ข่าวระดับชาติ - National
น่าเศร้าใจ! ช้างพร่องเพศผู้ชื่อ “สิดอร์ ฮู พัพ” เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
ขอนแก่น – วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ความสูญเสียครั้งใหม่เกิดขึ้นในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย เมื่อช้างป่าเพศผู้ชื่อ “สีดอหูพับ” อายุราว 15-20 ปี ซึ่งมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ล้มตายกะทันหันระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกลับไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง เหตุเกิดช่วงคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ข่าวนี้ทำให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) รวมถึงประชาชนที่ติดตามเรื่องราวของ “สีดอหูพับ” ผ่านโซเชียลมีเดียมานาน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ช้างตัวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ช้างหูพับ” จากพฤติกรรมออกจากป่ามาหากินในพื้นที่เกษตร อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2566 จนสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน และในปี 2568 เคยเกิดเหตุทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ก่อนมีคำสั่งจากศาลปกครองขอนแก่นให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้าย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เจ้าหน้าที่มากกว่า 200 นาย จากหลายหน่วยงานร่วมกัน หลังยิงยาซึมและย้ายขึ้นรถบรรทุกได้สำเร็จ แต่หลังออกเดินทางไปได้ราว 15 นาที ช้างเกิดอาการชักและล้มลง ทีมงานเร่งช่วยเหลือฉุกเฉินเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ผลชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอาหาร (aspiration of food) ขณะเดียวกันกรมอุทยานฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้
ปมใหญ่ที่ซ่อนอยู่ คือ ป่าถูกเบียดจากเกษตรและการทำไม้
การจากไปของ “สีดอหูพับ” สะท้อนภาพปัญหาคนกับช้างที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องถิ่นอาศัยตามธรรมชาติที่ลดลง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันในจังหวัดเลย และเป็นแหล่งสำคัญของช้างป่า แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ รอบผืนป่า ทำให้อาหารและแหล่งน้ำในป่าเดิมไม่พอ ช้างจำนวนหนึ่งจึงต้องออกมาหากินนอกเขตอนุรักษ์
อีกด้านหนึ่ง การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ และการรุกล้ำที่ดินป่าอนุรักษ์ ก็ยิ่งเร่งให้ช้างต้องขยับพื้นที่อยู่ เมื่อช้างจากป่าทึบอย่างภูหลวงออกมาเจอพื้นที่เกษตร ความเสียหายต่อพืชผลย่อมเกิดขึ้นง่าย ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับช้างจึงรุนแรงขึ้นแทบทุกปี และช้างหลายตัวถูกมองเป็น “ช้างปัญหา” ในสายตาคนพื้นที่
ช้างป่าไทยเพิ่มต่อเนื่อง แต่พื้นที่รองรับไม่ทัน
ข้อมูลล่าสุดของกรมอุทยานฯ ระบุว่าในช่วงปี 2567-2568 ประเทศไทยมีช้างป่าตามธรรมชาติราว 4,013-4,422 ตัว (บางการประเมินอยู่ที่ 4,220-4,629 ตัว) เพิ่มจากช่วงปี 2546 ที่ราว 3,000-3,500 ตัว และปี 2562 ที่ราว 3,126-3,341 ตัว อัตราเพิ่มเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี โดยบางกลุ่มป่า เช่น กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว มีจำนวนช้างมากจนเริ่มเกินศักยภาพของพื้นที่
ช้างป่ากระจายตัวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 91 แห่ง ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และวนอุทยาน แต่โจทย์สำคัญคือพื้นที่ป่าหดลงจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ขณะที่จำนวนช้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดความหนาแน่นในป่า ส่งผลให้ช้างออกนอกพื้นที่บ่อยขึ้น และสร้างความเสียหายทั้งต่อพืชผล รวมถึงความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของคน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและโครงการฟื้นฟู คือทางออกที่ยังต้องเดินต่อ
ไทยมีพื้นที่สำคัญสำหรับช้างป่าหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (บางเอกสารระบุชื่อเดิมว่า ภูค้อ-ภูกระแต) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของช้างในภาคอีสานตอนบน ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เป็นความพยายามเพิ่มอาหารและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ช้างอยู่ในป่า ลดการออกมาพบชุมชน
พื้นที่อื่น ๆ อย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แก่งกระจาน และอีกหลายแห่ง ก็เป็นบ้านของช้างป่าเช่นกัน แต่การจัดการต้องทำหลายทางพร้อมกัน ทั้งการเฝ้าระวัง การผลักดันช้างกลับป่า และการทำแนวป้องกัน เช่น รั้วไฟฟ้า แนวไผ่หนาม หรือรั้วรังผึ้ง เพื่อช่วยลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง
รัฐเดินหน้า 6 มาตรการดูแลช้างป่าและลดความเสี่ยง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานฯ วางแนวทางแก้ปัญหาช้างป่าตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้างเมื่อปี 2566 และมีการปรับต่อเนื่อง โดยมี 6 มาตรการหลัก ได้แก่
- จัดการป่าอนุรักษ์ให้มีแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยที่เหมาะสม
- ทำแนวป้องกัน ลดการบุกรุกพื้นที่เกษตร
- ตั้งชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างกลับป่า
- ช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (ปรับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตเป็น 500,000 บาท)
- ควบคุมประชากรอย่างเหมาะสม (เช่น ใช้วัคซีนคุมกำเนิด ไม่ใช่การทำหมัน)
- พัฒนาพื้นที่รองรับ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชน
รมว.ทส. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ระบุว่าเป้าหมายคือ “ให้คนอยู่ร่วมกับช้างได้โดยไม่เสียหาย” พร้อมเดินหน้าเยียวยา และเข้มงวดเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า
บทเรียนจากการสูญเสียที่ไม่ควรถูกมองข้าม
การตายของ “สีดอหูพับ” ทำให้หลายคนเห็นชัดว่า งานอนุรักษ์ช้างป่าต้องทำแบบร่วมมือทุกฝ่าย และต้องทำอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ป่าถูกบุกรุกต่อไป ขณะจำนวนช้างเพิ่มเกินกำลังพื้นที่ ความขัดแย้งจะยิ่งสูงขึ้น ช้างป่าจะถูกมองเป็นภัยมากกว่าเป็นสัตว์ป่าที่ต้องดูแล และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากกว่าเดิม