เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงานปีใหม่ลาหูสากลครั้งที่ 3
เชียงรายจัดงาน มหกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 และงานอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยประชาสัมพันธ์ว่าจะเปิดงานวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย พิธีเปิดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธาน
มองเผินๆ งานนี้อาจดูเหมือนเทศกาลประจำปีทั่วไป แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นความพยายามระดับท้องถิ่นที่สำคัญ คือการทำให้ “ความหลากหลายชาติพันธุ์” เป็นพลังร่วมของสังคมไทย โดยไม่ทำให้ชุมชนถูกลดทอนเหลือแค่สินค้าในตลาดท่องเที่ยว
ปีใหม่ลาหูคืออะไร
ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ SAC อธิบายว่า ปีใหม่ลาหูที่มักเรียกว่า “กินวอ (Kin Wo)” เป็นพิธีและเทศกาลหลักที่ผูกกับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างของชุมชน ภายในงานมักมีพิธีกรรม การรวมญาติ การแสดงความเคารพผู้ใหญ่ และการแสดงทางวัฒนธรรม
หัวใจของเรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก วัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่บนเวที แต่มันคือระบบคุณค่าที่กำกับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน เช่น การให้เกียรติผู้สูงอายุ สายสัมพันธ์เครือญาติ กติกาที่อยู่ร่วมกัน และบทบาทของพิธีกรรม พอเทศกาลถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายก็เพิ่มทันที คือทำอย่างไรให้แก่นของประเพณียังอยู่ครบ ขณะเดียวกันคนภายนอกก็เข้าถึงและเข้าใจได้
เรื่องชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นเล็ก เพราะเป็นชีวิตจริงของผู้คนที่กระจายอยู่ตามจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของ SAC ระบุชุดตัวเลขหนึ่งว่า ประเทศไทยมีชาวลาหู 116,126 คน (ชาย 57,941 คน หญิง 58,185 คน) อยู่ใน 452 กลุ่มหมู่บ้าน ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนา
ขณะเดียวกัน รายงานของ กรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้อีกชุดตัวเลข ระบุว่ามีชาวลาหูในไทยราว 150,000 คน อยู่ในมากกว่า 800 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาในหลายจังหวัด
ตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิดเสมอไป บ่อยครั้งเกิดจากความต่างของฐานข้อมูล ช่วงเวลาเก็บข้อมูล หรือคำนิยามที่ใช้ (เช่น สำรวจชุมชน ข้อมูลทะเบียน หรือค่าประเมินเชิงนโยบาย) การสื่อสารที่รับผิดชอบควรทำควบคู่กัน 2 อย่างคือ
- ระบุแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง
- ใช้ตัวเลขเพื่อบอก “ขนาดของประเด็น” ไม่ใช่เพื่อขยายความเกินจริง
จากงานวัฒนธรรมสู่ Soft Power
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพูดถึง Soft Power ของไทย ทำให้เทศกาลชาติพันธุ์ถูกจับตามากขึ้น หลายคนมองว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดได้ทั้งท่องเที่ยว งานสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศ ในมุมนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายก็ถูกมองเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารวัฒนธรรมต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ
คำว่า “นานาชาติ” ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนของผู้คน สำหรับงานครั้งที่ 3 ในปี 2569 ณ เวลาที่เรียบเรียง ยังไม่พบเอกสารสาธารณะที่ตรวจสอบได้ซึ่งระบุรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ส่วนในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือกับชุมชนลาหูจากหลายประเทศ เน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ พร้อมเชื่อมกับการท่องเที่ยวเชียงราย
ถ้าวางแผนดี งานแบบนี้สร้างผลบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น
- การยอมรับในสังคม
คนเห็นกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่แค่ “ชุมชนชายแดน” ที่ถูกพูดถึงตอนเกิดวิกฤต - รายได้จากฐานชุมชน
งานสามารถเชื่อมงานหัตถกรรม อาหาร การแสดง และการเยี่ยมชุมชน โดยให้เกียรติเจ้าบ้าน - ตัวตนและความภูมิใจ
พื้นที่สาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่อยากเรียนภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม เพื่อให้วัฒนธรรมเดินต่อได้
แต่ Soft Power ก็มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ถ้าวัฒนธรรมถูกแพ็กเป็นสินค้า และชุมชนไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่
- ทำพิธีให้กลายเป็นโชว์
ตารางงานที่แน่นอาจทำให้พิธีถูกย่อหรือปรับจนความหมายจางลงสำหรับคนในชุมชน - การหยิบใช้วัฒนธรรมโดยไม่ให้เครดิต
ลวดลาย เสื้อผ้า สัญลักษณ์ หรือดนตรีอาจถูกนำไปใช้โดยไม่ระบุที่มา หรือไม่มีผลตอบแทนที่เป็นธรรม - การกระจายประโยชน์ไม่เท่าเทียม
รายได้อาจไปกองอยู่ที่ผู้จัดหรือธุรกิจภายนอก มากกว่าจะถึงช่างฝีมือและศิลปินของชุมชน
รายงานกรมประชาสัมพันธ์ปี 2568 ยังบันทึกถ้อยแถลงของ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยเน้นการสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะและประเพณีที่เชื่อมคนชาติพันธุ์ ย้ำหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ
เมื่อนำมาวางในบริบทปี 2569 ภาพนี้เหมือนกรอบปฏิบัติที่งานวัฒนธรรมควรยึดไว้ให้ชัด
- วัฒนธรรมคือ “สิทธิ” ไม่ใช่ของตกแต่งของชาติ
- การทำให้งานชาติพันธุ์เป็นที่รู้จัก ต้องไม่ลดคนชาติพันธุ์เหลือแค่นักแสดงที่ต่อรองอะไรไม่ได้
- ความหลากหลายต้องมากับความปลอดภัยและศักดิ์ศรี
เพราะแบบนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่รายการกิจกรรม แต่มันแตะเรื่อง “ประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของไทยด้วย คือสังคมรับความต่างได้แค่ไหนในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในวันงาน
เทศกาลในเมืองกับการท่องเที่ยว
เชียงรายมีข้อได้เปรียบชัดเจน จังหวัดนี้มีชื่อด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวมานาน พื้นที่จัดงานแบบศูนย์ประชุมทำให้รองรับคนจำนวนมากได้สะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ก็มีโจทย์สำคัญอยู่เหมือนกัน คือทำอย่างไรให้เทศกาลในเมืองเชื่อมไปถึง “ประสบการณ์ชุมชนจริง” โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ
แนวทางที่พูดกันมากขึ้นในไทยคือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ethical หรือ responsible tourism) สำหรับบริบทวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ควรมีอย่างน้อย 4 ส่วน
- ความยินยอมและกติกาชัดเจน
การถ่ายภาพ วิดีโอ และการใช้ลวดลายควรขออนุญาต พร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจน - การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
รายได้ควรกลับไปถึงผู้ผลิตและผู้แสดงของชุมชนในสัดส่วนที่เหมาะสม - ให้ชุมชนเล่าเรื่องของตัวเอง
เจ้าของวัฒนธรรมควรเป็นคนกำหนดเรื่องเล่า ไม่ใช่ให้คนอื่นพูดแทน - มีมาตรการป้องกันความเสียหาย
ลดการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นความ “แปลกตา” เพื่อความบันเทิง
ข้อความประชาสัมพันธ์ของงานปี 2569 ระบุเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เช่น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยน และการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม จุดชี้วัดจริงอยู่ที่การทำให้คำพูดพวกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในทางปฏิบัติ
ถ้าต้องการให้งานปีใหม่ลาหูนานาชาติกลายเป็น Soft Power ที่ยืนระยะ ไม่ใช่กระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตควรตอบ 3 ประเด็นระดับระบบให้ได้
- ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า
ถ้าเนื้อหาถูกกำหนดจากมุมมองคนนอกเป็นหลัก ชุมชนจะกลายเป็น “โชว์” แต่ถ้าเรื่องเล่าออกมาจากชุมชน ความหมายจะมั่นคงและต่อยอดได้แบบไม่เสียรูป - ใครได้ประโยชน์ และได้มากน้อยแค่ไหน
งานที่แข็งแรงควรโปร่งใสตลอดห่วงโซ่ เช่น ค่าตอบแทนการแสดง สิทธิการขายสินค้า และทางเลือกงานให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน - รัฐและท้องถิ่นทำความเสมอภาคให้เกิดจริงอย่างไร
คำประกาศเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่การปฏิบัติในชีวิตจริงต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรี ให้สอดคล้องกับสารที่รัฐสื่อสารไว้ในปี 2568
งาน ปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 จังหวัดเชียงราย (ประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบ โอกาสคือการต่อยอดพลังวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวและรายได้สร้างสรรค์ โดยยังรักษาศักดิ์ศรีไว้ บททดสอบคือการพาประเพณีขึ้นเวทีใหญ่แล้วไม่ทำให้วัฒนธรรมแบนลง หรือทำให้ชุมชนเสียอำนาจในการนิยามความหมายของตัวเอง
ในช่วงที่คำว่า Soft Power ถูกพูดถึงบ่อย สิ่งที่แยกงานที่อยู่ยาวออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว คือความสามารถในการยืนบน 3 ฐานพร้อมกัน ได้แก่ ความจริงของพิธีกรรม สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ถ้าเชียงรายรักษาทั้ง 3 ข้อนี้ได้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติจะไม่ใช่แค่วันหนึ่งในปฏิทิน แต่มันอาจกลายเป็นตัวอย่างที่ใช้ได้จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกัน และค่อยๆ สร้างความไว้ใจในชีวิตประจำวันในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
เชียงราย - Chiang Rai News
ญาติของแรงงานชาวอิสราเอลในเชียงรายเรียกร้องให้พวกเขากลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
เชียงราย – เชียงรายมีแรงงานไทยเดินทางกลับไปทำงานในอิสราเอลเกือบ 4,000 คน หลายครอบครัวในพื้นที่ติดตามข่าวใกล้ชิด เพราะการปะทะในตะวันออกกลางยกระดับต่อเนื่อง ญาติของแรงงานบางรายเล่าว่า คนที่ทำงานอยู่แถบไร่องุ่นได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยเป็นระยะๆ จึงยิ่งทำให้ที่บ้านเป็นห่วง และย้ำกันตรงๆ ว่าถ้าเหตุการณ์หนักขึ้นให้รีบกลับไทยทันที
ช่วงวันที่ 2 มี.ค. มีรายงานสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตร กับอิหร่านและพันธมิตรในตะวันออกกลาง ดำเนินต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้หลายพื้นที่ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงบางเมืองในอิสราเอลด้วย เมื่อข่าวออกมาแบบนี้ ญาติแรงงานชาวเชียงรายที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลยิ่งรู้สึกกดดัน เพราะกลัวเหตุซ้ำรอยเดิม
ที่บ้านป่าสักงาม หมู่ 9 (คุ้มเวียงราชพลี) ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง น.ส.นารี วงศ์มุทิตาจิต อายุ 30 ปี เล่าว่า สามีทำงานที่อิสราเอลมาแล้วราว 2 ปี และนี่เป็นการไปทำงานรอบที่ 2 หลังเคยกลับไทยช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบปลายปี 2566 จากกรณีกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล
น.ส.นารีบอกว่า สามีกลับไปทำงานเกษตรที่ไร่องุ่นแห่งเดิม หลังสถานการณ์ช่วงก่อนหน้าผ่อนคลายลง เขายังติดต่อครอบครัวทุกวันผ่านโทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย ดังนั้นทางบ้านจึงพอรู้ความเคลื่อนไหวตลอด ช่วงที่มีเหตุปะทะรอบล่าสุด สามีเล่าว่าได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยเป็นพักๆ แม้ยังออกไปทำงานได้ตามปกติ แต่ทุกคนในพื้นที่เตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะถ้านายจ้างแจ้งเตือนก็ต้องหยุดงานแล้วรีบเข้าหลุมหลบภัยทันที
แม้จะพยายามทำใจ น.ส.นารีก็ยอมรับว่ากลัวและเป็นห่วงมาก เพราะข่าวบอกว่าสถานการณ์ขยายวงไปหลายประเทศ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือกำชับให้สามีระวังตัว และดูแลตัวเองให้ดีที่สุด นอกจากนี้ทั้งคู่คุยกันไว้แล้วว่า หากความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกให้รีบกลับประเทศไทยก่อน โดยไม่ต้องห่วงเรื่องงาน เพราะสุดท้ายแล้วความปลอดภัยสำคัญกว่า
ด้านข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า ก่อนเหตุการณ์รุนแรงปี 2566 เชียงรายมีแรงงานไปทำงานที่อิสราเอล 2,174 คน เป็นชาย 2,148 คน หญิง 26 คน โดยเฉพาะ อ.เวียงแก่นมีมากกว่า 500 คน ต่อมาหลังเหตุการณ์กลุ่มฮามาสบุกโจมตี ทำให้ชาวเชียงรายเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และมีแรงงานทยอยกลับไทยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบ แรงงานบางส่วนก็ค่อยๆ กลับไปทำงานอีกครั้ง เพราะนายจ้างอิสราเอลเข้ามาเปิดศูนย์ทดสอบรับงานถึงในเชียงราย และเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้น
ล่าสุดในเดือน มี.ค. 2569 มีแรงงานชาวเชียงรายอยู่ในอิสราเอล 3,842 คน และถ้ารวมประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางจะอยู่ที่ 3,996 คน ทำให้หลายครอบครัวในจังหวัดยังต้องติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง และภาวนาให้คนที่อยู่หน้างานปลอดภัยทุกวัน
วัยรุ่น 7 คนปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว ถูกจับขณะลักลอบขนยาบ้า 4 ล้านเม็ดจากเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
ผู้ว่าฯ เชียงรายย้ำข่าวลือน้ำมันขาดแคลนไม่จริง, สั่งเข้มกันกักตุน
เชียงราย – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่พร้อมทีมจากสำนักงานพลังงานจังหวัด, พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด เพื่อตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการทั่วจังหวัด หลังมีกระแสข่าวลือบนออนไลน์เรื่องน้ำมันขาดแคลนจนหลายคนเริ่มตื่นตระหนก
ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าเชื้อเพลิงในพื้นที่ยังเพียงพอ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการและใช้ชีวิตตามปกติ พร้อมประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการ 6 ข้อ เพื่อสกัดการกักตุนและการเอาเปรียบด้านราคา
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ชูชีพ พงษ์ชัย ลงตรวจจุดสำคัญร่วมกับชุดปฏิบัติการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นตรวจทั้งแหล่งเก็บสำรองและสถานีบริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาวเชียงราย และลดความกังวลจากข่าวลือที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ผู้ว่าฯ ระบุว่า การเร่งไปเติมหรือกักเก็บเกินความจำเป็นจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาใหม่ เพราะทำให้ความต้องการพุ่งสูงผิดปกติและส่งผลให้ปั๊มน้ำมันบางแห่งน้ำมันหมดเร็วกว่าปกติ
น้ำมันในเชียงรายยังไม่ขาดแคลน
นอกจากนี้ จังหวัดเปิดสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมงให้แจ้งเบาะแส หากพบการฉวยโอกาส เช่น กักตุนหรือขายเกินราคา โดยเจ้าหน้าที่จะติดตามและดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดอย่างใกล้ชิด
“อยากให้พี่น้องเชียงรายเข้าใจข้อเท็จจริง น้ำมันในจังหวัดไม่ได้ขาดแคลน ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ และอย่าตุนหรือซื้อเกินจำเป็น เพราะจะทำให้สถานการณ์ตึงโดยไม่จำเป็น” ผู้ว่าฯ กล่าว
ด้านนายประสก งามสมภักดิ์ พลังงานจังหวัดเชียงราย เสริมว่า ช่วงที่ข่าวลือแพร่หลาย มีประชาชนบางส่วนนำภาชนะมาเติมน้ำมันมากกว่าปกติ ส่งผลให้ยอดใช้ต่อวันสูงขึ้น และทำให้บางสถานีบริการต้องเติมสต๊อกถี่กว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม จังหวัดประสานผู้ประกอบการให้เพิ่มรอบการขนส่งแล้ว จึงช่วยให้การกระจายเชื้อเพลิงทำได้ต่อเนื่อง อีกทั้งเชียงรายมีคลังน้ำมันของตัวเอง ทำให้การส่งจ่ายทำได้เร็วกว่าในบางพื้นที่
เขาย้ำด้วยว่า ราคาน้ำมันยังไม่ปรับขึ้น และปริมาณยังเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ดังนั้นประชาชนไม่ควรกักตุน และควรเติมตามความจำเป็น
รัฐบาลตรึงราคาดีเซลชั่วคราว 15 วัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยสั่ง ตรึงราคาดีเซลชั่วคราว 15 วัน โดยคงเพดานราคาทั่วประเทศไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เริ่มวันที่ 3 มีนาคม 2026 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุแนวทางดังกล่าว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อุตตพล เรืองกฤบูรณ์ ดำเนินการผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
มาตรการนี้ต้องการลดแรงกระแทกค่าครองชีพและต้นทุนเดินทาง หลังราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลเรื่องการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ค้ารายใหญ่ เช่น PTT, Shell และ Caltex จึงคงราคาไว้ (หรือปรับลดในบางช่วงตามเงื่อนไข) โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะช่วยชดเชยส่วนต่างในช่วงตรึงราคา และบางกรณีอาจครอบคลุมไปถึงน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ด้วย เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าไทยมีน้ำมันสำรองราว 60 วัน จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปซื้อกักตุนในช่วงที่ตลาดยังผันผวน
ปั๊มน้ำมันในจังหวัดเชียงรายน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 95 หมด
เชียงราย - Chiang Rai News
ทหารเชียงรายสกัดรถเอสยูวี ยึดยาไอซ์ได้ 600 กิโลกรัม
เชียงราย – มีการไล่สกัดรถต้องสงสัยบนเส้นทางภูเขาในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย หลังเจ้าหน้าที่พบรถปาเจโรป้ายทะเบียนเชียงใหม่ขับเร็วผิดปกติ ก่อนเร่งเครื่องหนีและฝ่าจุดตรวจหลายจุด สุดท้ายถูกพบจอดทิ้งไว้ริมอ่างเก็บน้ำ ส่วนคนขับอาศัยความมืดหลบหนีไป
วันที่ 5 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ม.2 ฉก.ทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ร่วมกับ นบ.ยส.35 ตรวจยึดไอซ์น้ำหนักราว 600 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์อเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สีดำ ป้ายทะเบียนจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 คัน
ก่อนหน้านี้ ชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยเมียนมา ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง ระหว่างปฏิบัติภารกิจช่วงกลางคืน เมื่อถึงบริเวณบ้านลิเซ หมู่ 9 ต.แม่ฟ้าหลวง เจ้าหน้าที่เห็นรถคันดังกล่าววิ่งบนถนนเขาด้วยความเร็วผิดสังเกต จึงส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ แต่คนขับกลับเร่งเครื่องหลบหนีทันที

ต่อมา เจ้าหน้าที่ประสานกำลัง นบ.ยส.35 เพื่อจัดตั้งจุดตรวจและจุดสกัดบนเส้นทางบริเวณบ้านห้วยน้ำขุ่น หมู่ 18 ต.แม่ฟ้าหลวง อย่างไรก็ตาม รถเป้าหมายยังฝ่าจุดตรวจไปได้ จึงเกิดการไล่ติดตามต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ตามไปถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ไร่ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง และพบรถต้องสงสัยจอดอยู่ริมอ่าง จึงเข้าตรวจสอบทันที แต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่หรือบุคคลในพื้นที่ คาดว่าหลบหนีไปแล้ว

เมื่อตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบฟางสีขาวและสีฟ้ารวม 24 ใบ ภายในบรรจุไอซ์ โดยระบุว่าแต่ละกระสอบมี 25 ห่อ รวมของกลางทั้งหมดราว 600 กิโลกรัม
นอกจากนี้ยังพบเอกสารส่วนบุคคล เป็นบัตรประจำตัวประชาชนของชายอายุ 29 ปี ชาว ต.บ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบ และเดินหน้าขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องต่อไป
รายงานข่าวระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 ถึงช่วงต้นเดือน มี.ค. 2569 กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นยาเสพติดได้ 257 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 265 คน ตรวจยึดยาบ้า 151,621,703 เม็ด เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม ไอซ์ 2,407.2 กิโลกรัม ฝิ่น 67 กิโลกรัม และเคตามีน 327.4 กิโลกรัม อีกทั้งมีเหตุปะทะกับกลุ่มขบวนการลำเลียง 34 ครั้ง ส่งผลให้ฝ่ายขบวนการเสียชีวิต 25 ราย และหากยาเสพติดที่ยึดได้ถูกลำเลียงเข้ากรุงเทพฯ อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าการขายรวมประมาณ 25,482 ล้านบาท
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชายคนหนึ่งใช้ดาบซามูไรทำร้ายช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ เนื่องจากเบรกเสีย
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoรวบคู่สามีภรรยาคดีฉ้อโกงในเชียงราย เจอปืนลูกโม่ .38 ทำเองคาตัว
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoตำรวจทลายแก๊งหลอกลวงในช้างแสน จังหวัดเชียงราย
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoเกษตรกรเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนหลังราคาผักตกต่ำ



