เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงานปีใหม่ลาหูสากลครั้งที่ 3
เชียงรายจัดงาน มหกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 และงานอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยประชาสัมพันธ์ว่าจะเปิดงานวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย พิธีเปิดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธาน
มองเผินๆ งานนี้อาจดูเหมือนเทศกาลประจำปีทั่วไป แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นความพยายามระดับท้องถิ่นที่สำคัญ คือการทำให้ “ความหลากหลายชาติพันธุ์” เป็นพลังร่วมของสังคมไทย โดยไม่ทำให้ชุมชนถูกลดทอนเหลือแค่สินค้าในตลาดท่องเที่ยว
ปีใหม่ลาหูคืออะไร
ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ SAC อธิบายว่า ปีใหม่ลาหูที่มักเรียกว่า “กินวอ (Kin Wo)” เป็นพิธีและเทศกาลหลักที่ผูกกับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างของชุมชน ภายในงานมักมีพิธีกรรม การรวมญาติ การแสดงความเคารพผู้ใหญ่ และการแสดงทางวัฒนธรรม
หัวใจของเรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก วัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่บนเวที แต่มันคือระบบคุณค่าที่กำกับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน เช่น การให้เกียรติผู้สูงอายุ สายสัมพันธ์เครือญาติ กติกาที่อยู่ร่วมกัน และบทบาทของพิธีกรรม พอเทศกาลถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายก็เพิ่มทันที คือทำอย่างไรให้แก่นของประเพณียังอยู่ครบ ขณะเดียวกันคนภายนอกก็เข้าถึงและเข้าใจได้
เรื่องชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นเล็ก เพราะเป็นชีวิตจริงของผู้คนที่กระจายอยู่ตามจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของ SAC ระบุชุดตัวเลขหนึ่งว่า ประเทศไทยมีชาวลาหู 116,126 คน (ชาย 57,941 คน หญิง 58,185 คน) อยู่ใน 452 กลุ่มหมู่บ้าน ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนา
ขณะเดียวกัน รายงานของ กรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้อีกชุดตัวเลข ระบุว่ามีชาวลาหูในไทยราว 150,000 คน อยู่ในมากกว่า 800 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาในหลายจังหวัด
ตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิดเสมอไป บ่อยครั้งเกิดจากความต่างของฐานข้อมูล ช่วงเวลาเก็บข้อมูล หรือคำนิยามที่ใช้ (เช่น สำรวจชุมชน ข้อมูลทะเบียน หรือค่าประเมินเชิงนโยบาย) การสื่อสารที่รับผิดชอบควรทำควบคู่กัน 2 อย่างคือ
- ระบุแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง
- ใช้ตัวเลขเพื่อบอก “ขนาดของประเด็น” ไม่ใช่เพื่อขยายความเกินจริง
จากงานวัฒนธรรมสู่ Soft Power
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพูดถึง Soft Power ของไทย ทำให้เทศกาลชาติพันธุ์ถูกจับตามากขึ้น หลายคนมองว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดได้ทั้งท่องเที่ยว งานสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศ ในมุมนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายก็ถูกมองเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารวัฒนธรรมต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ
คำว่า “นานาชาติ” ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนของผู้คน สำหรับงานครั้งที่ 3 ในปี 2569 ณ เวลาที่เรียบเรียง ยังไม่พบเอกสารสาธารณะที่ตรวจสอบได้ซึ่งระบุรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ส่วนในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือกับชุมชนลาหูจากหลายประเทศ เน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ พร้อมเชื่อมกับการท่องเที่ยวเชียงราย
ถ้าวางแผนดี งานแบบนี้สร้างผลบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น
- การยอมรับในสังคม
คนเห็นกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่แค่ “ชุมชนชายแดน” ที่ถูกพูดถึงตอนเกิดวิกฤต - รายได้จากฐานชุมชน
งานสามารถเชื่อมงานหัตถกรรม อาหาร การแสดง และการเยี่ยมชุมชน โดยให้เกียรติเจ้าบ้าน - ตัวตนและความภูมิใจ
พื้นที่สาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่อยากเรียนภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม เพื่อให้วัฒนธรรมเดินต่อได้
แต่ Soft Power ก็มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ถ้าวัฒนธรรมถูกแพ็กเป็นสินค้า และชุมชนไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่
- ทำพิธีให้กลายเป็นโชว์
ตารางงานที่แน่นอาจทำให้พิธีถูกย่อหรือปรับจนความหมายจางลงสำหรับคนในชุมชน - การหยิบใช้วัฒนธรรมโดยไม่ให้เครดิต
ลวดลาย เสื้อผ้า สัญลักษณ์ หรือดนตรีอาจถูกนำไปใช้โดยไม่ระบุที่มา หรือไม่มีผลตอบแทนที่เป็นธรรม - การกระจายประโยชน์ไม่เท่าเทียม
รายได้อาจไปกองอยู่ที่ผู้จัดหรือธุรกิจภายนอก มากกว่าจะถึงช่างฝีมือและศิลปินของชุมชน
รายงานกรมประชาสัมพันธ์ปี 2568 ยังบันทึกถ้อยแถลงของ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยเน้นการสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะและประเพณีที่เชื่อมคนชาติพันธุ์ ย้ำหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ
เมื่อนำมาวางในบริบทปี 2569 ภาพนี้เหมือนกรอบปฏิบัติที่งานวัฒนธรรมควรยึดไว้ให้ชัด
- วัฒนธรรมคือ “สิทธิ” ไม่ใช่ของตกแต่งของชาติ
- การทำให้งานชาติพันธุ์เป็นที่รู้จัก ต้องไม่ลดคนชาติพันธุ์เหลือแค่นักแสดงที่ต่อรองอะไรไม่ได้
- ความหลากหลายต้องมากับความปลอดภัยและศักดิ์ศรี
เพราะแบบนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่รายการกิจกรรม แต่มันแตะเรื่อง “ประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของไทยด้วย คือสังคมรับความต่างได้แค่ไหนในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในวันงาน
เทศกาลในเมืองกับการท่องเที่ยว
เชียงรายมีข้อได้เปรียบชัดเจน จังหวัดนี้มีชื่อด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวมานาน พื้นที่จัดงานแบบศูนย์ประชุมทำให้รองรับคนจำนวนมากได้สะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ก็มีโจทย์สำคัญอยู่เหมือนกัน คือทำอย่างไรให้เทศกาลในเมืองเชื่อมไปถึง “ประสบการณ์ชุมชนจริง” โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ
แนวทางที่พูดกันมากขึ้นในไทยคือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ethical หรือ responsible tourism) สำหรับบริบทวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ควรมีอย่างน้อย 4 ส่วน
- ความยินยอมและกติกาชัดเจน
การถ่ายภาพ วิดีโอ และการใช้ลวดลายควรขออนุญาต พร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจน - การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
รายได้ควรกลับไปถึงผู้ผลิตและผู้แสดงของชุมชนในสัดส่วนที่เหมาะสม - ให้ชุมชนเล่าเรื่องของตัวเอง
เจ้าของวัฒนธรรมควรเป็นคนกำหนดเรื่องเล่า ไม่ใช่ให้คนอื่นพูดแทน - มีมาตรการป้องกันความเสียหาย
ลดการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นความ “แปลกตา” เพื่อความบันเทิง
ข้อความประชาสัมพันธ์ของงานปี 2569 ระบุเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เช่น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยน และการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม จุดชี้วัดจริงอยู่ที่การทำให้คำพูดพวกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในทางปฏิบัติ
ถ้าต้องการให้งานปีใหม่ลาหูนานาชาติกลายเป็น Soft Power ที่ยืนระยะ ไม่ใช่กระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตควรตอบ 3 ประเด็นระดับระบบให้ได้
- ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า
ถ้าเนื้อหาถูกกำหนดจากมุมมองคนนอกเป็นหลัก ชุมชนจะกลายเป็น “โชว์” แต่ถ้าเรื่องเล่าออกมาจากชุมชน ความหมายจะมั่นคงและต่อยอดได้แบบไม่เสียรูป - ใครได้ประโยชน์ และได้มากน้อยแค่ไหน
งานที่แข็งแรงควรโปร่งใสตลอดห่วงโซ่ เช่น ค่าตอบแทนการแสดง สิทธิการขายสินค้า และทางเลือกงานให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน - รัฐและท้องถิ่นทำความเสมอภาคให้เกิดจริงอย่างไร
คำประกาศเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่การปฏิบัติในชีวิตจริงต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรี ให้สอดคล้องกับสารที่รัฐสื่อสารไว้ในปี 2568
งาน ปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 จังหวัดเชียงราย (ประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบ โอกาสคือการต่อยอดพลังวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวและรายได้สร้างสรรค์ โดยยังรักษาศักดิ์ศรีไว้ บททดสอบคือการพาประเพณีขึ้นเวทีใหญ่แล้วไม่ทำให้วัฒนธรรมแบนลง หรือทำให้ชุมชนเสียอำนาจในการนิยามความหมายของตัวเอง
ในช่วงที่คำว่า Soft Power ถูกพูดถึงบ่อย สิ่งที่แยกงานที่อยู่ยาวออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว คือความสามารถในการยืนบน 3 ฐานพร้อมกัน ได้แก่ ความจริงของพิธีกรรม สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ถ้าเชียงรายรักษาทั้ง 3 ข้อนี้ได้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติจะไม่ใช่แค่วันหนึ่งในปฏิทิน แต่มันอาจกลายเป็นตัวอย่างที่ใช้ได้จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกัน และค่อยๆ สร้างความไว้ใจในชีวิตประจำวันในระยะยาว