ข่าวระดับชาติ - National
สนามบินหลักของไทยเพิ่มมาตรการตรวจสอบด้านสุขภาพ หลังพบรายงานการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดีย
สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ เชียงราย เข้มมาตรการมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
เชียงราย – จากรายงานพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์เป็นกลุ่มก้อนในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ใกล้เมืองโกลกาตา หน่วยงานไทยจึงยกระดับการคัดกรองสุขภาพที่สนามบินนานาชาติสำคัญ เป้าหมายคือคัดกรองให้เจอความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ลดโอกาสเกิดเคสนำเข้า และป้องกันการแพร่กระจายในประเทศ
ขณะนี้ประตูทางเข้าออกหลักอย่าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพฯ, ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่, และ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรค (DDC) ร่วมกับผู้บริหารสนามบินเพิ่มมาตรการติดตาม ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิ การกรอกแบบฟอร์มแสดงข้อมูลสุขภาพ และการตรวจคัดกรองแบบสุ่มในผู้โดยสารที่มีอาการ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้เดินทางจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในอินเดีย
ที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของประเทศ มีการเร่งจัดจุดคัดกรองเฉพาะเพิ่มเติม ผู้โดยสารบางรายอาจถูกสุ่มประเมินอาการเมื่อเดินทางถึง หากพบสัญญาณป่วย ทีมสาธารณสุขจะพร้อมแยกกักและส่งตรวจตามแนวทาง ส่วนที่สนามบินเชียงใหม่ มาตรการถูกเพิ่มความเข้มข้นเช่นกัน และมีการแนะนำให้ผู้เดินทางกรอกข้อมูลสุขภาพล่วงหน้าผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างแอป CM-CHANA เพื่อช่วยให้ขั้นตอนหน้าเคาน์เตอร์ทำได้เร็วขึ้น และลดการรอคิว
ด้านสนามบินเชียงราย ซึ่งรองรับการท่องเที่ยวในภาคเหนือและเส้นทางยอดนิยมหลายสาย ก็ปรับมาตรการคัดกรองให้รัดกุมกว่าเดิม แม้ตอนนี้ไทยยังไม่พบผู้ป่วยนิปาห์ แต่ DDC ย้ำว่า การเฝ้าระวังเชิงรุกเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างชาติในระดับสูง
การตื่นตัวรอบนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียยืนยันผู้ติดเชื้อนิปาห์หลายรายในรัฐเบงกอลตะวันตก และมีรายงานพบในบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ทางการอินเดียได้กักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ขณะเดียวกันองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้มีอัตราเสียชีวิตสูง และมีโอกาสแพร่จากคนสู่คนได้

ไวรัสนิปาห์คืออะไร และทำไมถึงน่ากังวล
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus, NiV) เป็นไวรัสก่อโรคจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง พบครั้งแรกในปี 1998 จากการระบาดในมาเลเซียและสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่ม Henipavirus โดยแหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวกินผลไม้ในสกุล Pteropus (flying fox) ค้างคาวกลุ่มนี้สามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และสารคัดหลั่งอื่น ๆ ได้ โดยตัวมันเองอาจไม่แสดงอาการ
คนสามารถติดเชื้อได้หลายทาง เช่น สัมผัสค้างคาวที่ติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อน กินน้ำตาลสดจากอินทผลัม (date palm sap) แบบดิบ หรือกินผลไม้ที่มีการปนเปื้อนจากค้างคาว สัมผัสสุกรที่ติดเชื้อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (เคยเกิดขึ้นในการระบาดครั้งแรกที่มาเลเซีย) อีกทางที่น่ากังวลที่สุดคือการติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งทางเดินหายใจหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย
การระบาดมักพบเป็นครั้งคราวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บังกลาเทศและอินเดียมีเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง อัตราการเสียชีวิตอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับการควบคุมโรค การเฝ้าระวัง และการเข้าถึงการรักษาประคับประคอง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองหรือยาต้านไวรัสที่จำเพาะ การรักษาจึงเน้นดูแลตามอาการ เช่น การดูแลระบบหายใจ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนทางสมองและระบบประสาทในรายที่รุนแรง

อาการที่ควรสังเกต และความเสี่ยงที่ต้องระวัง
อาการมักเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 5 ถึง 14 วัน แต่บางกรณีอาจยาวได้ถึง 45 วัน ระยะแรกมักคล้ายโรคทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ และไอ หากอาการมากขึ้น อาจมีหายใจลำบาก อาเจียน เวียนศีรษะ และสับสน
ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยบางรายเกิดสมองอักเสบ มีอาการง่วงมาก สับสน ชัก และอาจเข้าสู่ภาวะโคม่า อีกด้านหนึ่งอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว คล้ายปอดอักเสบรุนแรง ผู้รอดชีวิตบางรายมีปัญหาระบบประสาทระยะยาว เช่น ชักเรื้อรัง หรือพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป
จุดเสี่ยงหลักอยู่ที่การแพร่เชื้อในสถานที่ที่ใกล้ชิดกันมาก เช่น ในบ้านหรือโรงพยาบาล หลายการระบาดส่งผลกับบุคลากรทางการแพทย์สูง เพราะมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เพียงพอ แม้คลัสเตอร์ในอินเดียครั้งนี้ยังไม่พบการแพร่กระจายในชุมชนวงกว้าง แต่ความเป็นไปได้ยังมีอยู่ จึงเกิดการแจ้งเตือนในระดับนานาชาติ
สำหรับไทย ความเสี่ยงยังถือว่าต่ำ แต่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีการเดินทางระหว่างไทยและอินเดียบ่อย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีค้างคาวกินผลไม้หลายพื้นที่ หน่วยงานย้ำว่าไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วยนิปาห์ในคน และมาตรการความปลอดภัยด้านการเลี้ยงสัตว์และสินค้าเกษตรหลายส่วนช่วยลดโอกาสเกิดเหตุจากสัตว์สู่คน

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง สำหรับนักเดินทางและคนทั่วไป
แนวทางหลักคือหลีกเลี่ยงแหล่งสัมผัส และตัดวงจรการแพร่เชื้อ คำแนะนำที่ใช้กันทั่วไปจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขต่างประเทศ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสุกรในพื้นที่ที่มีการระบาด
- งดบริโภคน้ำตาลสดจากอินทผลัมแบบดิบ ผลไม้ที่ไม่ล้าง หรืออาหารที่เสี่ยงปนเปื้อนจากค้างคาว
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรืออยู่ในที่คนแออัด
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อทำงานด้านการแพทย์ หรือเกี่ยวข้องกับสัตว์
- แยกผู้มีอาการป่วยให้เร็ว และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด
ผู้เดินทางที่เข้าประเทศไทยควรสังเกตอาการตัวเองอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังเดินทาง หากมีไข้ หรือมีอาการทางระบบประสาท ให้รีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเดินทางให้ชัดเจน
เจ้าหน้าที่สนามบินและทีมสาธารณสุขยังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ แจกสื่อให้ความรู้ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง แม้มาตรการอาจทำให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หน่วยงานยืนยันว่าเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อรักษามาตรฐานด้านสาธารณสุขของประเทศ
DDC ระบุว่าจะติดตามสถานการณ์ทั่วโลกต่อเนื่อง และประสานงานกับเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ไทยยังไม่พบเชื้อนิปาห์ในคน แต่มาตรการเฝ้าระวังที่เข้มขึ้นสะท้อนแนวทางชัดเจน คือเจอให้เร็ว แยกให้ทัน และลดความเสี่ยงก่อนจะกระทบคนหมู่มาก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจชายแดนเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด หลังไล่ล่ารถยนต์
ข่าวระดับชาติ - National
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
วันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา พาผู้เสียหายหญิง 2 ราย เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินคดีกับชายสูงวัยรายหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่า “ลุงสนม” สัปเหร่อ และอ้างตัวเป็นหมอถอนคุณไสย ในพื้นที่ จ.อ่างทอง โดยผู้เสียหายระบุว่าถูกหลอกทำพิธีในวัด ก่อนถูกล่วงละเมิดทางเพศ และยังเข้าข่ายหลอกเอาเงินจากการทำพิธี
ผู้เสียหายเล่า ถูกชวนทำพิธีแก้คุณไสย แต่กลับเจอการล่วงละเมิด
นางหนิง (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เล่าว่า เหตุเกิดช่วงเดือน มี.ค. 2568 ตอนนั้นสามีป่วยเรื้อรังมาราว 1-2 ปี รักษาหลายทางแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงเครียดและเริ่มหาที่พึ่งอื่น ต่อมาเห็นข้อมูลของชายคนดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่พูดถึงการทำพิธีอาบน้ำมนต์ ล้างอาถรรพ์ และแก้คุณไสย อีกทั้งยังมีการอ้างว่ามีลูกศิษย์เป็นตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน เธอมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงติดต่อไป
เธอบอกว่า ตอนแรกเข้าใจว่าค่าพิธีอาบน้ำมนต์อยู่ที่ครั้งละ 200 บาท แต่พอไปถึงกลับไม่เป็นไปตามที่คิด ผู้ถูกกล่าวหาสั่งให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนบังคับให้ถอดออก และทำพิธีในลักษณะที่เธอมองว่าเป็นการล่วงละเมิด ทั้งการใช้อุปกรณ์สัมผัสร่างกาย การลูบคลำอวัยวะเพศ และพูดจาวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างระหว่างทำพิธี เธอยอมรับว่าตกใจมาก แต่ที่ยอมทำต่อเพราะกลัวคำขู่เรื่องไสยศาสตร์
หลังจากนั้น เธอไปเห็นผู้หญิงหลายคนออกมาแสดงความเห็นตำหนิพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันบนโซเชียล มีผู้เล่าว่าถูกกระทำคล้ายกันด้วย อีกทั้งสามีก็ไม่ได้ดีขึ้นตามที่อ้าง ทำให้เธอเชื่อว่าถูกหลอก
ผู้เสียหายบอกด้วยว่า เหตุการณ์นี้กระทบความรู้สึกอย่างแรง และอยากให้หยุดพฤติกรรม เพราะผู้ถูกกล่าวหามีอายุมากแล้ว แถมใช้พื้นที่ในวัดทำพิธี จึงยิ่งไม่อยากให้มีคนอื่นตกเป็นเหยื่อเพิ่ม เธอยังอ้างว่าเคยได้ยินเรื่องหญิงสาวอีกรายที่ไม่ยอมทำพิธี แต่สุดท้ายถูกบังคับให้ทำจนจบ
ตำรวจรับเรื่อง ชี้เข้าข่ายอนาจารและฉ้อโกง
พล.ต.ต.จรูญเกียติ ระบุว่า หลังรับฟังข้อมูลเบื้องต้น พบว่าอาจมีผู้เสียหายในลักษณะนี้ประมาณ 9-10 ราย จึงอยากให้ผู้ที่เคยถูกกระทำออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ
แนวทางตรวจสอบจะแยกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ
- การกระทำอนาจาร
- การฉ้อโกงประชาชน
รอง ผบช.ก. สั่งการให้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ส่วนการทำพิธีในพื้นที่วัด ต้องดูรายละเอียดว่ามีความผิดอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่
นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบพฤติกรรมการแอบอ้างชื่อบุคคลสำคัญ โดยเบื้องต้นทราบว่าผู้ถูกกล่าวหามีการอ้างถึงตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่ข้อเท็จจริงต้องรอผลตรวจสอบ
พล.ต.ต.จรูญเกียติ ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องศาสนา และมองว่าเป็นภัยต่อสังคม เพราะบางคนกำลังทุกข์ใจจากโรคหรือปัญหาชีวิต จึงไปพึ่งพิธีกรรมแล้วเสียทั้งเงินและสภาพจิตใจ โดยค่าใช้จ่ายที่พบมักถูกเรียกว่า “ค่าครู” หรือเงินบริจาค
ท้ายที่สุด รอง ผบช.ก. ระบุว่าเข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหาย บางรายมีภาวะซึมเศร้าหลังเกิดเหตุ จากนี้จะเร่งตรวจสอบ และพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายที่ต้องการมาให้ปากคำ
หมอปลาชี้มีการแอบอ้างชื่อ ย้ำไสยศาสตร์ไม่จริง
ด้านนายจีรพันธ์ หรือหมอปลา บอกว่าโกรธที่มีการแอบอ้างชื่อของตนบนโซเชียล เพราะไม่เคยรู้จักผู้ถูกกล่าวหา และไม่เคยเกี่ยวข้องกัน แต่กลับมีคนหลงเชื่อเพราะชื่อที่ถูกนำไปอ้าง
เขาระบุว่าใช้เวลาหาข้อมูลอยู่ระยะหนึ่ง พอมั่นใจแล้วจึงติดต่อ “บิ๊กเต่า” เพื่อพาผู้เสียหายเข้าร้องเรียน โดยผู้เสียหายหลายคนรู้สึกโล่งใจ เพราะก่อนหน้านี้คิดว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากตอนเกิดเหตุถูกทำให้เข้าไปแบบไม่มีสิ่งของติดตัว จึงแทบไม่มีหลักฐานบันทึกภาพหรือเสียง
หมอปลาย้ำว่าไสยศาสตร์ไม่มีจริง และเชื่อว่าพฤติกรรมลักษณะนี้อาจเกิดมานานหลายสิบปี จึงอาจยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมาก พร้อมเชื่อว่าหากเรื่องถึงตำรวจสอบสวนกลาง จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจสกัดกลุ่ม “นักต้มตุ๋นชาวจีน” ที่ลักลอบเข้าประเทศไทย
ข่าวระดับชาติ - National
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
กรุงเทพฯ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 ในปี 2569 ประกันสังคมไทยมีการปรับสำคัญ โดยเฉพาะการขยับเพดานค่าจ้างสูงสุดของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท เมื่อฐานค่าจ้างเพิ่ม เงินสมทบสูงสุดของลูกจ้างจึงขยับเป็น 875 บาทต่อเดือน (เดิม 750 บาท) แต่สิทธิหลายส่วนก็เพิ่มตามไปด้วย ทั้งเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร และที่หลายคนสนใจคือเงินบำนาญชราภาพที่มีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 และวางแนวทางปรับแบบขั้นบันไดในช่วงแรก (2569-2571) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น การรู้รายละเอียดจะช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นขึ้น และใช้สิทธิได้คุ้มกว่าเดิม
ปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบใหม่ ปี 2569 – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบของมาตรา 33 เป็น 17,500 บาท ขณะที่อัตราเงินสมทบยังคง 5% (นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐสมทบตามส่วนที่กำหนด) ส่งผลเป็นภาพรวมดังนี้
- ผู้มีเงินเดือน ต่ำกว่า 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือนจริง (รูปแบบเดิม)
- ผู้มีเงินเดือน ตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จ่ายเงินสมทบ สูงสุด 875 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 125 บาทจากเดิม)
การปรับเพดานนี้ไม่กระทบคนที่เงินเดือนไม่ถึงเพดานเดิม แต่กลุ่มรายได้สูงจะเห็นฐานสิทธิประโยชน์สูงขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น เงินทดแทนรายเดือนในบางกรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน) ขยับเพดานจาก 7,500 บาท เป็น 8,750 บาท ตามฐานใหม่
สิทธิประโยชน์หลักมาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) อัปเดตปี 2569
มาตรา 33 เป็นสิทธิของลูกจ้างในระบบที่มีนายจ้าง และคุ้มครองครบ 7 กรณี โดยปี 2569 มีจุดที่ปรับเพิ่มชัดเจนหลายส่วน
- เจ็บป่วยและประสบอันตราย รักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลที่เลือก และรับเงินทดแทนขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (คิดได้ราว 291.67 บาทต่อวัน, สูงสุด 180 วัน, รวมสูงสุด 52,500 บาท) จากเดิมเพดาน 7,500 บาท
- คลอดบุตร เงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง (จากเดิม 22,500 บาท) พร้อมค่าคลอดแบบเหมาจ่าย และค่าฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์
- ทุพพลภาพ เงินทดแทนทุพพลภาพสูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน โดยจำนวนที่ได้รับขึ้นกับระดับความพิการ
- ว่างงาน เงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (กรณีเลิกจ้างรับได้ 180 วัน, กรณีลาออก 90 วัน) โดยกรณีเลิกจ้างรวมสูงสุดได้ 63,000 บาท
- สงเคราะห์บุตร รับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)
- เสียชีวิต เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท (จากเดิม 90,000 บาท) และมีค่าทำศพตามเงื่อนไข
- ชราภาพ เงินบำนาญชราภาพ (อายุ 55 ปีขึ้นไป และส่งสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน) มีแนวโน้มสูงขึ้นตามฐานใหม่ เช่น ส่งครบ 15 ปี ได้สูงสุด 3,500 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 500 บาท) และส่งครบ 25 ปี ได้สูงสุด 6,125 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 875 บาท)
อัปเดตสิทธิทำฟัน และค่าคลอดบุตร – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำหรับ ค่าทำฟัน ปี 2569 ยังใช้เงื่อนไขเดิม ผู้ประกันตนมาตรา 33 เบิกได้สูงสุด 900 บาทต่อปี ครอบคลุมบริการพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด โดยไปใช้บริการที่คลินิกหรือสถานพยาบาลเครือข่าย และใช้บัตรประชาชนตามขั้นตอนของหน่วยบริการ
ส่วน ค่าคลอดบุตร จุดที่เห็นชัดคือเงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง จึงช่วยลดภาระช่วงลาคลอดได้มากขึ้น
เปรียบเทียบมาตรา 33, 39, 40 ปี 2569 แบบเข้าใจง่าย
- มาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) คุ้มครองครบ 7 กรณี เหมาะกับคนทำงานที่มีนายจ้างสมทบให้
- มาตรา 39 (สมัครต่อเนื่องหลังออกจากงาน) ได้สิทธิ 6 กรณี โดยไม่ครอบคลุมบางรายการตามเงื่อนไขของมาตรานี้ และจ่ายเงินสมทบเอง เดือนละ 432 บาท (อัตราคงที่) สิทธิด้านเจ็บป่วยยังเป็นเงินทดแทน 50% ตามฐานเดิมเป็นหลัก แต่บางสิทธิอาจได้รับผลจากการปรับฐานตามประกาศที่เกี่ยวข้อง
- มาตรา 40 (อาชีพอิสระ) เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เลือกจ่ายสมทบได้ 70, 100, 300 บาทต่อเดือน และได้ความคุ้มครองหลัก เช่น เจ็บป่วย เสียชีวิต ชราภาพ (สิทธิจะน้อยกว่ามาตรา 33)
ทั้งสามมาตราสามารถนำเงินสมทบไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง และตามเกณฑ์ของปีภาษีนั้น
เงินบำนาญชราภาพ, ส่งนานมีผลชัดในระยะยาว
อีกจุดที่หลายคนจับตาคือ เงินบำนาญชราภาพ เพราะฐานคำนวณผูกกับค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี) เมื่อเพดานค่าจ้างสูงขึ้น คนที่อยู่ในฐานรายได้สูงก็มีโอกาสได้บำนาญมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งส่งสมทบนาน ตัวเลขยิ่งขยับขึ้น และช่วยเป็นรายได้ประจำหลังเกษียณได้จริง
สรุป, จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนระยะยาวกว้างกว่าเดิม
แม้เงินสมทบของบางคนจะเพิ่ม แต่สิทธิที่ตามมาขยายขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะกลุ่มเงินเดือนสูง และคนที่ส่งสมทบต่อเนื่องยาวนาน การปรับเพดานรอบนี้ยังช่วยให้กองทุนรองรับภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้แรงงานไทยในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ควรเช็กสิทธิและสถานะผ่านแอป SSO Plus หรือเว็บไซต์ sso.go.th เป็นระยะ เพราะถ้ารู้สิทธิครบ ใช้ให้ถูกเวลา ก็ช่วยประหยัดเงินและวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
กรุงเทพฯ ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า บัตรคนจน กว่า 13.45 ล้านคน ได้รับการโอนวงเงินช่วยค่าครองชีพประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว โดยวงเงินหลักเข้าตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และยังมีรอบ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับบางกลุ่ม ทำให้หลายบ้านพอหายใจโล่งขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพยังตึง ๆ
นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง ระบุว่า เดือนนี้ยังคงจ่ายสิทธิผ่านบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดตามแนวทางเดิม ผู้มีสิทธิ์ใช้วงเงินได้ตามเงื่อนไข ทั้งซื้อของจำเป็น ค่าเดินทาง และส่วนลดก๊าซหุงต้ม
ปฏิทินเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2569
กรมบัญชีกลางกำหนดวันโอนหลัก ๆ ไว้ชัดเจน ดังนี้
- วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 (เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันแรกของเดือน)
วงเงินสำหรับใช้จ่ายในเดือนนั้น ๆ (ถอนไม่ได้ และไม่ยกยอดไปเดือนถัดไป)- วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/คน/เดือน ใช้ได้ที่ร้านธงฟ้าและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
- ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน (รอบ ม.ค.-มี.ค. 2569)
- วงเงินค่าเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน ครอบคลุม บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่ร่วมโครงการ
รวมวงเงินหลักสูงสุด 1,130 บาท (แยกจากส่วนลดก๊าซที่ให้เป็นงวด 3 เดือน)
- วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
เงินเพิ่ม เบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน สำหรับผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ และได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาท/เดือน โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีที่ใช้รับเบี้ยตามปกติ
ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการ อาจได้รับรวมสูงสุด 1,330 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
วิธีเช็กสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐล่าสุด ทำได้เองออนไลน์
เพื่อความสบายใจ แนะนำให้ตรวจสถานะสิทธิ์เป็นระยะ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งยืนยันตัวตน หรือกังวลเรื่องคุณสมบัติ
ขั้นตอนเช็กผ่านระบบ e-Social Welfare
- เข้าเว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th/welfare/home
- เลือกเมนู “ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการสังคม”
- กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
- กด “ตรวจสอบ”
ระบบจะแสดงผลทันที รวมถึงสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ และสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง หากขึ้นว่า “มีสิทธิ” ก็ยังรับสิทธิได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังตรวจได้ผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยดูรายละเอียดการรับเงินล่าสุด วันที่โอน จำนวนเงิน และสถานะได้เช่นกัน
สรุปตารางเงินเข้าแบบปกติ (อัปเดตปี 2569)
รูปแบบการให้สิทธิยังเหมือนเดิม คือโอนวงเงินหลักทุกวันที่ 1 ของเดือน และมีเงินเพิ่มวันที่ 20 สำหรับผู้พิการ
- ซื้อสินค้า: 300 บาท/เดือน
- ค่าเดินทาง: 750 บาท/เดือน
- ส่วนลดก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/3 เดือน
- เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ: 200 บาท/เดือน (เฉพาะผู้พิการ)
อย่าลืมใช้ให้ทันในเดือนนั้น เพราะวงเงินซื้อสินค้าและค่าเดินทางใช้ไม่หมดแล้วจะหายไป ไม่สะสมต่อเดือนหน้า
เงินไม่เข้า บัตรรูดไม่ได้ หรือใช้สิทธิไม่ได้ ควรทำอย่างไร
ปัญหาที่เจอบ่อย เช่น เงินไม่เข้า รูดไม่ผ่าน หรือสิทธิหาย มักเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน (e-KYC) ไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรง หรือบัญชีรับเงินเปลี่ยนไป
ลองเช็กและแก้เบื้องต้นตามนี้ – สวัสดิการรัฐบาล
- ตรวจสถานะสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ระบบ e-Social Welfare ก่อน
- ถ้าสิทธิยังขึ้นว่า “มี” แต่เงินไม่เข้า ให้ตรวจว่าได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนถูกต้องหรือไม่
- ติดต่อหน่วยงานเพื่อให้ช่วยตรวจสอบ
- Call Center บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: 0-2109-2345
- Call Center กรมบัญชีกลาง: 0-2270-6400 (วันและเวลาราชการ)
กรณีบัตรหายหรือชำรุด ให้ติดต่อธนาคารกรุงไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกบัตรใหม่
ความคืบหน้าลงทะเบียนรอบใหม่ ปี 2569
ตอนนี้ยังใช้ฐานข้อมูลจากการลงทะเบียนรอบปี 2565 ต่อเนื่อง ผู้มีสิทธิ์เดิม ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องยืนยันตัวตนให้ครบตามที่กำหนด เพราะถ้าพลาดอาจกระทบสิทธิได้
ส่วนการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2569 กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์ให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดความซ้ำซ้อน และช่วยให้ตรงกลุ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม วันเปิดลงทะเบียนยังต้องรอประกาศทางการ แนะนำให้ติดตามจากเว็บไซต์ welfare.mof.go.th หรือช่องทางของกระทรวงการคลังเป็นหลัก
โดยรวมแล้ว บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายจำเป็นได้พอสมควร ดังนั้นควรเช็กสิทธิ์ให้ชัวร์ และใช้วงเงินให้คุ้มทุกเดือนเพื่อไม่พลาดสิทธิที่ได้รับอยู่แล้ว – สวัสดิการรัฐบาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวการเมือง7 days agoการเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท
-
ข่าวการเมือง7 days agoศาลฎีกาสั่งปลดผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 49 คน ก่อนการเลือกตั้ง

