cuba, Democratic Republic of the Congo, Dominica, Egypt, Eritrea, Ethiopia, Fiji, Gambia, Georgia, Ghana, Grenada, Guatemala, Guinea, Haiti, Iran, Iraq, Jamaica, Jordan, Kazakhstan, Kosovo, Kuwait, Kyrgyzstan, Laos, Lebanon, Liberia, Libya, Macedonia, Moldova, Mongolia, Montenegro, Morocco, Nepal, Nicaragua, Nigeria, Pakistan, Republic of the Congo, Russia, Rwanda, Saint Kitts and Nevis, Saint Lucia, Saint Vincent and the Grenadines, Senegal, Sierra Leone, Somalia, South Sudan, Sudan, Syria, Tanzania, Thailand, Togo, Tunisia, Uganda, Uruguay, Uzbekistan และ Yemen

การมีชื่อประเทศไทยอยู่ในรายการทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้น และช่วงหลังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการเดินทางในวงกว้าง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับผู้อพยพจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ชี้แจงชัด: วีซ่าชั่วคราว (nonimmigrant) ยังดำเนินการตามปกติ

ประเด็นสำคัญคือ การระงับครั้งนี้กระทบ เฉพาะวีซ่าผู้อพยพ เท่านั้น ส่วน วีซ่าชั่วคราว (nonimmigrant visa) เช่น วีซ่าท่องเที่ยว (B-1/B-2) วีซ่าธุรกิจ วีซ่านักเรียน (F-1) และวีซ่าโครงการแลกเปลี่ยน (J-1) ยังยื่นและพิจารณาได้ตามปกติ

ความแตกต่างนี้ยิ่งสำคัญในช่วงที่สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การพักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจะไม่กระทบผู้เดินทางระยะสั้น เพื่อให้การท่องเที่ยว การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนระยะสั้นยังเดินหน้าได้

ผลกระทบต่อคนไทยและผู้ที่อาศัยในไทย

สำหรับคนไทย นโยบายนี้ทำให้แผนย้ายถิ่นฐานถาวรไปสหรัฐฯ สะดุดทันที ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่รอรวมญาติกับผู้ถือสัญชาติสหรัฐฯ หรือผู้พำนักถาวร แรงงานทักษะที่มีนายจ้างในสหรัฐฯ รวมถึงผู้สมัครตามช่องทางวีซ่าผู้อพยพอื่นๆ ต่างต้องเจอกับการเลื่อนแบบไม่มีกำหนด ผู้ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนอาจถูกพักเคสไว้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและความเครียดเพิ่มขึ้น

ในไทยมีคนจำนวนไม่น้อยตั้งเป้าขอถิ่นที่อยู่ถาวรผ่านการแต่งงาน การรวมครอบครัว หรือการทำงาน มาตรการระงับวีซ่าผู้อพยพจึงอาจกระทบผู้สมัครจำนวนมาก สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้รับคำขอวีซ่าผู้อพยพต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม K-1 fiancé visas และหมวดครอบครัวอย่าง IR

แม้บริการวีซ่าชั่วคราวที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ยังเปิดตามปกติ แต่นโยบายภาพรวมสะท้อนท่าทีที่เข้มงวดขึ้นต่อการย้ายถิ่นอย่างถูกกฎหมาย ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจควรเตรียมเอกสารให้พร้อมตามมาตรฐานเดิม และคาดได้ว่าอาจมีการตรวจสอบละเอียดขึ้น เช่น การพิจารณาข้อมูลโซเชียลมีเดีย และเอกสารด้านการเงิน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางแนะนำให้ติดตามประกาศจาก U.S. Department of State และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่มีการระบุระยะเวลาสิ้นสุดของการพักการพิจารณานี้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่าการทบทวนขั้นตอนจะเสร็จสิ้น

การระงับวีซ่าผู้อพยพของ 75 ประเทศครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นที่กว้างที่สุดในช่วงหลายปีหลัง โดยชี้ให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการลดการพึ่งพาทรัพยากรสาธารณะ และทำให้ระบบคัดกรองเข้มงวดยิ่งขึ้น

มีผู้เสียชีวิต 32 รายจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending