เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงานปีใหม่ลาหูสากลครั้งที่ 3
เชียงรายจัดงาน มหกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 และงานอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยประชาสัมพันธ์ว่าจะเปิดงานวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย พิธีเปิดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธาน
มองเผินๆ งานนี้อาจดูเหมือนเทศกาลประจำปีทั่วไป แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นความพยายามระดับท้องถิ่นที่สำคัญ คือการทำให้ “ความหลากหลายชาติพันธุ์” เป็นพลังร่วมของสังคมไทย โดยไม่ทำให้ชุมชนถูกลดทอนเหลือแค่สินค้าในตลาดท่องเที่ยว
ปีใหม่ลาหูคืออะไร
ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ SAC อธิบายว่า ปีใหม่ลาหูที่มักเรียกว่า “กินวอ (Kin Wo)” เป็นพิธีและเทศกาลหลักที่ผูกกับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างของชุมชน ภายในงานมักมีพิธีกรรม การรวมญาติ การแสดงความเคารพผู้ใหญ่ และการแสดงทางวัฒนธรรม
หัวใจของเรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก วัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่บนเวที แต่มันคือระบบคุณค่าที่กำกับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน เช่น การให้เกียรติผู้สูงอายุ สายสัมพันธ์เครือญาติ กติกาที่อยู่ร่วมกัน และบทบาทของพิธีกรรม พอเทศกาลถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายก็เพิ่มทันที คือทำอย่างไรให้แก่นของประเพณียังอยู่ครบ ขณะเดียวกันคนภายนอกก็เข้าถึงและเข้าใจได้
เรื่องชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นเล็ก เพราะเป็นชีวิตจริงของผู้คนที่กระจายอยู่ตามจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของ SAC ระบุชุดตัวเลขหนึ่งว่า ประเทศไทยมีชาวลาหู 116,126 คน (ชาย 57,941 คน หญิง 58,185 คน) อยู่ใน 452 กลุ่มหมู่บ้าน ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนา
ขณะเดียวกัน รายงานของ กรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้อีกชุดตัวเลข ระบุว่ามีชาวลาหูในไทยราว 150,000 คน อยู่ในมากกว่า 800 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาในหลายจังหวัด
ตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิดเสมอไป บ่อยครั้งเกิดจากความต่างของฐานข้อมูล ช่วงเวลาเก็บข้อมูล หรือคำนิยามที่ใช้ (เช่น สำรวจชุมชน ข้อมูลทะเบียน หรือค่าประเมินเชิงนโยบาย) การสื่อสารที่รับผิดชอบควรทำควบคู่กัน 2 อย่างคือ
- ระบุแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง
- ใช้ตัวเลขเพื่อบอก “ขนาดของประเด็น” ไม่ใช่เพื่อขยายความเกินจริง
จากงานวัฒนธรรมสู่ Soft Power
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพูดถึง Soft Power ของไทย ทำให้เทศกาลชาติพันธุ์ถูกจับตามากขึ้น หลายคนมองว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดได้ทั้งท่องเที่ยว งานสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศ ในมุมนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายก็ถูกมองเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารวัฒนธรรมต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ
คำว่า “นานาชาติ” ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนของผู้คน สำหรับงานครั้งที่ 3 ในปี 2569 ณ เวลาที่เรียบเรียง ยังไม่พบเอกสารสาธารณะที่ตรวจสอบได้ซึ่งระบุรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ส่วนในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือกับชุมชนลาหูจากหลายประเทศ เน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ พร้อมเชื่อมกับการท่องเที่ยวเชียงราย
ถ้าวางแผนดี งานแบบนี้สร้างผลบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น
- การยอมรับในสังคม
คนเห็นกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่แค่ “ชุมชนชายแดน” ที่ถูกพูดถึงตอนเกิดวิกฤต - รายได้จากฐานชุมชน
งานสามารถเชื่อมงานหัตถกรรม อาหาร การแสดง และการเยี่ยมชุมชน โดยให้เกียรติเจ้าบ้าน - ตัวตนและความภูมิใจ
พื้นที่สาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่อยากเรียนภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม เพื่อให้วัฒนธรรมเดินต่อได้
แต่ Soft Power ก็มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ถ้าวัฒนธรรมถูกแพ็กเป็นสินค้า และชุมชนไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่
- ทำพิธีให้กลายเป็นโชว์
ตารางงานที่แน่นอาจทำให้พิธีถูกย่อหรือปรับจนความหมายจางลงสำหรับคนในชุมชน - การหยิบใช้วัฒนธรรมโดยไม่ให้เครดิต
ลวดลาย เสื้อผ้า สัญลักษณ์ หรือดนตรีอาจถูกนำไปใช้โดยไม่ระบุที่มา หรือไม่มีผลตอบแทนที่เป็นธรรม - การกระจายประโยชน์ไม่เท่าเทียม
รายได้อาจไปกองอยู่ที่ผู้จัดหรือธุรกิจภายนอก มากกว่าจะถึงช่างฝีมือและศิลปินของชุมชน
รายงานกรมประชาสัมพันธ์ปี 2568 ยังบันทึกถ้อยแถลงของ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยเน้นการสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะและประเพณีที่เชื่อมคนชาติพันธุ์ ย้ำหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ
เมื่อนำมาวางในบริบทปี 2569 ภาพนี้เหมือนกรอบปฏิบัติที่งานวัฒนธรรมควรยึดไว้ให้ชัด
- วัฒนธรรมคือ “สิทธิ” ไม่ใช่ของตกแต่งของชาติ
- การทำให้งานชาติพันธุ์เป็นที่รู้จัก ต้องไม่ลดคนชาติพันธุ์เหลือแค่นักแสดงที่ต่อรองอะไรไม่ได้
- ความหลากหลายต้องมากับความปลอดภัยและศักดิ์ศรี
เพราะแบบนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่รายการกิจกรรม แต่มันแตะเรื่อง “ประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของไทยด้วย คือสังคมรับความต่างได้แค่ไหนในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในวันงาน
เทศกาลในเมืองกับการท่องเที่ยว
เชียงรายมีข้อได้เปรียบชัดเจน จังหวัดนี้มีชื่อด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวมานาน พื้นที่จัดงานแบบศูนย์ประชุมทำให้รองรับคนจำนวนมากได้สะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ก็มีโจทย์สำคัญอยู่เหมือนกัน คือทำอย่างไรให้เทศกาลในเมืองเชื่อมไปถึง “ประสบการณ์ชุมชนจริง” โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ
แนวทางที่พูดกันมากขึ้นในไทยคือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ethical หรือ responsible tourism) สำหรับบริบทวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ควรมีอย่างน้อย 4 ส่วน
- ความยินยอมและกติกาชัดเจน
การถ่ายภาพ วิดีโอ และการใช้ลวดลายควรขออนุญาต พร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจน - การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
รายได้ควรกลับไปถึงผู้ผลิตและผู้แสดงของชุมชนในสัดส่วนที่เหมาะสม - ให้ชุมชนเล่าเรื่องของตัวเอง
เจ้าของวัฒนธรรมควรเป็นคนกำหนดเรื่องเล่า ไม่ใช่ให้คนอื่นพูดแทน - มีมาตรการป้องกันความเสียหาย
ลดการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นความ “แปลกตา” เพื่อความบันเทิง
ข้อความประชาสัมพันธ์ของงานปี 2569 ระบุเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เช่น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยน และการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม จุดชี้วัดจริงอยู่ที่การทำให้คำพูดพวกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในทางปฏิบัติ
ถ้าต้องการให้งานปีใหม่ลาหูนานาชาติกลายเป็น Soft Power ที่ยืนระยะ ไม่ใช่กระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตควรตอบ 3 ประเด็นระดับระบบให้ได้
- ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า
ถ้าเนื้อหาถูกกำหนดจากมุมมองคนนอกเป็นหลัก ชุมชนจะกลายเป็น “โชว์” แต่ถ้าเรื่องเล่าออกมาจากชุมชน ความหมายจะมั่นคงและต่อยอดได้แบบไม่เสียรูป - ใครได้ประโยชน์ และได้มากน้อยแค่ไหน
งานที่แข็งแรงควรโปร่งใสตลอดห่วงโซ่ เช่น ค่าตอบแทนการแสดง สิทธิการขายสินค้า และทางเลือกงานให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน - รัฐและท้องถิ่นทำความเสมอภาคให้เกิดจริงอย่างไร
คำประกาศเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่การปฏิบัติในชีวิตจริงต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรี ให้สอดคล้องกับสารที่รัฐสื่อสารไว้ในปี 2568
งาน ปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 จังหวัดเชียงราย (ประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบ โอกาสคือการต่อยอดพลังวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวและรายได้สร้างสรรค์ โดยยังรักษาศักดิ์ศรีไว้ บททดสอบคือการพาประเพณีขึ้นเวทีใหญ่แล้วไม่ทำให้วัฒนธรรมแบนลง หรือทำให้ชุมชนเสียอำนาจในการนิยามความหมายของตัวเอง
ในช่วงที่คำว่า Soft Power ถูกพูดถึงบ่อย สิ่งที่แยกงานที่อยู่ยาวออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว คือความสามารถในการยืนบน 3 ฐานพร้อมกัน ได้แก่ ความจริงของพิธีกรรม สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ถ้าเชียงรายรักษาทั้ง 3 ข้อนี้ได้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติจะไม่ใช่แค่วันหนึ่งในปฏิทิน แต่มันอาจกลายเป็นตัวอย่างที่ใช้ได้จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกัน และค่อยๆ สร้างความไว้ใจในชีวิตประจำวันในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
เชียงราย - Chiang Rai News
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
แม่สาย – บริษัท ทรู เทเลคอม ร่วมกับสำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ (CCIB) และ กสทช. ได้ดำเนินการในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยและขัดขวางการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติจากอาคารใกล้ชายแดน เป้าหมายหลักคือการหยุดการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนและตัดการเชื่อมต่อที่อาจเกิดขึ้นกับเครือข่ายศูนย์บริการลูกค้าหลอกลวงทางโทรศัพท์
ปฏิบัติการเกิดขึ้นช่วงเช้าตรู่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตำรวจ บก.ปอท. เข้าตรวจค้นอาคารต้องสงสัย ร่วมกับทรู สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการรายอื่น หลังได้รับข้อมูลการใช้งานที่ผิดสังเกตจากทรู เพราะมีทราฟฟิกสูงต่อเนื่องหลายวัน และหนาแน่นมากเป็นพิเศษในช่วงกลางคืน จึงประสานทีมเทคนิคเข้าช่วยตรวจสอบและเก็บรายละเอียดในพื้นที่

พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท. ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบห้องเช่าในอะพาร์ตเมนต์ย่านแม่สายมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงผิดปกติ จึงเริ่มสืบสวนและเฝ้าติดตาม เมื่อพบปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม รวมถึงประวัติของผู้เช่าห้อง จึงขอหมายศาลเข้าตรวจค้น และพบอุปกรณ์ที่เข้าข่ายลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปทางเมียนมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ร่วมกับทรูและผู้ให้บริการรายอื่นตัดการเชื่อมต่อทันที พร้อมยึดอุปกรณ์ไว้เป็นหลักฐาน และเร่งติดตามผู้เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจค้น ตำรวจไม่พบผู้อยู่อาศัยภายในห้อง แต่พบอุปกรณ์รวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ต และชุดกระจายสัญญาณที่มีลักษณะเชื่อมโยงการใช้งานข้ามประเทศ เจ้าหน้าที่จึงตัดสัญญาณในจุดดังกล่าวทันที และเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี

ขณะเดียวกัน ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง และขยายผลไปยังเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงกัน โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับกลุ่มต้องสงสัย ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบการติดตามจับกุมและดำเนินคดีต่อไป
นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสำนักงาน กสทช. อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังการใช้งานอินเทอร์เน็ตผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปก่ออาชญากรรมออนไลน์ และลดความเสียหายที่เกิดกับประชาชน

