ข่าวระดับชาติ - National
สนามบินหลักของไทยเพิ่มมาตรการตรวจสอบด้านสุขภาพ หลังพบรายงานการพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดีย
สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ เชียงราย เข้มมาตรการมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
เชียงราย – จากรายงานพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์เป็นกลุ่มก้อนในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ใกล้เมืองโกลกาตา หน่วยงานไทยจึงยกระดับการคัดกรองสุขภาพที่สนามบินนานาชาติสำคัญ เป้าหมายคือคัดกรองให้เจอความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ลดโอกาสเกิดเคสนำเข้า และป้องกันการแพร่กระจายในประเทศ
ขณะนี้ประตูทางเข้าออกหลักอย่าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพฯ, ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่, และ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรค (DDC) ร่วมกับผู้บริหารสนามบินเพิ่มมาตรการติดตาม ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิ การกรอกแบบฟอร์มแสดงข้อมูลสุขภาพ และการตรวจคัดกรองแบบสุ่มในผู้โดยสารที่มีอาการ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้เดินทางจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในอินเดีย
ที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของประเทศ มีการเร่งจัดจุดคัดกรองเฉพาะเพิ่มเติม ผู้โดยสารบางรายอาจถูกสุ่มประเมินอาการเมื่อเดินทางถึง หากพบสัญญาณป่วย ทีมสาธารณสุขจะพร้อมแยกกักและส่งตรวจตามแนวทาง ส่วนที่สนามบินเชียงใหม่ มาตรการถูกเพิ่มความเข้มข้นเช่นกัน และมีการแนะนำให้ผู้เดินทางกรอกข้อมูลสุขภาพล่วงหน้าผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างแอป CM-CHANA เพื่อช่วยให้ขั้นตอนหน้าเคาน์เตอร์ทำได้เร็วขึ้น และลดการรอคิว
ด้านสนามบินเชียงราย ซึ่งรองรับการท่องเที่ยวในภาคเหนือและเส้นทางยอดนิยมหลายสาย ก็ปรับมาตรการคัดกรองให้รัดกุมกว่าเดิม แม้ตอนนี้ไทยยังไม่พบผู้ป่วยนิปาห์ แต่ DDC ย้ำว่า การเฝ้าระวังเชิงรุกเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างชาติในระดับสูง
การตื่นตัวรอบนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียยืนยันผู้ติดเชื้อนิปาห์หลายรายในรัฐเบงกอลตะวันตก และมีรายงานพบในบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ทางการอินเดียได้กักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ขณะเดียวกันองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้มีอัตราเสียชีวิตสูง และมีโอกาสแพร่จากคนสู่คนได้
ไวรัสนิปาห์คืออะไร และทำไมถึงน่ากังวล
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus, NiV) เป็นไวรัสก่อโรคจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง พบครั้งแรกในปี 1998 จากการระบาดในมาเลเซียและสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่ม Henipavirus โดยแหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวกินผลไม้ในสกุล Pteropus (flying fox) ค้างคาวกลุ่มนี้สามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และสารคัดหลั่งอื่น ๆ ได้ โดยตัวมันเองอาจไม่แสดงอาการ
คนสามารถติดเชื้อได้หลายทาง เช่น สัมผัสค้างคาวที่ติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อน กินน้ำตาลสดจากอินทผลัม (date palm sap) แบบดิบ หรือกินผลไม้ที่มีการปนเปื้อนจากค้างคาว สัมผัสสุกรที่ติดเชื้อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (เคยเกิดขึ้นในการระบาดครั้งแรกที่มาเลเซีย) อีกทางที่น่ากังวลที่สุดคือการติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งทางเดินหายใจหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย
การระบาดมักพบเป็นครั้งคราวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บังกลาเทศและอินเดียมีเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง อัตราการเสียชีวิตอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับการควบคุมโรค การเฝ้าระวัง และการเข้าถึงการรักษาประคับประคอง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองหรือยาต้านไวรัสที่จำเพาะ การรักษาจึงเน้นดูแลตามอาการ เช่น การดูแลระบบหายใจ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนทางสมองและระบบประสาทในรายที่รุนแรง
อาการที่ควรสังเกต และความเสี่ยงที่ต้องระวัง
อาการมักเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 5 ถึง 14 วัน แต่บางกรณีอาจยาวได้ถึง 45 วัน ระยะแรกมักคล้ายโรคทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ และไอ หากอาการมากขึ้น อาจมีหายใจลำบาก อาเจียน เวียนศีรษะ และสับสน
ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยบางรายเกิดสมองอักเสบ มีอาการง่วงมาก สับสน ชัก และอาจเข้าสู่ภาวะโคม่า อีกด้านหนึ่งอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว คล้ายปอดอักเสบรุนแรง ผู้รอดชีวิตบางรายมีปัญหาระบบประสาทระยะยาว เช่น ชักเรื้อรัง หรือพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป
จุดเสี่ยงหลักอยู่ที่การแพร่เชื้อในสถานที่ที่ใกล้ชิดกันมาก เช่น ในบ้านหรือโรงพยาบาล หลายการระบาดส่งผลกับบุคลากรทางการแพทย์สูง เพราะมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เพียงพอ แม้คลัสเตอร์ในอินเดียครั้งนี้ยังไม่พบการแพร่กระจายในชุมชนวงกว้าง แต่ความเป็นไปได้ยังมีอยู่ จึงเกิดการแจ้งเตือนในระดับนานาชาติ
สำหรับไทย ความเสี่ยงยังถือว่าต่ำ แต่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีการเดินทางระหว่างไทยและอินเดียบ่อย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีค้างคาวกินผลไม้หลายพื้นที่ หน่วยงานย้ำว่าไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วยนิปาห์ในคน และมาตรการความปลอดภัยด้านการเลี้ยงสัตว์และสินค้าเกษตรหลายส่วนช่วยลดโอกาสเกิดเหตุจากสัตว์สู่คน
วิธีป้องกันที่ทำได้จริง สำหรับนักเดินทางและคนทั่วไป
แนวทางหลักคือหลีกเลี่ยงแหล่งสัมผัส และตัดวงจรการแพร่เชื้อ คำแนะนำที่ใช้กันทั่วไปจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขต่างประเทศ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสุกรในพื้นที่ที่มีการระบาด
- งดบริโภคน้ำตาลสดจากอินทผลัมแบบดิบ ผลไม้ที่ไม่ล้าง หรืออาหารที่เสี่ยงปนเปื้อนจากค้างคาว
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรืออยู่ในที่คนแออัด
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อทำงานด้านการแพทย์ หรือเกี่ยวข้องกับสัตว์
- แยกผู้มีอาการป่วยให้เร็ว และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด
ผู้เดินทางที่เข้าประเทศไทยควรสังเกตอาการตัวเองอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังเดินทาง หากมีไข้ หรือมีอาการทางระบบประสาท ให้รีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเดินทางให้ชัดเจน
เจ้าหน้าที่สนามบินและทีมสาธารณสุขยังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ แจกสื่อให้ความรู้ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง แม้มาตรการอาจทำให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หน่วยงานยืนยันว่าเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อรักษามาตรฐานด้านสาธารณสุขของประเทศ
DDC ระบุว่าจะติดตามสถานการณ์ทั่วโลกต่อเนื่อง และประสานงานกับเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ไทยยังไม่พบเชื้อนิปาห์ในคน แต่มาตรการเฝ้าระวังที่เข้มขึ้นสะท้อนแนวทางชัดเจน คือเจอให้เร็ว แยกให้ทัน และลดความเสี่ยงก่อนจะกระทบคนหมู่มาก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจชายแดนเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด หลังไล่ล่ารถยนต์