ข่าวระดับชาติ - National
น่าเศร้าใจ! ช้างพร่องเพศผู้ชื่อ “สิดอร์ ฮู พัพ” เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
ขอนแก่น – วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ความสูญเสียครั้งใหม่เกิดขึ้นในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย เมื่อช้างป่าเพศผู้ชื่อ “สีดอหูพับ” อายุราว 15-20 ปี ซึ่งมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ล้มตายกะทันหันระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกลับไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง เหตุเกิดช่วงคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ข่าวนี้ทำให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) รวมถึงประชาชนที่ติดตามเรื่องราวของ “สีดอหูพับ” ผ่านโซเชียลมีเดียมานาน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ช้างตัวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ช้างหูพับ” จากพฤติกรรมออกจากป่ามาหากินในพื้นที่เกษตร อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2566 จนสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน และในปี 2568 เคยเกิดเหตุทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ก่อนมีคำสั่งจากศาลปกครองขอนแก่นให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้าย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เจ้าหน้าที่มากกว่า 200 นาย จากหลายหน่วยงานร่วมกัน หลังยิงยาซึมและย้ายขึ้นรถบรรทุกได้สำเร็จ แต่หลังออกเดินทางไปได้ราว 15 นาที ช้างเกิดอาการชักและล้มลง ทีมงานเร่งช่วยเหลือฉุกเฉินเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ผลชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอาหาร (aspiration of food) ขณะเดียวกันกรมอุทยานฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้
ปมใหญ่ที่ซ่อนอยู่ คือ ป่าถูกเบียดจากเกษตรและการทำไม้
การจากไปของ “สีดอหูพับ” สะท้อนภาพปัญหาคนกับช้างที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องถิ่นอาศัยตามธรรมชาติที่ลดลง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันในจังหวัดเลย และเป็นแหล่งสำคัญของช้างป่า แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ รอบผืนป่า ทำให้อาหารและแหล่งน้ำในป่าเดิมไม่พอ ช้างจำนวนหนึ่งจึงต้องออกมาหากินนอกเขตอนุรักษ์
อีกด้านหนึ่ง การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ และการรุกล้ำที่ดินป่าอนุรักษ์ ก็ยิ่งเร่งให้ช้างต้องขยับพื้นที่อยู่ เมื่อช้างจากป่าทึบอย่างภูหลวงออกมาเจอพื้นที่เกษตร ความเสียหายต่อพืชผลย่อมเกิดขึ้นง่าย ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับช้างจึงรุนแรงขึ้นแทบทุกปี และช้างหลายตัวถูกมองเป็น “ช้างปัญหา” ในสายตาคนพื้นที่
ช้างป่าไทยเพิ่มต่อเนื่อง แต่พื้นที่รองรับไม่ทัน
ข้อมูลล่าสุดของกรมอุทยานฯ ระบุว่าในช่วงปี 2567-2568 ประเทศไทยมีช้างป่าตามธรรมชาติราว 4,013-4,422 ตัว (บางการประเมินอยู่ที่ 4,220-4,629 ตัว) เพิ่มจากช่วงปี 2546 ที่ราว 3,000-3,500 ตัว และปี 2562 ที่ราว 3,126-3,341 ตัว อัตราเพิ่มเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี โดยบางกลุ่มป่า เช่น กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว มีจำนวนช้างมากจนเริ่มเกินศักยภาพของพื้นที่
ช้างป่ากระจายตัวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 91 แห่ง ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และวนอุทยาน แต่โจทย์สำคัญคือพื้นที่ป่าหดลงจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ขณะที่จำนวนช้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดความหนาแน่นในป่า ส่งผลให้ช้างออกนอกพื้นที่บ่อยขึ้น และสร้างความเสียหายทั้งต่อพืชผล รวมถึงความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของคน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและโครงการฟื้นฟู คือทางออกที่ยังต้องเดินต่อ
ไทยมีพื้นที่สำคัญสำหรับช้างป่าหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (บางเอกสารระบุชื่อเดิมว่า ภูค้อ-ภูกระแต) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของช้างในภาคอีสานตอนบน ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เป็นความพยายามเพิ่มอาหารและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ช้างอยู่ในป่า ลดการออกมาพบชุมชน
พื้นที่อื่น ๆ อย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แก่งกระจาน และอีกหลายแห่ง ก็เป็นบ้านของช้างป่าเช่นกัน แต่การจัดการต้องทำหลายทางพร้อมกัน ทั้งการเฝ้าระวัง การผลักดันช้างกลับป่า และการทำแนวป้องกัน เช่น รั้วไฟฟ้า แนวไผ่หนาม หรือรั้วรังผึ้ง เพื่อช่วยลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง
รัฐเดินหน้า 6 มาตรการดูแลช้างป่าและลดความเสี่ยง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานฯ วางแนวทางแก้ปัญหาช้างป่าตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้างเมื่อปี 2566 และมีการปรับต่อเนื่อง โดยมี 6 มาตรการหลัก ได้แก่
- จัดการป่าอนุรักษ์ให้มีแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยที่เหมาะสม
- ทำแนวป้องกัน ลดการบุกรุกพื้นที่เกษตร
- ตั้งชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างกลับป่า
- ช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (ปรับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตเป็น 500,000 บาท)
- ควบคุมประชากรอย่างเหมาะสม (เช่น ใช้วัคซีนคุมกำเนิด ไม่ใช่การทำหมัน)
- พัฒนาพื้นที่รองรับ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชน
รมว.ทส. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ระบุว่าเป้าหมายคือ “ให้คนอยู่ร่วมกับช้างได้โดยไม่เสียหาย” พร้อมเดินหน้าเยียวยา และเข้มงวดเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า
บทเรียนจากการสูญเสียที่ไม่ควรถูกมองข้าม
การตายของ “สีดอหูพับ” ทำให้หลายคนเห็นชัดว่า งานอนุรักษ์ช้างป่าต้องทำแบบร่วมมือทุกฝ่าย และต้องทำอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ป่าถูกบุกรุกต่อไป ขณะจำนวนช้างเพิ่มเกินกำลังพื้นที่ ความขัดแย้งจะยิ่งสูงขึ้น ช้างป่าจะถูกมองเป็นภัยมากกว่าเป็นสัตว์ป่าที่ต้องดูแล และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากกว่าเดิม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรื่องน่าเศร้า! ช้างป่าโจมตีและฆ่านักท่องเที่ยววัย 69 ปี ที่แคมป์ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ข่าวระดับชาติ - National
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
วันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา พาผู้เสียหายหญิง 2 ราย เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินคดีกับชายสูงวัยรายหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่า “ลุงสนม” สัปเหร่อ และอ้างตัวเป็นหมอถอนคุณไสย ในพื้นที่ จ.อ่างทอง โดยผู้เสียหายระบุว่าถูกหลอกทำพิธีในวัด ก่อนถูกล่วงละเมิดทางเพศ และยังเข้าข่ายหลอกเอาเงินจากการทำพิธี
ผู้เสียหายเล่า ถูกชวนทำพิธีแก้คุณไสย แต่กลับเจอการล่วงละเมิด
นางหนิง (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เล่าว่า เหตุเกิดช่วงเดือน มี.ค. 2568 ตอนนั้นสามีป่วยเรื้อรังมาราว 1-2 ปี รักษาหลายทางแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงเครียดและเริ่มหาที่พึ่งอื่น ต่อมาเห็นข้อมูลของชายคนดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่พูดถึงการทำพิธีอาบน้ำมนต์ ล้างอาถรรพ์ และแก้คุณไสย อีกทั้งยังมีการอ้างว่ามีลูกศิษย์เป็นตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน เธอมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงติดต่อไป
เธอบอกว่า ตอนแรกเข้าใจว่าค่าพิธีอาบน้ำมนต์อยู่ที่ครั้งละ 200 บาท แต่พอไปถึงกลับไม่เป็นไปตามที่คิด ผู้ถูกกล่าวหาสั่งให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนบังคับให้ถอดออก และทำพิธีในลักษณะที่เธอมองว่าเป็นการล่วงละเมิด ทั้งการใช้อุปกรณ์สัมผัสร่างกาย การลูบคลำอวัยวะเพศ และพูดจาวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างระหว่างทำพิธี เธอยอมรับว่าตกใจมาก แต่ที่ยอมทำต่อเพราะกลัวคำขู่เรื่องไสยศาสตร์
หลังจากนั้น เธอไปเห็นผู้หญิงหลายคนออกมาแสดงความเห็นตำหนิพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันบนโซเชียล มีผู้เล่าว่าถูกกระทำคล้ายกันด้วย อีกทั้งสามีก็ไม่ได้ดีขึ้นตามที่อ้าง ทำให้เธอเชื่อว่าถูกหลอก
ผู้เสียหายบอกด้วยว่า เหตุการณ์นี้กระทบความรู้สึกอย่างแรง และอยากให้หยุดพฤติกรรม เพราะผู้ถูกกล่าวหามีอายุมากแล้ว แถมใช้พื้นที่ในวัดทำพิธี จึงยิ่งไม่อยากให้มีคนอื่นตกเป็นเหยื่อเพิ่ม เธอยังอ้างว่าเคยได้ยินเรื่องหญิงสาวอีกรายที่ไม่ยอมทำพิธี แต่สุดท้ายถูกบังคับให้ทำจนจบ
ตำรวจรับเรื่อง ชี้เข้าข่ายอนาจารและฉ้อโกง
พล.ต.ต.จรูญเกียติ ระบุว่า หลังรับฟังข้อมูลเบื้องต้น พบว่าอาจมีผู้เสียหายในลักษณะนี้ประมาณ 9-10 ราย จึงอยากให้ผู้ที่เคยถูกกระทำออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ
แนวทางตรวจสอบจะแยกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ
- การกระทำอนาจาร
- การฉ้อโกงประชาชน
รอง ผบช.ก. สั่งการให้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ส่วนการทำพิธีในพื้นที่วัด ต้องดูรายละเอียดว่ามีความผิดอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่
นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบพฤติกรรมการแอบอ้างชื่อบุคคลสำคัญ โดยเบื้องต้นทราบว่าผู้ถูกกล่าวหามีการอ้างถึงตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่ข้อเท็จจริงต้องรอผลตรวจสอบ
พล.ต.ต.จรูญเกียติ ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องศาสนา และมองว่าเป็นภัยต่อสังคม เพราะบางคนกำลังทุกข์ใจจากโรคหรือปัญหาชีวิต จึงไปพึ่งพิธีกรรมแล้วเสียทั้งเงินและสภาพจิตใจ โดยค่าใช้จ่ายที่พบมักถูกเรียกว่า “ค่าครู” หรือเงินบริจาค
ท้ายที่สุด รอง ผบช.ก. ระบุว่าเข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหาย บางรายมีภาวะซึมเศร้าหลังเกิดเหตุ จากนี้จะเร่งตรวจสอบ และพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายที่ต้องการมาให้ปากคำ
หมอปลาชี้มีการแอบอ้างชื่อ ย้ำไสยศาสตร์ไม่จริง
ด้านนายจีรพันธ์ หรือหมอปลา บอกว่าโกรธที่มีการแอบอ้างชื่อของตนบนโซเชียล เพราะไม่เคยรู้จักผู้ถูกกล่าวหา และไม่เคยเกี่ยวข้องกัน แต่กลับมีคนหลงเชื่อเพราะชื่อที่ถูกนำไปอ้าง
เขาระบุว่าใช้เวลาหาข้อมูลอยู่ระยะหนึ่ง พอมั่นใจแล้วจึงติดต่อ “บิ๊กเต่า” เพื่อพาผู้เสียหายเข้าร้องเรียน โดยผู้เสียหายหลายคนรู้สึกโล่งใจ เพราะก่อนหน้านี้คิดว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากตอนเกิดเหตุถูกทำให้เข้าไปแบบไม่มีสิ่งของติดตัว จึงแทบไม่มีหลักฐานบันทึกภาพหรือเสียง
หมอปลาย้ำว่าไสยศาสตร์ไม่มีจริง และเชื่อว่าพฤติกรรมลักษณะนี้อาจเกิดมานานหลายสิบปี จึงอาจยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมาก พร้อมเชื่อว่าหากเรื่องถึงตำรวจสอบสวนกลาง จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจสกัดกลุ่ม “นักต้มตุ๋นชาวจีน” ที่ลักลอบเข้าประเทศไทย
ข่าวระดับชาติ - National
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
กรุงเทพฯ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 ในปี 2569 ประกันสังคมไทยมีการปรับสำคัญ โดยเฉพาะการขยับเพดานค่าจ้างสูงสุดของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท เมื่อฐานค่าจ้างเพิ่ม เงินสมทบสูงสุดของลูกจ้างจึงขยับเป็น 875 บาทต่อเดือน (เดิม 750 บาท) แต่สิทธิหลายส่วนก็เพิ่มตามไปด้วย ทั้งเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร และที่หลายคนสนใจคือเงินบำนาญชราภาพที่มีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 และวางแนวทางปรับแบบขั้นบันไดในช่วงแรก (2569-2571) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น การรู้รายละเอียดจะช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นขึ้น และใช้สิทธิได้คุ้มกว่าเดิม
ปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบใหม่ ปี 2569 – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบของมาตรา 33 เป็น 17,500 บาท ขณะที่อัตราเงินสมทบยังคง 5% (นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐสมทบตามส่วนที่กำหนด) ส่งผลเป็นภาพรวมดังนี้
- ผู้มีเงินเดือน ต่ำกว่า 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือนจริง (รูปแบบเดิม)
- ผู้มีเงินเดือน ตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จ่ายเงินสมทบ สูงสุด 875 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 125 บาทจากเดิม)
การปรับเพดานนี้ไม่กระทบคนที่เงินเดือนไม่ถึงเพดานเดิม แต่กลุ่มรายได้สูงจะเห็นฐานสิทธิประโยชน์สูงขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น เงินทดแทนรายเดือนในบางกรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน) ขยับเพดานจาก 7,500 บาท เป็น 8,750 บาท ตามฐานใหม่
สิทธิประโยชน์หลักมาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) อัปเดตปี 2569
มาตรา 33 เป็นสิทธิของลูกจ้างในระบบที่มีนายจ้าง และคุ้มครองครบ 7 กรณี โดยปี 2569 มีจุดที่ปรับเพิ่มชัดเจนหลายส่วน
- เจ็บป่วยและประสบอันตราย รักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลที่เลือก และรับเงินทดแทนขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (คิดได้ราว 291.67 บาทต่อวัน, สูงสุด 180 วัน, รวมสูงสุด 52,500 บาท) จากเดิมเพดาน 7,500 บาท
- คลอดบุตร เงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง (จากเดิม 22,500 บาท) พร้อมค่าคลอดแบบเหมาจ่าย และค่าฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์
- ทุพพลภาพ เงินทดแทนทุพพลภาพสูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน โดยจำนวนที่ได้รับขึ้นกับระดับความพิการ
- ว่างงาน เงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (กรณีเลิกจ้างรับได้ 180 วัน, กรณีลาออก 90 วัน) โดยกรณีเลิกจ้างรวมสูงสุดได้ 63,000 บาท
- สงเคราะห์บุตร รับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)
- เสียชีวิต เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท (จากเดิม 90,000 บาท) และมีค่าทำศพตามเงื่อนไข
- ชราภาพ เงินบำนาญชราภาพ (อายุ 55 ปีขึ้นไป และส่งสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน) มีแนวโน้มสูงขึ้นตามฐานใหม่ เช่น ส่งครบ 15 ปี ได้สูงสุด 3,500 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 500 บาท) และส่งครบ 25 ปี ได้สูงสุด 6,125 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 875 บาท)
อัปเดตสิทธิทำฟัน และค่าคลอดบุตร – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำหรับ ค่าทำฟัน ปี 2569 ยังใช้เงื่อนไขเดิม ผู้ประกันตนมาตรา 33 เบิกได้สูงสุด 900 บาทต่อปี ครอบคลุมบริการพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด โดยไปใช้บริการที่คลินิกหรือสถานพยาบาลเครือข่าย และใช้บัตรประชาชนตามขั้นตอนของหน่วยบริการ
ส่วน ค่าคลอดบุตร จุดที่เห็นชัดคือเงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง จึงช่วยลดภาระช่วงลาคลอดได้มากขึ้น
เปรียบเทียบมาตรา 33, 39, 40 ปี 2569 แบบเข้าใจง่าย
- มาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) คุ้มครองครบ 7 กรณี เหมาะกับคนทำงานที่มีนายจ้างสมทบให้
- มาตรา 39 (สมัครต่อเนื่องหลังออกจากงาน) ได้สิทธิ 6 กรณี โดยไม่ครอบคลุมบางรายการตามเงื่อนไขของมาตรานี้ และจ่ายเงินสมทบเอง เดือนละ 432 บาท (อัตราคงที่) สิทธิด้านเจ็บป่วยยังเป็นเงินทดแทน 50% ตามฐานเดิมเป็นหลัก แต่บางสิทธิอาจได้รับผลจากการปรับฐานตามประกาศที่เกี่ยวข้อง
- มาตรา 40 (อาชีพอิสระ) เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เลือกจ่ายสมทบได้ 70, 100, 300 บาทต่อเดือน และได้ความคุ้มครองหลัก เช่น เจ็บป่วย เสียชีวิต ชราภาพ (สิทธิจะน้อยกว่ามาตรา 33)
ทั้งสามมาตราสามารถนำเงินสมทบไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง และตามเกณฑ์ของปีภาษีนั้น
เงินบำนาญชราภาพ, ส่งนานมีผลชัดในระยะยาว
อีกจุดที่หลายคนจับตาคือ เงินบำนาญชราภาพ เพราะฐานคำนวณผูกกับค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี) เมื่อเพดานค่าจ้างสูงขึ้น คนที่อยู่ในฐานรายได้สูงก็มีโอกาสได้บำนาญมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งส่งสมทบนาน ตัวเลขยิ่งขยับขึ้น และช่วยเป็นรายได้ประจำหลังเกษียณได้จริง
สรุป, จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนระยะยาวกว้างกว่าเดิม
แม้เงินสมทบของบางคนจะเพิ่ม แต่สิทธิที่ตามมาขยายขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะกลุ่มเงินเดือนสูง และคนที่ส่งสมทบต่อเนื่องยาวนาน การปรับเพดานรอบนี้ยังช่วยให้กองทุนรองรับภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้แรงงานไทยในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ควรเช็กสิทธิและสถานะผ่านแอป SSO Plus หรือเว็บไซต์ sso.go.th เป็นระยะ เพราะถ้ารู้สิทธิครบ ใช้ให้ถูกเวลา ก็ช่วยประหยัดเงินและวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
กรุงเทพฯ ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า บัตรคนจน กว่า 13.45 ล้านคน ได้รับการโอนวงเงินช่วยค่าครองชีพประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว โดยวงเงินหลักเข้าตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และยังมีรอบ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับบางกลุ่ม ทำให้หลายบ้านพอหายใจโล่งขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพยังตึง ๆ
นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง ระบุว่า เดือนนี้ยังคงจ่ายสิทธิผ่านบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดตามแนวทางเดิม ผู้มีสิทธิ์ใช้วงเงินได้ตามเงื่อนไข ทั้งซื้อของจำเป็น ค่าเดินทาง และส่วนลดก๊าซหุงต้ม
ปฏิทินเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2569
กรมบัญชีกลางกำหนดวันโอนหลัก ๆ ไว้ชัดเจน ดังนี้
- วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 (เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันแรกของเดือน)
วงเงินสำหรับใช้จ่ายในเดือนนั้น ๆ (ถอนไม่ได้ และไม่ยกยอดไปเดือนถัดไป)- วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/คน/เดือน ใช้ได้ที่ร้านธงฟ้าและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
- ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน (รอบ ม.ค.-มี.ค. 2569)
- วงเงินค่าเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน ครอบคลุม บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่ร่วมโครงการ
รวมวงเงินหลักสูงสุด 1,130 บาท (แยกจากส่วนลดก๊าซที่ให้เป็นงวด 3 เดือน)
- วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
เงินเพิ่ม เบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน สำหรับผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ และได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาท/เดือน โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีที่ใช้รับเบี้ยตามปกติ
ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการ อาจได้รับรวมสูงสุด 1,330 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
วิธีเช็กสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐล่าสุด ทำได้เองออนไลน์
เพื่อความสบายใจ แนะนำให้ตรวจสถานะสิทธิ์เป็นระยะ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งยืนยันตัวตน หรือกังวลเรื่องคุณสมบัติ
ขั้นตอนเช็กผ่านระบบ e-Social Welfare
- เข้าเว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th/welfare/home
- เลือกเมนู “ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการสังคม”
- กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
- กด “ตรวจสอบ”
ระบบจะแสดงผลทันที รวมถึงสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ และสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง หากขึ้นว่า “มีสิทธิ” ก็ยังรับสิทธิได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังตรวจได้ผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยดูรายละเอียดการรับเงินล่าสุด วันที่โอน จำนวนเงิน และสถานะได้เช่นกัน
สรุปตารางเงินเข้าแบบปกติ (อัปเดตปี 2569)
รูปแบบการให้สิทธิยังเหมือนเดิม คือโอนวงเงินหลักทุกวันที่ 1 ของเดือน และมีเงินเพิ่มวันที่ 20 สำหรับผู้พิการ
- ซื้อสินค้า: 300 บาท/เดือน
- ค่าเดินทาง: 750 บาท/เดือน
- ส่วนลดก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/3 เดือน
- เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ: 200 บาท/เดือน (เฉพาะผู้พิการ)
อย่าลืมใช้ให้ทันในเดือนนั้น เพราะวงเงินซื้อสินค้าและค่าเดินทางใช้ไม่หมดแล้วจะหายไป ไม่สะสมต่อเดือนหน้า
เงินไม่เข้า บัตรรูดไม่ได้ หรือใช้สิทธิไม่ได้ ควรทำอย่างไร
ปัญหาที่เจอบ่อย เช่น เงินไม่เข้า รูดไม่ผ่าน หรือสิทธิหาย มักเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน (e-KYC) ไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรง หรือบัญชีรับเงินเปลี่ยนไป
ลองเช็กและแก้เบื้องต้นตามนี้ – สวัสดิการรัฐบาล
- ตรวจสถานะสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ระบบ e-Social Welfare ก่อน
- ถ้าสิทธิยังขึ้นว่า “มี” แต่เงินไม่เข้า ให้ตรวจว่าได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนถูกต้องหรือไม่
- ติดต่อหน่วยงานเพื่อให้ช่วยตรวจสอบ
- Call Center บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: 0-2109-2345
- Call Center กรมบัญชีกลาง: 0-2270-6400 (วันและเวลาราชการ)
กรณีบัตรหายหรือชำรุด ให้ติดต่อธนาคารกรุงไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกบัตรใหม่
ความคืบหน้าลงทะเบียนรอบใหม่ ปี 2569
ตอนนี้ยังใช้ฐานข้อมูลจากการลงทะเบียนรอบปี 2565 ต่อเนื่อง ผู้มีสิทธิ์เดิม ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องยืนยันตัวตนให้ครบตามที่กำหนด เพราะถ้าพลาดอาจกระทบสิทธิได้
ส่วนการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2569 กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์ให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดความซ้ำซ้อน และช่วยให้ตรงกลุ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม วันเปิดลงทะเบียนยังต้องรอประกาศทางการ แนะนำให้ติดตามจากเว็บไซต์ welfare.mof.go.th หรือช่องทางของกระทรวงการคลังเป็นหลัก
โดยรวมแล้ว บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายจำเป็นได้พอสมควร ดังนั้นควรเช็กสิทธิ์ให้ชัวร์ และใช้วงเงินให้คุ้มทุกเดือนเพื่อไม่พลาดสิทธิที่ได้รับอยู่แล้ว – สวัสดิการรัฐบาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวการเมือง7 days agoการเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท
-
ข่าวการเมือง7 days agoศาลฎีกาสั่งปลดผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 49 คน ก่อนการเลือกตั้ง