นอกจากการทำงานเชิงรุกในภาคสนามแล้ว ทรูยังเน้นมาตรการป้องกัน โดยเข้มงวดเรื่องการขายและลงทะเบียนซิมมือถือ และใช้ AI กับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงของซิมแต่ละหมายเลข ลดโอกาสนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
อีกด้านหนึ่ง ทรูให้บริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) กับลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ระบบช่วยป้องกันภัยออนไลน์แบบอัตโนมัติ และบล็อกลิงก์อันตรายหรือเว็บไซต์น่าสงสัยจาก SMS ได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่ม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย - Chiang Rai News
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงรายเรียกร้องให้ทบทวนบัตรเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ
เชียงราย – กลุ่มชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายรวมตัวกันไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.เชียงราย ขอให้ตรวจสอบจุดจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย พร้อมขอให้ช่วยตรวจทาน “บัตรเสีย” ที่ระบุว่ามีจำนวนมากผิดปกติ ทาง กกต.พาตัวแทนเข้าไปดูสถานที่เก็บหีบในเขต 1 ยืนยันมีกล้องวงจรปิดและเวรยามดูแล ส่วนบัตรเสียประเมินแล้วยังไม่สูง แต่พร้อมหาสาเหตุให้ชัดเจน
วันที่ 10 ก.พ. กลุ่มชาวบ้านราว 50 คน เดินทางไปที่สำนักงาน กกต.ประจำ จ.เชียงราย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย เพื่อขอให้ตรวจสอบหลายประเด็นจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการลงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา
หนึ่งในเรื่องหลักที่กลุ่มชาวบ้านหยิบยกขึ้นมา คือจำนวนบัตรเสียที่มองว่าสูงเกินไป โดยระบุว่า จ.เชียงราย มีบัตรเสียก่อนสรุปการนับคะแนนมากกว่า 16,892 ใบ คิดเป็น 2.88% ของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจมาตรฐานการทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เพราะพบว่าวิธีปฏิบัติแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน และอยากให้ กกต.ช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องการเก็บรักษาหีบบัตรว่าปลอดภัยแค่ไหน

ต่อมา นายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำ จ.เชียงราย รับเรื่องไว้ พร้อมอธิบายว่า สถานที่จัดเก็บหีบบัตรในแต่ละเขตเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.เขต ที่ต้องกำหนดจุดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย สำหรับ จ.เชียงราย ทั้ง 7 เขตได้แจ้งให้ประชาชนรับทราบแล้ว และขอให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลหีบบัตร
ส่วนประเด็นบัตรเสีย สำนักงาน กกต.จ.เชียงราย ระบุว่ายังไม่เห็นว่ามีจำนวนมากผิดปกติ แต่จะสอบถามรายละเอียดจากผู้เกี่ยวข้องต่อไป เพราะเจ้าหน้าที่เองก็อยากทราบสาเหตุที่แท้จริงเช่นกัน โดยที่ผ่านมา ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามการทำงานในหน่วยเลือกตั้งได้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายชูชาติได้นำตัวแทนชาวบ้านเข้าไปดูสถานที่จัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดและจัดเวรยามดูแล ทำให้ตัวแทนประชาชนรู้สึกสบายใจขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยังฝากความกังวลถึงเขตเลือกตั้งอื่นอีก 6 เขตไว้ด้วย
ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำ จ.เชียงราย ย้ำว่าจะทำงานตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมแจ้งว่าจะประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบไม่เป็นทางการ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สำนักงาน กกต.จ.เชียงราย” ภายในวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.2569
สำหรับภาพรวมการเมืองใน จ.เชียงราย เดิมมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย 4 เขต และพรรคประชาชน 3 เขต แต่ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเหลือ 2 ที่นั่ง ที่นั่งส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม 4 เขต และพรรคภูมิใจไทย 1 เขต ส่งผลให้ไม่มีผู้สมัครจากพรรคประชาชนเหลืออยู่ในพื้นที่แล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายกำลังสอบสวนคดีฆาตกรรมชายสองคนในตำบลแม่ยาว
เชียงราย - Chiang Rai News
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเตือนประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ
เชียงราย – เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการฉ้อโกงออนไลน์ ภายใต้กองบังคับการต่อต้านการค้ามนุษย์ (ATHTD) และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวชายแดนไทย เมียนมา และลาว
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นเครือข่ายหลอกลวงและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขยับฐานเข้ามาใกล้พื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายมากขึ้น ฝั่งเมียนมามีการกล่าวถึงเมืองท่าขี้เหล็กว่าเป็นจุดรวมคาสิโนและสถานบันเทิง และถูกมองว่าเป็นฐานสำคัญของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์
รายงานยังชี้ถึงปัญหาการบังคับใช้แรงงาน และกรณีชักชวนคนข้ามแดนไปทำงานโดยอ้างว่าเป็น “งานรายได้ดี” ผู้ที่ขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักตัว ส่วนฝั่งลาวมีการกล่าวถึง Kings Roman Special Economic Zone ว่าเป็นพื้นที่ที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้หลบซ่อน โดยการกวาดล้างล่าสุดนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 771 ราย รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องจากลาว เมียนมา จีน และฟิลิปปินส์

Transborder News รายงาน ว่าในช่วงเดือนตุลาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีการจับกุมคดีสำคัญหลายคดีที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ หนึ่งในคดีคือการจับกุม นาย Hu Haojie พร้อมยึดบัตร ATM มากกว่า 2,052 ใบ
ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาให้การว่าทำหน้าที่กดเงินและโอนเงินตามคำสั่งที่ส่งผ่านแอป Lark app ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบเป็นขบวนการ อีกคดีหนึ่งเป็นการสกัดพัสดุที่มีสมุดบัญชีธนาคารและซิมการ์ด ซึ่งส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน และเชื่อว่ามีปลายทางข้ามแดนเพื่อสนับสนุนกลุ่มหลอกลวงฝั่งลาว
นอกจากนี้ ตำรวจยังรายงานการจับกุมแรงงานต่างชาติกว่า 288 ราย ในความผิดที่เกี่ยวข้อง โดยส่วนใหญ่มาจากเมียนมา จีน และลาว ในคดีที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ย้ำเตือนประชาชนให้ระวังข้อเสนอชวนไปทำงานต่างประเทศที่อ้างรายได้สูง และอย่าหลงเชื่อให้เปิดบัญชีม้า หรือยกบัตร ATM ให้ผู้อื่น เจ้าหน้าที่เตือนว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้คนทั่วไปเข้าไปพัวพันเครือข่ายอาชญากรรมระดับนานาชาติโดยไม่รู้ตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต้นเดือนกุมภาพันธ์มีการกวาดล้างหนักในพื้นที่ Kings Roman ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรรมชาวจีนและเครือข่ายค้ามนุษย์บางส่วนกระจายตัวไปหลบซ่อนในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ
บางกลุ่มถูกระบุว่าอาจข้ามมาหลบในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยปฏิบัติการดังกล่าวมีรายงานว่า Liu Zhongyi ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ลงพื้นที่ด้วยตนเอง และเดินทางเข้าเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ลาว
ข่าวที่กำลังเป็นกระแส
จังหวัดเชียงรายประกาศห้ามเผาสิ่งของเป็นเวลา 86 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวการเมือง6 days agoการเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
-
ข่าวระดับชาติ - National1 day ago“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท

